สำหรับชื่อ Corolla แล้วผมเดาว่าคุณผู้อ่านเกือบทุกคนแหละ ต้องรู้จักชื่อนี้อยู่ เพราะว่ามันเป็นชื่อรถยนต์
รุ่นนึงที่อยู่คู่กับตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยมาอย่างยาวนานนนน นานจนบางทีคุณก็ได้แต่จินตนาการว่า
เมื่อไหร่เจ้ารถอย่าง Corolla ที่ดูเหมือนจะทำมาเพื่อ ข้าราชการอายุงานกลางๆ(ค่อนปลาย) หรือ
เป็นรถ Fleet ของบริษัทต่างๆให้เซลล์วิ่งกันทั่วประเทศเนี่ยมันจะเปลี่ยนลุค เปลี่ยนแนวการทำรถให้มันดู
แหวกโลก(แต่ดันดูไม่ค่อยลงตัว) แบบ Honda Civic หรือมาแนวเรียบหรู Minimal สวยจบแบบ
Mazda 3 จนในที่สุด Corolla ALTIS โฉมที่ 12 ได้เปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562

Corolla ALTIS ใหม่หน้าตาโดยรวมของมันก็ยังคงมาในแนวกลางๆเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด
ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันแก่นะ เหมือนที่ผ่านๆมานะครับ  รถมันดูไม่หวือหวา แต่ก็ไม่เรียบเกิน
มีการออกแบบด้านหน้ารถให้ดูคมคายมากขึ้น แอบดูมีความจงใจใช้เส้นสายในช่วงเสา C Pillar
ให้ดูมีความถมัดถะแมงดีมีกลิ่นของ CAMRY ACV70 ผสมมาในระดับหนึ่ง ภาพรวมแล้วเส้นสาย
มันดูลงตัวมากขึ้นจากรุ่นที่แล้ว มีการใช้เส้นสายเพื่อหลอกให้ดูเหมือนตัวถังจะเล็กลง แต่จริงๆแล้ว
รถใหญ่ขึ้นทั้งกว้างและยาง รวมไปถึงเตี้ยลงไปด้วย ชนาดตัวถังของ Corolla Altis ใหม่มีขนาดดังนี้

Corolla Altis TNGA        : ยาว 4,630 x กว้าง 1,780 x สูง 1,435 มิลลิเมตร
เทียบกับรุ่นที่แล้ว                  : ยาว 4,620 x กว้าง 1,775 x สูง 1,460 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อเท่ากันทั้งสองรุ่นคือ 2,700 มิลลิเมตร

สำหรับรุ่นที่เราได้มาทำการทดสอบคือ 1.8 Hybrid High ตัวท๊อปสุดของ Line-Up Corolla
ณ ตอนนี้ ด้านหน้าก็จะมีการตกแต่งไม่ต่างจากรุ่นอื่นๆมากนักแต่ก็มีสิ่งที่แตกต่างเช่น ไฟหน้า Project
แบบ Full LED ทั้งโคมพร้อมการดำเส้นสีฟ้าตามวิสัยของรถ Hybrid กระจังหน้าคาดยาวพร้อมโลโก้
โตโยต้า Hybrid ที่ฝั่งรวม Radar ของระบบ Adaptive Cruise Control มาด้วยการตกแต่งด้านล่าง
ของกันชนมาพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยสีเทาเงาๆ มีการเล่นเส้นสายตรงแก้มด้านหน้า
ด้วยเส้นโครมเมียมไล่ตามมุมของกันชนหน้าเสริมให้รถดูมีมิติมากขึ้น มาพร้อมไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
ส่วนรุ่นย่อย Hybrid High นั้นยังจะได้ล้ออัลลอยปัดเงาขนาด 17 นิ้วพร้อมยาง Michelin Primacy 4
(ให้ยางดีครับ ขอชมเชย แต่การเก็บเสียงนั้นอีกเรื่อง) ขนาด 225/45 R17

ส่วนของด้านข้างของตัวรถนั้นยังคงเรียบง่ายเหมือนเดิมแต่เอาจริงก็แอบๆเรียบเกินไม่หน่อย
จนไม่มีอะไรโดดเด่น เพียงแต่ยังดีที่ว่าเส้นสายช่วงท้ายพอที่จะพยุงลักษณะของเส้นตัวถัง
ให้ดูมีความทะมัดทะแมง แต่ก็ยังดีที่ว่ามันยังมีการตกแต่งให้ดูหรูหราในจุดต่างๆของตัวรถมากขึ้น
เช่น มือจับประตูแบบโครเมียม พร้อมระบบ Smart Entry กรอบกระจกข้างมีการตกแต่งด้วย
คิ้วโครงเมียม มีการย้ายกระจกมองข้างมาติดอยู่กับประตูคู่หน้าเลย เหนือซุ้มล้อด้านหน้า
มีการแปะคำว่า Hybrid เพื่อนำเสนอว่า ฉันคือรถ Hybrid นะย่ะ ฉันรักโลก //อินเนอร์ Greta Thunberg

ด้านท้ายรถหวือหวาขึ้นไม่เรียบเกิ้นน เหมือนด้านข้างของรถ รุ่นท๊อป Hybrid High จะได้ไฟท้าย
Full LED ทั้งโคมพร้อม ไฟหรี่แบบ LED Light Guiding มาให้ด้วย พร้อมคิ้วโครเมียบบริเวณ
ขอบฝากระโปรงท้ายเสริมให้รถดูกว้างและหรูหราไปในตัว เหนือแผ่นป้ายทะเบียนก็จะมีกล้องมองหลัง
ติดตั้งมาให้เชื่อมต่อกับจอกลางภายในห้องโดยสาร ส่วนด้านขาวก็จะมีปุ่นเปิดฝาท้ายมาให้
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะติดตั้งเรียบไปกันคิวฝ้ากระโปรงท้ายรถ พร้อมแปะป้ายรุ่นรถและป้าย Hybrid
ไว้บริเวณฝากระโปรงท้าย ชายกันชนหลังด้านล่างก็มีการติดตั้งแผงทับทิมให้บริเวณกันชนล่าง
พร้อมกับเซ็นเซอร์กะระยะฝั่งมาให้กับกันชนเรียบเนียนมาจากโรงงาน จำนวน 2 จุด

พื้นที่สัมภาระท้ายรถนั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อมองไปในใบสเปคชีทของ Toyota ระบุว่า
มีขนาด 470 ลิตร แถมเบาะหลังยังสามารถพับลงมาเพิ่มพื้นที่ในการจุของได้อีก เรียกได้ว่า
ขนได้ตั้งแต่โลกเกิดยังโลกดับเลยทีเดียว อะหนึ่งมันก็อาจจะเกิดจากการที่ว่าปรับเปลี่ยน
ตำแหน่งในการติดตั้งแบตเตอรี่ของระบบHybrid ได้เหมาะสม จึงสามารถใช้ประโยนช์จาก
พื้นที่ภายในห้องโดยสารให้ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงยังสามารถให้ยางอะไหล่แบบ Full Size
มาให้ได้อีกในรุ่นย่อยบนๆอีกต่างหาก

เดินเข้ามาที่ประตูคู่หน้ากันบ้าง พร้อมเข้าสู่ห้องโดยสาร มือเปิดประตูติดตั้งระบบ Smart Entry
เพียงพกกุญแจ Keyless ที่หน้าตาแตกต่างกับ C-HR เล็กน้อยแค่การเปลี่ยนโลโก้รุ่นรถไว้กับตัว
เอามือสอดแล้วประตูจะปลดล๊อกเข้ารถได้สะดวกเหมือนเดิม หากจะลีอกเพียงแค่กรีดนิ้วสวยไปสัมผัส
(ย้ำว่าแค่สัมผัสก็พอ) แล้วจะรถก็จะลีอกพร้อมกับพับกระจกมองข้างให้คุณอย่างเรียบร้อย

ตำแหน่งคนขับของ Corolla ใหม่นั้นกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งที่สากลโลกเค้าเป็นกันซะทีนะครับ
จากรุ่นที่แล้วที่คอนโซลสูงเหมือนรถกระบะ PPV รุ่นนี้หลายๆอย่างกลับมาอยู่ในตำแหน่ง
ที่ถูกที่ควรมากขึ้น ภายในใช้การตกแต่งสีดำเทาเป็นหลักมีการขริบด้วยวัสดุสีดำเงาไปตาม
บริเวณต่างๆ การเข้าออกนั้นก็ง่ายดายกว่าคู่แข่ง เพราะว่าตำแหน่งของเบาะจะอยู่สูงกว่า
Civic มากและสูงกว่า Mazda 3 ระดับนึง พอขึ้นไปนั่งแล้วจำว่าความสบายของเบาะนั้น
เบาะนั่งตัวพนักพิงหลังรองรับสรีระได้ดี ปีกข้างบีบกำลังสวย พนังพิงศรีษะแอบดังนิดเดียวจริงๆ
ฟองน้ำแน่นกระชับดี ส่วนตัวเบาะรองนั่งนั้น สั้นตามสไตล์ของ Toyota (เมื่อไหร่จะให้ยาวได้
กว่านี้บ้างฮะ นี่บ่นของทุกรุ่นเลยนะ ไม่ใช่เฉพาะ Corolla)

ส่วนของผู้โดยสารด้านหลังที่ต้องทำหน้าที่รองรับศรีระของคนหลากหลายภายใน
กรุงเทพมหานครเล็กลงจาก Corolla รุ่นที่แล้วแบบชัดเจน แต่ก็ด้วยหลายเหตุผล
ทั้งการเปลี่ยนมาใช้ช่วงล่างแบบอิสระแบบปีกนกคู่ที่มีการกินพื้นที่ห้องโดยสารเข้ามา
รวมไปถึงการที่ต้องติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับระบบ Hybrid ด้วย การโดยสารนั้นบอกกัน
ตามตรงเลยว่ารุ่นที่แล้วทำได้ดีกว่าจัดเจนทั้งพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศรีษะ รวมถึงตัว
เบาะที่รุ่นเก่านั่งสบายกว่าด้วย แต่ถ้ารุ่นใหม่ก็ยังถือว่าพอนั่งได้ไม่ได้แย่ จัดอยู่ในเกณฑ์
กลางค่อนดี แต่องศาเบาะแอบชันไปหน่อย แต่อย่างไรก็ตามรุ่นใหม่ก็ให้ตำแหน่งกระจก
หน้าต่างที่ให้ความโปร่งที่มากกว่า อันเนื่องมากจากกดเสาหลังคาให้ลาดลงตำแหน่งของ
กระจกเลยต้องลงมาด้วยผิดกับรุ่นเก่าที่กระจกอยู่สูงกว่าหัวไหล่

อีกทั้งยังมีการให้ม่ายหลังไฟฟ้าที่สามารถยกขึ้นได้ด้วยคำสั่งเสียงคือใช้คนที่นั่งมาด้วยกัน
ยกขึ้นมาให้หน่อยแบบอัตโนมือ พร้อมที่วางแขนเบาะหลังมีที่วางแก้วน้ำมาให้สองใบ
อีกทั้งรุ่นใหม่นี้ยังมีช่อแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้แล้ว

คอนโซลหน้ามีการออกแบบใหม่เรียกได้ว่าแทบจะทั้งหมดเลย เลือกการวางเส้นแนวนอน
คาดกลางเป้นเส้นหลังของคอลโซลช่วยเสริมให้รถดูกว้าง การเลือกใช้วัสดุมาตกแต่ง
ห้องโดยสารดีขึ้นในทุกจุด มันดูดีกว่า Honda Civic แต่ยังมิอาจจะก้าวไปเทียบ Mazda 3
ที่รายนั้นเค้าทำออกมาได้ดีกว่า Toyota Camry ที่ผมชอบที่สุดในปีที่แล้ว รวมถึง
Honda Accord Hybrid ในบทความก่อนหน้าด้วย การจัดว่าตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ นั้น
ก็ยังทำได้ดีขึ้น ใกล้มือมองไปแล้วเห็นว่า จอเป็นจอ ปุ่มเป็นปุ่ม จอและแผงควบคุมต่างๆ
จัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมมากกว่ารุ่นเดิม ไม่ต้องละสายตาจากท้องถนนมาเพิ่มเล็งว่า
ถ้าชั้นจะเพิ่มพัดลม ต้องเล็งมาตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ หลังจากกล่าวถึงภาพรวมแล้วมาดูแยกย่อยกันบ้าง

คอนโซลกลางบนสุดคือ จอระบบ Infortainment แบบสัมผัสที่มีขนาด 8 นิ้ว Interface
แบบเดียวกับใน Toyota Camry น่ะแหละครับแค่เพิ่มการเชื่อมต่อผ่าน Andriod Auto/Apple CarPlay
(น้ำตาจะไหล เพิ่มมาแล้ว(ซะที!!!!!)) รองรับการฟังเพลงผ่านทั้งวิทยุ AM/FM รวมไปถึง USB
และการเชื่อมต่อ Bluetooth ด้วย บรรเลงเสียงเพลงผ่านลำโพง 6 ตำแหน่งที่คุณภาพเสียง
เรียกได้ว่า ปรับปรุงเหอะ ถือว่าผมขอ เสียงเบสแหบแห้งทุจทะเลทรายซาฮาร่าในหน้าร้อน
เสียงกลางไม่สุด เสียงแหลมไม่รอดอู้อี้ไปหมด เป็นจุดเดียวที่ผมเห็นว่าต้องปรับปรุงแบบเร่งด่วน
เพราะคู่แข่งอย่าง Mazda 3 ก็ทำเรื่องนี้ได้ดีมากๆจนเครื่องเสียงดีกว่ารถยนต์แบรนด์พรีเมี่ยมอย่าง
C300e ที่เรานำมาทดสอบกันเสียงอีกดังนั้นเรื่องเครื่องเสียงก็ยังเป็นสิ่งที่ผมอยากฝากไปปรับปรุงด้วย

ถัดลงมาเป็นแผงควบคุมแอร์อัตโนมัติแบบโซนเดียวพร้อมระบบปล่อยประจุลบ Nano-e
ซึ่งแอร์ของ Toyota นั้นก็ยังสามารถรักษาความดีงามของระบบแอร์ในรถยนต์ได้อย่าง
ดีเยี่ยมคือเย็นได้เร็ว เย็นได้ไว ทันใจทุกสถานการณ์รวมไปถึงรุ่นนี้ยังมีการให้ฮีตเตอร์มาให้ด้วย
แผงคุมระบบปรับอากาศเข้าใจง่ายดี ปุ่มขวาปรับอุณหภูมิ ปุ่มซ้ายปรับพัดลม ด้านล่างของคอนโซล
ส่วนที่ว้าวเข้าไปจะมีช่องเชื่องต่อ USB ที่เอาไว้เชื่อมกับระบบ Android Auto/Apple CarPlay
ติดตั้งมาให้(แอบติดเหมือนกลัวคนขับหาเจอ)

ด้านล่างลงมาจะมีช่องวางโทรศัพท์พร้อมระบบชาร์จแบตแบบไร้สายเหมือนรถรุ่นพี่
อย่าง Camry บริเวณฐานเกียร์จะมีปุ่ม EV MODE สำหรับการวิ่งแบบไฟฟ้าสำหรับ
สามีผู้ซึ่งแอบภรรยากลับเข้าบ้าน ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ Normal/Sport/ECO
และปุ่มปิดระบบ VSC คันเกียร์หุ้มด้วยหนังทั้งบริเวณหัวเกียร์และคันเกียร์ช่วยให้การตกแต่ง
ภายในห้องโดยสารได้ฟีลรถยุโรป(หน่อยๆ) ล่างสุดก็จะเป็นปุ่มระบบเบรคมือแบบไฟฟ้า
พร้อมปุ่มระบบ AUTO BRAKE HOLD ตรงกลางมีที่ท้าวแขนขนาดกำลังดีมากให้พร้อม
มีช่องว่างแก้วที่แอบลึกประมาณนึงมาให้สองตำแหน่ง รุ่น Hybrid High นั้นจะมีระบบ HUD
(Head-Up Display) ส่องขึ้นมาบนกระจกให้ดูข้อมูลต่างๆด้วยเพื่อลดการละสายตาจากท้องถนน

หน้าปัดฝั่งคนขับนั้นในรุ่น HV Hi และ Mid จะได้จอสี TFT ขนาด 7 นิ้วสามารถดูค่าต่างๆ
ของตัวรถได้อย่างสะดวก และง่ายดาย การอ่านค่าบนหน้าปัดก็ยังทำได้ดี อ่านค่าง่าย
สามารถตัวได้ว่าจะอ่านแบบ Digital เป็นตัวเลขหรือเป็นเข็ม Analog บนจอแบบปกติ
ก็ทำได้ตามความชอบ ส่งนตรงกลางของหน้าปัดก็เป็น Interface เดิมที่เคยอยู่ในจอของ
Camry มาแล้วการใช้งานก็ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก อีกทั้งยังมาพร้อมเข็มแบบ Analog
แบบดั้งเดิมที่สามารถอ่านค่าได้สะดวกดีเอาไว้ใช้แสดงสถานะการทำงานของระบบ Hybrid
ระดับน้ำมัน และอุณหภูมิหม้อน้ำ


POWERTRAIN and Suspension

เครื่องยนต์ของ Corolla Altis Hybrid ก็เรียนได้ว่ายกชุดมาจาก C-HR Hybrid
ทั้งดุ้นน่ะแหละครับ เท่ากันยังขนาดถังน้ำมันที่ใช้ 43 ลิตรเหมือนกันส่วนรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 4 16 วาล์ว DOHC VVT-i
วัฏจักรเครื่องยนต์เป็นแบบ Atkinson Cycle ให้แรงม้าสูงที่อยู่ที่ 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
แรงบิด 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที พ่วงเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent
Magnet Synchronous Motor  ให้กำลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร
และมีกำลังรวมกันสูงสุด 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT แบตเตอรี่ยังคงเป็น
แบบ Nickel Metal Hybride (Ni-MH) ความจุอยู่ที่ 1.31 kWh ยังไม่มีการเปลี่ยนเป็น
Lithium-Ion เหมือนของบางประเทศ ผ่านมาตราฐานไอเสีย EURO 4

ส่วนในเรื่องของการตอนสนองในเรื่องของอัตราเร่งนั้นเร็วกว่า C-HR หน่อยนึงตามทรงรถที่เล็กกว่า
เตี้ยกว่า ก็ย่อมออกมาดีกว่า C-HR แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้แรงขนาดนั้น ผมให้นิยามไว้แค่เพียงพอ
ต่อการใช้งานสำหรับคนปกติทั่วไปดีกว่า

พวงมาลัยเป็น Rack and Pinion ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าตามสมัยนิยม การเซ็ตติ่งพวงมาลัยของ Corolla ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเซ็ตพวงมาลัยที่ดีที่สุดเท่าที่มีมาในตระกูลของ Corolla เลยทีเดียว พวกมาลัยมีน้ำหนักที่ดีในทุกช่วงความเร็วไม่เบาโหว่งที่ความเร็วต่ำ แต่มีน้ำหนักกำลังดี ที่ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจได้อย่างดีเนี่ยม อัตราทดจัดขึ้น ทำให้การขับขี่เวลาเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนคล่องตัวมากขึ้นมากๆ ไม่ต้องสาวยาวเหมือนขับเรือหางยาวเหมือนรุ่นที่แล้ว ความคมอาจจะเป็นรอง Honda Civic กับ Mazda 3 ในระดับนึงแต่ถือว่าหากกลุ่มเป้าหมายของรถคือคนในทุกกลุ่ม ถือว่าเป็นเซ็ตติ่งที่ทำออกมาได้ดีเกินตัวไปแล้วครับ หากจะหาข้อที่ควรปรับปรุงคงมีแค่เรื่องความคมของการตอบสนองที่หากได้เท่า Honda Civic จะดีและจบเลย

ช่วงล่างด้านหน้าเป็น McPherson Struct ส่วนด้านหลังเป็น Double-Wishbone
พร้อมเหล็กกันโครง ให้การตอบสนองในชนิดที่ว่าคุณลืม Corollaรุ่นก่อนๆที่ขับมาไปให้หมดเลย
จากรุ่นเก่าๆที่ถ้าหากไม่เซ็ตมาให้นุ่นย้วยก็จะแข็งปนนุ่มกึ่งย้วย เซ็ตติ่งบ้าๆบอๆแบบรุ่นเก่าๆ
หายไปหมดเลย รุ่นใหม่จะมาในแนวนุ่มเป็นหลัก แอบตึงตังเล็กๆ แต่ก็ซับแรงสะเทือนได้ดีมาก
รวมไปถึงการคุมการแกว่งของตัวถังก็ยังทำได้ดีมากๆ การเข้าโค้งเนียนดีมาก พิสูจน์ด้วย
โค้งดอยขุนตาลทางขึ้นจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงทางขึ้นดอยสุเทพ ที่ผมบอกตรงๆเลยว่า
ผมรักเซ็ตติ่งช่วงล่างชุดนี้มากกกกกก ขับสนุกจริงๆ รถสามารถเข้าโค้งได้อย่างต่อเนื่องดี
และเป็นธรรมชาติมากๆ โดยที่เสียงยางแทบไม่ร้องเลย แม้จะเป็นรถที่ตั้งใจเซ็ตมากในแนว
Comfort เป็นหลัก แต่ทำได้ขนาดนี้ผมถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ

หากเทียบกับคู่แข่งมันสู้ Honda Civic ได้แบบชิวๆไม่ต้องคิดเลย หากจะแพ้ก็แพ้แค่ Mazda 3
ที่รายนั้นเค้าเสกช่วงล่างบ้าน ๆ อย่าง Torsion Beam ให้ขับสนุกและหนึบดุจเท้าตุ๊กแกได้อย่าง
น่าตกใจแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความตึงตังที่ความเร็วต่ำซึ่ง Corolla กินเรียบในการซับแรงสะเทือน
แล้วที่นี้หากจะถามว่า Corolla ห่างกับ Mazda 3 มากไหม ผมคงบอกได้ว่าประมาณ 1 ขั้นบันได้
ส่วน Civic หากจาก Mazda 3 ประมาณ 1.75 ขั้นบันได

ระบบความปลอดภัยที่มีมาให้ Corolla ยังรักษาความดีงานในด้านนี้อยู่มาตั้งแต่รุ่นที่แล้ว
โดยมีถุงลมนิรภัย 7 ลูกมาให้เป็นมาตราฐานในทุกรุ่นย่อยรวมไปถึงระบบ VSC/TRC/ABS/EBD/BA
มาให้อย่างครบครันรวมไปถึงในรุ่นย่อย GR Sport จะมีติ่งของระบบ Toyota Safety Sense
เพิ่มเข้ามาให้คือ ระบบ Blind Spot Monitoring พร้อมกับระบบ Rear-Cross Traffic Alert
และรุ่น Hybrid Hi ก็จะมีระบบ Toyota Safety Sense เวอร์ชั่น 2.0 ที่อัพเกรดขึ้นมาจาก
ที่มีอยู่ใน Toyota Camry 2.5 HV Premiem โดยระบบ Adaptive Radar Curise Control
สามารถทำงานได้ทุกย่านความเร็วรวมไปถึงการหยุดรถแล้วเร่งออกตัวเวลาออกจากหยุดนิ่ง
ในกรณีที่ติดไฟแดงได้ด้วย โดยในรุ่น HV Hi ที่มี Toyota Safety Sense เวอร์ชั่น 2.0
จะเป็นแพ็คเกจที่อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถแบบทุกย่านความเร็ว All-SpeedDynamic Radar Cruise Control (DRCC) พร้อมระบบหยุดและเคลื่อนรถอัตโนมัติ ระบบดังกล่าวเป็นการพัฒนามาจาก Radar Cruise Control รุ่นเดิม สามารถแปรผันได้ในความเร็วต่ำ แม้แต่ตอนหยุดนิ่ง (0 กิโลเมตร/ชั่วโมง) หลักการทำงานคล้ายกับ Propilot ใน Nissan นั่นคือ จะเบรกและเร่งเองโดยอัตโนมัติ แต่ยังไม่ถึงขั้นช่วยขับขี่ได้หลากหลายกว่านั้น
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System (PCS)แม้ว่าในเสปคของต่างประเทศบอกว่ามีการปรับปรุง ให้สามารถใช้ได้ในตอนกลางคืน แต่ของประเทศไทยคาดว่ายังคงเหมือนเดิม หลักการทำงานคือเมื่อรถเข้าใกล้วัตถุข้างหน้าระจะเบรกอัตโนมัติมาให้
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert (LDA)ระบบยังคงตรวจจับเลนบนถนน
    พอรถเลยจากเส้นแล้วรถจะเตือนพร้อมประคองพวงมาลัยให้เช่นเดิม
  • ระบบช่วยให้รถอยู่ตรงกลางแม้ไม่มีเส้นจราจร LTA (Lane Tracing Control)เมื่อระบบตรวจรถออกนอกเลน
    ไม่สามารถตรวจจับเส้นถนนได้ ระบบจะใช้กล้องข้างหน้าเพื่อตรวจจับรถให้รถอยู่ในเลนตรงกลางและประคองรถ
    ให้ตรงเลนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งระบบนี้จะไม่มีใน C-HR และ Camty
  • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto High Beam ระบบจะเปิดไฟสูงอยู่ตลอดเวลา พอรถสวนมา ระบบจะปิดไฟหน้าให้อัตโนมัติ

Carsideteam Eco Mode
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้นเริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Super แก๊ซโซฮอล์ 95
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra
แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วน
เฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาว
ใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การงานง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยก
ในซอยสุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไป 91.9 กิโลเมตร
เติมน้ำมันกลับลงไป เอาแค่หัวจ่ายตัด 4.401 ลิตร
ดังนั้นอัตราสิ้นเปลืองจะได้ออกมาอยู่ที่ 20.88 กิโลเมตรต่อลิตร 

สั้นๆนะครับ ประหยัดชิบหายยยยย ไม่ต้องเอาไปติดแก๊สแล้ว รถเดิมวิ่งได้ขนาดนี้ ซูฮกไปเถอะ!!!!
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมือง เฉลี่ยอยู่ที่ 16.9 กม./ล. น้ำมัน 1 ถัง วิ่งได้ 687 กม.
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้ขับขี่ของแต่ละคน และน้ำมันที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุป

Corolla Altis รุ่นใหม่มันมีการละทิ้งแนวทางเดิมของตระกูล Corolla ไปบ้าง
เช่นพื้นที่ห้องโดยสาร บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เราไม่คิดว่ารถอย่าง Corolla
จะกลายเป็นแบบนี้  หน้าตาของรถมันก็ยังมีกลิ่นของ Corolla อาจจะยังไม่สุดขาดๆเกินๆไปบ้าง
เรียบเกินไปบ้าง แต่มันก็ดูลงตัวดี ซึ่งในอนาคตก็ย่อมมีการแต่งหน้าทาปากใหม่อีกรอบ
ในรุ่น Minor Change ซึ่งอาจจะดูดีได้อีก แต่ในขณะเดียวกัน Corolla ก็สามารถลบล้าง
ชื่อเสียด้านการขับขี่ของรุ่นที่ผ่านๆมาได้ออกอย่างหมดจดจนเรากล้าการันตีว่ารถคันนี้
จะต้องติดหนึ่งในรายการของ ขับแล้ว Award ของ Carsideteam แน่ๆ และแน่นอนว่า
Corolla มันยังคงชื่อชั้นหลายๆอย่างของมันไว้ได้เช่น วัสดุภายในดูดีขึ้นแต่จากความแน่นหนา
และผิวชิ้นงานน่าจะให้ความทนทานต่อการใช้งานเป็นเวลานานอย่างแน่นอน ความไว้เนื้อเชื่อใจ
ได้ของศูนย์บริการโตโยต้า รวมไปถึงการบำรุงรักษาและความทนมือทนเท้าของระบบ Hybrid
ที่โตโยต้าพิสูจน์มาแล้วในรถหลายๆรุ่น จากทั้งปัญหาที่เกิดและปริมาณของรถที่เพิ่มขึ้น
มันทำให้รู้สึกได้แน่นอนว่าในอนาคตรถยนต์ Hybrid ของโตโยต้านั้นไม่ได้จุกจิกอะไร
ต่างกับรถโตโยต้าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปเลย รวมไปถึงการหาอะไหล่ก็คงไม่ได้ยากเย็น
เสียเท่าไหร่อย่างแน่นอน

ส่งท้ายกันซักนิดกับข้อเสียของตัวรถคันนี้ เอาจริงๆรถคันนี้มีข้อเสียไม่กี่อย่างจริงๆครับ
แต่ละข้อเป็นสิ่งที่สามารถปรับปรุงได้ใน MY ถัดๆไปด้วย เรื่องแรกเครื่องเสียงติดรถ
คุณภาพเสียงไม่ได้ดีเท่าที่ควร เครื่องเสียง Mazda 2 ที่จอดอยู่ใต้คอนโดของผม
ยังเสียงดีซะกว่าเลย หากปรับปรุงตรงจุดนี้ได้จะดีมาก ถ้าโอกาสเป็นไปได้ก็เอา JBL
มาชนกับ Mazda 3 เลยก็ดีครับ จะได้มีอะไรสู้กับได้สมน้ำสมเนื้อ และสุดท้ายการเก็บเสียงยาง
คือยอมรับเลยครับว่าโตโยต้าให้ยางติดรถมาค่อนข้างดี (Primacy 4 เลยนะแก)
แต่การเก็บเสียงยางกับเสียงจากพื้นห้องโดยสารเนี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่แย่ แต่ไม่แย่เท่า Mazda 3
ตัวที่แล้ว ถ้าแก้ได้อรรถรสในการขับขี่ Altis ใหม่มันก็คงดีขึ้นไม่น้อย

จบละครับสำหรับข้อเสีย 2 ข้อหลักๆเรื่องเสียงทั้งนั้น ส่วนเรื่องบางเรื่องที่เหลือ
เป็นผมยังถือว่าที่สามารถปล่อยผ่านไปได้ หากคุณรับได้กับสิ่งที่ผมติและชมไปใน
Corolla Altis เรียนเชิญทดลองขับ(ทุกครั้ง)และเซ็นใบจองได้ที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศได้เลยครับ

และหากคุณต้องการจะเทียบคู่แข่งเราก็จัดมาให้แล้วดังนี้

คู่แข่งและเพื่อนพ้องในตลาด

Honda Civic Turbo RS and Civic Hatchback Turbo RS

เจ้าประจำตลาด C-Segment จากค่ายรถย่านแยกบางนาอย่าง Honda Civic
ซีดานคู่กัดของ Corolla ขวัญใจวัยรุ่นมหาวิทยาลัยเป็นที่สุด เป็นรถคันนึงที่มี
พัฒนาการที่ดีขึ้นจากรุ่น FB ในรอบตัว ถือว่าเป็นรถที่ขับดีสมตัว เครื่องยนต์เด่น(มาก)
เกียร์ดี พวงมาลัยดีพอกับ Altis  แต่เพิ่มความคมกว่ากันหน่อย ช่วงล่างด้านหน้าดี
แต่หลังยังทำไม่จบ ส่วนเบรคนั้นก็ยังมาในแบบฮอนด้า อยู่ดี คือพอสำหรับคนธรรมดา
แต่คนเท้าหนักก็ยังไม่พอต้องทำเพิ่ม เฟดเร็วไป เอาไปแต่งต่อก็ง่าย ขายต่อสะดวกตามวิถี VTEC TURBO!!!!

Mazda 3 Sedan and 3 Hatchback

คู่แข่งเพื่อนร่วมชาติจากฮิโรชิมาส่งสาวสวนนามว่า Mazda 3เข้าประกวด ด้วยวิถีการทำรถ
แบบ Feel The Drive ที่ชัดเจนว่าจะเน้นคนขับ ส่วนคนนั่งกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
รวมไปถึงเข้าใจว่าคนที่ชอบขับรถต้องการอะไร คุณจะได้รถที่ผมสามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำ
ว่าดีมาก ดีเกือบทุกอย่างยกเว้นศูนย์บริการและพื้นที่ภายในตัวรถ รวมไปถึง Defect เล็กๆน้อยๆ
ที่ได้ยินมาไม่มาก หากคุณอยากได้รถที่อัตราเร่งเร็วกลางๆแต่ไม่ได้เด่นมาก อัตราสิ้นเปลืองดี
สมตัวเครื่อง 2.0 เกียร์ 6AT ที่ทันใจทุกการกดคันเร่ง วัสดุการตกแต่งภายในระดับ
Camry/Accord มองแรงใส่ เครื่องเสียงติดรถดีๆ และที่เด่นที่สุดคือช่วงล่าง เบรก
และพวงมาลัยที่ Best in Class

แล้วเราจะเจอกันใหม่ในบทความหน้า

ขอขอบคุณ
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : BellzonaPT.
เผยแพร่ครั้งแรก : 21 เมษายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Facebook Comments