[Carsideteam-LONG] Nissan X-Trail 2.5 VL 4WD I พี่สาวใจดี ที่มีดีมากกว่าความใจกว้าง

764

“นภาพร ไตรมิตรวารีกุล” เมื่อเอ่ยชื่อถึงผู้หญิงคนนี้ หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าหากบอกว่า “ดีเจพี่อ้อย Club Friday
แห่ง Greenwave 106.50 FM” เชื่อว่าทุกคนต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ผู้หญิงที่มีน้ำเสียงอบอุ่น จัดรายการช่วงเวลา
เลิกงาน และมีช่วงรายการปรึกษาปัญหาความรัก และในบางเคส อาจลามไปถึงปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นจากความรักในชื่อ
Club Friday พี่อ้อยก็ใช้อารมณ์ที่เยือกเย็นเพื่อดับความร้อนของผู้ฟังที่โทรศัพท์มาคุย รวมทั้งเป็นเตาผิงใหญ่ที่สามารถ
ให้ความอบอุ่นในแก่ผู้ฟังในยามที่ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาในรายการในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่


นี่คงเป็นความรู้สึก หลังจากที่ได้มีโอกาสขับ Nissan X-Trail 2.5 VL 4WD รุ่นปรับโฉมที่มีหน้าตาดูสวยขึ้น
แต่ยังคงความใจดี อบอุ่น และเป็นมิตรกับทุกคนที่ได้เข้าโดยสารหรือขับขี่ไปไหนต่อไหนก็ตามครับ ว่าแล้ว
ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลงแล้ว เรามาอ่านกันต่อดีกว่า พี่สาวใจดีคนนี้ จะมีดีอะไรแฝงอยู่ในความเป็นม้านอกสายตา
ของกลุ่ม SUV ครับ

ภายนอก : เรียบง่าย แต่ไม่จืดชืด
เริ่มจากขนาดตัวรถ Nissan X-trail 2.5 VL มีรายละเอียดดังนี้
กว้าง 1,830 มม. x ยาว 4,690 มม. x สูง 1,740 มม. x ระยะฐานล้อ 2,705 มม.
ความสูงใต้ท้องรถ 210 มม. น้ำหนัก 1,670 กก. ความจุถังน้ำมัน 60 ลิตร

เมื่อเทียบเจ้าตลาดอย่าง Honda CR-V จะพบว่า X-trail ยาวกว่า 49 มม. สูงกว่า 53 มม.
แต่แคบกว่า 35 มม. และเบากว่า 72 กก. และเมื่อเทียบกับ Mazda CX-5 จะพบว่า X-trail
ยาวกว่า 140 มม.แต่แคบกว่า 10 มม. เตี้ยกว่า 10 มม. และเบากว่า 56 กก.

กล่าวคือ Nissan X-trail มีสัดส่วนที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง CR-V และ CX-5 แต่ยาวกว่าทั้งคู่
และน้ำหนักที่เบากว่า แม้จะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบอัตโนมัติก็ตาม

ส่วนการออกแบบภายนอกด้านหน้า มาพร้อมไฟหน้าแบบ Projector พร้อม Daytime Running Light
(DRL) เป็นรูปปีกกาพร้อมกระจังหน้าแบบ V-Motion สีโครเมี่ยมตัดสลับกับสีดำยาวลงมาถึงส่วน
ของกันชนหน้า มีไฟตัดหมอกมาให้ด้านล่าง ชายล่างกันชน เป็นสีดำตัดกับโครเมี่ยมตรงกลาง
ซึ่งวิธีการเล่นสีด้านหน้าออกมาดูดี สุภาพ แต่สวยแบบเรียบๆ ไม่หวือหวามากนัก

ด้านข้างยังคงเส้นสายแบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มีเพียงล้อที่เป็นลาย 5 ก้านคู่ปัดเงาสลับ
กับสีดำขนาด 19 นิ้ว พร้อมคิ้วล้อสีดำด้าน กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวและระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน
ด้านหลังสิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือโคมไฟท้าย ที่เลนส์ไฟเลี้ยวและไฟถอยหลัง เปลี่ยนเป็นสีดำ ไฟเบรก
มีการเพิ่มเส้น LED ให้ดูสวยงามขึ้น นอกนั้นยังคงเหมือนกันรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

ขณะที่กุญแจของ Nissan X-trail เป็นแบบ Smart Keyless Entry ทรงเม็ดข้าวเรียวยาว ที่คุ้นเคยกันดี
ตั้งแต่ Teana ยัน Navara พร้อมปลดล็อครถโดยอัตโนมัติเมื่อกุญแจอยู่ในระยะใกล้ พร้อมปุ่ม Push Start



ภายใน : คงความกว้างขวาง นั่งสบายที่สุดในกลุ่มในกลุ่มไว้อย่างดี ทีเด็ดอยู่ที่เบาะหลัง 

สำหรับในรุ่น VL 4WD จะได้ภายในเป็นสีดำสนิท โดยมีการเปลี่ยนแปลงคือ พวงมาลัยจากทรงมดลูก 3 ก้าน
เป็นแบบ 3 ก้านท้ายตัดทรงเดียวกันกับที่อยู่ใน Nissan Note ซึ่งดูดีและกระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม
นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นช่องแอร์ คันเกียร์ สวิตช์เครื่องปรับอากาศที่เป็นแบบแยกฝั่งยังคงเหมือนเดิม
ดูดีอยู่แล้ว หยิบจับใช้งานง่ายและอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แค่นี้ดูสวยและเพียงพอแล้ว

หน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง พร้อมจอ TFT ตรงกลาง ที่แสดงผลระยะทางทั้งหมด Trip A/B ตำแหน่งเกียร์
ด้านซ้ายเป็นวัดรอบเครื่องยนต์และอุณหภูมิเครื่องยนต์ ด้านขวาเป็นความเร็วและเข็มวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูหวือหวาในปัจจุบัน แต่ Font ที่ดูเรียบง่าย ขนาดกำลังดี ทำให้ไม่ต้องละสายตาในการมอง
อันนี้ดีแล้วนะ อย่าปรับให้หวือหวาจนดูยากเลย แบบนี้ถูกใจคนขับรถปกติแล้วครับ

เครื่องเสียงติดรถเป็นแบบ 2 DIN จอขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth,USB,Apple Carplay
และ Android Auto ซึ่งระบบสัมผัสติดมือ ใช้งานง่ายกว่าใน Nissan Terra คุณภาพเสียงจัดว่าอยู่กลางๆกลุ่ม
เน้นเสียงไปทาง Flat แต่ไม่แห้งแล้งและเสียงแบนจนไม่มีมิติของเครื่องดนตรี ภาพรวมถือว่าดี แต่ยังไม่ดีที่สุดในกลุ่ม

และนี่คือสิ่งที่ Nissan พยายาม Proudly Present กับรถทุกรุ่นที่ขายในไทย นั่นคือกล้อง Around View
monitor (AVM) ซึ่งใน X-Trail ถูกย้ายจากกระจกมองหลัง ที่ดูยากและมึนงง มาอยู่ที่หน้าจอเครื่องเสียง
ดูดีขึ้น ใช้งานง่าย ไม่ต้องเงยคอจนปวด อันนี้ดีงาม ควรปรับไปใส่ใน Note และ Terra จะดีมากครับ

และนี่ คงเป็นสิ่งที่ลูกค้าหลายคนชอบและอยากได้ นี่คือหลังคาแบบ Panoramic Sunroof ซึ่งทำให้
ตัวรถดูโปร่งโล่งขึ้น เพื่อสำหรับไว้มองดาวยามค่ำคืน และมีแผ่นฝ้าเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้ามาให้ครบถ้วน
คอนโซลกลาง บุด้วยหนังเย็บตะเข็บอย่างดี ให้สัมผัสที่นิ่ม คันเกียร์เป็นแบบมีปุ่มล๊อค หัวเกียร์ขนาดกำลังดี
ฐานเกียร์มาพร้อมสีดำเงาตัดกับสีเงิน ถัดลงมาเป็นช่องวางแก้วน้ำ 2 ช่อง สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 7 บาท
หรือแก้วกาแฟเย็นได้พอดี ท้ายสุดเป็นปุ่มปรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและปุ่มระบบช่วยลงทางลาดชัน

สำหรับเบาะโดยสารตอนหลัง ฟองน้ำแน่นกำลังดี พนักพังหลังไม่ชันจนเกินไป ตัวเบาะสามารถพับได้แบบ 60:40
และมีพื้นที่ตอน 2 เยอะที่สุดในกลุ่ม โดยกว้างกว่าทั้ง Mazda CX-5 หรือแชมป์เก่าอย่าง Honda CR-V สำหรับคนที่
มีความสูงมากๆ รับประกันว่านั่งได้อย่างสบายๆครับ


ในรุ่น VL 4WD มีเบาะแถว 3 มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่การมาของเบาะแถว 3 นั้น ไม่ได้เหมาะกับ
ผู้ใหญ่นัก เพราะทั้งพื้นที่เหนือศรีษะและพื้นที่บริเวณหัวเข่านั้น แทบไม่มีเลย เหมาะสำหรับเด็กที่มีความสูง
ไม่เกิน 150 ซม. หรือสัตว์เลี้ยงที่ต้องพาไปด้วยเสียมากกว่าจะให้คนเข้าไปนั่งครับ

ขุมพลัง
ด้านเครื่องยนต์ของ Nissan Xtrail รุ่นปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องตำแหน่งการตลาดเล็กน้อย
จากเดิมที่จำหน่ายทั้งหมด 3 แบบ พอมาเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ได้ลดเหลือ 2 แบบนั้นคือ
เบนซิน 2.0 ลิตร Hybrid และ เบนซิน 2.5 ลิตร อันเป็นรุ่นที่เราทดลองขับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส QR25DE 4 สูบ แถวเรียง ความจุ 2,488 ซีซี
ความกว้างกระบอกสูบ 89.0 มม. ระยะชัก 100.0 มม. จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดไดเร็คอินเจคชั่น
ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 233 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที
รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน 91/95, แก็สโซฮอล์ E10 91/95 และ E20
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 198 กรัม/กิโลเมตร* (*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ CVT XTRONIC พร้อมระบบ Manual Mode 7 จังหวะ
มีอัตราทดตั้งแต่ 2.6310-0.3780:1 อัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 5.964:1
มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสวิตช์แบบโรเตอร์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนการขับขี่ได้  3 แบบ คือ
-ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
-ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ
-ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

สมรรถนะ
ตามธรรมเนียมของ Carsideteam ที่จะต้องทดสอบอัตราเร่งทั้ช่วงออกตัวและช่วงเร่งแซง
พร้อมด้วยรอบเครื่องยนต์ เพื่อเปรียบเทียบในด้านพละกำลังและการทำงานในช่วงความเร็วต่างๆ
โดยเราทดสอบในช่วงกลางคืน อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ผลออกมาเป็นดังนี้

สำหรับอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง เป็นรถที่ไม่ได้หวือหวานัก มีอาการอมแรงบิดไว้ก่อนแล้วค่อยเบ่งกำลังออกมา
เมื่อรถลอยลำไปแล้ว ไปแบบรวดเร็ว แต่ไปอย่างมั่นคง นิ่งๆไม่ได้รู้สึกเร็ว แต่เมื่อมองเข็มความเร็ว จนต้องรีบ
ถอนคันเร่งแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว ในช่วงเร่งแซง อารมณ์เหมือนรถลุคผู้ใหญ่ ไม่กระชากแต่ขึ้นแบบเนียนๆ
ความเร็วค่อยๆไหล ไม่ได้รู้สึกว่าเร็วปรู๊ดปร๊าด เปรียบเหมือนพี่สาวที่ดูไม่มีพิษสงอะไร แต่ถ้าเครื่องติดเมื่อไร
คนรอบข้างถึงกับหวือเลยทีเดียว ภาพรวมอยู่ในช่วงที่กลางๆ เหลือ

เมื่อเทียบกับเจ้าตลาดอย่าง Honda CR-V 2.4 EL 4WD พบว่า X-trail ทำผลงานได้ดีกว่าทั้งในช่วงออกตัวและเร่งแซงได้ดีกว่า เกือบๆ 1 วินาที แต่หากจะเทียบรุ่นอื่นๆอย่าง
Mazda CX-5 และ Subaru Forester อาจต้องรอในวันที่ Carsideteam ได้มีโอกาสลองขับแบบเต็มๆ

การเก็บเสียงของ Nissan X-trail ในย่านความเร็ว 120 กม./ชม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้
โดยเฉพาะเสียงลมปะทะช่วงเสา A และ B ที่ซับเสียงลมได้ดี ส่วนตรงใต้ท้องรถทำได้เงียบ
แม้จะมีเสียงลมลอดผ่าน เป็นเรื่องปกติของรถยกสูง แต่ถือว่าเงียบใช้ได้



ช่วงล่างและเบรก : นุ่มนวลกำลังดี มีกังวลใจเรื่องเบรกนิดหน่อย
ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์
พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านความเร็วใช้งานปกติในเมือง สามารถซับแรงสั่นสะเทือนทั้งรอยต่อถนน
หลุมบ่อได้ละเอียดและขึ้นมายังห้องโดยสารน้อย จนความเร็วขึ้นไปยัง 140 กม./ชม. เริ่มมีอาการส่ายเล็กๆ
และมีเริ่มมีอาการโยนต้วด้วยหากต้องเปลี่ยนเลนในช่วงความเร็วสูง ตรงนี้ Subaru Forester ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS โดยมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดอยู่ที่ 5.6 เมตร
ในการขับขี่ความเร็วปกติในเมือง น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดีและคล่องตัวเมื่อต้องเข้าจอดในที่แคบ ไม่เบาโหวงจนน่ากลัว
บนความเร็วสูง มีอาการคัดบ้าง แต่ไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือหากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเลนกระทันหัน ต้องระวังเพราะพวงมาลัยมีการตอบสนองที่ไม่ได้ไว้และคมนัก ราวกับปรับมาเพื่อขับขี่ประจำวันมากกว่าขับสนุกอย่างที่ Mazda CX-5 และ Subaru Forester ปรับมาเอาใจคนชอบขับรถมากกว่า

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกแบบมีช่องระบบความร้อนเหมือนกันทั้งหน้าและหลัง
สำหรับระบบเบรก เป็นจุดอ่อนของ X-Trail ก็ว่าได้ ต้องเหยียบลงไปราวๆ 40% ของระยะแป้นเบรกทั้งหมด
ซึ่งถ้าเป็นพ่อบ้านสายซิ่ง หรือเป็นคนที่ขับรถเร็วค่อนข้างบ่อย การหาจานเบรกและผ้าเบรกใหม่ น่าจะช่วยให้
แป้นเบรกกระชับขึ้นกว่านี้อีกนิดหน่อย แต่ถ้าหากเป็นคนที่ขับรถช้า หรือใช้งานความเร็วปกติ ควรเผื่อระยะเบรก
ไว้พอสมควรจะดีกว่าครับ

ระบบความปลอดภัย : ปรับให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เติมเต็มสิ่งที่รถยนต์ในยุคปัจจุบันควรมี(เสียที)

แน่นอนว่าระบบความปลอดภัยเป็นจุดเด่นหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นอกจากจะมีกล้องรอบคัน i-AVM
และบรรดาระบบต่างๆอย่าง เบรก ABS,EBD,BA ระบบควบคุมการทรงตัว VDC,TCS ระบบช่วยขึ้นเขา HSA แล้ว
ยังมีระบบอื่นๆเพิ่มเติม ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ IEB (Intelligent Emergency Brake)
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSW (Blind Spot Warning)
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างอัตโนมัติ (Intelligent Cruise Control)
  • ไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist)
  • ระบบช่วยลดความเร็วอัตโนมัติในขณะถอนคันเร่ง AEB
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง : ด้านหน้า 2 จุด ด้านข้าง 2 จุด ม่านนิรภัย 2 จุด (จากเดิมมี 4 ตำแหน่ง)

Carsideteam Eco Mode
นอกจากอัตราเร่งและการขับขี่ที่คนสนใจแล้ว อีกส่วนที่หลายคนรอดูไม่แพ้กันคือ “อัตราสิ้นเปลือง”
แม้กลุ่มลูกค้าที่จะครอบครองรถยนต์ SUV จะมีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอในการใช้ชีวิต แต่เพื่อเกิดการเปรียบเทียบ
ให้คุณผู้อ่านสามารถตัดสินใจรถยนต์แต่ละรุ่นได้ เราจึงทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยให้ได้ดูกัน

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร
หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว
110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.16 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.87 กม./ล.<<

เมื่อเทียบกับรถยนต์ SUV ที่เราเคยทดสอบอย่าง Honda CR-V 2.4 EL 4WD พบว่าประหยัดน้ำมัน
กว่าอย่างชัดเจน (อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 11.13 กม./ล.) ส่วนการขับขี่ในสภาพการจราจรจริงพบว่า
อัตราสิ้นเปลืองในเมืองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8.5 กม./ล. ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 588 กม.
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: พี่สาวใจดี ที่ปรึกษาชั้นดีของน้องๆในทุกเรื่อง

พี่อ้อยเคยให้สัมภาษณ์ในวิดีโอหนึ่งว่า”ทุกวันนี้ สังคมเรากำพร้าคนที่รับฟัง”ซึ่งก็เป็นความจริง
และ Nissan X-Trail เอง ก็มีความเป็น”ผู้รับฟังที่ดี” แต่อย่างไรก็ตาม ผู้รับฟังที่คันนี้ ก็ยังมีเรื่องที่
ยังต้องให้พัฒนา และเรื่องที่น่าชมจนประทับใจเช่นกัน สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เลื่อนลงมาซิครับ

ข้อดีทีควรชม
1.ห้องโดยสารกว้างสบายที่สุดในกลุ่ม
นี่คือความดีงามที่ไม่ว่ารถรุ่นไหนในกลุ่ม ไม่สามารถเทียบชั้นได้เลย เบาะฟองน้ำกำลังดี อาจจะไม่ได้กระชับ
แบบเบาะรถสปอร์ตจ๋า แต่การเกิดมาเป็นรถยนต์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน การออกแบบ Package ห้องโดยสาร
เบาะ และอีกหลายส่วนในห้องโดยสาร สบายและเป็นมิตรที่สุดในกลุ่ม Compact SUV แล้วครับ

2.ช่วงล่างในความเร็วปกติ นุ่มและซับแรงสะเทือนได้ดี
รถยนต์รูปทรงแบบนี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับการขับขี่แบบหวือหวานัก ดังนั้น ความเร็วปกติแบบที่ควรจะขับกัน
สามารถซับแรงจนผิวถนน ทั้งรอบต่อถนน ลูกระนาด หลุมบ่อต่างๆ X-Trail สามารถทำได้จนน่าประทับใจ
จนบางทีบางครั้ง ถ้าไม่ได้เป็นคนที่ขับรถเร็วนัก นี่คือรถที่มีความสันติในการใช้งานในชีวิตประจำวันครับ

3.หน้าปัด และอุปกรณ์ Interface ในรถใช้งานได้ง่ายและวางในจุดที่ควรวาง
หลายๆคนอาจจะเมิน X-Trail เพราะไม่มีความหวือหวาให้น่าสนใจ แต่ในความเรียบง่ายของตัวรถนี่แหละ
ทำให้การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆในรถ สามารถหยิบจับใช้งานได้ง่าย ปุ่มต่างๆอยู่ในจุดที่ควรอยู่
หน้าปัดมีขนาด Font ที่ชัดเจน มองง่าย ไม่ต้องคอยละสายตาจากถนนขณะขับขี่ วิทยุใช้งานง่าย
ขอให้ Nissan รักษาความดีงามตรงนี้ไว้ เพราะนี่คือสิ่งที่ดีและทำให้การเลือกซื้อรถของใครหลายคน นำเรื่องนี้มาตัดสินใจครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.แป้นเบรกที่ลึกจนน่ากลัว
อาจจะไม่ใช่เรื่องที่รุนแรงสำหรับคนที่ขับรถช้า แต่ในชีวิตจริง หากเกิดต้องเบรกกระทันหัน การต้องเพิ่มแรงเบรกมากๆ
เพื่อให้รถหยุดทันทีทันใดนั้น เป็นเรื่องที่อันตรายที่ต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร หากปรับปรุงให้กระชับกว่านี้ เชื่อว่าความมั่นใจ
ในการขับขี่เพิ่มขึ้น จะเป็นรถที่ดีคันหนึ่งที่น่าใช้ครับ

2.เครื่องยนต์และเกียร์ที่อมพลังไว้ ไม่ทันใจในบางสถานการณ์
การใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตรอาจจะดูน่าตื่นเต้น แต่เมื่อต้องมาจับคู่กับเกียร์ CVT จึงทำให้การตอบสนองในยามต้องการ
อัตราเร่งแบบปัจจุบันทันด่วน ล่าช้ากว่าคู่แข่งอย่าง Mazda CX-5 อย่างชัดเจน เข้าใจว่าการปรับจูนเกียร์ CVT
ให้สามารถตอบสนองได้ทันใจ เป็นเรื่องที่ยากและมีความเสี่ยงที่จะทำให้ชุดเกียร์เสียหายในระยะยาว แต่รถยนต์หลายค่าย
ในปัจจุบันเอง ก็สามารถทำได้ ลองนำมา Reference ดู แล้วจะกลายเป็นรถรุ่นนึงที่คนหันมามามองครับ

3.การจัดการภายในองค์กร ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อตัวผลิตภัณฑ์
ปกติแล้ว เรื่องนี้ ทางเราจะตัดออกไป ไม่ว่าจะรถยนต์รุ่นใด แต่ขอยกเว้นให้กับ Nissan X-Trail
ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น การจัดการระบบหลังการขาย ทำให้ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ นั้นหายไป
ซึ่งนี่ไม่ใช่ความผิดของผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ในตัวสินค้า ณ วันที่รีวิว Nissan X-Trail
ออกมานั้น พี่ซู (คุณสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี) แม่ทัพของ Nissan Motor Thailand โดนปลดฟ้าผ่า
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจ จริงอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ Nissan ในปัจจุบัน อาจยังไม่โดนใจนัก
แต่จากที่ทาง Carsideteam ได้มีโอกาสทดสอบ Nissan X-Trail นี่คือ 1 ในผลิตภัณฑ์ ที่สามารถสู้กับคู่แข่งได้อย่างสบายๆ
หากมีการทำโปรโมทสินค้าให้ดีกว่านี้ บริการหลังการขายที่ดีกว่านี้ เชื่อว่าสิ่งที่ตัวรถมีดีอยู่ มันขายเองได้อย่างแน่นอนครับ

คันต่อคัน : เมื่อพี่อ้อย Club Friday มาพร้อมผองเพื่อนร่วมตึก
แน่นอนว่าท่านผู้อ่าน ก็จะมีดีเจขวัญใจที่เราชอบฟังเวลาขับรถ นอกจากจะเป็นเพื่อนแก้เหงาแล้ว ก็ยังสามารถ
เล่นเกมส์ประจำช่วงได้อีกด้วย เรามาดูกันต่อว่า บนตึกสูงย่านอโศกแห่งนี้เป็นกลุ่ม Compact SUV
มีใครที่จะเป็นขวัญใจบ้าง มาดูกันดีกว่าครับ

1.Mazda CX-5 2.2 XDL AWD ราคา 1,770,000 บาท
ถ้า Mazda CX-5 เป็นดีเจสาวร่วมตึกกับพี่อ้อย ก็คงต้องเป็นดีเจอ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์
สาวหล่อผู้เป็นคู่ขวัญกับพี่มอส ปฏิภาณ เป็นสาวเก่ง เป๊ะ ซึ่งเหมือนกับ Mazda CX-5 ที่มีการขับขี่ที่สนุก
ขับดี มีเครื่องยนต์ที่กำลังแรงและมีการตอบสนองที่ดี ช่วงล่างและการออกแบบตัวรถที่เกิดมาเพื่อคนที่ชอบขับรถที่แท้จริง

แต่ปัญหาของ CX-5 ก็คงเป็นเรื่องความกว้างของห้องโดยสารที่ยังคงแคบ และเน้นให้คนขับมากกว่าผู้โดยสาร
รวมทั้งปัญหาของตัวรถที่ยังมีมาเรื่อยๆ อย่างน้ำหล่อเย็นดันออกมาจากเครื่องยนต์ในรุ่นเครื่องดีเซล และปั๊มติ๊กเสีย
จนดับกลางถนน หรือสตาร์ทรถไม่ได้ในรุ่นเครื่องเบนซิน ซึ่งปัญหาตัวรถที่มาจาก Defect นั้น กลายเป็นประเด็นหลัก
ที่ทำให้ยอดขายตกลง ซึ่ง Mazda Sale เองควรเริ่มทำอะไรซักอย่าง เพื่อกู้สถานการณ์ตรงนี้ครับ
แต่จากการขับขี่นั้น ทางเราได้ขับเพียงระยะสั้น หาก Mazda Sale Thailand สามรถส่งรถมาให้ทดสอบ
ในระยะยาวได้ เราจะมาคุยกันละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ

2.Honda CR-V 2.4 EL i-VTEC 4WD ราคา 1,549,000 บาท
แน่นอนว่า จะให้เปรียบเป็นคนอื่นคงไม่ได้ ต้องเป็นพี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา คู่หู่จัดช่วง Club Friday กับพี่อ้อย
พี่อ้อยมีความอบอุ่นแบบพี่สาวใหญ่ ให้คำปรึกษาน้องๆ ในทุกเรื่องได้ดี ถึงแม้ว่าตัวเองอาจจะครองตัวเป็นโสดจนถึงทุกวันนี้
CR-V เอง ก็เป็นขวัญใจของหลายครอบครัว และรับใช้หลายครอบครัวจนเป็นขวัญใจประจำครอบครัวบางบ้านไปแล้ว
ห้องโดยสารที่กว้างสบาย เครื่องยนต์ที่แรงสมตัวและรองรับการใช้งาน E85 เป็นรถที่ซื้อง่ายขายคล่องในระดับหนึ่ง

สำหรับ CR-V ปัญหาที่ยังทำให้คนใช้หน้าใหม่และหน้าเก่ากลัวคือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดุเดือด ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ดุเดือดที่สุดในกลุ่ม งานประกอบที่เมื่อเทียบกับราคาแล้ว ยังคงต้องมีการพัฒนาในเรื่องช่องไฟชิ้นส่วนตัวรถ รวมทั้งบริการหลังการขาย ที่เริ่มกลับมาน่าเป็นห่วงพอๆกับ Mazda แต่ตามข่าว ในอนาคต Honda อาจปลดเครื่องยนต์ 2.4 รุ่นนี้ออก
แล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์ที่อยู่ใน Civic Turbo RS และ Accord โฉมใหม่ล่าสุด (เหมือนกับเวอร์ชั่น
ต่างประเทศ) อันนี้ต้องจับตารอดูกันยาวๆ และถ้ามาจริง ทางเราสัญญาว่ารีบนำมาทดสอบ เพื่อเล่าให้ผู้อ่านฟังกัน
อย่างแน่นนอนครับ

3.Subaru Forester 2.0 i-S Eyesight AWD  1,450,000 บาท
หากเปรียบเทียบ Subaru Forester เป็นใครในตึกที่ทำงานของพี่อ้อย ก็คงเป็นดีเจดาด้า เป็นสาวร่างอวบ มีความเผ็ดเล็กๆ
ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ Subaru Forester อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่า Forester อาจจะไม่ได้แรง แต่พวงมาลัยที่กระชับ เลี้ยวได้ตามสั่ง ช่วงล่างที่เกาะถนนราวกับตุ๊กแก แต่ยังคงความนุ่นนวล ไม่แข็งโดดแบบ XV ผู้น้อง และเบรกที่กดได้ดั่งใจสั่ง
รวมทั้งทัศนวิสัยในการขับขี่ จัดว่าดีที่สุดในกลุ่ม แต่ปัญหาของ Subaru ถึงแม้ว่าจะตั้งฐานผลิต Forester ในประเทศไทยแล้ว

ก็คงเป็นเรื่องบริการหลังการขาย ที่การจัดส่งอะไหล่ ยังคงล่าช้า และการแก้ไขปัญหาของช่างเอง ก็ยังไม่แม่นยำเท่าอู่นอก
ที่ซ่อม Subaru จนลูกค้าที่อยากได้ กังวลมากกว่าพละกำลังเครื่องยนต์ทีมีมาให้อันน้อยนิดเสียด้วยซ้ำ ตามข่าวในอนาคต
ทาง Tanchong Motor Image ตัวแทนจำหน่าย Subaru ในประเทศไทย กำลังสร้าง Warehouse อะไหล่ เพื่อให้อะไหล่มีพร้อมให้ลูกค้าเบิกได้ทุกชิ้นในอนาคต ก็ได้แต่หวังว่า Tanchong จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ จนทำให้ลูกค้าหันมามอง Subaru ในอนาคตครับ

4.Peugeot 3008 1.6 Turbo ราคา 1,459,000 บาท
ถ้าให้เทียบเป็นใครในตึกที่ทำงานพี่อ้อย คงเป็นดีเจสาวหน้าใหม่ ทายาทอดีตนักร้องชื่อดัง ที่เคยสร้างปรากฎการณ์บัตรคอนเสิร์ตยอดจองเต็มถล่มทลาย ซึ่งดีเจสาวท่านนี้ ก็คงความสามารถทั้งร้องเพลง และการจัดรายการได้เหมือนอดีตนักร้องชื่อดังที่เป็นบุพการี ที่เปรียบเทียบออกมาแบบนี้ เพราะในยุคนึงสมัยนึง รถยนต์จากฝรั่งเศสค่ายนี้ เคยสร้างปรากฎการณ์ขายกันชนิดถล่มถลาย รวมทั้งการขับขี่ที่ดี อย่างสมัยปี 1990 เมื่อยนตรกิจ ได้นำ Peugeot 405 มาจำหน่าย และด้วยการลดภาษีรถนำเข้าในยุคนั้น จึงทำให้ผู้จัดการแบงค์ หัวหน้าแผนกทั้งรัฐและเอกชน สามารถซื้อมาขับขี่ได้ในราคาไม่แพงนัก

แต่เมื่อยนตรกิจ ได้ลดบทบาทการจัดจำหน่าย รวมทั้งไม่ได้ความใส่ใจในแบรนด์นี้นัก เครือ MGC-Asia หรือ Millennium Motor ตัวแทนจำหน่าย BMW ในประเทศไทย เห็นความเป็นไปได้ในการนำสิงห์โตฝรั่งเศสตัวนี้ กลับมาสู้รบในตลาดประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่ง 3008 เป็นการประกอบมาจากประเทศมาเลยเซีย จึงสามารถทำราคาได้ดี และการกวาดรางวัลรถยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน จึงทำให้ทุกคนจับตามองกันพอ
ส่วนทาง Carsideteam จะได้ขับเมื่อไรนั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตและบุญพาวาสนาส่งแล้วกันครับ

บทส่งท้าย : Nissan Motor Thailand อย่าทิ้งพี่สาวคนนี้ของผมให้เดียวดายเลยครับ

ถึงแม้ว่า ในชีวิตจริงพี่อ้อยจะแต่งงานและมีสามีที่น่ารักและเข้าใจในงานที่พี่อ้อยทำ แต่ Nissan X-Trail
กับมีสถานการณ์ที่เลวร้าย ซึ่งสวนทางกับพี่อ้อย ซึ่งปัจจุบันพี่อ้อย นภาพร เป็นหนึ่งในลูกค้าของ Nissan
ที่ใช้ X-Trail โฉมนี้เป็นรถใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายคนอ่านมาอาจจะมาถึงบางอ้อว่าทำไมผมถึงเปรียบ
รถคันนี้เป็นพี่อ้อย จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะพี่อ้อยเป็นลูกค้าของ Nissan เพียงอย่างเดียว แต่ X-Trail เอง
ก็มีบุคลิกเหมือนกับพี่อ้อย ทั้งห้องโดยสารที่กว้างสบาย ช่วงล่างที่นุ่มนวล พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่เรียกได้ว่า จัดเต็มทุกสิ่งเท่าที่จะให้ได้ ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องแป้นเบรกที่ลึกไปหน่อยจนน่ากลัว พวงมาลัย
ที่ไม่ได้คมและแม่นยำในการเปลี่ยนเลนบนความเร็วสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาจากตัวรถเอง

แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่าตัวรถเอง คือปัญหาเรื้อรังในองค์กร ทั้งในระดับโลกและสำนักงานใหญ่ที่ประเทศไทย
ที่ทำให้ให้ Product ดีๆ ไม่มาหรือมาช้า ซึ่งล่าสุด มีการเปลี่ยนผู้บริหารของ Nissan Motor Thailand คนใหม่
และมีการปิดศูนย์บริการที่มีปัญหาเรื่องมาตรฐานและปัญหาทางการเงิน การมาช้าของ Terra เอง ก็นับว่าเป็น
บทเรียนว่า รถดีที่มาผิดเวลา ก็อาจทำให้ลูกค้าเมินได้ และทัศนคติที่ยังคิดเรื่องยอดขายทั้งๆ ที่ Product ที่ส่ง
มีอายุตลาดนานแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ยอดขายจะแป็กสนิท จนเกิดการโยนความผิดโดยไม่โทษตัวเองเลย
แม้แต่นิดเดียว ดังนั้นควรที่จะเลิกเห็นแก่ตัว เห็นแก่พนักงานกว่าหลายหมื่นชีวิต และควรฟังเสียงลูกค้าให้มากขึ้น
ไม่ใช่นั่งมโนหรือถามคนในบริษัทกันเอง ซึ่งนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อ Product ที่ออกสู่ตลาด แก้ไขตอนนี้ก่อน
ที่มันจะแย่ลงกว่านี้ บางปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ยังคงเอาข้อมูลตัวเลขมาประชุมแต่ทางออกของปัญหา กลับไม่ได้เห็นอย่างแม้จริง
ซึ่งสถานการณ์ของ X-Trail เอง ก็ดีกว่า Terra ไม่ได้มากนัก ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งของพี่อ้อยที่กล่าวกว่า
“ปัญหาคนอื่นเราใช้หัว ปัญหาตัวเราใช้ใจ”

อย่าให้ใจนำพาไปอย่างเดียว แต่ให้ความดีของผลิตภัณฑ์ที่มีซื้อใจคนไปด้วย

ขอขอบคุณ
บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27 & PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 5 กันยายน
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...