[Carsideteam-LONG] Toyota C-HR 1.8 Mid MY2018 | สาวน้อยคอยงานบนออฟฟิศ น่ารักนิดๆแต่โดนใจหนุ่มๆ

885

สมัยเด็กๆ ผมมีเพื่อนบ้านครอบครัวนึง ในบ้านมีลูกสาวหน้าตาน่ารัก เห็นมาตั้งแต่สมัยน้องยังตัดผมสั้น
เท่าติ่งหูตามระเบียบนักเรียนหญิงไทย จนน้องขึ้นมาในระดับ ม.ปลาย และตัวผมก็เรียนระดับมหาวิทยาลัย
น้องก็คงความน่ารัก และที่สำคัญค่อยๆสวยขึ้นไปตามวัย และเมื่อไม่นานนี้ ระหว่างยืนรอรถมอเตอร์ไซค์วิน
กลับบ้าน ก็ได้มีโอกาสเจอเขาอีกครั้ง น้องคนนี้ก็ยังความน่ารัก แต่ที่เพิ่มขึ้นมา คือความสวยในแบบ
สาววัยทำงาน สูทพอดีตัวโชว์หุ่นและเอวคอดราวนาฬิกาทราย

แต่เมื่อมีงานลอยกระทงในซอยซึ่งทุกคนในซอยร่วมกันจัด และมีการประกวดนางนพมาศ เธอก็เป็นสาว
หนึ่งในผู้เข้าประกวดที่แต่งชุดไทยสวย งามอย่างไทย จนผมต้องหยิบกล้องถ่ายรูป DSLR ในกระเป๋า
ยกขึ้นมาถ่ายรูปเธอ และก็ได้มีโอกาสคุยกันและขอ Contact เพื่อส่งรูปให้เธอ ถึงแม้เชื้อสายของเธอ
จะขาวหมวย แต่เป็นอีกลุคหนึ่ง ที่ผมไม่เคยเห็นและรู้สึกประทับใจทันที


NAOW27 : พี่ครับ สาวข้างบ้านพี่นี่เยอะจังครับ แล้วเกี่ยวอะไรกับ C-HR ที่ผมให้พี่เขียนครับ
PunTam   : ใจเย็นซิพ่อหนุ่ม ลองดูดีๆ เดี๋ยวเล่าต่อจากนี้นี่แหละ

ถ้าหากนึกถึง Toyota ทุกคนนึกถึงอะไรกันบ้างครับ รถที่ขับกลางๆกลางๆ ค่อนไปทางแย่ (ในบางรุ่น)
งานออกแบบไม่สวย ดูแก่ เฉิ่ม ไม่โดนใจคนรุ่นใหม่ แต่ใช้แล้วสบายใจ ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ
อู่ที่ไหนก็ซ่อมได้ หรือถ้าเกิดคันอยากซ่อมเองก็เดินไปซื้ออะไหล่ได้ง่ายเหมือนซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ที่ร้านขายของชำแถวบ้าน มีให้เลือกทั้งของแท้และเทียบสารพัดเกรด

แต่ผมเชื่อ C-HR จะเปลี่ยนความคิดของทุกท่านที่รู้สึกเบื่อเมื่อได้ยินยี่ห้อ Toyota จากนี้เป็นต้นไปอย่างแน่นอน
รออะไรหละ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

ภายนอก : ฉีกทุกงานออกแบบของ Toyota สวยสะพรั่งราวสาว Jobber

ด้านหน้า ใช้เส้นสายโค้ง กระจังหน้าขนาดเล็ก เป็นสีดำเงา พร้อมติดโลโก้ Toyota ชุบโครเมี่ยม
ชิ้นกันชนหน้ามีช่องลมใต้กระจังหน้า ถัดจากบริเวณใส่ทะเบียนรถด้านหน้า เป็นกระจังรับลมขนาดใหญ่
พร้อมไฟตัดหมอกทรงกลม ด้านข้างมีช่องสามเหลี่ยมด้านมน ไม่ได้เป็นช่องรับลมแต่อย่างใด หากในอนาคตรุ่น
Minor Change เปลี่ยนตำแหน่งไฟตัดหมอกมาไว้ตรงนี้ และเปลี่ยนหลอดเป็น LED ทรงยาว จะดูสวยขึ้นอย่างแน่นอน

ตัวรถมีขนาดดังต่อไปนี้
  – ความยาว 4,360 มม.
– ความกว้าง 1,795 มม.
– ความสูง 1,565 มม.
– ความยาวช่วงล้อ 2,640 มม.
– ระยะต่ำสุดจากพื้น 154 มม.
– น้ำหนัก 1,385 กก.
– ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,550 มม.
– ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,570 มม.
– ความจุถังน้ำมัน 50 ลิตร

ด้านข้างมีการออกแบบให้เส้นสายตัวรถมีความลงตัวกันทั้งคัน เพื่อไม่ให้เส้นของตัวรถมีอะไรมาขัดตา
เลยย้ายมือเปิดประตูไปอยู่ข้างเสา C ขนาดของมือเปิดดูเล็ก ไม่ต้องใช้แรงในการดึงเพื่อเปิดมากนัก
แต่ก็ควรระวังในระยะยาว เสา B มีการตัดด้วยสีดำ เพื่อเพิ่มมิติของตัวรถให้ชัดเจน สำหรับรถที่ทาง
Carsideteam ได้รับมาทดสอบ จะยังคงเป็น MY2018 ฉะนั้นจะได้ล้อลายเดิมแบบ 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว
พร้อมยางขนาด 2015/60R17 มีคิ้วล้อตัดกับตัวรถให้ดูลงตัว ไม่ดูกลืนเป็นสีเดียวจนเกินไป
บริเวณประตูมีพลาสติกขึ้นรูปแปะกันกระแทกชิ้นงานผิวแบบเดียวกันกับคิ้วล้อ

ไฟหน้าของ Toyota C-HR รุ่น 1.8 Mid จะได้ไฟหน้าแบบ Projector และหลอดแบบ Halogen
พร้อม DRL(Daytime Running Light) แบบ LED ระหว่างไฟหน้าและไฟเลี้ยว ไฟเลี้ยวฝังด้านในโคม
ซึ่งออกแบบมาได้รับตัวรถและสว่างแบบพอดี มีเส้นแถบสีขาว เหมือนคิ้วในโคมกวาดรับกับตัวรถ
แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับรถที่ใช้ TNGA Platform คือความสว่างของไฟหน้าเพียงพออยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ ความสูงของไฟหน้าที่ต่ำเกินไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาของ C-HR ที่คล้ายกับ Camry ACV70
โปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ หากต้องขับขี่ตอนกลางคืน และอยากให้ปรับปรุงในส่วนนี้
เพราะขนาดปรับที่สวิตช์จนสูงสุดแล้ว ก็ยังต่ำไป ขาดไปอีกนิดเดียวจริงๆ
(เชื่อว่าบางคนอาจแซวว่าก็เอาโคมไฟหน้าของ Fortuner มาใส่ก็จบแล้ว ฮ่าๆๆ)

คู่หน้า มีกระจก Opera บริเวณหูช้าง ภายนอกดูแล้วอาจขัดตาและดูไม่ลงตัว แต่ช่วยในเรื่องทัศนวิสัยได้ดีพอสมควร
มีครีบกันเสียงบริเวณแป้นยึดกระจกมองข้าง กระจกมองข้างเป็นแบบสีเดียวกับตัวรถ มีเสริมแถบโครเมี่ยมด้านล่าง
พร้อมฝังไฟเลี้ยวไว้

สำหรับวิธีการเข้าสู่ภายในรถ ในรุ่น 1.8 Mid เป็นต้นไป จะได้เป็นกุญแจแบบ Keyless Entry พร้อมระบบเข้ารถ
แบบ Smart Entry โดยวิธีการใช้งาน เพียงแค่พกกุญทรงสบู่สีดำ (ดังที่เห็นในรูป) ติดตัวไว้ แล้วเอานิ้วแตะแถบ 2 ขีด
บริเวณมือจับประตู รถก็จะทำการปลดล๊อกและล๊อกรถให้ ยกเว้นรุ่น 1.8 Entry ที่เป็นกุญแจแบบดอกมีดพับ
และกดที่รีโมท ส่วนวิธีการติดเครื่องยนต์ ในรุ่น 1.8 Mid เป็นต้นไป จะมาพร้อมปุ่ม Push Start โดยเป็นปุ่มสีฟ้าด้านขวามือ
เหยียบเบรกและกดปุ่ม Start/Stop รถก็จะทำการติดเครื่องยนต์ให้ทันที ส่วนรุ่น 1.8 Entry จะยังคงมีรูเสียบกุญแจ
ที่คอพวงมาลัย สามารถเสียบกุญแจและบิดติดเครื่องยนต์ เหมือนรถยนต์ปกติในปัจจุบันนั่นเองครับ

ด้านหลัง มีการออกแบบที่ท้ายลาด และเหมือนอ้างอิงบางส่วนมาจาก Honda HR-V แต่ไม่ลอกแบบกัน
เส้นข้างรถด้านล่างตวัดขึ้น ตัดกับโป่งหลังรับเข้ากันดี ด้านบนมีเสาอากาศรับสัญญาณวิทยุแบบครีบปลาฉลาม
และมีสปอยเลอร์หลัง บริเวณฝาท้ายเป็นตำแหน่งที่อยู่ของใบปัดน้ำฝนหลัง และขึ้นรูปทรง Duck Tail หรือตูดเป็ด
เหนือบริเวณช่องใส่ป้ายทะเบียนหลัง กันชนหลังมีชิ้นทิบทิมสะท้อนแสงแปะอยู่บริเวณสามเหลี่ยมข้างกันชน
และชายล่างกันชน เป็นวัสดุผิวสากกันกระแทก ฉีดขึ้นรูปแบบเดียวกับคิ้วโป่งข้าง มีทับทิมสีแดงอยู่ตรงกลาง

 


ไฟท้ายเป็นทรงบูมเมอร์แรง โคมไฟท้ายชิ้นที่อยู่บริเวณตัว จะเป็นที่อยู่ของไฟเบรกและไฟเลี้ยว
ส่วนไฟถอยหลังและทับทิมสะท้อนแสงสีแดง จะอยู่บริเวณฝาท้าย เป็นการออกแบบให้ทรงสามเหลี่ยม
สามารถอยู่ร่วมกันบนตัวรถได้อย่างลงตัว และไม่ดูขัดกันจนเกินไป

ภายใน : ดูล้ำขึ้น สวยขึ้น แต่คงความเป็นมิตรในการใช้งาน

ภายใน เป็นการยกการออกแบบใหม่ มีการใช้เส้นสายเรขาคณิตหลายแบบและเล่น Trim ด้วยสีเงาในหลายจุด
บริเวณด้านบนคอนโซล เป็นวัสดุหุ้มหนังให้สัมผัสนิ่มปานกลางค่อนไปทางแข็ง แต่ไม่แข็งแบบพลาสติกฉีดตะเข็บหลอก
เหมือนเพื่อนร่วมค่าย

จากขวาไปซ้าย : พวงมาลัยแบบ Multi Function โดยฝั่งขวาเป็นส่วนควบคุมระบบจอ MID ตรงกลางหน้าปัด
ถัดลงมาจะเป็นก้านควบคุมระบบ Cruise Controlด้านซ้ายบนพวงมาลัย เป็นส่วนควบคุมเครื่องเสียง
มีปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มกดข้ามเพลง บริเวณท้องพวงมาลัยมีการตกแต่งด้วย Trim สีดำเงา
ดูสวยงามและเข้ารูปกับพวงมาลัยได้ดี แต่อาจสกปรกและเป็นรอยมือจับได้ง่ายตัววงพวงมาลัยมีการหุ้มหนัง
ให้ความกระชับขณะขับขี่ได้ดี เข้าไปด้านในบริเวณคอพวงมาลัย ด้านขวาเป็นก้านควบคุมระบบไฟเลี้ยว
และไฟส่องสว่างด้านหน้า ด้านซ้ายเป็นก้านควบคุมระบบใบปัดน้ำฝนทั้งกระจกหน้าและหลัง พร้อมระบบหน่วงเวลา
แบบปรับได้ ตรงกลางเป็นจอเครื่องเสียงขนาด 7 นิ้ว ถัดลงมาเป็นตำแหน่งของช่องแอร์กลาง และสวิตช์ไฟสัญญาณฉุกเฉิน
ถัดลงมาอีกเป็นสวิตช์ระบบแอร์ และถัดมามีช่องใส่แก้ว 1 หลุม โดยชิ้นนี้ใช้ Trim ในการตกแต่งเป็นสีดำเงา
ถัดไปเป็นช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสาร และ Trim สีดำเงาชิ้นยาว ก็มาบรรจบอยู่ตรงนี้ ภาพรวมดูสวยงาม ถึงแม้ Trimสีดำเงา
อาจจะจะดูแลยากและสกปรกจากการสัมผัสได้ง่ายก็ตามที ซึ่งทุกอย่างถึงแม้จะถูกออกแบบให้ดูดีขึ้น แต่ยังคงความ
ใช้งานง่ายโดยไม่ต้องปรับตัวมาก เหมือนรถ Toyota ทุกรุ่นที่มีมาก ขอให้คงความ Simply นี้ไว้นานๆ เพราะนี่คือข้อดีของ Toyota มาตลอด


หน้าปัดของ C-HR จะเป็นแบบช่องกลม 2 ช่อง พร้อมจอ MID ตรงกลาง โดยสามารถแสดงความเร็วเฉลี่ย
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย ระยะทางที่วิ่งได้ ตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิภายนอก หน้าดูง่าย ใช้งานง่าย แต่หากหวังว่า
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย จะแม่นยำแบบ Yaris Ativ ต้องเรียนให้ทราบว่าเลยว่า เพี้ยนกระจาย จากที่ทดสอบ
การแสดงเพี้ยนแย่กว่าค่าจริงไปประมาณ 2 กม./ลิตร จนทำตกใจกันไปตามๆกัน

ช่องกลมด้านซ้าย หากเป็นรุ่น 1.8 จะเป็นวัดรอบ และสิ่งที่ดีที่สุดคือ การมีเข็มวัดระดับความร้อน ดีใจมากที่ Toyota
เห็นความสำคัญของมาตรวัดนี้ เพราะในประเทศไทยที่อากาศร้อน นี่คือสิ่งจำเป็น ไม่ใช่มีเพียงแค่ไฟเตือนบนหน้าปัด
หากเป็นรุ่น Hybrid จากวัดรอบเครื่องยนต์ จะถูกเปลี่ยนหน้าปัดวัดไฟฟ้าในแบตเตอร์ Hybrid และสถานะการชาร์จแทน
ช่อมกลมด้านขวาเป็นมาตรวัดความเร็ว ความเร็วสูงสุดบนมาตรวัดอยู่ที่ 220 กม./ชม.ด้านล่างเป็นเข็มวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง

สำหรับส่วนของหน้าปัดเข็ม ขนาดของ Font ใหญ่กำลังดี ชัด ดูง่ายและไม่ต้องละสายตาจากถนนนานนัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อดี
ของ Toyota ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูว้าวมากนัก แต่หน้าปัดหรือมาตรวัด ควรทำให้ดูง่ายและแสดงผลชัดเจน นี่คือสิ่งทีดีและควรรักษาความดีงามนี้ไว้

ระบบเครื่องเสียงของ C-HR เป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถเล่นแผ่น CD พร้อมช่องต่อ USB HDMI
และช่องใส่ Micro SD Card ที่มีแผ่นปิดอยู่ทางด้านขวา รองรับการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth ไม่มีระบบ
T-Connent Telematics และระบบนำทางมาให้เหมือนในรุ่น Hybrid สำหรับการใช้งาน ในการเชื่อมต่อไม่ว่า
จะมีสายหรือไร้สาย สามารถเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่ช้าหรือหน่วงแบบ Revo หรือ Fortuner ปี 2015

คุณภาพเสียงอยู่เกณฑ์ปานกลาง ไม่ดีและแย่ด้านซ้ายของจอเป็นที่อยู่ของนาฬิกา Font ขนาดกำลังดี
แต่ถ้าหากออกแบบให้ดูสวยและรับกับคอนโซลมากกว่านี้ จะลงตัวขึ้น

ระบบปรับอากาศเป็นแบบ Auto และสามารถแยกแบบ Dual Zone ทั้งสองฝั่งได้ และแน่นอนว่า
Denso ผู้ผลิตแอร์ให้กับ Toyota ยังคงทำความเย็นได้อย่างรวดเร็วและเย็นสบายจนหนาวได้เหมือนเดิม
สำหรับสวิตช์บนหน้าระบบปรับอากาศ ใช้งานง่าย และไม่ต้องละสายตาจากถนน สามารถคลำเพื่อ
ปรับทุกอย่างได้แบบไม่มีปัญหา และตำแหน่งการวางก็ไม่สูงและไม่เตี้ยจนเกินไป

แผงข้างถูกตกแต่งด้วยสีดำตัดสำน้ำตาล ส่วนรองข้อศอกใช้ Trim สีดำเงา มือเปิดประตูด้านในเป็นสีเงินตัดกัน
สวิตช์ประจกเป็นแบบ Auto ทั้ง 4 บาน มาพร้อมปุ่มปลดล๊อคประตู ปุ่มปิดสวิตช์กระจกและปุ่มปรับกระจกมองข้าง

สำหรับการจัดวาง เน้นเรียบง่ายและใช้งานได้จริง แต่ส่วนที่ควรติคือ แผงข้างไม่มีการบุนุ่มหรือใช้วัสดุที่ให้สัมผัสนิ่ม
เข้าใจว่าต้องการออกแบบเพื่อให้เน้นทำความสะอาดง่ายและลดต้นทุน แต่รถกระบะอย่าง Revo ยังมีวัสดุบุนุ่มให้ตรง
ส่วนแผงประตู อยากให้ในรุ่น Minor Change ปรับเรื่องนี้ เพราะราคารถก็ไม่ถูก ลูกค้าค่อนข้างให้ความสำคัญตรงนี้ครับ

เบาะคู่หน้า ไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม เป็นแบบปรับมือทั้งหมด ใช้งานได้สะดวก พนักพิงศรีษะไม่นิ่มและแข็งเกินไป
ส่วนพนักพิงหลัง รองรับตั้งแต่กลางหลังจนถึงท้ายทอยได้ดี สีข้างโอบแต่ไม่กระชับ ส่วนของหัวไหล่ยังรองรับได้ไม่ดีนัก
บริเวณรองนั่งโอบต้นขาได้ดี ความยาวของรองนั่งยาวกำลังดี ไม่ยาวและสั้นจนเกินไป

สำหรับการเข้า-ออก ด้านหน้าไม่ได้รู้สึกลำบาก และสบายกว่ารถเก๋งหลายรุ่น ธรณีประตูไม่สูงจนเกินไปจนต้องก้าวขา
สูงกว่าปกติ โดยรวมการเข้า-ออกจากตัวรถ C-HR ด้านหน้าทำออกมาได้ดีมากจนอยู่ในระดับประทับใจ


สำหรับเบาะหลัง มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัย 3 จุดทั้ง 3 ตำแหน่ง พร้อมจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX มีมาให้ครบ
สำหรับตัวเบาะ นั่งสบายถีงแม้จะเป็นรถขนาดเล็กก็ตาม และสามารถพับเบาะหลังให้เป็น 60:40 ได้

การเข้าออก คืออีกหนึ่งปัญหาของรถรุ่น ที่ออกแบบส่วนของเสา C มาลาดต่ำมาก ทำให้คนตัวสูงมีปัญหาขณะขึ้นลง
จากรถ ถึงแม้ว่าธรณีประตูจะไม่สูง แต่การเข้า-ออกจากตัวรถ และหากว่าเป็นคนที่สูงเกิน 175 ซม.ยิ่งต้องระวังศรีษะ
ของท่านขณะขึ้น-ลงจากรถรุ่นนี้ด้วย เข้าใจการออกแบบท้ายให้ออกมาลักษณะนี้ ผลของค่า Cd หรือค่าสัมประสิทธิในแง่ของ Aerodynamic จะออกมาดีมาก ซึ่งส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยตรง แต่การใช้งานในชีวิตประจำเป็นเรื่องที่ลำบาก
มาก และทำให้ลูกค้าหลายคนที่ขับแล้วรู้สึกชอบ ตัดใจไปหาคู่แข่งรายอื่นด้วยสาเหตุนี้

ด้านท้ายมีพื้นที่ให้พอใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก 2 ใบ และมีแผ่นปิดทำจากพลาสติกหุ้มกำมะหยี่ด้านนอก
เมื่อเปิดพื้นบริเวณด้านท้าย จากยางอะไหล่ ถูกแทนที่ด้วยปั๊มลมไฟฟ้าและชุดปะยาง พร้อมประแจไขล้อ
และตะขอลากรถในกรณีฉุกเฉิน

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง : หยิบยืมมาจาก Collora Altis มาครบๆ เวลารบก็พร้อมสู้สุดชีพ

Toyota C-HR รุ่น 1.8 Mid ยังคงใช้บริการเครื่องยนต์เบนซิน4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์วในรหัส 2ZR-FBE
ความจุ 1,798 CC หรือภาษาทางการตลาดคือ 1,800 CC มีความกว้างกระบอกสูบ 80.5 มม. ระยะชัก 88.3 มม.
กำลังอัด 10.0 : 1 พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ EFI ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้าที 6,000 รอบ/นาที
แรงบิด 175 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิงสูงสุดถึง E85 ซึ่งเป็นเครื่องตัวเดียวกับ Corolla Altis

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ภายใต้ชื่อ Super CVT-i 7 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock
โดยมีอัตราทดดังนี้
อัตราทดเกียร์เดินหน้า 2.480 – 0.396 : 1
อัตราทดเกียร์ถอยหลัง 2.604 – 1.680 : 1
อัตราทดเฟืองท้าย 5.698 : 1

ก่อนเล่าความรู้สึก ขอจัดตารางอัตราเร่งและรอบเครื่องให้ท่านผู้อ่านได้เปรียบเทียบก่อนครับ

ในด้านการขับขี่ ไม่ว่าจะกดไปครึ่งคันเร่ง หรือจะบู๊เต็มคันเร่ง เครื่องยนต์และเกียร์ก็พร้อมตอบสนองทำงานทันทีทันใด
เหมือน Collora Altis ไม่มีผิดเพี้ยน และการทำงานทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พร้อมใจประสานงานกัน ไม่มีอิดออด
อาจจะมีคิดเล็กน้อย แต่ไม่ถึง 0.5 วินาที ถึงแม้ว่าเกียร์จะเป็น CVT แต่มีการตัดรอบเพื่อต่อเกียร์ขึ้นไป
โดยจะตัดรอบที่ 5,000 รอบ/นาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดไปได้ที่ 182 กม./ชม. บนทางด่วนจตุโชค
เรียกได้ว่า เป็นการปรับจูนเครื่องยนต์และเกียร์มาได้ถูกใจคนที่ชอบขับรถประมาณนึงเลยทีเดียว แต่ถ้าคิดจะไปเร็ว
ก็ขอให้พึงสังวรณ์ว่า นี่คือรถสูง ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังครับ เราเพียงแค่ทำหน้าที่ทดสอบเพื่อนำข้อมูลมาให้ผู้อ่าน

ระบบช่วงล่างและพวงมาลัย : ดีงามจนต้องยอมใจ

สำหรับ C-HR ได้ช่วงล่างใหม่หมด ภายใต้ TNGA Platform โดยด้านหน้าเป็น อิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท
พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ อิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมเหล็กกันโคลง
พวงมาลัยแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2

ในช่วงความเร็วต่ำ การขับขี่ตามซอกซอยและผ่านลูกระนาด สามารถทำได้ดี ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี
พวงมาลัยมีความคล่องตัว น้ำหนักไม่หนักและเบาจนเกินไป สามารถเข้าช่องจอดแคบๆได้อย่างสบาย

บนความเร็วสูง ถึงแม้จะใช้ความเร็วที่ 160 กม./ชม.ไปแล้วก็ตาม ตัวรถก็ยังคงนิ่ง ไม่มีอาการส่ายแต่อย่างใด
พวงมาลัยเบากำลังดี แต่นิ่งและมี One Center Feeling ที่ดีมาก ในโค้งบนทางด่วนบูรพาวิถี สามารถเข้าโค้งได้ที่
ความเร็ว 120 กม./ชม. โดยอาการของตัวรถไม่มีเขว แต่หากใช้ความเร็วสูงไปกว่านี้ เนื่องจากทางด่วนบูรพาวิถีสูง
และมีกระแสลมค่อนข้างแรง ก็มีอาการย้วยเล็กๆให้ได้รู้สึก แต่ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวนัก และสามารถควบคุมรถได้

นี่คือผลลัพธ์จากโครงสร้างทางวิศวกรรม TNGA Platform ที่สามารถทำให้รถขับสนุกได้ และถึงแม้ว่า จะขับด้วยความเร็วสูง
แต่ความรู้สึกเครียดและต้องคอยแก้ไขอาการรถน้อยมาก ความรู้สึกในการขับขี่บนความเร็วสูง รู้สึกสบายและผ่อนคลาย
กว่ารถคันอื่นๆ ของ Toyota ที่เคยขับมา ขอให้พัฒนาในส่วนนี้ ลงไปในรถรุ่นอื่นของ Toyota ด้วย จะดีมากครับ

ระบบเบรค

เบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังแบบดิสก์เบรก
ความรู้สึกแป้นเบรกนั้น ไม่ว่าจะแตะเบาๆ หรือกดเบรกแรง ก็สามารถตอบสนองได้ทันใจ โดยรถจะเริ่มลดความเร็ว
เมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นลงไปตั้งแต่ 20% ขึ้นไป โดยจะค่อยๆหน่วงความเร็วลงมาเรื่อย แต่ถ้าหากต้องการหยุดทันทีทันใด
การเหยียบแป้นเบรกจนสุด ตัวรถก็พร้อมจะหยุดให้ทันที พร้อม ABS ทำงานทันที ไม่มีนั่งคิด แป้นเบรกมีความ Linear
กำลังดี ไม่หยุดกระทันหันพลันแล่นหรือทื่อ ไม่ว่าจะต้องการหยุดในความเร็วต่ำหรือความเร็วสูง

นับว่าเป็นข้อดีที่ Toyota ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดครับ

ระบบความปลอดภัย : ถึงจะเป็นรุ่นกลาง แต่ทุกอย่างใส่มา ก็เพียงพอต่อการใช้งาน

หลังจากที่ผ่านมา มีหลายคนสาปส่ง Toyota ว่า ระบบความปลอดภัยมักถูกสงวนไว้ในรุ่นท็อป
คราวนี้ C-HR เลยจัดมาให้ครบถ้วน พอเพียงกับการใช้งานกันเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าครับ
1.ถุงลมนิรภัยทั้งหมด 7 ใบ (คู่หน้า 2,เบาะคู่หน้า 2,ม่านนิรภัย 2,เข่าฝั่งคนขับ1)
2.ระบบป้องกันล้อล๊อคขณะเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
3.ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
4.ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HAC
5.ระบบเซนเซอร์เตือนการชนรอบคัน

Carsideteam Eco Mode

นอกจากอัตราเร่งและการขับขี่ที่คนสนใจแล้ว อีกส่วนที่หลายคนรอดูไม่แพ้กันคือ “อัตราสิ้นเปลือง”

ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบอัตราสิ้นเปลือง ขออนุญาตพูดถึงเส้นทางการทดสอบในรีวิวนี้ เราได้เปลี่ยน
เส้นทางใหม่หมด จากเดิมที่เราจะเติมน้ำมันกันที่ปั้มเชลล์ ตรงสถานี BTS อารีย์ แล้วลัดเลาะขึ้นทางด่วน
ไปถึงด่านบางปะอินแล้ว กลับรถยิ่งยาวลงทางด่วนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วกลับไปเติมน้ำมัน

เมื่อทำนานๆ ทีมงานเริ่มรู้สึกว่ามันไกลจากที่พักอาศัยพอควร และต้องการหาเส้นทางสำหรับ Carsideteam
โดยเฉพาะ จึงพยายามหาเส้นทางใหม่ภายใต้ข้อจำกัด 2 อย่างคือ 1. ติดไฟแดงน้อยที่สุด 2. ระยะทาง

ใกล้เคียงกับของเดิม ทีมงานจึงพยายามหาเส้นทางใหม่ จนสุดท้ายเราได้ พระราม 4 – บางพลีน้อย
อันเป็นเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบนับจากนี้

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save Gasohol 95จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร
หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว
110 กม./ชม. แบบคงที่

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.1 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 15.35 กม./ล.<<
การขับขี่ทั่วไป ส่วนการขับขี่ในเมืองอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.9-10 กม./ล. ขณะที่น้ำมัน 1 ถัง
สามารถวิ่งได้ไกลสุดราว 600 กม. แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละท่านครับ



รวบให้ฟังหลังลองขับ : สาวออฟฟิศวัย First Jobber คนสวยที่สนุกกับงาน 

ครั้งแรกที่เห็น Toyota C-HR ตอนแรกก็รู้สึกว่า”ไอ้รถที่มันอะไร หน้าเหมือนรถรุ่นนึงในยี่ห้อเดียวกัน ข้างอีกยี่ห้อ
ท้ายก็อีกยี่ห้อ แต่รวมๆ มันก็สวยนะ” นี่คือสิ่งที่ผมพูดกับทุกคนในทีมงาน แต่พอได้มีโอกาสในการทดลองขับ
เพื่อนำความเห็นมาให้กับท่านผู้อ่าน ก็ได้พบว่า นี่คือสาวน้อยผู้น่ารักที่ได้แต่เดินสวนไปมาในซอย แต่วันนี้พอได้มีคุยกัน
ทำกิจกรรมอย่างงานลอยกระทงในซอยร่วมกัน และเธอก็ประกวดนางนพมาศ ก็ได้ค้นพบว่า นอกจากหน้าตาสาวเจ้าน่ารักแล้ว Mindset กับหลายเรื่องบนโลกใบนี้ เธอมองและมีความเห็นที่น่าฟังและดูน่าสนใจ เหมือนหน้าตาของเธอนั่นแหละ
แต่ขึ้นชื่อว่ารีวิว ก็ย่อมต้องมีข้อดีและข้อเสียของตัวรถมา และสำหรับคนขี้เกียจอ่านยาวๆ ตรงนี้คือทางลัด มาเริ่มกันเลย

ข้อดีที่ควรชม
1.เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานอย่างเต็มที่ ราวกับทหารพลีชีพในสงคราม
ถึงแม้ว่า เครื่องยนต์และเกียร์จะถูกยกมาจาก Collora Altis แต่การมาของเครื่องยนต์รุ่นนี้ เมื่อมาอยู่ในแบบรถที่เปลี่ยนไป
ทำให้การขับขี่รู้สึกสนุกขึ้น การตอบสนองของคันเร่งไม่ว่าจะกดครึ่งเดียว หรือเต็มคันเร่ง ก็มีแรงพร้อมส่งตัวรถให้พุ่งออกไป
ทันทีและทันใจกว่าที่คิด และการจูนโปรแกรมเกียร์ให้มีตัดรอบเปลี่ยน ทำให้เกียร์ CVT ที่ดูเหมือนจะน่าเบื่อ ทำให้การขับขี่
สนุกและสร้างความสุขให้กับผู้ขับขี่

2.ช่วงล่างที่เกาะถนนจนน่าตกใจ ขับสนุกและสบายจนลืมว่าไม่ใช่รถเก๋ง
ในบางครั้ง การขับรถในช่วงความเร็วสูง มักทำได้ผู้ขับขี่รู้สึกเหนื่อยและล้าในขณะขับขี่ แต่ด้วยการปรับจูนช่วงล่าง พวงมาลัย
เบรก และโครงสร้างทางวิศวกรรมใหม่อย่าง TNGA Platform บน C-HR ที่ออกแบบเพื่อให้ผู้ขับขี่สนุกในการขับมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังความสบายและผ่อนคลายในการขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก และรู้สึกประทับที่ทีมวิศวกรสามารถปรับจูนในเรื่องของ Driving Dynamic ของ C-HR ออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกว่า ไม่ได้ขับรถเร็วมาก

3.งานออกแบบภายในที่สวยขึ้น แต่ยังคงความใช้งานง่ายไว้แบบ Toyota
รถหลายรุ่น เมื่อมีงานออกแบบ เฉพาะภายในที่สวยขึ้น มักมีการจัดวางสวิตช์อุปกรณ์ที่สับสน ซับซ้อนและใช้งานยาก
แต่ C-HR กลับหมดปัญหาในเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะสวิตช์ไฟฉุกเฉิน สวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ ก้านไฟเลี้ยว
และใบปัดน้ำฝน รวมทั้งตำแหน่งการวางวิทยุ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและจุดวางที่พอดี สามารถคลำด้วยมือ
และกดปรับได้ โดยที่ไม่ต้องละสายตาในการปรับ ซึ่งนี่คือความดีงามที่ Toyota มีมาให้และใช้งานได้ดี
ขอให้คงส่วนนี้ไว้นานๆครับ

4.ออปชั่นพื้นฐานครบครัน
แม้จะให้ไม่เยอะเท่ารุ่นท็อป แต่เมื่อดูโดยรวมแล้วถือว่าไม่ได้แย่จนน่าเกลียดเท่าไหร่นัก เพราะที่ให้มาถือว่า
เป็นมาตรฐานสำหรับรถในปี 2018-2019 อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัส แอร์อัตโนมัติ
กุญแจอัจฉรินะพร้อมปุ่มสตาร์ท หรือจะเป็นระบบความปลอดภัยที่ให้ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัยที่เยอะถึง 7 ลูก ถือว่าให้มาพอครบครันแล้วสำหรับรุ่นนี้

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.การเก็บเสียงบนความเร็วสูง เสียงลมดังจนคุยกันไม่รู้เรื่อง
จริงอยู่ที่การที่เราอยากได้รถที่ขับดี แรง ประหยัดน้ำมัน ต้องมีการลดวัสดุซับเสียงลงเพื่อลดน้ำหนักลง แต่เมื่อการทำดังกล่าว
อาจจะนำออกมาไปเสียหน่อย จริงทำให้การเก็บเสียบเมื่อความเร็วพ้น 120 กม./ชม.มีเสียงรบกวนที่ดังจนฟังเพลงหรือคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะเสียงลมจากข้างประตูดังมาก ฉะนั้น หากในรุ่น Minor Change สามารถเพิ่มวัสดุซับเสียงได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมากครับ

2.วัสดุภายใน หากบุนุ่มบางส่วนเพิ่มได้ จะทำให้ตัวรถดูน่าซื้อขึ้น
ในความคิดของคนไทยเชื่อว่า รถที่มีราคาหลักล้านบ้าน อย่างน้อยวัสดุภายในควรที่จะดูี หรูหราประมาณหนึ่ง
แต่การที่แผงข้างประตูไม่มีวีสดุบุนุ่มที่ให้สัมผัสในการจับดี บางคนอาจเดินหนีไปเลย จริงอยู่ที่แผงข้างเป็นพลาสติกล้วน
ทำความสะอาดง่ายในกรณีมีคราบสกปรก แต่สัมผัสของวัสดุในรถทีดี ก็ยังมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ ขอให้พิจารณาตรงนี้ด้วยครับ

3.พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่แคบ และเข้า-ออกลำบาก
รถที่ขับดีส่วนใหญ่ มักจะอุทิศพื้นที่ให้กับเบาะคู่หน้ามาก C-HR เองก็เป็นหนึ่งในรถที่เป็นแบบเดียวกัน ด้านหลังที่ลาด
เพื่อหวังเรื่องอากาศพลศาสตร์ แต่ลาดมากไปจนขาดความสบายในการโดยสาร ถึงแม่ว่าจะไม่ได้แคบแบบ Mazda CX-3
ก็ตาม แต่ความกว้างก็ยังสู้ Honda HR-V ไม่ได้ ซึ่งในส่วนนี้ ในรุ่นต่อไปขอให้ทาง Toyota นำไปเก็บเป็นการบ้าน
ในการพัฒนา เพราะภาพรวมของรถอยู่เกณฑ์ดีแล้ว จริงอยู่ที่รถประเภทนี้อาจจะไม่ได้เน้นนั่งข้างหลัง แต่การทำให้
ด้านหลังน่าเข้านั่งมากกว่านี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

4.เพิ่มรุ่น 1.8 High บ้างด้วยก็ดีนะ

เชื่อเลยว่าหลายๆคนเจอออปชั่นแล้วรู้สึก Wow มาก แต่มีหลายอย่างที่จำกัดอยู่ใน Hybrid เสียมากกว่า
(โดยเฉพาะรุ่น Hybrid High) ทางที่ดี อย่างน้อย ควรเพิ่มรุ่น 1.8 High บ้างก็ยังดี ส่วนออปชั่น
อาจจะมีการตัดออกตามสมควร อาทิ ไฟหน้าและไฟท้าย LED (ซึ่งทางโตโยต้าอาจจะแยกหน้าตา
ระหว่างเครื่องเบนซินและเครื่อง Hybrid ให้ชัดเจน) และบรรดา Telematics ทั้งหลาย เชื่อเลยว่า
มีลูกค้าที่อยากได้ออปชั่นครบๆ แต่ไม่ชอบ Hybrid พร้อมจับจองเป็นเจ้าของกันพอสมควร

คันต่อคัน : เมื่อ Candidate นางนพมาศประจำหมู่บ้านมีมากกว่า 1 คน
เมื่อ Toyota C-HR 1.8 Mid ราคา 1,083,000 บาท ต้องมาเจอคู่แข่ง จะมีใครบ้าง มาดูกันครับ

1. Honda HR-V 1.8 EL ราคา 1,059,000 บาท
เป็นคู่ชกตรงรุ่นกับ Toyota C-HR เลยก็ว่าได้ สำหรับ HR-V นอกจะเป็นรถยนต์ที่แย่งชิงยอดกับ C-HR แล้ว
ยังเป็นรถที่สร้างยอดขายรวมให้กับ Honda มากพอกับ Honda Civic ข้อดีของ HR-V เป็นเรื่องห้องโดยสาร
ที่กว้างและโปร่งกว่า C-HR และภายในที่ตกแต่งด้วยการหุ้มหนังที่ทำให้รู้สึกหรูหรากว่ากันแบบชัดเจน

การขับขี่ที่เน้นไปทางสบายมากกว่าสนุก ส่วนข้อเสียนั้น ในด้านการขับขี่ หากใช้ความเร็วสูง C-HR
ให้ความมั่นใจในเรื่องช่วงล่างและพวงมาลัยมากกว่า และหากเป็นรุ่นหลังคาแก้ว ยังคงมีเรื่องน้ำรั่ว
มาตามกวนใจ รวมทั้ง Defect อย่างเสียงจากเบรกและแร๊คพวงมาลัย ยังคงตามมาอยู่เรื่อยๆ
ทั้งที่ควรจะนิ่งในเรื่องของงานประกอบและ Defect จากผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนเข้าโรงงาน
หากแก้ไขในเรื่องดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็แทบเรียกว่า ไม่มีอะไรจะให้ติแล้วครับ

2.Mazda CX-3 SP ราคา 1,083,000 บาท
หนึ่งในคู่แข่งในด้านขับขี่โดยตรง เนื่องจากรถที่เตี้ยกว่า เครื่อยนต์ที่มีขนาดใหญ่และเกียร์อัตโนมัติแบบ
Torque Converter ที่ถูกพัฒนาบนเทคโนโลยี Skyactiv จึงทำให้การขับขี่นั้นสนุกพอกัน อัตราเร่งแซ
งที่ทันใจกว่า

แต่ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่แคบเหมือนกันกับ C-HR ปัญหาเรื่องปั๊มติ๊กที่ตอนนี้ยังไม่จบไม่สิ้น
ยางเบ้าหัวโช๊คอัพคู่หน้าที่มีปัญหาเรื่องมีเสียงดังขณะขึ้นลูกระนาดหรือทางต่างระดับ ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังคงกวนใจ
รวมทังบริการหลังขายการที่ยังไม่แข็งแรงนัก ยังมีเรื่องให้กังวลพอสมควร ทั้งนี้ ทาง Carsideteam
มีโอกาสเพียงคร่าวๆ หากมีโอกาสทดสอบเต็มๆ จะมาเขียนบทความในโอกาสต่อไปครับ

3.Subaru XV 2.0 i ราคา 1,159,000 บาท

ใช่ครับ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การทำราคาของ Tanchong Motor Image ทำให้คนไทยสับสนกันเป็นแถว
ขึ้นลงยิ่งกว่าหุ้น คนที่ซื้อราคาเต็มก็ปวดร้าวไปทั้งใจ คนที่ซื้อราคาพิเศษก็ดีใจที่ได้รถดีในราคาน่าฟัง
ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรจะอืดพอสมควรเมื่อต้องพ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ด้วยช่วงล่างและ
ระบบการขับขี่ที่ทำให้ผู้ขับขี่สนุกและรู้สึกมั่นในการขับขี่ แต่ด้วยบริการหลังการขายที่ยังอยู่ในระดับตั้งไข่
ในหลายจังหวัดศูนย์กระจายอะไหล่ยังคงส่งอะไหล่ช้า และการเคลมอะไหล่ทำได้ยาก จนกลุ่มผู้ใช้ XV
ต้องมีการแชร์อะไหล่ในกลุ่มผู้ใช้ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเกิดในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ระดับ Mass Production
ถ้าหากกลุ่ม Tanchong ถึงขั้นมาตั้งโรงงานประกอบ Subaru Forester ในประเทศไทยแล้ว ก็ควรเพิ่ม
ในส่วนคลังและศูนย์กระจายอะไหล่ในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งการอบรมช่างเทคนิคที่ควรอบรม
ให้ชำนาญและอ่านอาการรถขาดกว่านี้ จะทำให้ Subaru สามารถมาสู้ในกลุ่มตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

4.MG GS 1.5 Turbo X ราคา 990,000 บาท

อ้าว ไงถึงเป็น MG GS 1.5 Turbo ถึงเข้ามาเป็นตัวเลือกในพิกัดนี้ เนื่องจาก MG ZS มีขนาดที่เล็ก
ในส่วนของเครื่องยนต์หากนำมาเปรียบเทียบ อาจจะดูเป็นการเสียเปรียบจนเกินไป เลยเป็น MG GS
จะเหมาะกว่า ในแง่ของการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ พร้อมเกียร์คลัตช์คู่ ทำให้การตอบสนอง
ในด้านอัตราเร่งดี ดีจนอาจทำให้ตัว GS 2.0 มองค้อนกันได้เลยทีเดียว มาพร้อมกับ Option
ที่เกินราคาจนคู่แข่งตกใจ

แต่ด้วยอาการเกียร์เย่อ ซึ่งเป็นนิสัยของเกียร์แบบคลัตช์คู่ที่อาจสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ขับขี่
คุณภาพวัสดุในรถและการประกอบที่ยังอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าพอใจนัก และการบริการหลังการขาย
ที่ยังน่าเป็นห่วง ด้วยสถานะคลังอะไหล่ที่ไม่สามารถจัดส่งให้กับดีลเลอร์ หรือแม้กระทั่งอู่สีที่รออะไหล่นานมาก
จนบริษัทประกันบางแห่งเริ่มไม่รับทำประกันรถยนต์ยี่ห้อนี้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ MG และ SAIC-CP
ควรรีบพิจารณาเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่จะมา
เลือกใช้รถยนต์ MG ในอนาคตครับ

บทส่งท้าย : ส่งสาวน้อยนางนพมาศกลับบ้าน 

การได้มีโอกาสมาขับ C-HR ในครั้งนี้ เหมือนทำให้ผมได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักสาวน้อยในวัยเด็กคนนี้อีกครั้ง
ได้ทำกิจกรรมร่วมกันและได้มีโอกาสนั่งคุยกันยาวๆอีกครั้ง จนเรารู้สึกว่า เออ ผู้หญิงคนนี้มี Mindset และมุมมอง
ในการใช้ชีวิตที่ดีมากๆคนหนึ่งเท่าที่เคยรู้จักมา สวยขึ้นไปตามวัยจนรู้สึกชอบอะไรหลายๆอย่างในตัวเธอ และสิ่งหนึ่งที่ Toyota เหมือนกันสาวน้อย คนนี้คือ

การที่ Toyota เริ่มพัฒนาตัวเองจากรถที่เน้นความทนทานมากจนเกินไป ไร้ซึ่งความสนุกในการขับขี่และ
งานออกแบบที่สวยงาม Akio Toyoda ประธานคนปัจจุบันถึงกับออกมาบอกว่า”รถ Toyota ในยุคใหม่
จะไม่ใช่รถที่น่าเบื่ออีกต่อไป”

ตอนที่ได้ยิน ก็เรียนผู้อ่านตามตรงว่า มันก็คงเป็นคำพูดที่เป็นโฆษณานั่นแหละ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
จนกระทั่งการมาของ Toyota 86 นี่แหละครับ จริงอยู่ที่งานออกแบบตัวจริงอาจจะไม่ได้ตรงปก
แบบเดียวกับรถต้นแบบ แต่ก็ถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ Toyota กล้าฉีกตัวเองออกจากจุดเดิมๆ ที่มีแต่รถน่าเบื่อ

และต่อมาก็คือ C-HR ที่ได้มีโอกาสนำมาทดสอบเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงข้อดี ข้อเสียของรถ พอได้อยู่ด้วยกัน
ไม่ว่าจะ C-HR หรือ Camry ACV70 ที่รีวิวจากน้อง NAOW27 กำลังจะออกต่อจากนี้ในเร็วนี้ ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า
รถของ Toyota ในปัจจุบัน ที่การพัฒนาที่ดีขึ้น โดยเริ่มการจากเปลี่ยนรถที่ใช้ Benchmark เพื่อนำข้อมูลมา
พัฒนาการออกแบบตัวรถในด้าน Driving Dynamic จนพัฒนารถยนต์ที่สามารถขับได้ดี จัดราคาและอุปกรณ์
ที่ใส่มาให้จากโรงงานได้อย่างเหมาะสมกับราคามากขึ้น ทำให้คนที่เคยร้องยี้กับรถยนต์จาก Toyota พอได้
มีโอกาสขึ้นมาขับ รู้สึกประทับใจ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกแย่กับรถ Toyota เพราะครอบครัวเคยใช้
Vigo แล้วรู้สึกไม่ประทับกับช่วงล่างที่และระบบเบรกที่สวนทางกับกำลังเครื่องและหน้าตาที่ดูดีในยุคนั้น
หมดเงินไปจำนวนหนึ่งพอสมควรจนจะเจอสูตรที่ถูกใจ

แต่พอมีโอกาสขับ Toyota ในยุคหลัง ตั้งแต่ Revo,Camry ACV70 และ C-HR ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เรา
เคยบ่นด่ากันไปในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ได้ผลและมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
ถึงแม้ว่ายอดขายที่ทาง TMT (Toyota Motor Thailand) ได้ทำนายว่าจะขายได้ถึง ณ ตอนนี้ยังไม่เข้าเป้านัก
แต่ก็อยากให้ขอพัฒนาในเรื่องการการสื่อสารกับลูกค้าในยุคใหม่มากขึ้น เช่นแคมเปญลองขับ C-HR ฟรี 7 วัน

นับว่าประสบความสำเร็จ จนทำให้คนรอบตัวผม ตัดสินใจจอง C-HR หลังจากเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งถือว่า
เป็นโยบายส่งเสริมการตลาดที่เข้าถึงผู้ใช้รถยนต์มากขึ้น ขาดแต่เพียงช่องทางประชาสัมพันธ์ที่มีเพียงแค่
Social Network ซึ่งถ้ายิงโฆษณาทางโทรทัศน์หรือเช่าป้ายขนาดใหญ่บนทางด่วน ผมเชื่อว่า
จะเป็น Talk of the town อย่างแน่นอนครับ

ของที่มีนะดีอยู่แล้ว ปรับปรุงเรื่องการสื่อการกับลูกค้าอีกหน่อย จบเลย ลองดูเลยซิ

ขอขอบคุณ
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 23 พฤษภาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...