[Carsideteam-LONG] Toyota Camry Hybrid (TNGA) 2.5 HV Premiuem : ผู้บริหารที่สนุกและสุขุมได้ในเวลาเดียวกัน

1,011

คำว่า “ผู้บริหาร” ภาพจำของคุณเป็นแบบไหน? ภาพจำส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนที่มีอายุหน่อย แต่มีวิสัยทัศน์
ที่เฉียบคม มองกาลไกล มีความสุขุม ดูภูมิฐาน และเข้าถึงยาก เวลาทำงานมักจะทำในสิ่งที่ผู้บริหารคิดไว้
อยู่ในกรอบ ไม่ค่อยกล้าที่จะทำอะไรแปลกใหม่ และอยู่บนจุดสูงสุดเกินกว่าที่ใครจะก้าวถึง
นั้นคือภาพจำที่คนทั่วไปเห็น รวมถึงผมที่เข้าสู่สถานะคนทำงาน 100% และการทำงานประจำ เป็นสิ่งใหม่
ที่ผมต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะการพบกับผู้บริหารที่ในยุคปัจจุบันคนหนุ่มสาวก็ก้าวเข้ามาอยู่ในบทบาทผู้บริหารได้
ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่หลากหลายมานาน อีกทั้งมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขว้าง ทำให้ผู้บริหารที่ผมเจอ
ในออฟฟิศผม มีความเกร็งน้อยลง มีความเป็นทีมเวิร์คสูง และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่แปลกที่ใครหลายคน
ในองค์กรให้ความไว้วางใจ และกระฉับกระเฉงตลอดเวลา

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถที่ได้ทดลองขับละ?
เกี่ยวสิ….

เพราะนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงปัจจุบัน เรารู้จักรถยนต์ที่ชื่อ Camry ในฐานะรถยนต์นั่งขนาด D-Segment
ที่มีภาพลักษณ์หรูหรา ดูภูมิฐานมาโดยตลอด และไม่มีวี่แว่วเลยว่าจะทำให้รถรุ่นนี้ คนรุ่นใหม่หันมามอง
จนกระทั่งการมาของพื้นฐานที่ชื่อ TNGA (Toyota New Global Architecture) ทำให้ภาพ
ของรถยนต์ Toyota เริ่มเปลี่ยนไป….รวมถึง Camry ที่พลิกทุกความหรูหรา เอาใจผู้ใหญ่ กลายมาเป็น
รถยนต์นั่งทรงสปอร์ตที่ให้ความหรูหราและความโฉบเฉี่ยวเข้าไว้ในคันเดียว ดังนั้นในเจเนอเรชั่นนี้
จึงไม่ใช่เปลี่ยนแค่เปลือกนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขับขี่ที่ผมใช้ชีวิตกับรถคันนี้ เกิดความรู้สึกไม่อยากคืน
แล้วรถรุ่นนี้มันประทับใจอย่างไรละ รออะไรอยู่ เลื่อนเมาท์ลงมาครับ

All New Toyota Camry Hybrid รุ่นนี้ มีรหัสตัวถังว่า ACV70 นับเป็นรุ่นที่ 5 ที่ทำตลาดในประเทศไทย
และเป็นเจเนอเรชั่นที่ 8 ในตลาดโลก ในรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมชนิดสลัดภาพเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
เริ่มจากขนาดตัวรถมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,885 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 35 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,840 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 18 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,445 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 25 มิลลิเมตร)
  • ฐานล้อยาว 2,825 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร)

เมื่อเทียบกับ Accord โฉมใหม่และ Teana Minorchange ที่เปิดตัวตามกันมาแล้ว
ทั้งคู่ขนาดตัวถังดังนี้

Accord

  • ความยาว 4,893 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,449 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,830 มิลลิเมตร

Teana

  • ความยาว 4,890 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,830 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,490 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,775 มิลลิเมตร

จะเห็นได้ว่า Camry มีขนาดตัวถังที่อยู่กึ่งกลางของทั้งสองรุ่น แต่ความยาวกลับมีขนาดที่สั้นที่สุดจากทุกรุ่น
ส่วน Accord มีขนาดที่ใหญ่โตกว่าทุกด้าน ยกเว้นความสูงที่ไล่เลี่ยกับ Camry และ Teana แม้ว่าจะสูงที่สุด
ยาวเป็นอันดับสองในกลุ่ม แต่ฐานล้อกับความกว้างน้อยที่สุด

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของ All New Toyota Camry Hybrid ภาพรวมจะไปในทิศทางเดียวกัน
แต่จะปรับการตกแต่งเพื่อสอดรับกับกลุ่มลูกค้าที่วางไว้ อย่างรุ่นที่เราทดลองขับเป็นรุ่น 2.5 HV Premium
อันเป็นรุ่นสูงสุดของ Camry จะตกแต่งให้ดูหรูหราพร้อมแสดงความเป็น Hybrid เบาๆ แต่คงความสปอร์ตไว้อยู่

เริ่มจากกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยชิ้นโครเมียมทรงคล้ายปีกนกเชื่อมจากไฟหน้ายาวต่อเนื่อง
แล้วผ่านใต้โลโก้ Toyota ทรวดทรงดังกล่าว หลายคนคอมเม้นท์ว่า “มันเหมือน Vios” เมื่อมาดูของจริง
แทบจะไม่เหมือนซะทีเดียว ทั้งนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนไม่มีผิด ไม่มีถูก ถัดมาเป็นไฟหน้าแบบ Projector
ลำแสง LED ทั้งไฟสูง-ต่ำ และ ไฟเลี้ยว พร้อมไฟ Daytime Running Light ในโคมเดียว กันชนหน้าขนาดใหญ่
พร้อมไฟตัดหมอก LED ที่ฝั่งเข้าไปแบบแนบเนียน ล้ออัลลอยในรุ่น HV และ HV Premium จะได้ขนาด 17 นิ้ว
พร้อมยาง 215/55 R17 ที่หลายคนบ่นว่า “ทำไมถึงไม่ให้ขนาด 18 นิ้ว?” ส่วนนึงที่ Toyota ต้องใช้ขนาดเล็ก
เนื่องจากหากมีขนาดล้อที่ใหญ่เกินไป จะทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองออกมา ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสีย และอาจส่งผล
ต่อการคิดอัตราภาษีสรรพสามิตอีกด้วย เข้าใจตรงกันนะ (ถ้าซื้อมาแล้ว ก็เบิกล้อขนาด 18 นิ้วไปใส่เองได้)
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED คราวนี้ตำแหน่งไม่ได้เชื่อมจากหน้าตารถแล้ว เปลี่ยนมาติดตั้ง
ตรงบานประตู เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับขี่ และลู่ลมมากขึ้น

ด้านท้ายของ Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium มีการออกแบบให้ดูต่อเนื่อง เฉียบคม
แต่ดูภูมิฐานขึ้น (ที่เขียนมากทั้งหมด เขียนให้มันจบๆ บรรทัด ซึ่งเรื่องความชอบของเส้นสาย
มันแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนนะ) เริ่มที่ไฟท้ายแบบ LED ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ไฟเบรก ไฟหรี่
ไฟเลี้ยว และ ไฟถอย คิ้วขอบฝากระโปรงท้ายแบบโครเมียม สลักคำว่า “Camry” แต่ยังไม่มี
ระบบเปิดฝาท้ายแบบ Hands-Free ที่เตะที่ใต้กันชนหลัง ฝาท้ายจะเปิดให้อัตโนมัติ แต่อย่างน้อยๆ
ยังสามารถเปิดผ่านกุญแจรีโมทได้ กันชนหลังมีดีไซน์แบบทูโทนคือสีเดียวกับตัวรถตัดกับสีดำพลาสติก
พร้อมไฟตัดหมอกหลังที่สามารถเปิดขปิด ได้ที่ก้านสวิชต์ฝั่งขวา

กุญแจของ All New Toyota Camry ทุกรุ่น จะเป็นแบบ Smart Keyless Entry ทรงคล้ายกับ CH-R
แต่ได้สลักคำว่า Camry หากเป็นรุ่น Hybrid จะมีโลโก้ Toyota ขอบในสีน้ำเงิน-ดำ สามารถปลดล็อครถได้
โดยไม่ต้องหยิบกุญแจ และล็อครถได้เพียงเอามือแต่ที่เซนเซอร์ตรงมือจับประตูด้านนอก พร้อมปุ่ม Push Start

เปิดประตูดูภายใน : วัสดุหรูหราขึ้น อุปกรณ์ไม่เว่อร์วัง แต่เพียงพอ
การออกแบบภายในมีความล้ำสมัยมมากขึ้น โดยมีการเล่นเส้นสายโครเมียมให้ดูแปลกตาขึ้น
และที่สำคัญ ลายไม้ของรุ่น Hybrid เปลี่ยนโทนสีใหม่เป็นสีขาว(ที่น่าจะเป็น)รถญี่ปุ่นประกอบไทย
รุ่นแรกที่ใช้ลายนี้ (จากเดิมที่เห็นโทนสีดำและสีน้ำตาลมาหลายรุ่นแล้ว) และมีข้อสังเกตว่าข้าวของ
หลายๆอย่างใช้ร่วมกับรุ่นเดิมได้น้อยมาก แม้กระทั่งสวิตซ์เปิด/ปิดฝาท้ายและฝาถังน้ำมันที่เปลี่ยนจาก
คันโยกมาเป็นแบบปุ่มกด เรียกได้ว่า ค่อนข้างลงทุนพอสมควร

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบใหม่ทั้งหมด มาพร้อมกับฟังก์ชั่นปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทางทุกรุ่นย่อย แต่ในรุ่นสูงสุด
HV Premium มาพร้อมกับที่ดันหลังสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า รวมทั้งระบบเป่าลมเย็นที่ให้มาเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น
น่าเสียดายที่ราวจับบริเวณเบาะหลังที่เคยมีมาให้ถูกตัดออกไป แต่พนักพิงศรีษะแบบพับไปข้างหน้าได้ยังอยู่
รวมถึงติดตั้งช่องแอร์ด้านหลังมาให้ และช่องต่อ USB สำหรับชาร์จโทรศัพท์และ Wireless Chager มาให้

หลังจากที่ได้ลองนั่งเบาะคู่หน้าให้ความรู้สึกที่โอบกระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม มีความนุ่มสบายมากขึ้น
วัยหนุ่มสาวราวๆ 25-34 ปี อาจจะชอบลักษณะเบาะแบบใหม่ แต่สำหรับผู้บริหารระดับ 40 ปีขึ้น
อาจจะมีบ่น ส่วนด้านที่รองนั่งทำได้กระชับ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

มาตรวัดแบบเรืองแสง Optitron ที่เปลี่ยนโทนสีจากสีน้ำเงินมาเป็นสีขาวที่ดูสะอาดตา พร้อมจอแสดงผล
การขับขี่ MID พร้อมกับจอแสดงผลแบบสีขนาด 7 นิ้ว รองรับเมนูภาษาไทย ซึ่งอ่านง่ายไม่ซับซ้อน

พวงมาลัยที่เปลี่ยนมาใช้แบบ 3 ก้านทุกรุ่นย่อย ตัวก้านมีความเพรียวบางกว่าเดิมรวมถึงบรรดาปุ่มต่างๆ
มาเป็นแบบปุ่มกดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่แยกออกมาเป็น 2 ฝั่ง ปุ่มควบคุมจอแสดงผล
MID รวมถึงปุ่มควบคุมบรรดาระบบ Toyota Safety Sense และ Cruise Control ที่เลิกใช้แบบก้านโยก
มาเป็นปุ่มกดครั้งแรกของ Toyota เสียที

ด้านบนหลังคามาพร้อมกับแผงบังแดดที่มีไฟส่องสว่างมาให้เช่นเคย พร้อมไฟอ่านแผนที่แบบ LED
แต่กล่องเก็บแว่นตาได้ถูกถอดออกไป และแทนที่ด้วยหลังคาแบบมูนรูฟ

ชุดเครื่องเสียงยังคงเป็นแบบ Bulit-in พร้อมจอขนาด 8 นิ้ว จาก Pioneer (แบบ OEM) วิทยุ AM/FM
รองรับ CD,MP3, Bluetooth ช่องเชื่อมต่อ AUX USB ด้านการใช้งานพบว่า UI ของจอ มีความซับซ้อนน้อยลง
ใช้งานง่ายขึ้น ไม่ยากเกินไป ส่วนระบบนำทางภาพรวมถือว่าไวขึ้น เสถียรขึ้น แต่ยังคงใช้งานยากอยู่

ส่วนลำโพงยังคงใช้ของ JBL 9 ตัว พร้อมระบบเสียง Dolby Audio ที่คราวนี้ปรับปรุงใหม่ ในแง่คุณภาพเสียง
จากที่ใช้ลองเชื่อมต่อแล้วฟังเพลงที่ได้ลิสต์ไว้พบว่า ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมมาก คือรุ่นเดิมคงจะไปทำอะไรสักอย่าง
ทำให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงแห้งยิ่งกว่าคนกินผงชูรสเยอะ พอมารุ่นนี้ด้านเสียงใสมีมิติมากขึ้น
เสียงเบสมีความหนักแน่นกำลังดี ไม่หนักจนบวม โดยรวมดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ส่วนใครที่เรียกร้อง
ระบบ Infortainment ที่ทำงานร่วมกับ Smart Phone ของท่านอย่าง Apple Car Play หรือ Android Auto
ที่ล่าสุด Toyota Asia and Pacific ได้ประกาศมาแล้วว่ารถยนต์ที่จำหน่ายในปี 2019 จะเริ่มสามารถ
ใช้ฟังก์ชั่นนี้ได้ คงต้องติดตามกันต่อว่า ระบบพวกนี้จะมาเมื่อไร

ถัดลงมาข้างล่างเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งพร้อมระบบฟอกอากาศ Nano-E เฉพาะรุ่น
Hybrid เท่านั้น ถัดลงมาเป็นช่องชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายที่ย้ายมาไว้ด้านหน้าแทน
หน้ากล่องคอนโซลกลาง พร้อมช่องต่อ AUX ที่กลับมาอีกครั้ง(ในรุ่นจอสัมผัส) และช่องต่อ USB

คอนโซลกลางลดรายละเอียดจากรุ่นเดิมลงไม่ว่าจะเป็นตัดฝาปิดที่วางแก้วน้ำออกไป ย้ายสารพัด
ปุ่มควบคุมมาไว้ใกล้ๆกับเกียร์ทั้งปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Hold



เบาะหลังมีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน โดย และพิเศษสำหรับรุ่นท็อป HV Premium มาพร้อมกับเบาะหลัง
ที่เอนได้ รวมถึงที่พักแขนที่มาพร้อมกับปุ่มควบคุมที่เปลี่ยนเป็นแบบสัมผัสที่ดูดีกว่าเดิมมาก รวมทั้ง
ที่วางแก้วที่มีฝาปิดที่ดูดีกว่าในบางประเทศที่จำหน่าย ภาพรวมของเบาะคู่หลังทำได้สบายและโอบกระชับขึ้น
พื้นที่วางขายังมีอยู่เหลือเฟือพอที่จะนั่งไขว้ห้างได้


ขุมพลัง
นอกจากจะเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังใหม่หมดแล้ว All New Toyota Camry ยังลงทุนเปลี่ยน
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เพื่อรองรับพื้นฐานใหม่อย่าง TNGA ขณะที่ระบบ Hybrid
ได้มีการปรับปรุงใหม่ให้แรงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ไอเสียน้อยลง ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FXS 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว
พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-iE จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดตรง D-4S Dynamic Force
ให้กำลังสูงสุด 176 แรงม้า (72 กิโลวัตต์) ที่ 5,700 รอบ-นาที แรงบิดสูงสุด 221 นิวตัน-เมตร
ที่ 3,600 – 5,200 รอบ-นาที จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร
กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตร เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว
จะได้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า 
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 95 กรัม/กิโลเมตร*
สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก็สโซฮอล์ 91,95 (E10) และ E20 ได้ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ
แบบ E-CVT พร้อม Manual Mode (*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

สมรรถนะ
ก่อนจะอธิบายเรื่องความรู้สึกต่างๆ เราไปดูตัวเลขสมรรถนะกันครับ
เราทดสอบในตำแหน่งเกียร์ D โหมดปกติ (Normal) อุณหภูมิในการทดสอบ 30 องศาเซลเซียส

หากดูจากตารางตัวเลขอัตราเร่งแล้ว เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ จะพบว่าเร็วขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว
(ACV50) ทั้งช่วงออกตัวและการเร่งแซง ถึง 0.08 / 0.65 วินาที เมื่อเทียบกับ Honda Accord Hybrid (G9)
รุ่นปี 2015 เป็นคู่กัดตรงสาย จะพบว่ายังไม่สามารถแซงได้ แต่ให้สังเกตตัวเลข มีความใกล้กันมากขึ้น
แซงไปแบบเฉียดฉิว เพียง 0.38 วินาที กลายเป็นผู้นำโดยปริยาย แต่! อย่าลืมนะครับว่า Honda
เพิ่งเปิดตัว Accord G10 ไป คงต้องรออีกสักพักใหญ่ ถึงจะได้ลองขับ

อัตราเร่งของ All New Camry Hybrid ทำออกมาได้ฉับไวขึ้น ช่วงในออกตัวตอบสนองกำลังดี
ขณะที่ช่วงเร่งแซงทำได้ไว ไม่ช้ากดปุ๊ปมาปั๊ป พร้อมที่จะไล่ฟาดกับรถทุกคันได้ แม้กระทั่ง
Jargua F-Type ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้าบอมากๆ แต่มันเกิดขึ้นจริง

เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ในรุ่นนี้ได้เพิ่ม Manual Mode 6 จังหวะ สามารถเปลี่ยนระดับเกียร์
ได้เพียงผลักไปทางขวา ระบบจะเข้าสู่โหมด S ทันที หรือแป้น Paddle Shift บนพวงมาลัย
ในโหมดปกติทำงานได้เนียน และ นุ่มนวล เรียนรู้บุคลิกของผู้ขับขี่ได้ดี ขณะที่โหมด +-
มีบุคลิกคล้ายกับเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ แต่ไม่ถึงกับจัดจ้านมาก
ทำงานได้ไว มีควมรู้สึกกระฉากเมื่อถอนเกียร์ลด ให้ความสนุกในการขับขี่ได้ประมาณหนึ่ง

พวงมาลัยเป็นแบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า คราวนี้ถูกเซทมาใหม่ให้เข้ากับโครงสร้าง TNGA
น้ำหนักในความเร็วต่ำเบา ควบคุมง่าย มีความเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกหุ่นยนต์จนเกินไป
ย่านความเร็วสูงมีความหนืดกำลังดี ไม่หนักจนเกินไป แอบเบาในบางช่วง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
เมื่อเทียบเพื่อนในตลาดเดียวกันอย่าง Nissan Teana ที่ยังคงใช้ไฟฟ้าแบบไฮโดรลิก พบว่า
On Centre Feeling ยังมีระยะฟรีให้เห็นอยู่หน่อยๆ น้ำหนักยังไม่ธรรมชาติ แต่ไม่เลวร้ายมาก
ขณะที่ Honda Accord G9 พบว่ายังมีอาการเบาและตอบสนองไวเกินไป ดังนั้น All New Camry
กลายเป็นรถยนต์ D-Segment ที่เซทพวงมาลัยได้ธรรมชาติที่สุด

แป้นเบรกของ All New Toyota Camry Hybrid ให้ความรู้สึกเหมือนกับรถ Hybrid ทั่วไป
คือหากเหยียบเบาๆ จะไม่ตอบสนอง แต่เมื่อลงน้ำหนักไปประมาณ 30% จะเริ่มทำงาน
แต่การทำงานเร็วและนุ่มนวลขึ้นจากรุ่นเดิม

ระบบกันสะเทือนของ All New Toyota Camry ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท
พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระแบบปีกนกคู่ พร้อมเหล็กกันโคลง
ในแง่การซับแรงสะเทือนมีบุคลิกคล้าย C-HR แต่มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นมานิด เมื่อเจอหลุม
หรือลูกระนาด จังหวะการยุบตัวของโช็คทำได้นิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีจังหวะยุบซ้ำเล็กๆก็ตาม

ส่วนการเกาะถนน ความเร็ว 90 กม./ชม.ขึ้นไป พบว่าด้านหน้าและด้านหลังนิ่งขึ้น
สามารถเข้าโค้งยาวในย่านความเร็วสูงถึง 140 กม./ชม. แต่รถกลับนิ่งและเก็บอาการพื้นถนน
ได้ดีมาก ถ้าคุณยังไม่เชื่อว่ามันนิ่งอะไรได้ขนาดนี้ อีกสถานการณ์ที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง
(แต่ไม่ควรทำตาม) ในช่วงกลับหอที่อ่อนนุช ระหว่างนั้นพบ Jargua F-Type ขับมาในความเร็วสูง
ไล่จี้ตูด ด้วยความที่ไม่อยากซ่าเลยพยายามหลบหลีก แต่ไปๆ มาๆ กลับไล่ตามซะงั้น ได้!!
เลยกดคันเร่ง หลบรถที่ขับช้าไปตามทางๆ ลอดเลาะมุดจนลืมไปว่านี่คือ Camry !!!!
ตัวรถยังคงนิ่ง กลายเป็น D-Segment ที่เซทช่วงล่างได้ดีที่สุด ณ ตอนนี้ จึงอยากฝากทีมวิศวกร Toyota
ว่า รุ่นต่อๆ ไป รักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ หรือต่อยอดของที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีก กราบงามๆ ละ

ระบบความปลอดภัยของ Toyota Camry Hybrid ได้ติดตั้งชุดความปลอดภัย Toyota Safety Sense
แบบเดียวกับ C-HR เพียงแต่ได้เสริมบางระบบและปรับการทำงานให้ฉับไวขึ้น เริ่มจาก

ระบบรักษาระยะห่างและความเร็วข้างหน้า DRCC (Dynamic RadarCruise Control)
-เมื่อผู้ขับขี่ต้องการล็อคความเร็วขณะขับขี่ทางไกล เพียงกดปุ่มล็อคความเร็ว Cruise Control บนพวงมาลัย
ระบบจะล็อคความเร็วให้ ทำงานร่วมกับกล้องและเรดาร์เพื่อตรวจจับรถยนต์คันหน้า แล้วจะลดความเร็ว
ตามระยะห่างให้อัตโนมัติ และหากไม่มีรถยนต์ในช่องถนนของคุณ ระบบจะปรับความเร็วกลับอัตโนมัติ
เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางไกล โดยเฉพาะเส้นทางที่มีทางตรงเยอะๆ

ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDA (Lane Departure Alert) พร้อมระบบดึงพวงมาลัยช่วย
-หากขับรถยนต์อยู่บนถนน แล้วออกนอกช่องถนนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบจะส่งเสียงเตือนดัง “ปิ๊บๆๆ”
แล้วขึ้นเตือนบนจอ MID และพวงมาลัยจะดึงกลับโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้การดึงกลับของพวงมาลัย จะดึงไม่เยอะมาก
เพื่อให้ผู้ขับขี่ควบคุมต่อ ดังนั้นถ้าใครคิดจะให้ระบบดึงบ่อยๆ อย่าคิดเช่นนั้นครับ

ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto Hi-Beam
-หากขับรถในที่มืดแล้วเปิดไฟสูงทิ้งไว้ จู่ๆ มีรถสวนทางมา ระบบจะปรับเป็นไฟต่ำให้อัตโนมัติ
แล้วกลับมาไฟสูงเมื่อไม่มีรถสวนทาง

ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSM (Blind Spot Monitoring)
-ระบบจะเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะเปลี่ยนช่องถนน หรือกำลังเลี้ยวรถ แล้วมีรถอยู่ด้านหลัง
จะมีสัญญาณบนกระจกมองข้างกระพริบขึ้นมาทันที

ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Crash Safety System
-ระบบนี้จะทำงานเมื่อกล้องและเรดาร์ตรวจจับวัตถุข้างหน้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ระบบจะเพิ่มแรงดัน
น้ำมันเบรก เมื่อใกล้วัตถุจะมีสัญญาณเตือนบนหน้าปัด และหากยังไม่มีเบรก ระบบจะเบรกโดยอัตโนมัติทันที

ระบบเตือนรถขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) 
-เมื่อถอยรถออกจากช่องจอด แล้วมีรถผ่าน ระบบจะเตือนผ่านเสียงและสัญญาณไฟทันที ป้องกันการชน
เพราะบางคนถอยไม่ได้ดูสี่ดูแปดอะไร ระบบจะเตือนให้ทันที

นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนลมยางอ่อน TPMS, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ TRC ,
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA , กล้องมองหลัง,ในรุ่น Hybrid จะได้ถุงลมนิรภัย 9 จุด
ได้แก่ ด้านหน้า 2 จุด / ด้านข้าง 2 จุด /ม่านนิรภัย 2 จุด / หัวเข่าคนขับ 1 จุด และ ด้านหลัง 2 จุด

Carsideteam Eco Mode
อีกส่วนที่ผู้อ่านให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ “อัตราสิ้นเปลือง” แม้ว่ารถยนต์ประเภท Hybrid
จะขึ้นชื่อว่าประหยัดอยู่แล้ว แต่ Carsideteam ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ดังนั้นเราจึงต้องนำมา
ทดสอบ เพื่อให้ทราบผลไปพร้อมๆ

เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save แก็สโซฮอล์ 95 จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้น
คาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์
แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าซอยอารีย์ลัดเลาะไปออกแถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบน
ทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทางด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม.
เนื่องจากรถที่เราทดลองขับมีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น


หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมัน
ที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.37 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 21.05 กม./ล.<<

เมื่อเทียบกับ Camry Hybrid รุ่นที่แล้ว (ACV50) พบว่าประหยัดขึ้นมากกว่าเดิมพอสมควร
และโค่นแชมป์ Honda Accord Hybrid ได้สำเร็จ ครองตำแหน่งรถยนต์ D-Segment Hybrid
ที่ประหยัดที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ ส่วนการขับขี่ในเมืองอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจะอยู่ที่  กม./ล.
ขณะที่น้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ไกลสุด 648 กม. แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละท่านนะครับ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: ขับสนุกจนหาข้อติน้อยมาก เป็น Camry ที่ขับสนุกและนั่งสบาย รักษาข้อนี้ไว้
รถยนต์ Toyota ในยุคที่ใช้สถาปัตยกรรมโครงสร้าง TNGA ได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจให้กับ Carsideteam
มาแล้วนั้นคือ Toyota C-HR จนคว้า “ขับแล้ว Award 2018” แบบไร้ข้อกังขา มาในวันนี้ Toyota พัฒนาไปอีกขั้น
ด้วยการส่ง All New Toyota Camry ที่ใช้ชุดเทคโนโลยีล่าสุดของ Toyota ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์แบบ Dynamic Force,
เกียร์อัตโนมัติ Direct Shift, ระบบ Hybrid รุ่นล่าสุด จะมีเพียง Toyota Safety Sense ที่ยังใช้รุ่นแรก (แม้ตลาดโลกจะเริ่ม
ใช้เวอร์ชั่น 2 แล้วก็ตาม) ผลลัพธ์ที่ออกมาคือประทับใจ และกลายเป็นรถยนต์ Camry ที่ขับสนุกที่สุด มั่นใจที่สุด
จนผมและทีมงานไม่อยากคืนกุญแจและรถยนต์เลย ทำให้ Camry รุ่นนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น และกลุ่มลูกค้า
ได้ขยายกว้างมากขึ้น ดังนั้นใครที่ชอบขับรถจะประทับใจมัน แต่ยังไม่ทิ้งลายความสบายสำหรับคนนั่งอยู่

เรามาดูข้อดี ข้อเสีย สำหรับ Toyota Camry Hybrid กัน

ข้อดี
อัตราเร่ง : แม้แรงม้าและแรงบิดจะลงลด แต่กลับทำผลงานได้ดีมาก กดคันเร่งแบบเต็มตีน กำลังเครื่อง
ถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องและไว ส่วนนึงมาจากการลดน้ำหนักชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้ตัวรถเบาลง
ตัวเลขจึงออกมาไวขึ้นอย่างที่เห็น

เกียร์ : แม้จะยังคงใช้แบบ E-CVT แต่ได้เพิ่มโหมด +- ทำให้อรรถรสในการขับขี่เพิ่มมากขึ้น
โหมดปกติให้ความสุภาพเรียบร้อยได้เป็นอย่างดี แต่พอบทบู๊สามารถทำงานได้ฉับไว

พวงมาลัย : น้ำหนักกำลังดี ไม่เบาหรือหนักเกินไป ความเร็วต่ำเบา ควบคุมง่าย ทำงานไว
ความเร็วสูงนิ่ง ตอบสนองคม ไม่มีระยะฟรี มีความเป็นธรรมชาติ

ช่วงล่าง : เซทได้กำลังดี ไม่แข็งและไม่นุ่มย้วยจนเกินไป ผู้โดยสารนั่งสบาย คนขับสนุก ซับแรงสะเทือน
ได้ดีมาก เก็บอาการหมดทุกพื้นถนน เข้าโค้งมั่นใจขึ้น นิ่งไม่มีอาการหน้าดื้อหรือท้ายออกแต่อย่างใด
ถือว่าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Toyotaในการทำรถรุ่นต่อไปๆ รักษาข้อนี้ไว้ละ

ทัศนวิสัย : ทัศนวิสัยขณะขับขี่ของ All New Camry ถูกปรับปรุงให่โปร่งมากขึ้น ไม่รู้สึกแออัดแต่อย่างใด
เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้

ข้อเสีย
แป้นเบรก : แม้ว่าจะมีความใกล้เคียงรูปแบบของรถยนต์เครื่องยนต์สัรดาป แต่ยังมีข้อติอยู่
ในจังหวะแรกของการเหยียบเบรก มีความรู้สึกนุ่มเกินไป และการกดแป้นเบรก อาจต้องลงลึกกว่าปกติ
แต่เอาเป็นว่ามาถูกทางแล้ว แต่มันไปได้อีก

การเก็บเสียง : อันนี้น่าจะเป็นจุดที่ต้องทำการบ้านต่อ เสียงลมปะทะดังมากช่วงด้านข้าง ตั้งแต่บานประตูด้านหน้า
จนถึงด้านหลัง ในย่านความเร็วเกิน 120 กม./ชม.

คันต่อคัน
เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่จำหน่ายในท้องตลาดแล้ว มีคันไหนที่น่าสนใจบ้าง?

Honda Accord Hybrid (G10) : เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม แต่เริ่มส่งมอบจริงในเดือนพฤษภาคม
พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ถ้าจะเทียบอะไรได้ตอนนี้ คงจะเป็นเรื่องออปชั่น
หากเป็นรุ่น Hybrid ถือว่าเหนือกว่า Camry นิดหน่อย คือ ระบบช่วยถอยจอด และ กล้องรอบคัน
คงต้องรอดูว่าราคาประกาศออกมาจะถูกกว่าหรือแพงกว่า ให้ภาครัฐทำนายกัน….

Nissan Teana : หืม ยังขายอยู่เหรอ? ยังขายอยู่ครับ และขายจนกว่าจะหมดสต็อก
เป็นเรื่องน่าช้ำใจของคนที่ติดตามข่าวสารในวงการรถยนต์พอสมควร คุณงามของดี
ของ Nissan Teana มีอยู่แล้วแหละ ทั้งความนุ่มของเบาะที่ยกนิ้วโป้งและกด Love ให้เลย
รวมทั้งชุดเครื่องเสียงจาก Bose ที่คุณภาพคับหูมากๆ แต่อยากจะกด Angry ให้กับผู้บริหาร
จากสำนักใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้แต่ถอนหายใจยาวๆ และรอดูผลงานจากประธานคนใหม่
ว่าจะกู้วิกฤติศรัทธาของนิสสันประเทศไทยได้หรือไม่?

Toyota Camry Hybrid (ACV70) เป็นรถยนต์ที่มีพัฒนาการก้าวกระโดด และได้สร้างมาตรฐานใหม่
ให้กับรถยนต์ Toyota ที่หลังจากนี้ สมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน และ การขับขี่ที่สนุก จะรวมกันเป็นหนึ่ง
และเป็นมาตรฐานที่ Toyota ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น ดีพอที่จะทำให้ลูกค้ารุ่นใหม่มี Toyota อยู่ในตัวเลือก
หมวดขับขี่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ความคุ้มค่าเท่านั้น หลังจากนี้ยังเหลืออีก 2 รุ่น คือ 2.5 G และ 2.0 G
คงต้องรอดูกันว่า 2 รุ่นที่เหลือนี้ จะสร้างความประทับใจ Carsideteam ได้มากหรือไหม

อีกไม่นานเกินรอ……ให้คิวรถและคิวคน(ที่ทำงานประจำ) ตรงกันนะ



ขอขอบคุณ

บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 18 พฤษภาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...