ตั้งแต่ Fortuner รุ่นปัจจุบันเปิดตัวในปี 2015 และใช้สีโปรโมทเป็นสีน้ำตาล แน่นอนว่าความรู้สึก ของเด็ก First jobber อย่างผม ณ ตอนนั้นรู้สึกแรกคือ”แก่”และ”จืด” และยิ่งการใช้โทนสีภายใน เป็นสีน้ำตาลสลับดำ และมี Trim เงินนิดหน่อย ก็รู้สึกได้เลยว่า ในความรู้สึกเด็กหนุ่มไฟแรงเรียนจบใหม่ๆ อย่างผม ณ ตอนนั้น ไม่ได้มอง Fortuner เลย จนกระทั่งการมาของ Fortuner TRD Sportivo ที่มาพร้อมกับล้อ 6 ก้านสีดำล้วนในปี 2016 ความรู้สึกนั้น ก็เปลี่ยนไป ว่าเอาเข้าจริงๆ Forutner เป็นรถที่ไม่ได้ดู”แก่”และ”จืด”แต่อย่างใด เพียงหากเปรียบเป็นคน ก็คงเหมือนเด็กหนุ่ม ที่เผลอไปหยิบเสื้อผ้าไม่เข้ากับวัยมาใส่ ก็เพียงเท่านั้นเอง และในปี 2020 เจ้า”ยืนหนึ่ง”ของตลาด ก็ถึงเวลาต้องปรับหน้าทาปากให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อต่อกรกับคู่แข่ง ส่วนจะเป็นอย่างไร เลื่อนลงมาซิครับ

ภายนอก : เมื่อ Product Planning แอบไปร้านแต่งรถ เลยจัดให้หมดทั้งคันตั้งแต่ออกรถ
มิติรถ
กว้าง : 1855 มม.
ยาว   : 4795 มม.
สูง    : 1835 มม.
ระยะฐานล้อ : 2750 มม.
น้ำหนัก : 2135 กก.
ความจุถังน้ำมัน : 80 ลิตร

หลังจาก Fotuner รุ่นนี้เปิดตัวตั้งแต่ปี 2015 และมีการทำสำรวจเรื่องการแต่งรถของลูกค้าที่ซื้อไป จนตกผลึกมาเป็นรุ่น TRD Sportivo ในปี 2016 และเมื่อมีการปรับโฉมและในรุ่นตกแต่งพิเศษเปลี่ยนชื่อ เป็น Legender
สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมมีดังนี้
– ไฟหน้าแบบ LED ทรงใหม่ พร้อม Daytime Running Light เป็นเส้นแทนหลอด LED เดิม
– กันหน้าพร้อมชายสเกิร์ตข้างทรงใหม่
– ไฟเลี้ยวย้ายมาอยู่ด้านล่างบริเวณชายล่างกันชน และวิ่งแบบ Sequential
– กระจังหน้าทรงใหม่ รับกับไฟหน้าขึ้นไป – หลังคาตัดสีดำ จากการ Wrap สติกเกอร์ เป็นการทำสีเงามาจากโรงงาน (เฉพาะสีแดงและขาว)
– ล้อขนาด 20 นิ้วลายใหม่ 5 ก้านคู่ เป็นสีดำตัดปัดเงา
– ไฟท้ายแบบทรงใหม่ พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED แบบ Sequential
– กันชนท้ายแบบใหม่ มีการตัดด้วยเส้นสีดำรูปตัว L
หากมองในแต่ละส่วนแล้ว เรียกว่าทาง TMT ได้ทำการบ้านว่า คนที่ใช้ Fortuner ก่อนหน้า มักใส่ของแต่งอะไรบ้าง ในรุ่น Legender จึงได้มีการเพิ่มหลายส่วน ส่งผลให้ตัวรถดูสวยขึ้นในหลายๆส่วน เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย กระจังหน้า ที่ปรับและการใช้สีดูลงตัวและตัดกันได้ดีในหลายส่วน แต่ในความเห็นของ Carsideteam รู้สึกขัดใจการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวที่ดูต่ำไปเมื่อเทียบกับความสูงของรถ หากใช้วิธีให้อยู่กับโคมไฟหน้า และดับ DRL เพื่อให้ไฟเลี้ยวทำงานแทน น่าจะทำให้การให้สัญญาณไฟเลี้ยวเห็นได้ชัดเจนกว่าครับ  นอกนั้นถือว่าสวยขึ้นและไม่ต้องแต่งอะไรเพิ่มครับ ภายใน หลายอย่างเปลี่ยนไป ตามใจลูกค้ามากขึ้น

ภายใน : เริ่มใส่ใจทุกอย่างให้ใช้ง่าย แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่สุดในกลุ่ม 

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนใน Fortuner Legender อย่างแรก ก็เห็นจะเป็นการตกแต่งภายใน ดังนี้
– สีภายนอกสีดำ/สีขาว-ดำ จะได้ภายในเป็นสีดำ-สีขาว ตัดกัน
– สีภายนอกสีแดง-ดำ จะได้ภายในสีดำ-แดงตัดกัน
– กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ
– Ambilent Lamp สีขาว บริเวณแผงประตูและคอนโซลกลาง
จากการเปลี่ยนสีภายในใหม่ ทำให้ภายในรถดูโปร่งสบายตาขึ้นจากเดิมก็จริง แต่การใช้สีขาว อาจทำให้หลายคน
เมินด้วยสาเหตุในเรื่องการใช้งานและทำความสะอาดที่อาจจะลำบากกว่าเดิมไปซักหน่อย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจ
ว่า รับได้ตรงไหนกันเองครับ ตรงนี้เป็นเรื่องของจริตและความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละท่านครับ

หน้าปัดมีการเปลี่ยน Font แบบใหม่ กรอบวงกลมเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีขาว เข็มก็เป็นสีขาว
หน้าจอ TFT ตรงกลาง เวลาติดเครื่องครั้งแรก ก็เปลี่ยนเป็นรูปรถรุ่นใหม่แทน ดูเรียบง่าบกว่าเดิม
และยังคงความดูง่ายโดยไม่ต้องคอยเพ่งเวลาขับขี่ครับ

หนึ่งในสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นคือ ระบบ Infotainment ที่เปลี่ยนเครื่องเสียงใหม่ โดยมาพร้อมกับ
ระบบ T-Connent ที่

สำหรับสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ การมีเบาะปรับไฟฟ้าคู่หน้าทั้ง 2 ฝั่ง สำหรับการรองรับ
สรีระนั้น เหมือนกับรุ่นเดิมไม่มีเปลี่ยน เข้าออกได้อย่างสะดวก แต่มีระบบปรับไฟฟ้าสำหรับเบาะฝั่งคนนั่งมาให้



สำหรับเบาะแถว 2 ยังคงคุณงามความดีที่สามารถปรับเอนได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Fortuner ที่คงรักษา
ความดีงามเหนือคู่แข่ง และสามารถมอบความสบายและรองรับสรีระของแต่ละคนได้สบาย

สำหรับที่นั่งแถว 2 สามารถชาร์ตแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ได้ผ่านสาย USB และมีปลั๊กไฟฟ้าสำหรับใช้งานอุปกรณ์
ที่กินไฟฟ้ามากอย่างคอมพิวเตอร์พกพาได้อย่างไม่มีปัญหาครับ


ในบริเวณเบาะแถว 3 ถึงแม้ว่าหลายคนจะค่อนขอดว่า การที่ไม่สามารถพับราบไปกับพื้นได้แบบคู่แข่ง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ เบาะแถว 3 ที่สามารถนั่งได้จริง สำหรับคนที่สูงไม่เกิน 170 ซม. และรอบเอว
ราว 28-29 นิ้ว สามารถนั่งได้ไม่มีปัญหา หากผู้โดยสารแถว 2 ไม่ได้ปรับเบาะเอนจนเกินไปครับ

สำหรับการเข้า-ออกตัวรถ เป็นแบบ Smart Entry โดยพกกุญแจทรง Biscuit เหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่าง
รุ่นก่อนหน้านี้ คือสีของปุ่มกดจะเป็นสีขาว กรอบข้างตกแต่ง เพิ่มความโดดเด่นจากรุ่นปกติอย่างชัดเจน


เครื่องยนต์ : เครื่องเดิม เพิ่มเติมคือความแรงแบบน่าตกใจ ทะยานไปยืนหนึ่ง

ขุมพลัง Fortuner Legender คันนี้ ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV ความจุ 2,755 ซีซี หรือ 2.8 ลิตร ความจุกระบอกสูบxระยะชัก 92.0 x 103.6 มม. ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Commonrail พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันและอินเตอร์คูลเลอร์
สำหรับสิ่งที่เปลี่ยนจากรุ่นเดิมมีดังนี้
– หัวฉีดแบบ i-ART ของ Denso โดยใส่ Pressure Sensor เข้าไปในบริเวณปลั๊กหัวฉีด
– แรงดันในระบบ Commonrail จากเดิม 180 MPa เป็น 250 MPa – เทอร์โบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม
– Balancer Shaft หรือเพลาถ่วงสมดุล (เฉพาะใน Fortuner)
– Idling Start/Stop System (เฉพาะ Fortuner 2.8 Sigma4)
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เพิ่มกำลังสูงสุดเป็น 204 แรงม้าที่ 3400 รอบ/นาที และแรงบิด 500 นิวตันเมตร
ที่ 1600-2800 รอบ/นาที
มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +- และ Paddle Shift อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อัตราทด 3.600 :1
เกียร์ 2 อัตราทด 2.090 :1
เกียร์ 3 อัตราทด 1.488 :1
เกียร์ 4 อัตราทด 1.000 :1
เกียร์ 5 อัตราทด 0.687 :1
เกียร์ 6 อัตราทด 0.580 :1
เกียร์ถอยหลัง อัตราทด 3.732 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 3.909 : 1
สำหรับการตอบสนองนั้น ความรู้สึกจะชัดเจนในการออกตัว เมื่อใช้โหมด Sport ภาษาคนเล่นเรียกว่า”โดดออก”
เร็วมาก และด้วยแกนเทอร์โบที่เปลี่ยนมาใช้แบบ Ball Bearing และขนาดใบหน้าเทอร์โบที่ใหญ่ขึ้นจากเดิม
ทำให้บูสต์ติดเร็ว และการประจุอากาศเข้าห้องเผาไหม้มากขึ้น ทำให้การตอบสนองดีตั้งแต่แตะคันเร่งทันที
กวาดลากยาวจนตัดที่ 4,000 รอบ/นาที แล้วเปลี่ยนเกียร์ เดินดี เดินดุ จนกระทั่งความเร็วไปหมดที่ 195 กม./ชม. ที่หน้าปัด เกียร์ยังคงมีอาการอดแรงบิดแล้วบ้วนออกเหมือนกัน Revo Rocco ไม่มีผิดเพี้ยนแต่อย่างใดครับ
ตรงนี้ต้องยอมเกียร์ 10 จังหวะของ Ford Everest 2.0 Bi-Turbo ที่การตอบสนองของเกียร์ดีกว่าแบบชัดเจน
แต่ตัวเลขที่ทำออกได้ เรียกว่า สร้างความประทับใจและไม่แปลกใจที่ตอนนี้จะออกมายืนหนึ่งในบรรดา PPV ด้วยกันครับ
(Mu-X Said : ใจเย็น รอฉันก๊อนนนนนน)
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part time ที่ใช้สวิตช์ในการบิดด้วยระบบ Shift-On the fly โดยสามารถเปลี่ยน
จากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ (H2>>H4) มาพร้อมกับระบบ Auto LSD ที่ช่วยให้ตะกุยในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวยได้ดีขึ้น สามารถใช้งานได้โดยเข้าไปที่โหมด L4 และ TRC จะหยุดทำงานเพื่อให้ระบบ Diff Lock ทำงานแทน

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : ดีขึ้นทุกอย่าง แต่ยังดีขึ้นได้อีก
สำหรับ Fortuner Legender ยังคงใช้ช่วงล่างหน้าแบบปีกนกคู่และเหล็กกันโคลง และด้านหลัง
แบบ 4 Link พร้อมเหล็กกันโครง แต่สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นปกติคือ โช๊คอัพและสปริงที่ถูกปรับจูนแยกจาก
รุ่นปกติ จึงทำให้ทั้งความสูงและการเกาะถนนแตกต่างจากรุ่นปกติ สำหรับอาการสะท้านจากรอยต่อถนน
เบาลงจากรุ่น TRD Sportivo แต่ก็ยังสะท้านและส่งรายละเอียดของผิวถนนขึ้นมามากกว่าคู่แข่งอย่าง
Ford Everest แต่บนความเร็วสูง หากเทียบกับ Everest Bi-Turbo แล้ว Fortuner Legender ยังให้
ความมั่นใจและอาการโยนของตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงดีกว่านิดหน่อย

พวงมาลัยยังคงผ่อนแรงด้วยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิก รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.8 เมตร แต่มีระบบผ่อนแรง
ตามความเร็วรถ VFC ซึ่งความเร็วขณะหาที่จอดรถหรือเข้าซองจอด เบาลงกว่าเดิมและคล่องตัวขึ้น
แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงหรือหากต้องการเปลี่ยนเลนขณะขับขี่ ความแม่นยำจากรุ่นเดิมก็หายไปแบบรู้สึกได้
ตรงนี้ยังถือว่าเป็นจุดด้อยของ Fortuner Legender ที่เคยเป็นจุดแข็ง หากในอนาคต ใส่เป็นผ่อนแรง
แบบมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือน Ford Everest การขับขี่ที่คล่องตัวในเมือง และแม่นยำในความเร็วสูง น่าจะดีขึ้น
จนน่าตกใจครับ

ระบบเบรก หน้าเป็นแบบ Disc Brake 4 POT พร้อมจานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อน และด้านหลังเป็นแบบ
1 POT พร้อมจานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อน สำหรับการตอบสนอง ไม่ว่าจะความเร็วต่ำ หรือความเร็วสูง สามารถเอาอยู่ทุกย่านความเร็ว แต่หากใช้ความเร็วสูงและเบรกหนักติดกันบ่อยๆ แค่หาผ้าเบรกที่สามารถทนความร้อน
ได้เพิ่มจากเดิม ก็เพียงพอครับ แต่สิ่งที่เมื่อเทียบกับราคารถแล้วปวดใจคือ การไม่มีเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Brake Hold ที่รถราคาถูกกว่าอย่าง Pajero Sport ยังมีมาให้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะเป็นก๊อกสุดท้ายของ Fortuner หรือเปล่า อันนี้ต้องมาทำนายกันอีกนานครับ

ระบบความปลอดภัย : แพงขนาดนี้ มีหายไปคงโดนว่าหูชาแน่นอน

นอกจากหน้าตาที่เปลี่ยนไป กำลังเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งหนึ่งในคนซื้อในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญไม่น้อย
ก็เป็นความปลอดภัย แน่นอนว่าทาง Toyota จัดหนักจัดเต็มเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียวครับ

– ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
– ระบบกระจายแรงเบรก EBD
– ระบบเสริมแรงเบรก BA
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
– ระบบควบคุมส่วนพ่วงท้าย TSC
– ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC
– ระบบควมคุมเฟืองท้าย Auto Limited Slip Differential
– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

และระบบ Toyota Safety SENSE ที่นับว่าเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ต่อจาก Hilux Revo Rocco ที่ได้ใช้
ประกอบด้วย Feature ดังต่อไปนี้
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control
– ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน Lane Departure Alert
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System

มาดูอัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Fortuner Legender เรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 89.9  กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.94 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.95 กม./ลิตร<<

เมื่อเทียบกับ Toyota Fortuner TRD Sportivo ll ขับเคลื่อน 2 ล้อ พบว่าประหยัดกว่านิดหน่อย และมีตัวเลขเท่ากับ Toyota Fortuner 2.4 V Sigma4 เป๊ะ ๆ ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองตลอดการทดสอบเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ 9.9 กม./ลิตร ส่วนน้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ไกลถึง 720 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล


รวบให้ฟังหลังขับ
: ดีขึ้นจากเดิม เพิ่มเดิมคือราคาทะยานฟ้า

ใช่ครับ ฟังไม่ผิด หลายสิ่งที่เพิ่มจากเดิม มาในราคาที่หลายคนเริ่มหนักใจในการนำมาเป็นตัวเลือก หลายสิ่ง
ที่เคยติติงไปว่า ไม่ดี ทาง TMT ก็ปรึกษากับ TDEM จนเคาะออกมาเป็น Fortuner Legender ที่มาพร้อม
สรรพอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งบุคลิกการขับขี่ดีขึ้นในหลายส่วน ส่วนคนที่ขี้เกียจอ่าน
เราสรุปให้ตามนี้ครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.กำลังเครื่องยนต์ที่กลายเป็นเบอร์หนึ่ง คู่แข่งมีตะลึง 
กำลังสูงสุดจากเดิม 177 แรงม้า กลายมาเป็น 204 แรงม้า แน่นอนว่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ทำให้การขับขี่
สนุก และแตกต่างจากตัวเดิมอย่างชัดเจนเรียกได้ว่าอย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ อัตราเร่งที่เร็วจนน่าตกใจ
การไปถึง Top Speed ที่เร็วและเพิ่มขึ้นจากเดิม น่าจะเป็นตัวชี้วัดชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากใช้งานทุกวัน
บอกเลยว่า เพียงพอทั้งการขับขี่ในเมืองและต่างจังหวัดครับ

2.Interface ของวิทยุแบบใหม่ ใช้ง่าย คุณภาพเสียงดี 
หลังจากที่ปี 2015 มีแต่คนสาปส่งเครื่องเสียงติดรถของ Revo และ Fortuner ที่ใช้งานยาก และคุณภาพเสียงแย่
มาวันนี้ การบ้านที่ทาง Toyota นำกลับไปเก็บและนำเสนอให้กับลูกค้า ก็กลับมาพร้อมระบบเครื่องเสียงแบบใหม่
ที่รอบรังการเชื่อมต่อทั้ง Apple Carplay และ Android Auto และสามารถใช้งานได้ง่าย
สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งคุณภาพเสียง ที่ไม่ว่าจะเป็นเพลงสากล เพลงบรรเลง หรือแม้กระทั่งเพลงลูกทุ่ง ก็ให้
คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ รวมทั้งกล้อง 360 องศาที่ใช้งานได้จริงและดีเกินคาด

3.ฟังก์ชันหน้าปัดที่มีครบ และใช้งานได้จริง 
เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ Toyota มองเห็น ไม่ว่าจะเป็นระบบคำนวณค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบบอกทิศทาง
ของการเลี้ยวล้อคู่หน้า ที่ช่วยในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับขี่ ล้วนเป็นสิ่งที่คู่แข่ง
มองข้ามไป แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่ใส่นั้น ไม่ใช่แค่ของเล่นหลอกเด็ก แต่สามารถใช้งานได้จริงทั้งคู่ ตรงนี้ขอชม
จากใจ ที่ Toyota ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น Revo หรือ Fortuner ครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ช่วงล่างหลังที่ยังดีดสะท้านในความเร็วสูง 
ถึงแม้การขับขี่จะมั่นใจกว่า Everest Bi-Turbo แบบรู้สึกได้ แต่การเก็บรายละเอียดจากพื้นถนน
ทั้ง Pajero Sport และ Everest Bi-Turbo ยังคงให้ความสบายในความเร็วต่ำ และในการใช้งาน
ในชีวิตประจำ ช่วงล่างของทั้ง 2 คัน อาการดีดจากรอบต่อถนน เก็บได้ดีกว่า Fortuner อย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่าความเร็วสูง Fortuner จะดีกว่าแบบรู้สึกได้ก็ตาม หากปรับได้นิดหน่อย ให้กลมกล่อมกว่านี้
ก็จะดีมากๆ จนทั้งสองคันที่กล่าวมา มองค้อนก็ว่าได้ครับ

2.ทวงคืนสวิตช์ปรับจานไฟหน้า เพื่อชาวประชาร่วมถนน 
ผมเชื่อว่านี่คงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ Fortuner ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงทุกวันนี้ พยายามทวงถามจากทาง Toyota
มาตลอด เพราะด้วยตำแหน่งสูงจนยืนหนึ่งของประเทศไทยไปแล้ว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นแบบ LED แล้ว
การที่จะใส่สวิตช์ปรับจานฉายอาจไม่สามารถมาให้ได้ ด้วย Function ของตัวโคมไฟเอง ก็ควรใส่เป็นกล้อง
พร้อมระบบ Adaptive Headlamp มาให้เลยจะดีกว่า เพราะการที่เพิ่มกล้องที่กระจกมองหลัง นอกจากสามารถ
ใส่ Function ส่วนของระบบปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติได้ ก็ยังสามารถช่วยให้ระบบ Toyota Safety Sense
ทำงานได้อย่างแม่นยำขึ้น หากต้นทุนต่อคันไม่ได้แพงขึ้นมากจนต้องปรับราคา ใส่มาให้เถอะครับ เพื่อปวงประชา
รวมถนนทุกคนครับ

3.ราคาขาย กับสิ่งที่ได้ อาจจะดูย้อนแย้งกันไปซักนิด
ถึงแม้ว่าทาง Carsideteam จะเคยชมว่า Toyota Motor Thailand ในยุคปัจจุบัน ทำราคารถกับสิ่งที่ได้
สมเหตุสมผลขึ้น แต่ในกรณีนี้ อาจไม่สามารถใช้กับ Fortuner Legender ได้ เพราะหากเทียบราคาที่ตั้ง
กับสิ่งที่ลูกค้าพึงจะได้นั้น ยังนับว่าแพงกว่าคู่แข่งพอสมควร ในราคาที่ถูกกว่าอย่าง Pajero Sport ก็มี Auto Brake Hold และระบบเบรกมือไฟฟ้ามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วน Mu-X ที่เพิ่งเปิดตัวมาหมาดๆ ก็มีระบบกล้องหน้าคู่
เพื่อจับสัญญาณเดินถนน ส่วน Ford Everest ที่ราคาเท่ากัน ก็มีของท่วมคันจนคนซื้อกังวลใจ (อันนี้แล้วแต่คนคิด)
ยังไง ก็อยากให้ทาง Toyota ลองพิจารณาเรื่องราคา หรือพิจารณาอุปกรณ์ให้เหมาะกับและสามารถสู้กับตลาด ในราคาเท่าเดิม จะทำให้คนตัดสินใจไว้ในตัวเลือกได้ง่ายขึ้นครับ


คันต่อคัน
เมื่อ Toyota Fortuner Legender 2.8 4WD 6AT ราคา 1,839,000 บาท
ซึ่งเป็นผู้สร้าง PPV New-High Price คันล่าสุด มาเจอเรือธงของวงการแต่ละคัน จะเป็นยังไง เลื่อนลงมาครับ

1. Isuzu Mu-X 4X4 3.0 Ddi Ultimate ราคา  1,579,000 บาท
ผู้เล่นหน้าใหม่ ลบทุกคำสบประมาททั้งเรื่องหน้าตาที่ดูเชย อุปกรณ์กับราคาที่น้อยไป ทำให้ยอดขายถล่มทลาย
ตั้งแต่เปิดตัว กวาดยอดไปแล้วเกือบ 1 หมื่นคันทั้งที่ขายมายังไม่ถึง 3 เดือนดีนัก แต่ปัญหาอย่างน้ำแอร์รั่ว
ที่ตู้แอร์หลัง และบางปัญหาตามประสาของรถที่เพิ่งเริ่มผลิต ก็มี แต่ทางตรีเพชรก็มี Reaction กับทุกเคสรวดเร็ว
ส่วนเรื่องสมถรรนะการขับขี่ ทาง Carside ได้คิวทดสอบมาแล้ว ขออนุญาตติดไว้ก่อน ได้ขับเต็มๆ เจอกันครับ

2. Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4X4 10AT  ราคา 1,799,000 บาท
The Best in Class ในทุกด้าน เครื่องแรงสมตัว ระบบ Infotainment ที่ดีที่สุดในตลาด
งานออกแบบที่ลงตัว ดุดัน ภายในหรูหรา ลูกเล่นท่วมคัน แต่ก็ยังมีเรื่องให้กังวลใจคือ
ตัวรถที่ด้วยมีของเล่นท่วมท้น ก็มีความจุกจิกให้กวนใจ ยังไม่นับระบบเครื่องยนต์กลไก
อย่างน้ำมันเครื่องหายจากก้านวัด สลักยึด Torque Corverter หลุดแล้วรถวิ่งไม่ได้
ซีลฝาหน้าเครื่องรั่ว และคุณภาพบริการหลังการขายที่ดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยังเป็นห่วงอยู่

3. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT-Premium 8AT 4WD ราคา 1,599,000 บาท
The Best Compromise in class ประโยคนี้น่าจะเหมาสมที่สุดแล้วสำหรับ Pajero Sport
ราคาที่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่ใส่มาให้ การขับขี่อยู่กลางๆค่อนไปทางระดับต้นๆของกลุ่ม
ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่อง 2.4 ลิตร แต่กำลังที่ให้มานั้น เกินใช้งานสำหรับคนใช้ปกติ และถ้าหากเท้าหนัก
ก็เพียงพอต่อการใช้งาน เกียร์ 8 จังหวะที่ทำให้การขับขี่ทางไกลประหยัด เพราะไม่ต้องโหนรอบเครื่องมาก
พวงมาลัยที่น้ำหนักหนักพอสมควร แต่ไม่หนักเท่า Nissan Terra อย่างแน่นอน นอกนั้น ก็อยู่ในระดับที่
ซื้อได้ หากต้องการรถที่ราคาสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ได้ครับ

4.Nissan Terra 2.3 VL 4WD 7AT MC ราคา (ยังไม่มีกำหนดออกมา) 
หลังจากที่กระแสตอบรับของ Terra ดีจนขายได้แค่เพียงเดือนละ 100 กว่าคัน และมีการเซ่นทีมงาน
และผู้บริหารที่ทำ Project Terra ก็ตาม ทาง Nissan ก็ยังคงที่จะไปต่อ โดยการเข็น Terra Minorchange
มาขัดตาทัพ หลังจากที่เทกระจาดจนรถเริ่มหมดจากสต๊อกทั้ง Nissan และดีลเลอร์ก็ตาม ก็ยังไม่มีวี่แวว
ทั้งราคาและกำหนดการณ์เปิดตัว ส่วนจะดีขึ้นจากเดิมไหม พวงมาลัยยังจะหนักเหมือนตอนแรกหรือเปล่า
คงต้องรอทาง Nissan เปิดตัวและปล่อยรถทดสอบให้สื่อครับ

บทส่งท้าย : เมื่อปรับลุคให้สมวัย ดูชื่นใจขึ้นทันตา 
สำหรับชายหนุ่มวัยทำงานที่ย่างเข้าสู่วัยเลข 3 ก็หนีไม่พ้นทั้งหน้าที่การงานที่หลายคนเริ่มขยับไปในตำแหน่ง
บริหารบ้าง ทั้งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว มีครอบครัว สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นก็คงเป็นลักษณะการแต่งตัวที่ต้องเริ่มเนี๊ยบ
ทุกระเบียดนิ้ว ภาพลักษณ์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเอง ก็ทำให้บริษัทรถยนต์พยายามปรับภาพของรถ PPV ให้ดูหรู
จนลืมไปว่า อายุของคนซื้อรถในหลายประเภท อายุเริ่มน้อยลง และใช้วิธ๊การออกและสื่อสารในแบบดังกล่าวไม่ได้
อย่างที่ Fortuner เปิดตัวในปี 2015 และแก้เกมส์ด้วย Fortuner TRD Sportivo ในปี 2016 ทั้งล้อที่ใหญ่ขึ้น
การเล่นสีในภายนอกและภายใน จนดูเยาว์วัยอย่างชัดเจน

และในปี 2020 Fortuner Legender ก็มารับไม้ต่อจาก TRD Sportivo พร้อมอุปกรณ์ความสะดวก
และความปลอดภัยที่ควรจะมีในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยปัญหาการที่ตั้งราคาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องแพงตามของที่อยู่
บนรถ แต่ทำไมยี่ห้อจึงสามารถทำได้บน Option ที่เท่ากัน ยังไงฝากไว้ให้ทาง Toyota พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง

ก่อนที่ก้อนเค้กที่ถืออยู่ จะโดนคนอื่นมาหั่นออกไป

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : PunTam
ถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam