เคยอยู่ในจุดที่ตัวเองรู้สึกอิ่มตัวไหมครับ?
ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยอยู่จุดนี่ จุดที่ทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ได้ผลลัพธ์แบบเดิม
จนรู้สึกเบื่อ ไม่มีความตื่นเต้น และ เหนื่อยล้า พร้อมร่างกายที่เสื่อมถอยลง แต่แล้ววันหนึ่ง
คุณมีความคิดที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ โดยไม่สนผลลัพธ์ว่าจะออกมาดีแค่ไหน
แม้หลายคนที่มีความคิดเดิมจะห้ามหรือคัดค้าน แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเราได้ลงมือทำแล้ว
กลับได้ค่าตอบแทนกลับมานั้นคือ ประสบการณ์ใหม่ ที่ให้ชีวิตเราได้เติบโต และพัฒนา
ศักยภาพมากขึ้น ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้เป็นความคิดผมเมื่อลองขับ All New Nissan Almera
เสร็จสิ้นลง….


อาจจะงง ๆ ว่าทำไมเกริ่นนำของบทความนี้ดูไม่เชื่อมโยงยังไงแปลก ๆ แต่ว่ากันตรง ๆ
Nissan Almera รุ่นแรก ก็มีลักษณะที่ผมเขียนไปในย่อหน้าแรกนี่แหละ เพราะเริ่มต้น
จากการเป็นผู้นำรถยนต์ 4 ประตูในฐานะ Eco Car คันแรกของเมืองไทย และประสบความสำเร็จ
อย่างสูงมาก แม้ ณ เวลานั้นจะเผชิญอุกภัยครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อปี 2011 แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้
ความสำเร็จในครั้งนั้น นำมาการทำตลาดในรูปแบบเดิม ๆ ของ Nissan มาจนถึงการนำแบรนด์
Nismo มาจำหน่ายในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยรุ่นพิเศษ Nismo Performance Package
เมื่อปี 2016 เป็นที่ฮือฮาในระดับนึง แม้สาวกจะเซงจิตที่ Nissan ตัดสินใจนำ Almera มาตกแต่ง
ทรงสปอร์ต แต่ด้วยค่าตัวที่แพงแตะ 800,000 บาท ทำให้แบรนด์ Nismo หายเข้าไปในกลีบเมฆ
และ Nissan Thailand เข็นรุ่นพิเศษอย่าง Sportech หรือการปรับอุปกรณ์ไปพลาง ๆ ปรับเปลี่ยน
วนเวียนไปแบบเดิม จึงได้ผลลัพธ์แบบเดิมไปพักใหญ่ และไม่มีท่าทีที่ดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ

จนกระทั่ง Nissan Thailand ตัดสินใจเตรียมเปิดตัว All New Nissan Almera ภายใต้สถานการณ์
ที่ไม่สู้ดี และเป็นรถรุ่นสำคัญในการพลิกชะตาชีวิตให้กับ Nissan ในตลาดรถยนต์เมืองไทย และแน่นอน
ทีมงานของฝั่งประเทศไทย พยายามหาวิธีการใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการตลาดของรถรุ่นนี้ อีกทั้งยังสู้รบปรบมือกับผู้บริหาร Nissan Asia and Oceania ในการจัดสเปคตัวรถ ออปชั่นและราคา เพื่อสู้กับตลาด
รถยนต์ขนาดเล็กอันร้อนแรงนี้ได้ แล้วผลลัพธ์ละ?

ยอดจองของ All New Nissan Almera ปาเข้าไปเกือบ 3,000 คัน ยังไม่รวม Back Order ที่ยาวไป
จนถึงมีนาคม 2020 (นับจากวันเปิดตัว) แสดงให้เห็นว่า Nissan ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร
ให้ผู้บริโภคในแบบที่ควรจะเป็น และลูกค้าให้ความใจรถรุ่นนี้เป็นจำนวนมาก ผมเชื่อว่าหลายคน
คงอยากรู้เกี่ยวกับสมรรถนะของรถยนต์รุ่นนี้ ที่ Nissan กล้าฉีกแนวทางเดิมออก แล้วเดินทางใหม่
กระนั้นเวลาอ่านกันยาว ๆ ปลดโปรแกรมอ่านน้อยในตัวคุณออก แล้วเลื่อนลงมาครับ

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้
ความยาว 4,495 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,740 มิลลิเมตร ความสูง 1,460 มิลลิเมตร
ความยาวฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถ 1,076 กิโลกรัม

เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม จะพบกว่ายาวขึ้น 70 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 45 มิลลิเมตร
เตี้ยลง 40 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวขึ้น 20 มิลลิเมตร

แล้วเมื่อเทียบกับเพื่อนในระดับเดียวกัน
Honda City Turbo
ยาว x กว้าง x สูง x ฐานล้อ
4,553 x 1,748 x 1,467 x 2,589 มิลลิเมตร

Suzuki Ciaz
ยาว x กว้าง x สูง x ฐานล้อ
4,495 x 1,730 x 1,475 x 2,650 มิลลิเมตร

Mazda2 Sedan
ยาว x กว้าง x สูง x ฐานล้อ
4,340 x 1,695 x 1,470 x 2,570 มิลลิเมตร

Toyota Yaris ATIV
ยาว x กว้าง x สูง x ฐานล้อ
4,425 x 1,730 x 1,475 x 2,550 มิลลิเมตร

Mitsubishi Attrage
ยาว x กว้าง x สูง x ฐานล้อ
4,305 x 1,670 x 1,515 x 2,550 มิลลิเมตร

พบว่ามี Nissan Almera Turbo มีขนาดใหญ่กว่า Attrage/Yaris ATIV/Mazda2
ใกล้เคียง Suzuki Ciaz แต่กว้างและยาวกว่า 10 มิลลิเมตร แต่เป็นรอง Honda City Turbo
อันเป็นคู่กัด ณ เวลานี้ ที่ใหญ่กว่าทุกมิติ

ภายนอกของ All New Nissan Almera ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้แนวคิด
Emotional Geomentry อันเป็นงานออกแบบล่าสุดของ Nissan ที่ออกแบบรถให้
เตี้ยลง แต่กว้างและยาวขึ้นมีสัดส่วนที่ลงตัว และหลังคาที่ลาดลงมาจากรุ่นเดิม


เริ่มจากกระจังหน้าโครเมียมแบบ V-Motion ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daylight LED
ทรงบูมเมอร์แรง ที่จะทำงานเพียงช่วงสตาร์ทรถเท่านั้น พอเข้าเกียร์ D ไฟก็จะดับ
ทั้งนี้ใครที่ซื้อรถรุ่นนี้สามารถปลดให้ไฟ Daylight ทำงานได้ ส่วนจะวิธีการใดนั้น
ลองเข้าไปดูในกลุ่ม Almera Club หรือสอบถามช่างก็ยังได้ พร้อมไฟตัดหมอก LED
กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว สวมยาง 195/65 R15
แม้ลายจะดูบ้านๆ (ความเห็นส่วนตัว) แต่หาเพ่งดูดีๆ ลายล้อแม็กมันคือ ลายขนาด
16 นิ้ว ทูโทนที่จำหน่ายต่างประเทศ และเป็นอุปกรณ์ตกแต่งของ Nissan สามารถสั่งซื้อได้
(ราคารวมยางทั้ง 4 เส้น ประมาณ 20,000 บาท) เพียงแต่โทนสีเดียว ส่วนเหตุผลง่ายๆ ครับ
“มีผลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้เข้าเกณฑ์ Eco Car Phase 2” เสา C มีกรอบสีดำ
แบบ Kick-up C-Pilar ไฟท้ายเป็นแบบ LED ทรงบูมเมอร์แรง

กุญแจของ All New Nissan Almera เป็นแบบ Keyless Entry สามารถปลดล็อคได้
เพียงกดปุ่มที่มือจับประตูได้ และสั่งเปิดฝากระโปรงท้ายผ่านกุญแจรีโมท ส่วนทรงกุญแจรีโมท
ยังคงเป็นแบบเม็ดข้าวเช่นเดียวกับที่ใช้ใน X-trail/Teana/Navara/Syphy/LEAF และ Note
พร้อมปุ่ม Push Start ที่อยู่ตำแหน่งคอนโซลเกียร์ ไม่แน่ใจว่าการย้ายตำแหน่งปุ่มสตาร์ท ต้องการ
สร้างบรรยากาศว่ารถคันนี้ มีข้าวของและตำแหน่งคล้ายรถสปอร์ตอย่าง Nissan GT-R ซึ่งส่วนตัว
มองว่าแล้วแต่จินตนาการของแต่ละท่านเลยครับ

ส่วนสีภายนอกรถ มีให้เลือก 6 สี ได้แก่
-สีขาว Storm White
-สีดำ Black Star
-สีเงิน Brilliant Silver
-สีส้ม Monarch Orange
-สีแดง Radiant Red
-สีเทา Gun Metallic

เปิดประตูดูภายใน : หรูขึ้น ลูกเล่นล้ำเบาๆ เก็บงานดี แต่ตามราคา
ภายในห้องโดยสารของ All New Nissan Almera ภายใต้แนวคิก Gliding Wing ที่หยิบยืม
ลายเส้นของปีกเครื่องร่อนมาใช้ โดยแนวคิดดังกล่าวถูกใช้มาแล้วกับ Nissan Maxima และ Altima
(Teana เวอร์ชั่นอเมริกาที่ไม่มาขายในไทย เศร้า..) วัสดุภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหุ้มหนัง
สังเคราะห์สีเทา แบบเดินตะเข็บด้าย ส่วนคอนโซลกลางและแผงข้างประตูตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน
และวัสดุสีดำ Piano Black ในแง่ผิวสัมผัสทำได้เนียนมือ แม้จะไม่หรูหราเหมือนรุ่นพี่ แต่มันให้
บรรยากาศได้ดี ส่วนการประกอบค่อนข้างแน่นและเนียบอยู่ ถือว่าตรงนี้สอบผ่าน

เบาะนั่งของ All New Nissan Almera ใช้วัสดุแบบผ้าโทนสีดำ-ขาว ปรับความสูง-ต่ำด้วยก้านโยกมือ
จากที่ลองนั่งด้วยหุ่นไซซ์ L ที่กำลังเติบใหญ่ไป XL อย่างผม รู้สึกว่าให้ความสบายกว่ารุ่นเดิม
การซัพพอร์ตส่วนต้นขาทำได้ดีขึ้น มีความชันขึ้นจากรุ่นเดิมเล็กน้อย ส่วนไหล่จนถึงหลัง ซัพพอร์ตดีขึ้น
สำหรับคนไซซ์ S/M/L แต่ถ้าเป็นคนไหล่กว้างแบบผม หรือ คนไซซ์ XL ขึ้นไป จะรู้สึกล้นหน่อยๆ
ความสบายจะลดลงตามสรีระร่างที่ใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ถ้ายังคาใจในส่วนของเบาะ อยากให้คุณผู้อ่านไปลอง
นั่งดู เพราะเรื่องความสบายของสรีระแต่ละคนมันนานาจิตตังจริงๆ

มาตรวัดของ All New Nissan Almera เป็นแบบลูกผสมระหว่างจอสีดิจิตอล กับ เข็มไมล์อนาล็อก
ซึ่งสงวนไว้ให้รุ่น V ขึ้นไป ตัวจอที่ฝั่งไว้ข้างซ้ายเป็นแบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว สามารถแสดงผล
ข้อมูลการขับขี่ต่างๆ อาทิ ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขณะขี่, ระยะทางที่เหลือจากปริมาณน้ำมัน
ในถัง, ระยะเวลาการทำงาน Idling Stop, แสดงสถานะการทำงานระบบความปลอดภัย ด้านหน้า และ ด้านข้าง, มาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล , มาตรวัดรอบเครื่องยนต์, เกจวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ ฯลฯ
ในแง่การใช้งานถือว่าค่อนข้างง่าย อ่านข้อมูลได้ชัด แม้ฟอนต์จะไม่ได้ดูเนียนสบายตา เหมือนคันอื่นๆ
แต่เอาเถอะ เขาให้มาขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ส่วนการปรับข้อมูล สามารถสั่งได้บนพวงมาลัยฟากซ้าย

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ทรง D-Shape ปรับระดับได้ 4 ตำแหน่ง (สูง-ต่ำ,เข้า-ออก) พร้อมปุ่มควบคุม
เครื่องเสียง รองรับการโทรออก-รับสาย และคำสั่งเสียงผ่าน Siri Eyes Free น่าเสียดายที่ไม่มีระบบ
ล็อคความเร็ว Cruise Control แต่ถ้าท่านเป็นลูกค้าสายดาร์ค สามารถติดตั้งเพิ่มได้ แต่ต้องรอโปรแกรมอีกพักใหญ่

ชุดเครื่องเสียงของ All New Nissan Almera รุ่นที่เราทดลองขับเป็นรุ่น VL จะได้เครื่องเสียง
แบบจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับวิทยุ AM/FM Bluetooth พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB , AUX
ลำโพง 6 ตัว แสดงภาพผ่านกล้องรอบคัน Around View Monitor พร้อมระบบตรวจจับวัตถุ
Moving Object Detection (MOD) นอกจากนี้ยังมี Infortainment อย่าง Apple Car Play
มาให้ แต่สาวกหุ่นเขียวอย่าง Android มีเคืองแน่นอน เพราะเครื่องเสียงของ Almera
“ไม่รองรับ Android Auto” อาจจะด้วยค่าลิขสิทธิ์ที่ซื้อพร้อมกันแล้วราคาค่อนข้างสูงจนไม่สามารถ
ทำราคาตัวรถให้ถูกลงได้ก็จำใจต้องตัดออก ส่วนคุณภาพเสียงนั้น ถ้านักฟังทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่ฟังได้
เบสมีความหนักแน่น แต่ไปในทางบวมความใสของเสียงยังพอมีอยู่ ส่วนกลุ่มนักฟังหูทอง สั้นๆครับ
“เปลี่ยนได้เปลี่ยนครับ”

ขณะที่เครื่องปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ แบบ Single Zone พร้อมระบบไล่ฝ้าหน้า-หลัง การใช้งาน
ค่อนข้างง่าย แต่ไม่มีช่องแอร์ด้านหลัง ส่วนอรรถประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดวางแก้วน้ำ-ขวดน้ำรอบคัน
ถือว่าเพียงพอสำหรับคนที่ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ยังมีช่อง USB อีก 2 จุดที่กล่องเก็บของกลางคอนโซล
และ ด้านหลัง ไว้สำหรับชาร์จโทรศัพท์ หัวเกียร์อัตโนมัติ ตกแต่งด้วยสีเงินสลับสีดำพร้อมปุ่ม Sport
ที่แฝงตัวอย่างเนียนๆ อยู่บริเวณคันเกียร์ และมีระบบ Shift Lock ไว้กรณีจอดรถ แล้วต้องการให้รถเลื่อนได้
ก็ทำได้เพียงกดปุ่มแล้วเลื่อนเกียร์ไปที่ตัว N แล้วปลอดเบรกมือก็สามารถเข็นรถได้แล้ว

ส่วนเบาะด้านหลัง ในรุ่นนี้มีพนักพิงให้ 3 จุด พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
สรีระผมสูง 172 ซม. ลองเข้าไปนั่งเบาะหลัง พบว่าในด้านความสบายของเบาะถือว่าทำได้ดีขึ้น
กว่ารุ่นเดิม เพียงแต่พื้นที่ศีรษะถ้าจะนั่งหัวรองพนักพิงเบาะหลัง หัวคุณจะติดทันที คุณต้องขยับก้น
ไปข้างหน้าเล็กน้อย จึงจะสามารถนั่งได้ สาเหตุที่หัวติดมาจากการทำหลังคาให้เตี้ยลง ทำให้พื้นที่
ศีรษะน้อยลงโดยปริยาย ส่วนพื้นที่วางขา น้อยลงกว่ารุ่นเดิม แม้จะนั่งไขว่ห้างได้ แต่จะดูขัดๆ
ไม่เป็นธรรมชาติ และน่าเสียดายที่ Almera ไม่มีที่พักแขนตรงกลาง และไม่สามารถพับเบาะแยกได้
ภาพรวมพื้นที่ภายในห้องโดยสารแคบลงกว่ารุ่นเดิม และแพ้ Honda City Turbo ที่พื้นที่ภายในกว้างกว่า
แต่อย่างน้อยๆ ก็ชนะ Mazda 2 Sedan นะ

ขุมพลัง
ในเมื่อ All New Nissan Almera ต้องเข้าเกณฑ์ Eco Car Phase 2 ที่มีความเข้มข้นเรื่อง
ไอเสียมากขึ้น แต่ต้องประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 23 กม./ล. ดังนั้น Nissan ตัดสินถอดเบนซิน
1.2 ลิตร บล็อก HR12DE ออก แล้วบรรจุเครื่องยนต์จากยุโรป อันเป็นผลผลิตร่วมพัฒนา
ของ Renult และ Nissan คือ เบนซิน 1.0 ลิตร รหัส HR10DET แต่ได้มีการปรับเปลี่ยน
ชิ้นส่วนภายในที่เบาลงแต่ทนทานขึ้น ปรับอัตรากำลังอัดให้เหมาะสมและผ่านเกณฑ์ของ Eco Car
Phase 2 จนกลายเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร รหัส HRA0 โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2
ที่ใช้เครื่องยนต์บล็อกนี้ตามหลังยุโรป และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่วางจำหน่ายเครื่องยนต์รุ่นนี้
ส่วนรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร รหัส HRA0 3 สูบ 12 วาล์ว ขนาดปากกระบอกสูบ x ช่วงชัก
72.2 x 81.3 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.5 : 1 พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VTC เทอร์โบจาก Borg Warner
ควบคุมการทำงานด้วยชุดเวสเกทไฟฟ้าจาก Hella และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ
ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 152 นิวตัน-เมตรที่ 2,400 – 4,000 รอบต่อนาที
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 100 กรัม/กิโลเมตร* สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
แก็สโซฮอล์ 91, 95 และ E20 (*อ้างอิงจากwww.car.go.th)

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ X-Tronic CVT พร้อมระบบ D-Step Loogic
อัตราทดเกียร์มีดังนี้
อัตรทดล็อคพูเลย์ : 4.0062-0.4580
เกียร์ถอยหลัง : 3.7708
อัตราทดเฟืองท้าย : 3.9247

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

อัตราเร่งของ Nissan Almera ว่าตามความรู้สึกจากการลองขับ พบว่ามันแรงอยู่
แม้จะไม่ได้พุ่งกระชากตัวติดเบาะ หรือปรู๊ดปร๊าดจนคนขับกรี๊ดแตกขนาดนั้น
เพราะคาแรกเตอร์ของขุมพลัง HRA0 จะนิสัย “ค่อยๆ ไป” ช่วงออกตัวมีลักษณะ
ค่อยๆ ไป พอเข็มความเร็วแตะ 1,800-2,000 เริ่มกระฉับกระเฉงขึ้น แล้วหลังจากนั้น
กำลังเครื่องก็ไหลยาว แสดงให้เห็นว่าเทอร์โบของ Nissan Almera สามารถรีดพละกำลัง
ได้ดีเลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่พุ่งเหมือน Honda City 1.0 Turbo แต่ถ้าคุณเน้นใช้งานทั่วไป
ไว้แซงรถบรรทุกบนถนนเลนสวน แค่นี้เหลือเฟือแล้วจริงๆ ส่วนการเร่งแซงเมื่อกดคันเร่ง
เต็มๆ จะมีจังหวะอมอยู่เล็กน้อยแล้วเข็มไมล์ก็กวาดรอบเครื่องยนต์ต่อทันที เรียกได้ว่า สลัดความ
อืดดดดดดดจาก Almera รุ่นที่แล้ว ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ภาพรวมถือว่าแรงขึ้น ไม่ดุเดือด
เท่า City แต่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป

เกียร์ของ Nissan Almera ยังคงใช้แบบ X-tronic CVT แต่เพิ่มระบบ D-Step Logic
ในย่านความเร็วต่ำคุณจะพบอาการเย่อเกียร์ (อาการกระตุกเมื่อแตะคันเร่ง) พอช่วงขับใน
ความเร็วทั่วไป เมื่อถอนคันเร่งจะมีอาการเย่อให้รู้สึกเบาๆ เหมือนเกียร์กำลังช่วยถอนความเร็ว
ส่วนตัวรู้สึกว่าน้อยกว่า Nissan Note พอความเร็วสูงขึ้นการตัดต่อกำลังเกียร์ทำได้ราบรื่น
ตามนิสัยของเกียร์ CVT จะติดก็ตรงเวลากระแทกคันเร่งช่วงออกตัว จะมีเสียงหอนดัง
“วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด” คิดในใจ “นี่กรูขับ E-Power หรือ 1.0 Turbo วะ”
คือทำตัวไม่ถูกว่าเสียงที่ดังขึ้นมาจะทำให้ผมรู้สึกว่ารถแรงขึ้น หรือ ระแวงว่าเกียร์จะกลับบ้านเก่า
ก่อนกันแน่ เมื่อเทียบกับ City 1.0 Turbo ก็ต้องว่ากันตรงๆ คือแพ้ราบคาบ รายนั้นทำได้
สมูทกว่ามาก

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) ในด้านน้ำหนัก
ในย่านความเร็วต่ำเซทได้เบาแต่หนืดขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่ควบคุมง่าย ย่านความเร็วสูงมีความหนืด
ตึงมือขึ้นแต่ยังติดนิสัยเบาอยู่เล็กๆ ระยะฟรีน้อยลงว่าเดิม ส่วนการบังคับวงเลี้ยวแม้จะเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม
แต่ยังไม่แม่นยำหรือคมเท่า Nissan Note เท่าที่ควร ดังนั้นโจทย์ของการเซทพวงมาลัยของ
Almera ตัวนี้ ควรทำให้แม่นยำเหมือน Note แต่น้ำหนักหนืดกำลังดีเหมือน Honda City
เท่านี้ก็สู้กับเพื่อนในตลาดได้แล้ว ดังนั้นถ้าคุณเป็นประเภทขับชิลๆ ไม่เร่งรีบ จ่ายกับข้าวแถวบ้าน
จะแฮปปี้กับฟิลลิ่งพวงมาลัยคันนี้ แต่ถ้าเป็นคนชอบขับรถบ่อยมากๆ และต้องมีบทบู๊เกือบทุกครั้ง
จะเบปากแล้วหันไปคบ Honda City หรือ Mazda 2 โดยทันที

เบรกของ Nissan Almera จะทำงานร่วมกับ ดิสก์เบรก 2 ล้อหน้า และ ดรัมเบรก 2 ล้อหลัง
ในด้านแป้นเบรกระยะการเหยียบอยู่เกณฑ์ที่แอบลึกนิดนึง คือคุณต้องกดแป้นลงไปประมาณ 20%
ระบบเบรกจะเริ่มทำงาน ในส่วนนี้ถ้าคุณขับแบบพ่อ-แม่บ้าน คุณจะไม่มีปัญหากับนิสัยแป้นเบรก
ของ Almera แต่ถ้าเป็นคนขับเร็ว บู๊ล้างผลาญและต้องการแป้นเบรกที่รวดเร็ว รบกวนหันไป
Honda City หรือ Mazda 2 (ยกมาจากบรรทัดส่วนสุดท้ายของย่อหน้าที่แล้ว) จะสนองได้ดีกว่า

ช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
เมื่อขับจริงๆพบว่า ด้านหน้ามีความเฟิร์มและมั่นใจมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมขึ้นมาก ส่วนด้านหลังเท่าที่
ลองขับพบว่ายังมีอาการย้วยให้สัมผัสอยู่ แต่น้อยกว่ารุ่นเดิมประมาณหนึ่ง ส่วนการซับแรงสะเทือน
พบว่า Almera ตัวนี้ ทำได้นิ่งและเฟิร์ม แรงสะเทือนจากพื้นถนน ถูกช่วงล่างรับหมดจนไม่สะท้าน
ถึงตัวถังรถ จากคาแรกเตอร์ดังกล่าวส่วนตัวมองว่า Nissan ต้องการให้ผู้โดยสารรู้สึกนั่งสบายเวลา
เดินทางไกล หรือผ่านถนนดาวอังคาร (ยางมะตอยปะหลุมบ่อ) อีกทั้งผู้ขับขี่ไม่รู้สึกเมื่อยล้าเมื่อขับ
เป็นเวลานาน เมื่อเทียบกับ Honda City Turbo แล้ว ในแง่ของการเข้าโค้งแม้จะเสียเปรียบที่
ด้านหลังติดย้วย แต่การเก็บแรงสะเทือนทำได้ดีกว่าชัดเจน ถือว่าสูสีผลัดกันคนละหมัด ถ้าจะให้ปรับปรุง
คงมีเพียงช่วงล่างหลังที่ควรทำให้นิ่งเป็นก้อนเดียวกับด้านหน้า และหาจุดตรงกลางให้คนชอบขับรถ
และผู้โดยสารรู้สึกสบายและมั่นใจเวลาเข้าโค้ง ดู Mazda2 เป็น Benchmark ในการเซทรถเลย
ไม่ต้องทำเหมือน แต่ใกล้เคียงถือว่าโอเคแล้ว

ด้านระบบความปลอดภัย คราวนี้ Nissan ไฟว้ทีมบอร์ดบริหารจนสามารถนำออปชั่นล้ำๆ มายัด
ลงใน Almera Turbo ให้สมกับสโลแกนที่สะกดจิตคนใน Nissan และลูกค้าว่า
“Nissan Intelligent Mobility” เสียที หลัก ๆ จะพบได้ใน Nissan Note/X-trail
โดยรายละเอียด มีดังนี้

-ระบบเตือนการชนด้านหน้า Intelligent Forward Collision Warning
จะใช้เรดาร์ที่ฝังไว้ใต้โลโก้ Nissan ด้านหน้า (ครอบพลาสติกใส) ตรวจจับระยะห่างรถคันหน้า
แสดงผลบนมาตรวัด ห่างอยู่ในระยะที่ใกล้รถคันหน้ามากเกินไป ระบบก็จะเตือนบนมาตรวัด
พร้อมเสียง “ปิ๊ปๆ” เพื่อให้ผู้ขับขี่รักษาระยะห่างจากรถคันหน้ามากขึ้น

-ระบบเบรคอัตโนมัติ Automatic Emergency Braking
ระบบนี้จะทำงานร่วมกับระบบเตือนกันชนด้านหน้า ซึ่งทำงานควบคู่กัน
จะทำงานก็ต่อเมื่อกรณีที่ไม่สามารถหลบหลีกรถด้านหน้าได้ ระบบจะเสริมแรงเบรก
และทำงานทันที รถจะหยุดให้ 3 วินาที แล้วจะปล่อยไหล ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องเหยียบ
เบรกค้างไว้ เพื่อไม่ให้รถไหล

-ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitoring System
ระบบนี้จะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ด้านหลัง จะทำงานเมื่อเปิดไฟเลี้ยวแล้วเซนเซอร์จับได้ว่า
มีรถเคลื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ระบบจะส่งสัญญาณไฟตรงกระจกมองข้างและเสียงเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่
ทราบและหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนช่องจราจรทันที

-ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
ระบบนี้จะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ด้านหลัง จะทำงานเมื่อรถกำลังถอยหลังจากแล้วเซนเซอร์จับได้ว่า
มีรถหรือคนเคลื่อนที่ผ่านท้ายรถ ระบบจะส่งสัญญาณไฟตรงกระจกมองข้างทั้งสองข้างและเสียงเตือน
เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบและหยุดรถทันที

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานติดตั้งมาให้ครบครัน
ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD
ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมการทรงตัว VDC ระบบป้องกันการลื่นไถล TCS
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA ถุงลมนิรภัย 6 จุด ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง
ม่านนิรภัย 2 ตำแหน่ง มีให้ในรุ่น VL เท่านั้น ส่วนรุ่นอื่นๆ จะได้ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง

Carsideteam Eco Mode
แน่นอนว่ากลุ่มรถ B-Segment/Eco Car เป็นกลุ่มที่ลูกค้าให้ความสนใจในเรื่องสมรรถนะ
และอัตราสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก เพราะผู้อ่านสามารถนำเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน
ดังนั้น Nissan Almera 1.0 Turbo จึงต้องนำมาทดสอบ เพื่อหาตัวเลขที่ดีที่สุด
โดยมีผม Naow27 และพี่ปั้น PunTam เป็นผู้ทดสอบและสักขีพยาน

เริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso พระราม 4 จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme แก็สโซฮอล์ 95
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันแล้วเลี้ยวขวาสาม
แยกพระราม 4 ตรง Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร
จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับ
ทางตรงยาวใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่ แต่รถรุ่นนี้ไม่มี Cruise Control
ดังนั้นจึงต้องใช้เท้าควบคุมคันเร่งให้อยู่ในความเร็วที่กำหนด

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ
หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ
ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิม
มหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากรตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
แล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยกในซอย
สุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 93.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.03 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 23.07 กม./ล.<<

ประหยัดที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปเท่าที่ Carsideteam ทดสอบมา แซง Suzuki Swift
ผู้ครองแชมป์ไปแบบขาดลอย และแอบตบหน้ากลุ่มรถยนต์พลังงาน Hybrid ทั้งแบบธรรมดาและ
เสียบปลั๊กเบาๆ หากเติมน้ำมันเต็มถัง สามารถวิ่งไกลถึง 587 กม. ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ขณะขับขี่เฉลี่ยอยู่ที่ 20.06 กม./ล. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: แรงเหลือเฟือ ออปชั่นท่วมคัน ช่วงล่างหลังติดย้วย แต่เฟิร์มนิ่ง ประหยัดสุดจนต้องกราบ
ในราคาที่เป็นมิตรมาก Nissan ควรทำแบบนี้ ถึงจะซื้อใจลูกค้าคนไทยได้

การเปลี่ยนโฉมของ Nissan Almera ในคราวนี้ ถือเป็นหมากสำคัญของ Nissan ประเทศไทย
เพราะหากทำราคาและออปชั่นไม่ดึงดูดพอ ก็อาจทำให้ Nissan มีที่ยืนในตลาดรถยนต์บ้านเราน้อยลงก็ว่าได้
จนแล้วจนรอด ทีมงาน Nissan ประเทศไทย งัดข้อทุกความเห็นจากคณะผู้บริหารต่างประเทศจนสามารถ
อัดออปชั่นและทำราคาได้สมเหตุสมผล จึงไม่แปลกที่ยอดจองจะปาเข้าไป 2,000 คัน ในช่วงแรกของ
การเปิดตัว ยังไม่รวม Back Order ที่ยาวเป็นหางว่าวและทะยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

ถามว่าอะไรที่โดดเด่นจนเป็นที่สนใจของลูกค้าละ?
ความเห็นส่วนตัวมองว่า Nissan Almera รุ่นนี้มีความเป็นหนุ่มสาวมากกว่ารุ่นเดิม การตกแต่งที่ไม่ได้
ดูผู้ใหญ่จ๋าเกินไป และการขับขี่ที่เฟิร์มขึ้น แต่ยังคงความสบายไว้เหมือนเดิม เหล่านี้เป็นจุดที่ทำให้
ลูกค้าตัดสินใจเซ็นใบจอง และครอบครองรถคันนี้ไป หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วจำรายละเอียดไม่ได้
ผมได้สรุปข้อดี/ข้อเสีย ไว้ดังนี้

ข้อดี

  1. งานออกแบบที่ทันสมัยขึ้นชัดเจนทั้งภายนอกและภายใน หลายๆคนได้เห็นงานออกแบบของ Nissan Almera
    ใหม่แล้วรู้สึกว่าดูสวยงามและลงตัวกว่าเดิมมาก ส่วนภายในนอกจากจะมีการปรับงานออกแบบแล้ว ยังมีการ
    ปรับวัสดุต่างๆให้สัมผัสดีขึ้น และหน้าตาอุปกรณ์ที่มีความทันสมัยมากขึ้น เรียกได้ว่า สร้างสัมผัสแรกได้ดีขึ้น
    อย่างชัดเจน
  2. การขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่หน้าตาภายนอกและภายในที่สวยขึ้น การขับขี่ต่างๆก็พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
    ทั้งเครื่องยนต์ที่ปรับให้แรงขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างที่ลดความน่ากลัวลง เบรกที่ดีขึ้น และพวงมาลัยที่หนักแน่นขึ้น
    เรียกได้ว่า แทบจะดีขึ้นในทุกด้านเลยทีเดียว
  3. ระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มระดับหนึ่ง อันที่จริงแล้ว Almera รุ่นแรกก็ให้ระบบความปลอดภัยมาครบครัน
    แต่เมื่อเทียบกับรถสมัยใหม่ถือว่า ให้มาน้อยไปหน่อย มาคราวนี้นอกจากจะให้ระบบต่างๆที่เป็นพื้นฐานแล้ว
    ยังมาพร้อมกับระบบเตือนการชนด้านหน้าและเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
    ถึงแม้ว่าจะมีมาให้ไม่ครบ แต่ก็มีออปชั่นความปลอดภันที่สามารถเอาไปคุยข่มได้ และสามารถใช้งานได้จริง

ข้อเสีย

  1. ยังขาดอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานบางรายการ แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ต่างๆที่ให้มาเพิ่มขึ้น แต่ก็มีบางรายการที่ตัดออก
    ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลังที่พนักพิงศรีษะแบบติดตาย ตัดที่พักแขนออก ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่โอเคเท่าไหร่
    เช่นเดียวกับเข็มขัดนิรภัยที่ไม่สามารถปรับสูง/ต่ำได้ (แต่บางประเทศสามารถปรับระดับได้) ดังนั้น
    รุ่นปรับอุปกรณ์ขอให้มาหน่อยก็ยังดี
  2. น้ำหนักพวงมาลัยที่หนักแน่นกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีจุดที่
    ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก ทั้งพวงมาลัยที่น้ำหนักในการเลี้ยวไม่หนักแน่นพอ ซึ่งต้องฝากความหวัง
    ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ว่า จะดีขึ้นขนาดไหน
  3. ช่วงล่างถ้าปรับหลังให้เฟิร์มขึ้นอีกนิด ทุกอย่างจบ พอจะเข้าใจว่าการทำช่วงล่างด้านหลัง
    ให้ย้วยเพื่อให้ความสบายเวลาเดินทางไกล แต่ถ้าต้องการความมั่นใจในการเข้าโค้งแล้วละก็
    อันนี้ต้องปรับจริง ๆ แม้คาแรกเตอร์รถจะเน้นให้ขับสบายมากกว่าขับบู๊ แต่ถ้าเซทได้กำลังดี
    จะเป็นเรื่องดีมาก ๆ กระนั้นกราบละครับ

คันต่อคัน
ค่าตัวของ Nissan Almera 1.0 VL Turbo CVT อยู่ที่ 639,000 บาท
หากเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นละ มีตัวเลือกไหนที่น่าสนใจและเปรียบเทียบบ้าง

Honda City Turbo : คู่กันโดยตรง แม้ลูกค้าจะคนละกลุ่ม แต่ด้วยสเป็ครถและช่วงเวลาเปิดตัว
ที่ไล่เลี่ยกัน จึงทำให้คนในโซเชียลนำมาเปรียบเทียบกันพอสมควร ที่นี้ Honda เองก็ทุ่มทุนอยู่
สำหรับ City เจนเนอเรชั่นนี้ เพราะตัดสินใจถอดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่อยู่ด้วยกันมานานออก
แล้วบรรจุ 1.0 ลิตร Turbo รีดแรงม้าได้มากถึง 122 แรงม้า ในด้านการขับขี่ ถือว่าดีกว่าในทุก ๆ ด้าน
ทั้งอัตราเร่งช่วงออกตัว ,เร่งแซง ช่วงล่างที่เฟิร์มกว่า และภายในห้องโดยสารที่กว้างกว่า แต่จะเสียเปรียบ
ก็ตรงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่กินกว่า ออปชั่นความปลอดภัยที่น้อยกว่า และการประกอบที่

ยังคงสไตล์ Honda ไม่มีเปลี่ยน เอาเถอะรอตัว Hybrid มา ไม่ก็ Minorchange คงได้เห็นออปชั่น
อัดแน่นเต็มคันแน่น ๆ

Toyota Yaris ATIV : เจ้าตลาดที่ครองอันดับ 1 มาอย่างเนิ่นนาน แล้วเพิ่งเปลี่ยนเครื่องยนต์
ไปหมาด ๆ อัพเกรดแรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 92 แรงม้า แล้วตัดรุ่นย่อยเหลือ 3 รุ่น ส่วนการขับขี่
เอาจริง ๆ คันนี้อยู่ทางสายกลาง ค่อนดีนิดหน่อย อัตราเร่งที่อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ อืด ๆ
ส่วนที่สามารถซื้อใจได้คือราคาและออปชั่นที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และพรีเซนเตอร์
อย่าง BNK48 ที่มีส่วนทำให้โอตะหลายคน จองรถรุ่นนี้

Mazda 2 Sedan : รถซีดาน 4 ประตู ขนาดเล็กที่มีการขับขี่ดีที่สุดในกลุ่ม ณ ขณะนี้
แล้วเพิ่งจะปรับหน้าตาไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา มันดีเกือบจะทุกมิติของตัวรถไม่ว่า
จะเป็นพวงมาลัยที่แม่นยำ ช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นใจสุด ๆ แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ด้านหลัง
ค่อนข้างแคบหน่อย และศูนย์บริการที่บางแห่งพอฝากผีฝากไข้ได้

Suzuki Ciaz : พึ่งปรับโฉมไปหมาด ๆ แม้จะเยอะเหมือนเวอร์ชั่นอินเดีย แต่เพียงพอที่จะสู้
กับเพื่อนในตลาดได้ จุดเด่นจริง ๆ คือภายในที่กว้างที่สุดในกลุ่มเดียวกัน การขับขี่ที่มีนิสัย
เหมือน Swift แต่ลดดีกรีความเผ็ดลงมาหน่อยให้บุพการีรู้สึกอุ่นใจและขับได้

Mitsubishi Attrage : อีโคคาร์ แซยิด ที่ปรับโฉมครั้งใหญ่ไป จุดเด่นของคันนี้จริง ๆ คือ
ระบบความปลอดภัยที่อัดมาแน่นพอสมควร ยกมาจากรุ่นพี่อย่าง Pajero Sport เกือบทั้งดุ้น
ส่วนเครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิม แต่จูนให้ปล่อยมลพิษน้อยลง ดังนั้นอัตราเร่งจึงอืดขึ้นกว่ารุ่นเดิม
นิดหน่อย และอัตราสิ้นเปลืองที่อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ถ้าอยากได้รถที่ใช้งานจริง ๆ จากบ้านไปที่ทำงาน
แล้วไม่ได้ซีเรียสเรื่องการขับขี่ คันนี้จะตอบโจทย์ที่สุด แต่ถ้ารอได้ รอปรับโฉมจะดีกว่านะ

การมาของ Nissan Almera (N18) ถือว่าเป็นความหวังครั้งสำคัญของ Nissan ประเทศไทย
หากพลาดคราวนี้ อาจล้มยาวไปเลยก็เป็นได้ แต่จากการทำงานหนัก และพยายามสู้ความต้องการจาก
ทีมบอร์ดบริหาร ทำให้เราได้ออปชั่นที่อัดแน่น แต่ค่าตัวไม่แพงมาก จนเป็นที่สนใจของลูกค้าชาวไทย
เป็นอย่างมาก นับว่าเป็นเรื่องดี สำหรับ Nissan ประเทศไทย หลังจากนี้ฝากถึงทีมผู้บริหาร Nissan Asia-
-and Ocenia ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำตลาดรถยนต์ Nissan ในประเทศไทยและภูมิภาคด้วยว่า

“โปรดอย่ายึดประเทศใดประเทศหนึ่ง มาเป็นรูปแบบในการทำการตลาด ฟังเสียงลูกค้าให้มากกว่านี้
ไม่ควรทนงตนว่าตัวเองเจ๋งมาก ราวกับ Toyota Honda ในอดีตใช่ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว พยายาม
ทำในสิ่งค่ายรถยนต์อื่นเขาทำ หารถยนต์ที่เหมาะสมลูกค้าชาวไทยและภูมิภาคให้หลากหลายมากขึ้น
และที่สำคัญ “อย่ามาช้า” เพราะพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ฉะนั้นจำหน่ายเร็ว
ได้จะดีมาก อัดออปชั่นให้แน่น ทำราคาให้เหมาะสม และสร้างรถให้มีความทนทานมากขึ้น เท่านี้
ลูกค้าที่เคยใช้ Nissan ก็จะกลับมา ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่เคยใช้ Nissan จะสนใจและมองเป็น
ตัวเลือกในการซื้อรถอีกด้วย และวัฒนธรรมองค์กรที่มีหลายเชื้อชาติ อยู่ทะเลาะ เลื่อยขาเก้าอี้ได้แล้ว
ไม่ได้ทำให้ยอดขายบริษัทของท่านเพิ่มขึ้นหรอกครับ ถึงเวลารึยังที่ควรหันมาร่วมมือ

แล้วมาสร้างนวัตกรรมใหม่ ให้สมกับ Motto ที่คุณภาคภูมิใจที่ว่า
“Nissan Intelligent Mobility” เสียทีเถิด



ขอขอบคุณ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 8 เมษายน 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Facebook Comments