ภาพจำสมัยวัยเด็ก จนมาถึงวัยรุ่น ด้วยความที่ผมโตมาในครอบครัวที่พี่ๆ มีรถที่ทางบ้านให้ขับไปเรียนหนังสือ
ในยุคนั้น ไม่ว่าจะวางเครื่อง โหลดเตี้ย วิ่งหลังถนนหลัง The Palace ปิด (หลายๆท่านน่าจะเดาอายุพวกพี่ๆผมได้แล้วหละ) ในยุคที่เกียร์ DCT ยังเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด เกียร์ธรรมดา แป้นเหยียบ 3 อันที่พื้น เป็นสิ่งที่หลายคนมักเรียกว่า “Gentleman Machine” อาจจะเป็นสิ่งที่สุภาพบุรุษที่นิยมการขับรถในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ต้องขับได้ และถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานในการขับรถยนต์คือ “เกียร์ธรรมดา

เวลาผ่านไป เทคโนโลยีของ DCT (Dual-Clutch Transmission) ได้เข้ามามีบทบาทในการขับขี่ ต่อเกียร์ได้เร็วและแม่นยำว่าการเหยียบคลัตช์และเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือ และสามารถทำเวลาได้ดีในสนามแข่งอย่างชัดเจน จนยอดขายรถเกียร์ธรรดาลดลงอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีค่ายรถที่ยังมอบสิ่งนี้ให้เป็นทางเลือกกับลูกค้า หนึ่งรถที่ยอดขายของเกียร์ธรรมดายืนหนึ่งในนั้น ก็คงจะมีดาวลูกไก่อย่าง Subaru อย่างแน่นอน และในวันนี้ก็ถือเป็นฤกษ์งานยามดี ที่เราได้รับ WRX เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ซึ่งอาจจะเป็นรถรุ่นที่สุดท้ายที่ Subaru อาจจะทำออกมาจำหน่ายในรูปแบบของรถเกียร์ธรรมดา ส่วนความรู้สึกผมกับ Gentleman Driving Machine คันนี้ จะเป็นอย่างไร เลื่อนลงมาซิครับ เดี๋ยวผมจะเป็นคนเล่าให้ฟังเอง

ภายนอก : เหลี่ยมสันคมคาย คล้ายค่ายเพื่อนร่วมชาติบางจุด 

มิติรถ
กว้าง : 1795 มม.
ยาว : 4595 มม.
สูง : 1475 มม.
ระยะฐานล้อ : 2650 มม.
น้ำหนัก : 1511 กก.
ความจุถังน้ำมัน : 60 ลิตร

ด้านหน้า เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนงานออกแบบจากโฉมที่แล้วจากการใช้เส้นโค้งมน เป็นการใช้รูปทรงเรขาคณิต
และให้ตัวรถดูเส้นสันที่คมขึ้น ไฟหน้าแบบ Halogen Projector ที่ให้ความสว่างดีกว่าแบบ LED หลายค่าย
มาพร้อมกับระบบล้างไฟหน้าอัตโนมัติ ฝากระโปรงมีช่องดักลมให้กับ Intercooler และซ่อน Air Duct
ช้อนอากาศเข้า Intercooler ได้อย่างพอดี ไฟเลี้ยวถูกย้ายจากจากโคมไฟหน้า มาอยู่ที่กันชนหน้า
ถัดลงมาเป็นไฟตัดหมอกที่มีขนาดย่อมลงเหมือนกันรุ่นก่อนหน้า เพราะไม่ได้มีช่องสำหรับใส่ Spotlight
แบบยุค WRC ที่มีตั้งแต่ยุค Impreza รหัสตัวถัง GC และ GD

ด้านข้าง เส้นสายโค้งมนจากรุ่นที่แล้ว (ฉายาโฉม”หน้าแมว”) หายไปจนหมด และเน้นเส้นสายรถที่คมขึ้น
มีโป่งหน้าและโป่งหลังเพิ่มมิติตัวรถให้ดูดุดันขึ้น แต่มีขนาดเล็กกว่ารุ่น WRX STI อย่างชัดเจน
และบริเวณโป่งหน้า มีแถบสีเงินปั๊มคำว่า “WRX” เพื่อให้รู้ว่า เป็นตัวเทอร์โบ แต่หากเป็น WRX STI
จะปั๊มคำว่า STI ตัวอักษรสีชมพู และถ้าแม้ว่าเสา A จะลาด แต่ทาง Subaru ก็แก้ไขปัญหาเรื่องทัศนวิสัย
โดยการเพิ่มกระจก Opera บริเวณหูช้างกระจกหน้า และย้ายกระจกมองข้างให้เข้าใกล้ผู้ขับมากขึ้น
ถึงแม้ว่าทำให้ความสวยงามของตัวรถลดลงไปบ้าง แต่ทัศนวิสัยในการขับขี่ สำคัญกว่าครับ ส่วน Sunroof
นั้น WRX ไม่มีให้ครับ สงวนให้ STI เป็นผู้เลือกที่จะมีเท่านั้นครับ (งงดิ ผมก็งง คนซื้อ STI เขาต้องการ
รถเบา แต่มี Sunroof ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน)

ด้านหลัง สิ่งที่หายไปอย่างชัดเจนคงเป็น Spoiler หลังอันใหญ่แบบรุ่นก่อนๆ (หากเป็น WRX STI รุ่นก่อน
Minor Change จะต้องเลือกระหว่าง Sunroof และ Spoiler หลัง แต่ในรุ่น Minor Change ทาง Motor Image ได้ใส่ทั้ง 2 อย่างให้กับ WRX STI สเปกไทยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้ง 2 อย่าง) และถูกแทนที่ด้วย Ducktail ขนาดกำลังดี หลังคาเป็นเสารับสัญญาณวิทยุแบบ Shark fin มาแทนที่แบบเสายาวสีดำ กันชนท้าย
มาพร้อมกับ Diffuser จัดลมบริเวณท้าย และที่สำคัญไปว่านั้น ปลายท่อไอเสียเป็นหม้อขวางและปลาย
ท่อไอเสียเป็นแบบออกคู่จริงๆ ไม่ใช่เอาปลายมาใส่หลอกแบบรถบางรุ่น อันนี้น่าจะสาแก่ใจคนที่ชอบท่อคู่ครับ

ภายใน : ไร้ความสบาย ได้ความเรียบง่ายและไม่หวือหวา 

สำหรับการออกแบบภายใน ไม่มีอะไรดูโดดเด่น ใช้แถบ Carbon fiber ตัดสลับสีเงินบางส่วน ส่วนเรื่อง
คุณภาพวัสดุนั้น หากเทียบกับราคารถที่จ่าย ก็ต้องเรียนผู้อ่านกันตรงๆว่า ไม่ดีเมื่อเทียบกับราคา แข็ง ไม่นิ่ม
แต่ราคาที่แพงนั้น ก็ล้วนมาจากภาษีสรรพสามิตล้วนๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนซื้อเข้าใจ แต่สิ่งที่เหมือน Subaru
จะได้รับอิทธิพลมาจาก Toyota ซึ่งเป็นเจ้าของปัจจุบันคือ การจัดวางอุปกรณ์ที่สามารถใช้มือคลำได้
โดยไม่ต้องละสะตาจากถนน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเพ่งสายตากับถนนระหว่างขับขี่ได้ ช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับขี่

หน้าปัดเป็นแบบ Optitron และเมื่อบิดกุญแจ เข็มทุกเข็มจะกวาดเช็คจนสุดสเกล 1 รอบ ก่อนหน้าปัด
จะสว่างขึ้นมา โดยมาตรวัดรอบเครื่องยนต์และอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น จะอยู่ทางซ้าย ส่วนมาตรวัดความเร็ว
และระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง จะอยู่ทางด้านขวา ตรงกลางเป็นจอ TFT ที่สามารถปรับได้ที่ปุ่มตรงพวงมาลัย
เพื่อตั้งค่าแสดงผลความเร็ว และตำแหน่งเกียร์ที่ใช้อยู่ในเวลาขับขี่ ส่วนการ Set Trip A และ B
จะใช้ก้านสีดำตรงข้างมาตรวัดความเร็วปรับเปลี่ยน โดยทุกมาตรวัด จะถูกตัดด้วยกรอบสีเงินดังภาพ
เพื่อไม่ให้ดูกลืนตาจนเกินไป สำหรับขนาด Font ไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป และแสดงผลได้ชัดเจน
ใช้เพียงการชายตามองเป็นครั้งคราวก็พอ แต่น่าเสียดายที่ไม่มี Shift Light หรือไฟกะพริบแจ้งเตือน
พร้อมเสียงแบบ Impreza WRX STI รุ่นที่แล้ว ที่จะคอยเตือนให้เราเปลี่ยนเกียร์เมื่อถึงรอบที่เหมาะสม
เพื่อป้องกันการลากรอบเครื่องยนต์สูงเกินไป และเปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่กำลังเครื่องให้ได้ต่อเนื่อง

จอแสดงผลตรงกลางเป็น TFT ที่แบ่งเป็น 2 ช่อง โดยด้านซ้ายจะเป็นการแสดงอุณหภูมิของระบบ
ปรับอากาศและความแรงของพัดลมระบบปรับอากาศ และจอยาวด้านขวา เป็นจอที่แสดงผลได้หลายอย่าง
เช่น นาฬิกา วัด Boost ของ Turbo (อย่างใดอย่างหนึ่ง) อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย
(หน่วยเป็น กม./ล.) หรือเลือกให้แสดงผลหลายอย่าง เช่นในภาพสามารถแสดงผลอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง
Boost ของ Turbo และ % การเหยียบคันเร่งของผู้ขับขี่ ซึ่งสามารถปรับได้ที่ปุ่ม ENTER บริเวณใต้สวิตช์
ไฟฉุกเฉินตรงคอนโซลกลาง

ระบบเครื่องเสียง เนื่องจากรถที่ได้รับมา เป็นรุ่นก่อน Minor Change จะได้ระบบเครื่องเสียงแบบ
มีระบบ Touch Screen สามารถต่อ Bluetooth และยังคงความต้องการของคนฟังเพลงคือ”ช่องใส่ CD”
รวมทั้งยังมีกล้องมองหลังขณะถอยจอด สำหรับคุณภาพเสียงนั้น เอาตรงๆครับ “มีไว้ฟังข่าวให้ทันสถานการณ์”
เพราะเสียงเครื่องยนต์สูบนอนนั้น ไพเราะกว่ามากครับ


ระบบปรับอากาศเป็นแบบลูกบิด 3 อัน พร้อมระบบ Auto มีไล่ฝ้าหน้า-หลัง แต่ไม่มีแยกฝั่งซ้าย-ขวา
ความเย็นทำงานได้รวดเร็ว ถึงแม้ว่ารถคันที่เรารับมาจะไม่มีฟิล์มกรองแสงก็ตามที ก็สู้แดดได้อย่างสบายๆครับ

เบาะคู่หน้า สำหรับการเข้า-ออกนั้น ทำได้อย่างง่ายดายแบบรถบ้านปกติ แผงประตูใช้การตกแต่งเป็นหนัง
สีดำ เดินตะเข็บคู่สีแดง ตัวเบาะทรงกึ่ง Bucket seat เหมือน Recaro รุ่นเก่าๆ ถึงแม้จะเป็นผ้า เป็นผ้าที่
ให้สัมผัสที่ดีมาก ส่วนที่รองรับหลังและรองนั่งใช้สีเทา และปีกข้างเป็นสีดำ เดินตะเข็บคู่สีแดง ให้ความรู้สึกได้ว่า
นี่ไม่ใช่รุ่นปกติขับไปจ่ายกับข้าวอย่างเดียว ส่วนถ้าว่าวิธีการปรับระดับ เป็นแบบอัตโนมือท่านผู้ใช้ (ถ้าคนมองสเปกรถอาจจะมองค้อนเอาเลย แต่สาวกไม่ซีเรียส) สำหรับการรองรับสรีระ เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจ เพราะเมื่อปรับทุกอย่าง
ให้ถูกต้องตามที่ Instructor (อาจารย์ที่สอนขับรถในสนามเวลาเรียน Advance Driving Course หรือเวลามีงานทดสอบรถรุ่นใหม่) การรองรับทั้งแผ่นหลังและรองนั่ง สามารถรองรับได้ครบทุกจุด ซึ่งนั่งสบายกว่ารถ Premiun Brand ที่เราเคยทดสอบหลายๆคันเสียด้วยซ้ำ พนักพิงศรีษะแข็งกำลังดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป
แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติซะทีเดียว เพราะที่ทาง Carsideteam ลงความเห็นเหมือนกันคือ ความสูงของเบาะนั่งที่สูงไปซักหน่อย หากสามารถเอาลงได้อีก จะทำให้การจับอาการของรถผ่านช่วงเอวของผู้ขับขี่ ทำได้ดีกว่านี้และสามารถสนุกกับการขับขี่ได้มากขึ้น แต่ถึงกระนั้น การออกแบบเบาะนับว่าเป็นรายละเอียดที่ทำให้เห็นว่า Subaru ยังใส่ใจในเรื่องการมอบประสบการณ์การขับขี่ให้ผู้เป็นเจ้าของเสมอ
เบาะหลัง เป็นผ้าแบบเบาะคู่หน้า พร้อมพนักพิงแบบรูปตัว L คว่ำ สำหรับฟองน้ำตัวเบาะ ค่อนไปทางแข็ง
แต่ก็ไม่ได้แข็งจนไม่รองสรีระของผู้นั่ง รองนั่งสั้นไปนิด พื้นที่เหนือศรีษะ สำหรับคนที่สูง 171 ซม.
อย่างผม มีพื้นที่เหลือเกือบๆกำปั้นมือแนวตั้ง ซึ่งหากต้องเป็นผู้โดยสาร ก็ไม่ได้มีปัญหาในการนั่ง
แต่หากคนที่สูงเกิน 180 ซม.อาจจะลำบากจนต้องเปลี่ยนท่านั่งให้เอียงกว่าปกติครับ

พื้นที่เก็บของด้านหลังมีความจุ 460 ลิตร (อ้างอิงจาก Website ของ Subaru) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กว้างมาก
แต่ก็เพียงพอต่อการใส่กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ หากเจ้าของเป็นคนชอบขับรถ แล้วต้องการใส่กระเป๋าเดินทาง
พร้อมกระเป๋าใส่ชุดแข่งไปสนามได้สบายๆครับ แผ่นปิดด้านล่าง มียางอะไหล่ใส่ชั่วคราวมาให้พร้อมแม่แรงครับ

การเข้า-ออกรถและการติดเครื่อง Subaru สงวนความ Classic นี้ให้แก่ WRX เกียร์ธรรมดา โดยให้
กุญแจแบบไขติดเครื่องยนต์ที่คอพวงมาลัย พร้อมระบบกันขโมยแบบ Immobiliser มาให้เป็นอุปกรณ์
มาตรฐาน คือแบบ ก็เข้าใจครับ ว่าเป็นรุ่นถูก ต้องลดต้นทุนทั้งการเอา Push Start และ Smart Entry
ออก แต่ตัวกุญพูดกันตรงๆ กุญแจของ Hilux Vigo รุ่นที่แล้ว ซึ่งใช้ร่วมกับ BRZ เกียร์ธรรมดานั้น ยังมี
สัมผัสและความน่าใช้มากกว่าดอกกุญแจนี้เสียอีก หากปรับให้ดีเหมือนในยุคของ Impreza GD
จะดูน่าใช้กว่ามากครับ ผมเชื่อว่ารุ่นต่อไปจะใช้กุญแจไข ลูกค้าก็ไม่ว่า แต่วัสดุทำสัมผัสและหน้าตา
ให้น่าจับต้องกว่านี้ ผมก็โอเคครับ

เครื่องยนต์ : ลาก่อน EJ สวัสดี FA

เครื่องยนต์ หลังจากที่ใช้ตระกูล EJ มาตลอดตั้งแต่เริ่มทำตลาด Impreza รหัสตัวถัง GC ตั้งแต่ปี 1992
มาในวันนี้ WRX ได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องรหัสใหม่ FA20 DIT แบบ 4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว
ความจุ 1,995 ซีซี หรือ 2 ลิตร กระบอกสูบ 86.0 x ช่วงชัก 86.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.6 : 1
มีระบบแปรผันวาล์ว AVCS (Active Valve Control System) มาให้ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย
จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบ Di (Direct Injection) กำลังสูงสุด 268 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด ถึง 350 นิวตันเมตร ที่ รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,000 – 5,200 รอบ/นาที 

จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อัตราทด 3.454 :1
เกียร์ 2 อัตราทด 1.947 :1
เกียร์ 3 อัตราทด 1.366 :1
เกียร์ 4 อัตราทด 1.029 :1
เกียร์ 5 อัตราทด 0.825 :1
เกียร์ 6 อัตราทด 0.666 :1
เกียร์ถอยหลัง อัตราทด 3.636 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 4.444
พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD ซึ่งเป็นของคู่บุญมาตั้งแต่ Impreza GC ตั้งแต่ปี 1992

โดยสิ่งที่แตกต่างจาก WRX STI คือ รุ่น STI จะยังคงใช้เครื่องยนต์รหัส EJ207 (สเปกญี่ปุ่น)
และ EJ257 (สเปกส่งออกต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทย) และมีระบบ SI-Drive หรือโหมดคันเร่งปรับได้
3 แบบและระบบกระจายกำลังขับเคลื่อน C-Diff ก่อนที่จะพูดถึงการตอบสนองของเครื่องยนต์ เรามาดูตัวเลขที่ WRX ทำได้กันดีกว่าครับ


สำหรับอัตราเร่ง ตอบสนองทันทีตั้งแต่กดคันเร่งตามประสาฉายาของวงการรถซิ่งที่มอบให้กับ WRX มาตั้งแต่ยุคที่ยังใช้ชื่อ Impreza ว่า”นักเลง 3 เกียร์” โดยอัตราเร่งใน 3 เกียร์แรกนั้นตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รอบฟาดขึ้นไปถึง Redline ที่ 6000 รอบ/นาทีโดยไม่ต้องเค้น แต่หลังจากต่อเกียร์ 4 ลงไป การตอบสนองของรถเริ่มเหนือยอย่างชัดเจน กว่าจะมีกำลังให้ใช้ต้องอยู่ราว 4500-5000 รอบ/นาที ถึงจะมีกำลังเครื่องยนต์ให้ใช้งาน ซึ่งส่วนนึมาจากอัตราทดเกียร์ 4-5-6 นั้นห่าง เพื่อให้การขับขี่ทางไกลไม่รู้สึกเครียดและใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ เพื่อเน้นอัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่ารุ่นเดิม ซึ่งในแง่การการใช้ชีวิตประจำอัตราทดแบบนี้เหมาะสมทั้งใช้งานในเมืองและขับทางไกลมากกว่าการไว้ขับในสนาม Circuit ที่ต้องการอัตราทดที่จัด เพื่อเรียกกำลังเครื่องยนต์ให้ใช้ในการเดินออกโค้ง เพราะถ้าหากจะเป็นรถรถ Track Day อย่างเดียว WRX STI กับสิ่งที่ได้เพิ่มมาก็ถือว่าพอจ่ายได้ครับ (ถ้าหากท่านจ่ายไหวในราคาที่แพงกว่าราว 710,000 บาทจาก WRX)

คันเกียร์แบบคันสายสลิง เหมือนกันรถยนต์ขับหน้า ซึ่งจะต่างจะจาก WRX STI ที่เป็นคันกระบองต่อมาจากเกียร์โดยตรง แต่ถึงกระนั้น Feeling ของคันเกียร์ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี หากขึ้นไปขับครั้งแรกอาจจะมีบางจังหวะที่มีการเผลอเปลี่ยนเกียร์ข้ามแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ความยาวและระยะระหว่างเกียร์ของคันเกียร์ ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เมื่อเทียบว่าคันเกียร์ไม่ได้เป็นกระบองอยู่ที่ท้ายเกียร์แบบรถที่เครื่องวางตามตัวรถ

แป้นคลัตช์ เป็นสิ่งที่ควรปรับปรุง เพราะระยะของแป้นคลัตช์ค่อนข้างสูงไปพอสมควร ทำให้โอกาสที่จะออกตัวแล้วดับ
สำหรับคนไม่ได้ขับรถเกียร์ธรรมดาบ่อยๆ รู้สึกท้อใจในการที่หยิบกุญแจเจ้านี่มาขับ หากระยะของแป้นคลัตช์สามารถต่ำกว่านี้ได้อีกซักหน่อย ไม่เกิน 1/2 ของความลึกรวมทั้งแป้นเหยียบคลัตช์ จะดีและขับได้ง่ายขึ้นครับ

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : สิ่งที่ประทานมาให้แก่คนชอบขับรถที่แท้จริง ติดก็เรื่องเบรก

สำหรับช่วงล่างของ WRX ด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut และด้านหลังเป็นแบบ Double Wishbone
ในช่วงความเร็วต่ำ มีสะท้านขึ้นมาถึงห้องโดยสารบ้าง แต่การยืด-ยุบของโช๊คอัพและสปริง ขึ้นทีเดียว ลงทีเดียว
ไม่มีอาการกระเด้งกระดอน และที่เซอร์ไพร์สมากคือ นุ่มกว่า Mercedes-AMG C43 เสียด้วยซ้ำในความเร็วเท่ากัน
ในย่านความเร็วสูง อาการส่ายข้างบนทางด่วน หรือย้วย ไม่มีให้รู้สึกเลย อาจมีอาการดีดจาดรอยต่อถนนบนทางด่วน
ให้รู้สึก แต่ไม่สะท้านจนรถเสียอาการ และสามารถสาดโค้งแรงๆ บนทางด่วนด้วยความเร็ว 120 กม./ชม บริเวณโค้งจากด่วนพระราม 4 ต่อแยกไปทางพระราม 3 และคลองเตย แบบที่เกาะ ไม่มีอาการหน้าดื้อหรือท้ายปัด (หากจัดการเบรกและเลี้ยวให้พอดี) ยอมรับว่านี่คือซึ่งเป็นสิ่งที่ผม NAOW27 และผู้ซึ่งเพิ่งแข็งแรงกับการขับรถเกียร์ธรรมดาอย่าง BellzonaNT ปลาบปลื้มมาก จนถึงขั้นไม่อยากคืนรถให้ทาง Motor Image เลยด้วยสัจจริงครับ

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion ผ่อนแรงด้วยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS วงเลี้ยงแคบสุด 5.5 เมตร สำหรับพวงมาลัยคัน เรียกว่าคมเป็นมีดโกนหนวดเลยก็ว่าได้ครับ น้ำหนักกำลังดีสำหรับคนที่ชอบรถ On Center Feeling ที่ว่า Forester ดีแล้ว WRX ใช้คำว่า The Best of Subaru เลยก็ว่าได้ครับ คม เลี้ยวคือไปตามมือ ระยะฟรีพวงมาลัยกระชับมาก แบบนี้ซิ รักเลยครับ

เบรก ด้านหน้าเป็นแบบ Disc Brake 2 POT พร้อมจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน ด้านหลังเป็น Disc Brake 1 POT พร้อมจานแบบปกติ และนี่ น่าจะเป็นจุดบอดของ WRX เลยก็ว่าได้ เพราะ Impreza WRX ทุกรุ่น โดยปกติจะได้เบรกแบบหน้า 4POT และหลังแบบ 2 POT จนกระทั่งมาใช้เบรกแบบปลอกสไลด์ในรุ่นที่แล้ว จนมาถึงรุ่นนี้ ก็ยังใช้แบบดังกล่าว จึงทำให้การเบรกเมื่อเหยียบลงไป หน่วงลงแบบทื่อๆ และตัวรถค่อยๆชะลอและน้ำหนักแป้นเบรกค่อนข้างหนักและตอบสนองต่อความต้องการคนขับช้า ผมเชื่อว่าคนที่ซื้อ WRX ไม่ได้ขับรถแบบจ่ายกับข้าวให้ภรรยาตอนเช้า และยินดีจ่ายเงินเพิ่มหากได้เบรกดีๆจากโรงงาน ในรุ่นต่อไปหวังจ่าจะได้เบรกแบบ 4 POT และหลัง 2 POT แบบ WRX Premium ในสเปกประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

ระบบความปลอดภัย : มีครบเท่าที่จำเป็น ไม่ปรับเพิ่มเพราะปลายอายุตลาดแล้ว

สำหรับ WRX คันนี้ ก็ยังมีระบบความปลอดภัยมาให้ดังนี้
– เบรก ABS แบบมีเซ็นเซอร์ 4 จุดควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก 4 ล้อพร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์
– จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ISO-FIX
– ระบบควบคุมแรงบิดอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง
– แป้นเหยียบนิรภัย
– ระบบเสริมแรงเบรก
– คานนิรภัยเสริมความแข็งแรงบริเวณประตูข้าง
– ระบบป้องกันคันเร่งค้าง
– ถุงลมนิรภัยด้านหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม SRS
– ระบบยับยั้งการทำงานของเครื่องยนต์
– ถุงลมนิรภัย SRS ป้องกันเข่า
– ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้งแบบ Multi-Mode (VDC)
ส่วนใครที่ถามหา Eyesight นั้น ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ เนื่องจาก WRX ถึงปลายอายุตลาดแล้ว
และคาดว่า WRX รุ่นใหม่ถอดด้าม มีมาให้แน่นอนครับ

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของ Subaru WRX 6M/T ยังคงมาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 88.6 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.82 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 11.32 กม./ลิตร<<

ต้องยอมรับว่าการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองผ่านระบบส่งกำลังเกียร์ธรรมดานั้น มีปัจจัยด้านอื่นเข้ามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรอบการเปลี่ยนเกียร์ การถอนคลัชต์ที่แต่ละคนมีความไวแตกต่างกัน กระนั้นหากจะยึดมาตรฐานแบบตายตัวไปเลยคงยาก จึงมีผลสรุปคือ “หากคุณเปลี่ยนเกียร์สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ได้ดี อัตราสิ้นเปลืองจะประหยัดว่าที่เราทดสอบอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันหากจะลากไปถึงรอบสูง (Redline) แน่นอนว่าอัตราการกินน้ำมันก็จะเพิ่มด้วยเช่นกัน” ส่วนการใช้งานทั่วไปตั้งแต่วันรับรถจนถึงวันคืนรถ วิ่งไปทั้งหมด 918.6 กิโลเมตร ขับขี่หลากหลายรูปแบบทั้งแบบชิล ๆ และแบบซิ่งละลายความเครียด ผลอัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดออกมาที่ 7.81 กม./ลิตร หรือ 12.8 ลิตร/100 กม. ส่วนน้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้มากสุดประมาณ 500 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพการจราจรในการใช้งานจริง


รวบให้ฟังหลังขับ
: ความสุขแบบสุภาพบุรุษโปรดปรานในการขี่ แต่สตรีอาจจะไม่เข้าใจ

ตั้งแต่ Impreza เกิดขึ้นมาบนโลกตั้งปี 1992 ในฐานะรถยนต์ Compact ที่ตั้งใจต่อกรกับ Toyota Corolla
จนกระทั่งภาพลักษณ์เปลี่ยนไป กลายเป็น Icon ของผู้นิยมจากการร่วมเข้าการแข่งขันในรายการ WRC (World Rally Championship) ด้วยฝีมือการขับทั้ง Colin McRae และ Petter Solberg ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์
ของ Impreza ที่ไม่ว่าจะเป็น WRX หรือมีแปะ STI เพิ่ม กลายมาเป็นขวัญใจของคนชอบการขับขี่
ไม่น้อยไม่กว่าสมถรรนะของตัวรถที่วิศวกร Subaru ตั้งใจสั่งสมประสบการณ์จากสนาม ให้กับผู้ใช้รถบนถนนมาตลอด
ถึงแม้ว่าปัจจุบัน Subaru จะลงทำการแข่งขันเพียงรายการ Nurburgring 24H ที่ประเทศเยอรมันนี ที่มีนักขับ
โรงงานเอง และนักขับมืออาชีพอย่าง Carlo Van Dam (ปัจจุบันมาขับให้ทีม Singha Motorsport ทั้งรายการในประเทศไทยและต่างประเทศ) โดยใช้ WRX STI รุ่นปัจจุบันลงทำการแข่งขัน และประสบความสำเร็จในหลายปีที่ทำการลงการแข่งขัน บางบริษัทรถยนต์อาจมองว่า การลงทุนกับ Motorsport เป็นเรื่องสิ้นเปลืองในปัจจุบัน
แต่ยังคงมีรถยนต์ไม่กี่ค่าย ที่ประสบความสำเร็จจาการพัฒนารถยนต์ที่ดีจากสนามแข่ง สู่ถนนจริง หนึ่งในนั้นก็คือ
Subaru ส่วนใครที่ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆข้าง เราสรุปไว้ด้านล่างนี้แล้วครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.ช่วงล่าง พวงมาลัย สาแก่ใจคนขับรถมาก 
เรียกว่าเป็นข้อดีของ Subaru ที่สามารถมอบทั้ง 2 สิ่งมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของทุกคัน ช่วงล่างที่ไม่แข็งมาก
จนพ่อตาแม่ยายว่า แต่คนในบ้านเผลอหลับเมื่อไร พ่อบ้านผู้เร่งรีบสามารถทำเวลาไปแย่งที่จอดตามสถานที่
ท่องเที่ยวได้ทันที ด้วยช่วงล่างที่เกาะถนนในทุกย่านความเร็ว ยิ่งสนุกและไม่มีอาการสะท้านจากรอยต่อบนถนน
พวงมาลัยที่กระชับ ไปได้ตามสั่งของมือผู้ขับขี่ แค่นี้ก็สนุกและมีความสุขทุกครั้งเวลาขึ้นไปขับแล้วครับ

2.เบาะนั่งที่กระชับและนั่งสบายเกินหน้าตาตัวเบาะ
เบาะนั่งคู่หน้า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเบาะหนังตัดสลับกับ Alcantara แบบ WRX STI ก็ตามที แต่ตัวฟองน้ำ
และปีกเบาะที่ออกแบบมาให้โอบตัวผู้ขับขี่ได้อย่างกระชับและใช้ผ้าที่ให้สัมผัสกับร่างกายได้ดี ทำให้การนั่ง
ลงไปขับขี่หรือโดยสารในคู่หน้า หากปรับท่าให้ถูกต้อง จะรู้สึกสบายและไร้อาการปวดเมื่อย ถึงแม้ว่าจะต้องขับขี่
ในเมืองในระยะไกลก็ตามที อาจจะมีติก็แค่ความสูงที่น่าจะปรับได้ต่ำกว่า จะดีจนขั้นประทับใจมากครับ

3.เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดให้ใช้งานกว้างและสนุก
การแทนด้วยเครื่องยนต์ FA20 อาจจะขัดใจสาย Modify กันพอสมควรเพราระบบฉีดตรง แต่หากท่าน
ไม่ได้เป็นสายปรับจูน การที่แรงบิดมาตั้งแต่ 2000 รอบ ยาวไปยันแตะ Redline ทำให้อรรถรสในการขับขี่
ในวันที่รู้สึกเครียด เซ็งกับชีวิต กลับมาถึงบ้านแล้วหยิบกุญแจ WRX ออกไปวนบนทางด่วนซัก 2-3 รอบก่อนนอน
มีความสุขและอมยิ้มได้แบบสบายใจขึ้น รวมการที่เป็นระบบฉีดตรง ทำให้ค่าน้ำมันเป็นมิตรกว่า EJ พอสมควรครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ระยะของแป้นคลัตช์ที่สูงไปนิดจนท้อเวลาขับขึ้นสะพาน
การขับขี่ที่สนุก ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ระยะความสูงของแป้นคลัตช์นั้น ทำให้เป็นอุปสรรค์สำหรับสำหรับคนที่ขึ้นไปขับ
หากเป็นการขับขี่ทางราบปกตินั้น ปัญหานี้จะหายไป แต่หากต้องคาสะพานสูงๆอย่างสะพานพระราม 9 นั้น
อาจทำให้ผู้ขับขี่เหนื่อยใจที่นำออกมาขับ หลายคนอาจจะไล่ให้ไปซื้อรุ่น CVT แต่บางครั้ง หากทำให้ดีขึ้น
ความสนุกในการขับรถเกียร์ธรรมดา ก็ย่อมมอบให้ได้ดีกว่า จริงไหมหละครับ ถ้าแก้ไขให้ดี รถที่ขับสนุกและดี
จะดีขึ้นไปอีกเยอะ

2.เบรก ควรแตะแล้วอยู่ทันที และใช้แรงสู้เท้าน้อยกว่านี้ 
อดีต Subaru WRX เคยได้เป็นเบรก 4 POT หลัง 2 POT มาตลอด จนกระทั่ง Impreza WRX โฉมที่แล้ว
(คนเล่น Subaru เรียกว่าหน้าแมว) ก็ถูกลดทอนเป็นแบบหน้า 2 POT และหลัง 1 POT แบบสไลด์
ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเบรกลดลง และยังถูกส่งต่อมายัง WRX โฉมปัจจุบันด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Subaru
ไม่ควรตัดทอนออกไป หากใน Generation ต่อไป สามารถนำสเปก WRX Premium ของสหรัฐอเมริกา
มาเป็นรุ่นมาตรฐานในไทย ซึ่งได้เป็นเบรก 4 POT หลัง 2 POT จาก Brembo จากโรงงาน จะถือว่าจบ
และต่อให้ราคาจะแพงขึ้น ผมเชื่อว่าคนที่พร้อมซื้อและไม่ต้องการไปใส่ของแต่งเพิ่ม จะยิ้มแก้มปริแน่นอน

3.อัตราทดเกียร์ 4-5-6 ที่ห่างไปหน่อย 
ถึงแม้เครื่องยนต์จะมีแรงบิดที่กว้างและใช้งานได้ดี แต่อัตราทดเกียร์ 4-5-6 ที่ห่างไป ทำให้กำลัง
ของเครื่องยนต์ที่พร้อมใช้งานในช่วงกว้างๆ หดหายไปอย่างชัดเจน และหากต้องการ Engine Brake
ในบางจังหวะ อาจจะใช้การ Shift Down ลงเกียร์เดียวไม่พอ อาจจะต้องลง 2 เกียร์ รถถึงจะมี
Engine Brake ซึ่งเข้าใจว่า การคำนวณอัตราทดมาแบบนี้ ต้องการให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ในเกณฑ์ดี
และ Top Speed ไปได้เยอะที่สุด แต่การตอบสนองการขับขี่ได้ดั่งใจ และมีกำลังอยู่เสมอหากต้องการใช้งาน
อันนี้ก็สำคัญพอกัน หากอัตราทดเกียร์ชิดกว่าอีกนิดเดียว จะดีมากครับ



คันต่อคัน : หาตัวเปรียบยาก แต่ก็พอมีให้เทียบ
เมื่อมาดูค่าตัวของ Subaru WRX เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่ทาง Motor Image ได้เคาะไว้ที่ 2,640,000 บาท และในวันที่เราปล่อยบทความมีการอัดส่วนลดเพื่อระบายสต็อกล็อตสุดท้ายที่เหลือไม่มาก ส่วนคู่เปรียบเทียบในท้องตลาด หากจะหามวยถูกคู่จริง ๆ ยอมรับว่าแทบไม่มีแล้ว เพียงผู้เล่นบางรายที่สเป็กและราคาใกล้เคียงกัน โดยมีรายนามดังนี้

1.Toyota GR Yaris 1.6 Turbo 6M/T ราคา 2,700,000 บาท (ราคาประมาณการณ์)
หากถามหาคู่ชกที่ใกล้เคียงทุกอย่างจริงๆ ก็คงจะมี GR Yaris ที่เป็น FIA Homologation
ซึ่งรถทั้งหมดที่าง TMT (Toyota Motor Thailand) นำเข้ามาจำหน่ายนั้น มีเพียง 70 คัน
และรับจองสิทธิ์ในงาน Motor Expo 2020 ซึ่งเท่าที่ทราบ ความต้องการของรถรุ่นนี้ มีเกินโควต้า
ที่ประเทศไทยได้มาไปพอสมควรแล้ว ฉะนั้น ถ้าใจรัก การรีบไปงานเพื่อจองสิทธิ์ไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายครับ

2. Mercedes-AMG CLA35 ราคา 3,990,000 บาท
รถที่ยังพอความเป็นไปได้ในการเป็นเจ้าของ ถึงแม้ว่าจะเป็นเกียร์ DCT 7 จังหวะก็ตาม
แต่ด้วยรูปทรงที่เป็น 4 ประตู และความจุเครื่องที่เท่ากัน แต่ให้กำลังที่มากกว่าเป็น 306 แรงม้า
จึงทำให้คนที่ชอบรถที่ขนาดกำลังดี แต่ไม่ต้องการรถที่มีขนาดใหญ่แบบ C43 Sedan หันมามอง
CLA35 ด้วยสาเหตุนี้ แต่เท่าที่ทราบ รถที่นำเข้าในปีนี้ อาจจะเหลืออยู่ไม่มากนัก และปี 2021
อาจมีการแทนที่ด้วย A35 หรือ GLA35 ซึ่งเป็นรถ CBU เช่นกัน ส่วนรีวิว CLA35 ทางเราได้
คิวจาก Mercedes-Benz Thailand เรียบร้อยแล้วครับ เจอกันเร็วๆนี้ แต่ขอติดไว้ก่อนครับ

บทส่งท้าย : รถที่ดี ขับสนุก หากมาในราคาที่ดีกว่านี้อีกหน่อย เขย่าตลาดแน่นอน
ผมเชื่อว่าเด็กผู้ชายที่ชอบรถทุกคน จะต้องจุดที่ท่านเคยเดินผ่านโชว์รูมรถยนต์ที่ตัวเองชอบ และภาวนาว่า
สักวันหนึ่ง จะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ตัวเองชอบที่จอดอยู่หน้าโชว์รูมให้ได้ ผมเองก็เช่นกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง
ที่ผมเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ผมเจอ Subaru Impreza ตัวถัง GC8 แท้ๆ ขายอยู่ที่เต๊นท์รถแห่งหนึ่งย่าน
รัชดาภิเษก แต่ด้วยสถานะความเป็นนักศึกษาปี 1 และสารพัดวีรกรรมที่พี่ๆ ก่อไว้ การซื้อรถให้ขับไปเรียนหนังสือ
จึงถูกหยุดทันที และเมื่อเวลาผ่านไป รถคันที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น ได้ตามหาเจ้าของใหม่อยู่ ณ ตอนนี้ ผมในวัยทำงาน
และพร้อมในระดับนึง ก็กำลังนั่งชั่งใจอยู่ว่า จะลองหาเรื่องกับรถแบบนี้ซักครั้งในชีวิต หรือเอาเงินไปดาวน์รถป้ายแดงที่พร้อมในการใช้งานจะดีกว่า ซึ่งคนรอบตัวผม ก็ไปจบกับอย่างแรกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

บางครั้ง รถที่ดี กับราคาที่แพงทะยานฟ้าจนสามารถซื้อรถยนต์ Premium Brand ค่ายยุโรปได้นั้น
ทำให้ยากในการตัดสินใจหรือคุยกับคนในบ้านพอสมควร และทำให้จำนวนรถที่ขายออกไปนั้น ไม่ได้มีมาก
ในความรู้สึกส่วนตัวลึกๆนั้น ในเมื่อ Tanchong ตัดสินใจนำ Forester มาประกอบในประเทศไทยแล้ว
หากสามารถเจรจากับ FHI (Fuji Heavy Industrial) เพื่อนำ WRX รุ่นปกติใน Generation ต่อไป
มาประกอบขายในไทยและอาเซียน รวมทั้งส่งออกไปยัง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ โดยพก Option
แบบ WRX Premium เช่น Subaru Starlink ที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อกับ Apple carplay
และ Android Auto พร้อมลำโพงจาก Bose ระบบ Eyesight และเบรก 4 POT จาก Bremboได้
และทำราคาให้ไม่ข้าม 2.2 ล้านได้ และฝีมือการประกอบของโรงงานประกอบ Forester ในประเทศไทยนั้น
ไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงงานรถยนต์ค่ายอื่นในประเทศไทยเลย ลองดู Mercedes-Benz (Thailand)
ที่สามารถนำ Line-up ของ AMG มาประกอบในประเทศไทย ซึ่งก็น่าสนใจกับ Project นี้
หาก Tanchong Motor Image ใจเสือพอ



ถ้ามาจริง ตลาดจะสนุกกว่าที่เป็นอยู่ครับ เราเชื่อมือ Tanchong Motor Image ครับ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท ตันจง มอเตอร์อิมเมจ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 11 ธันวาคม 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam