ปี 1997 ปีที่เรียกได้ว่าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้นยำกุ้งในเมืองไทย เป็นปีที่เหล่าบรรดาคนมีฐานะหลายๆบ้าน(ที่จริงก็เยอะแหละ) ได้รับผลกระทบกันแบบแรงๆ ผม ณ ตอนนั้นยังอยู่ในท้องของคุณแม่ผมอยู่เลย โชคดีที่ว่าบ้านของเราไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก เพียงแต่เหตุการต้มยำกุ้งนี้แหละเป็นเหตุที่จับพลัดจับผลูที่บ้านของผมต้องรับรถยนต์ตราดาว Mercedes-Benz E230 Elegance W210 ที่พึ่งจดป้ายขาวได้สองเดือนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบที่เสนอ Offer กันในราคาที่มองผ่าน Toyota Camry หรือ Honda Accord ในตอนนั้นไปเลย จนทุกวันนี้ W210 คันนั้นก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ ผ่านการซ่อมตามระยะเวลา ตามราคาที่แรงขึ้นตามปีที่ใช้งาน จนทุกวันนี้เริ่มชินกันไปแล้ว

ย้อยกลับไปในยุคนั้น Mercedes-Benz ยังไม่ได้มีรถที่หลากหลายหรือแต่รุ่นย่อยเยอะขนาดนี้เครื่องยนต์ก็มีแต่เบนซิน 2.3 ลิตรธรรมดาซะส่วนใหญ่ จนเวลาผ่านไป เทรนของการใช้รถก็เปลี่ยนไปเช่นกันเครื่องยนต์เริ่มมีเครื่องยนต์ดีเซลตอบสนองทั้งความแรง ความประหยัดมากขึ้น และรูปแบบรถที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการที่หลากหลายและโลดโผนของเศรษฐีและผู้มีอันจะกินในเมืองไทย เริ่มจาก ML-Class SUV แบบ Mid-Size  ที่ถูก Rename ด้วยระบบชื่อเรียกแบบใหม่ให้กลายเป็น GLE-Class รวมถึงการมาของ GLA-Class Compact SUV รุ่นเล็กขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นขายดีของ Mercedes-Benz Thailand ก็ได้เข้ามาจุดตลาด Compact SUV ฟัดกับ BMW X1 และในที่สุด GLK-Class SUV ที่เคยทำตลาดเฉพาะพวงมาลัยซ้ายก็มีแผนทำพวงมาลัยขวาในรุ่นต่อมากับชื่อ GLC-Class Compact SUV ไซต์ใหญ่ขึ้นกว่า GLA ขับเคลื่อนล้อหลังหรือ 4 ล้อ 4MATIC แชร์การพัฒนาตัวรถบนพื้นฐานเดียวกับ Compact Sedan รุ่นยอดนิยมอย่าง C-Class W205

จนวันเวลาผ่านไป GLC ก็เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไปได้พักใหญ่ๆเพื่อที่จะฟาดฟันกับคู่าแข่งร่วมสัญชาติอย่าง BMW X3 ได้อย่างสมตัว ก็ได้มีการปรับโฉม Facelift ให้ลงตัวมาขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ พร้อมรหัสใหม่ จาก 250 CDi มาเป็น 220d จากที่ได้รับเครื่องยนต์ OM651 2.2 ลิตรที่ผู้ใช้งานรหัส 250d หรือ 230 CDi/250 CDi บ่นกันให้หนาหูว่าดังสนั่นหวั่นไหวเหลือเกินตั้งแต่ออกสู่ตลาดใหม่ๆ มาเป็น OM654 2.0 ลิตรที่ถูกใช้งานอยู่แล้วใน C220d Avantgrade/AMG Dynamic และ E220d Sport หลังจากเกรินข้อมูลเริ่มต้นกันไปแล้วเรามาดูรถคันที่เราจะนำมาเราให้ฟังในวันนี้กันบ้าง

คันที่เราได้มาเป็น Mercedes-Benz GLC220d AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท สีขาว Polar White รุ่นท๊อปของ GLC เวอร์ชั่นบ้านๆก่อนที่จะถูกเบียดโดยรุ่นเดียวกันแต่เป็นรถถ่านรุ่น GLC300e ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบเดียวกับที่เราเคยขับกันไปใน C300e Avantgrade คันก่อนหน้า ซึ่งรุ่นท๊อปใหม่จริง แต่การจัดออฟชั่นนั้นก็ยังงงๆโดยที่ GLC220d AMG Dynamic คันนี้นั้นยังให้ของเล่นมากกว่าได้แก่ พวกระบบ PRE-SAFE และ BLIND SPOT Assist แต่เพียงแค่ไม่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC แบบใน GLC300e และในราคาที่ถูกกว่า 50,000 บาท (งงไหมล่ะท่าน) แต่รถถ่านยังไงก็ได้อัตราเร่งที่แซ่บกว่า

Exterior : เหลาหน้าใหม่ หล่อเกรี้ยงเกลา ลงตัวมากขึ้น

GLC คันที่เราได้มาทดสอบมีชื่อรุ่นว่า GLC220d AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาทเป็นตัวท๊อปรุ่นสูงสุดก่อนการมาถึงของ GLC300e รุ่นรถถ่าน ซึ่งงงตรงที่ว่าออฟชั่นดันน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ของ 300e นั้นแรงกว่ามาก งานดีไซน์ภายนอกในภาพรวมมมาในแนวทางที่ค่อนข้างกลมกล่อมคือ ไม่ได้ล้ำเกินจนลูกค้าเก่าส่ายหน้าหนี แต่ก็ไม่ได้ดูแก่จนลูกค้าวัยรุ่นไม่กล้าขับ สัดส่วนของตัวรถค่อนข้างลงตัว ยิ่งในตัว Facelift ที่เราได้มานั้นมีการออกแบบจุดต่างๆที่ทำให้ลงดูลงตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรุ่น AMG Dynamic ที่จะได้ภายนอกที่ค่อนข้างดูดุดันกว่ารุ่น Off-Road (ซึ่งพี่จะตั้งชื่อว่า Off-Road ทำไมครับถ้ามันไม่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC) ดังนั้นด้วยดีไซน์ของมันนั้นรถรุ่นนี้จะดูได้ค่อนข้างนานไม่น่าเบื่อแน่นอนในอนาคต มาดูข้อมูลขนาดตัวถังกันก่อน

“GLC220d Dimension กว้าง x ยาว x สูง (มิลลิเมตร)​ : 1,890 x 4,655 x 1,644 มิลลิเมตร”

สีตัวถังมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี Grey Scale ล้วนๆ ได้แก่

  • สีขาว Polar White เบอร์ 149
  • สีดำ Obsidian Black เบอร์ 197
  • สีเงิน Iridium Silver เบอร์ 775
  • สีเทา Graphite Grey เบอร์ 831

ด้านหน้าจะเป็นกระจังหน้าแบบ Diamond Grill พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ที่มีการฝั่งระบบตรวจจับระยะห่างกันรถคันข้างหน้า DISTRONIC รวมไปถึงกล้องด้านหน้ารถที่อยู่เหนือตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz มาพร้อมไฟหน้าทรงใหม่ที่ทำให้รถดุดันมากขึ้นจากลักษณะของไฟDaytime Running Light มาพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าภายใต้ชื่อ MULTIBEAM LED ระบบไฟหน้าที่ทันสมัยที่สุด ณ​ ตอนนี้ของ Mercedes-Benz มีความสามารถทั้งส่องมุมมืดเวลาเลี้ยว ส่องซ้ายส่องขวาตามองศาพวงมาลัย รวมไปถึงระบบไฟสูงที่สามารถส่องได้ไกลถึง 650 เมตร พร้อมทั้งสามารถสั่งดับไฟบางส่วนเพื่อไม่ให้ส่องไปแยงตาชาวบ้านชาวช่องให้เค้าด่าบุพการีกันด้วย ชายกันชนด้านหน้าเป็นแบบของ AMG Styling มีทรงที่ดูสปอร์ตกว่ารุ่น Off-Road มีการฝังระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าจำนวน 6 จุดเข้ากับชิ้นกันชนหน้าพร้อมกับทีเชื่อมต่อไปยังระบบช่วยถอนจอดอัตโนมัติซึ่งจะเลือกได้หมดว่าจะจอดขนาดซ้ายหรือขวา จอดเอาหน้าเข้า หรือจอดถอยหลังออก

ด้านข้างรถการออกแบบให้รถดูมีมิติมากขึ้นจากการใช้เส้นที่ทำให้เห็น Shoulder Line ด้านข้างที่ชัดเจน ยังไม่ได้เข้าสู่ยุค Minimal ด้วยการลบเส้นสายด้านข้างออกทั้งหมด ชายขอบด้านล่างของรุ่น AMG จัดมีที่บันไดข้างตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมเสริมให้ดูสปอร์ตมากขึ้น แต่แน่นอนหากรถเปื้อนโคลนมาก เตรียมตัวโดนเปื้อนขากางเกงได้เลยเพราะ ประตูของรถรุ่นนี้ไม่ได้คลุมตัวถังด้านข้างทั้งหมด ดังนั้นระวังกันด้วยเวลาหน้าฝนนะครับ กรอบหน้าต่างด้านข้างทั้งหมด มือจับเปิดกระตู รวมไปถึงแร๊คหลังคารถ มีการตกแต่งด้วย Satin Chrome ทั้งหมดเสริมให้รถดูมีการตกแต่งที่ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น

ล้ออัลลอยของรุ่น AMG Dynamic จะเป็นล้อของ AMG Line ขนาด 19 นิ้ว ลาย 5 ก้านทรงเดียวกับที่อยู่ใน C300e AMG Dynamic และ CLS300d แต่อาจจะมีขนาดต่างกันเล็กน้อยเมื่อมาใส่ในSUV ยางติดรถเป็นยาง Bridgestone Dueler Sport Run-Flat ขนาด 235/55 R19 เป็นยางที่มีเสียงดังเล็กตามแบบของยางสปอร์ตรวมไปถึงการเป็นยางRunflat ก็อาจจะทำให้เวลาขับรู้สึกแข็งๆตึงๆบ้าง แต่การเกาะถนนนั้นทำได้ดีเลยทีเดียว เผื่อใครจะเปลี่ยนยางเป็นรุ่นนี้ก็ถือว่าแนะนำเลยสำหรับยาง SUV สายเกาะ

ด้านหลังรถยังมีรูปแบบไม่แต่ต่างจากเดิมฝาท้ายเปิดและปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบแกว่งเท้าใต้กันชนแล้วประตูท้ายจะเปิดขึ้นมาให้ หากจะเปิดก็แกว่งเท้าไปอีกรอบหรือจะกดปิดจากปุ่มบนฝาท้ายก็ได้ รวมไปถึงสั่งให้รถล๊อกพร้อมกับปิดฝาท้ายก็ทำได้ด้วยเช่นเดียวกัน กระจกหลังพร้อมที่ปัดน้ำฝนมีมาให้ครบ แต่ก็มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือมีการตกแต่งด้วยไฟท้าย Full LED ดีไซน์ใหม่ตามแนวทางของตระกูล SUV ของ Mercedes-Benz คือไฟหรี่ของไฟท้ายจะเป็นไฟ LED Light Guiding ทรงกรอบทรงสี่เหลื่อมมลๆ เหนือแผ่นป้ายทะเบียนจะเป็นปุ่มเปิดฝาท้ายและกล้องถอยหลังซึ่งจะยืดเข้า ยืดออกเวลาเข้าเกียร์ R หรือมีรถเข้าใกล้เรามากเกินไประบบกล้อง 360 องศาก็จะเตรียมพร้อมทำงาน ชายกันชนล่างแบบเดิมสีดำด้านพร้อมแผงทับทิมสะท้อนแสงและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 จุดฝังมาให้ในกันชน ปลายท่อไอเสียที่ชายกันชนด้านล่างนั้นเป็นช่องปลอม ท่อจริงเป็นท่อไอเสียคู่โดนปาดให้เสมอกันชายกันชนไปเรียบร้อยแล้ว

ลองเปิดฝ้าทายรถมาดูพื้นที่บรรทุกสัมภาระกันบ้าง พื้นที่เก็บของท้ายรถมีขนาดใหญ่โตรองรับการบรรจุได้ 550 ลิตร VDA เยอรมันมาพร้อมแผ่นบังสัมภาระ หากคิดว่าเท่านี้นั้นไม่สามารถขนของเวลาไปกวาดซื้อในห้างอย่างบ้าคลั่งได้เพียงพอนั้นเบาะหลังสามารถพับราบไปกับพื้นของพื้นที่สัมภาระได้ โดยปรับแบ่งพับได้ 40:20:40 ผ่านปุ่มบริเวณไฟส่องพื้นห้องสัมภาระด้านท้าย พร้อมกับระบบจะเลื่อนเบาะหน้าไปข้างหน้าให้ หากระยะของเบาะหลังที่พับลงไปติดกับเบาะคู่หน้า และพื้นที่บนสัมภาระทั้งหมดจะมีปริมาณมากถึง 1,600 ลิตร

Interior : C-Class เซ็นสำเนาถูกต้อง ก็แล้วไง…..ก็มันสวยอยู่ดี

การเข้าสู่ห้องโดยสารของ GLC220d AMG Dynamic นั้นมีระบบ KEYLESS-GO มาให้(ซะทีโว้ย) โดยคุณเพียงพกกุญแจรถทรงใหม่ของรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นปีสองปีที่ผ่านมาไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือใดๆก็ตามไว้กัยตัวแล้วสามารถเอามือสอดมือจำประตูของรถทั้งได้ทั้งสี่บานแล้วระบบจะปลดล๊อครถให้คุณเข้าสู่ห้องโดยสารได้เลย ส่วนถ้าหากจะล๊อครถก็เอามือกรีดนิ้วสวยๆสัมผัสลงตรงร่องสี่เหลี่ยมนมือเป็นประตูแล้วรถจะล๊อคให้

  

การก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารนั้นทำได้ค่อนข้างสะดวก ตัวรถยกสูงขึ้นในระดับนึง รวมไปพื้นรถที่อยู่สูงขึ้น ทำให้การเข้าออกและขึ้นลงสะดวกกว่า C-Class และเมื่อขึ้นมานั่งในตำแหน่งคนขับ โอโหยยยย C-Class อะแหละครับ เซ็นสำเนาถูกต้องได้เลย แต่ แต่ แต่มันไม่ได้แย่ มันออกจะดีซะด้วยซ้ำ งานดีไซน์ภายในของ Mercedes ยังคงทำให้บรรยากาศต่างๆในห้องโดยสารนั้นน่าใช้ชีวิตอยู่ Cozy Cozy ดี แม้กระทั่งข้อเสียของมันก็ยังเหมือน C-Class ซึ่งก็คือ ตำแหน่งนั่ง ตำแหน่งนั่งก็ยังเยื้องไม่เปลี่ยนแปลง ขนาดของเกียร์ 9G-Tronics ก็ยังเบียดขาซ้ายของคนขับเข้ามา แต่ก็ไม่ได้เป็นตำแหน่งนั่งที่ผิดมนุษย์จนเราต้องบ่นอะไร อาจจะแปลกๆไปเสียหน่อยหากรถคันนี้เป็น Mercedes คันแรกของคุณ แต่หากคุณผ่านร้อนผ่านหนาวมากับรถตราดาวบ้างแล้ว ตำแหน่งนั่งรถคันนี้ก็ไม่ใช่คันที่แย่ที่สุดอยู่ดี

การตกแต่งภายในของ GLC220d AMG Dynamic นั้นมีให้เลือกเพียงแค่แบบเดียวก็คือ เบาะแบบ ARTICO สีดำเบอร์ 161 Man-Made Leather Black พร้อมกับการตกแต่งด้วยลายไม้สีดำเบอร์ 736 Open-Pore Black Ash Wood Trim แต่ในรุ่น AMG Dynamic คุณจะได้เบาะทรงสปอร์ตที่มีปีกข้างใหญ่รองรับสรีระได้มากขึ้นพร้อมล๊อคร่างของคุณให้อยู่ติดกับเบาะเวลาเข้าโค้งมากขึ้น พร้อมระบบปรับเบาะด้วยไฟฟ้าคู่หน้าที่สามารถปรับดันหลังและเบาะรองนั่งยืดความยาวได้ด้วยไฟฟ้าจากแผงควบคุมตรงประตูคู่หน้าพร้อม Memory Seat 3 ตำแหน่ง  เบาะนั่งคู่หน้ารองรับสรีระได้ค่อนข้างดี คนตัวใหญ่อาจบ่นรู้สึกว่าปีกเบาะนั้นบีบมาบ้าง พนักพิงศรีษะปรับได้ตั้งแต่ ดันกำลังดี จนถึงคำว่าดันชิบหายวายป่วง มองขึ้นไปด้านบนมีหลังคากระจก Panoramic Sunroof Glass ขนาดใหญ่เปิดและปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมกับม่านบังแดดที่สั่งเปิดปิดได้ด้วยไฟฟ้าเช่นเดียวกัน กระจกหลังคาเป็นกระจกทึบเคลือบสารกันความร้อนมาให้แล้วดังนั้นอาจจะไม่ต้องติดฟิล์มหลังคาก็ได้ แต่ถ้าเจอแดดเมืองไทยเข้าไปจะติดก็ได้ตามความเย็นกายสบายใจของเจ้าของรถและผู้ร่วมเดินทาง หลังคานั้นครอบคลุมไปถึงห้องโดยสารตอนหลังดังนั้นกรณีที่เดินทางไกลสามารถช่วยเพิ่มความโปร่งสบายในห้องโดยสารได้อย่างดีเลยทีเดียว

ส่วนเบาะของผู้โดยสารด้านหลังนั้นการเข้าออกก็ยังทำได้ดี เพราะประตูคู่หลังนั้นใหญ่พอสมควรเลยทีเดียวทำให้การเข้าออกนั้นสะดวกดี เบาะคู่หลังนั้นองศาการเอนทำได้ดีเลยทีเดียว เบาะรองนั่งยาวในระดับปานกลาง ความแน่นของฟองน้ำทำได้ดี ไม่แข็งและนุ่มจนเกินไป พนักพิงศรีษะอาจจะเล็กไปหน่อย ตรงกลางมีที่เท้าแขนมาให้พร้อมกับที่วางแก้วน้ำที่ใช้วางของใช้อย่างอื่นเช่น มือถือ หรืออะไรประมาณนั้นไม่ค่อยได้เหมือนเกิดมาเพื่อแก้วน้ำหรือขวดน้ำเพียงอย่างเดียว พื้นที่วางขานั้นถือว่าพอดีๆค่อนไปทางเหลือๆหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่ากว้างคนส่งลูกหลานไปวิ่งเล่นได้แบบรถญี่ปุ่น ผู้โดยสารด้านหลังจะมีช่องแอร์มาให้ 4 ตำแหน่งก็คือตรงกลางที่ต่อมาจากคอนโซลหน้า 2 ช่องและใต้เบาะคู่หน้าเอาไว้เป่าเท้าอีกฝั่งละช่อง รวมไปถึงเพิ่มความ Private ในการโดยสาร(ที่เอาจริงควรเอาไว้กันแดดประเทศไทยมากกว่า) ด้วยม่านบังแดดบนกระจกคู่หลัง ปรับขึ้นได้ด้วยมือของท่าน

  

กลับมาที่หน้าปัทด์กันบ้าง มาคราวนี้ด้วยความที่เป็นตัวท๊อป หน้าปัดท์ของตัว AMG Dynamics ก็เลยจัดหนักตัดเต็มตรงที่เป็นจอ LCD ขนาดใหญ่แบบเต็มๆพื้นที่ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูลต่างๆได้อย่างหลากหลาย โดยธีมของหน้าปัดจะมีทั้งหมด 3 แบบคือ Sport, Classic และ Progressive ถ้าว่าอ่านข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องได้ดีไหม ดีครับ ดีมาก จอคมดี แต่ Effect ของเข็มที่จะเป็นคล้ายๆเงาของเข็มนั้นอาจจะทำให้งงๆไปหน่อย ส่วนอื่นๆที่เราสามารถเปลี่ยนได้คือบริเวณระหว่างมาตราวัดสองวง เอาไว้ดูข้อมูลการขับขี่ต่างๆ Eco Scale ต่างๆ คำเตือนต่างๆในรถ และระบบช่วยขับขี่ต่างๆมากมาย ละส่วนสุดท้ายที่ปรับแต่งได้คือมาตรวัดรอบสามารถแสดงการนำทางได้, มาตรวัดรอบพร้อม G-Meter , Eco Display และ แสดงระยะทางที่วิ่งได้พร้อมอัตราสิ้นเปลืองต่างๆ เรียกได้ว่า เยอะมากๆ หากคุณต้องการดูข้อมูลต่างๆให้ระเอียดมากกว่านี้ เชิญไปซื้อ Ford Mustang ฮะรายนั้นแสดงข้อมูลรถได้ตั้งแต่โลกเกิดยันโลกดับครับ ส่วนพวงมาลัยนั้นรุ่น AMG จะได้พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa สีดำทรงสปอร์ตแบบ AMG ท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมระบบต่างๆในรถบนพวงมาลัยแบบ Trackpad ฝั่งขวาจะไว้คุมหน้าปัดท์ฝั่งคนขับและระบบ Adaptive Cruise Control ฝั่งซ้ายจะเอาไว้คุมจอของระบบ MBUX และระบบของเครื่องเสียง

อะที่นี้เรามาดูในส่วนของสิ่งที่เรียกว่าเป้นของเล่นของรถคันนี้กันบ้างบริเวณคอนโซลกลาง หน้าจอ Tablet 10.25 นิ้ว แปะคอนโซลเหมือนเดิม แต่มีสิ่งเพิ่มเติมเข้าไปคือ MBUX แบบใน A-Class ใหญ่ที่มารอบนี้หน้าจอรองรับระบบสัมผัสแล้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียงของ Mercedes โดยคุณแค่เพียงพูดว่า Hey Mercedes (แต่ต้องออกเสียง Mercedes แบบฝรั่งๆนะครับ ออกไปว่า เมอร์เซเดสๆแบบ Thai Accent ไปมันไม่ขึ้นให้นะฮะ) การใช้งานค่อนข้างทำได้ดีเลยนะ การสั่งงานทำได้ค่อนข้างหลากหลาย ส่วน Interface บนจอระบบ Infotainment ของรถมีการปรับปรุงมาจากรุ่นที่เป็น ​Command Online/MB Audio 20 รุ่นก่อนหน้ายังมีส่วนที่คล้ายกันบ้างแต่มีการปรับให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นปรับตั้งค่าต่างๆได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อAndroid Auto/Apple Carplay แล้วด้วยผ่านช่องเชื่อมต่อแบบ TYPE-C ตรงช่องเก็บของใต้ที่เท้าแขนของเบาะหนังคู่หน้า ในรุ่นของ AMG Dynamic คุณยังจะได้เครื่องเสียง Burmester 13 ลำโพง กำลังขับรวม 590 Watt คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีค่อนไปทางงั้นๆเล็กน้อย อาจจะไม่ได้ดีจนถึงขั้นฟินคารถแบบ B&W ใน Volvo Inscription ทั้งหลายแต่ก็ถือว่าทำได้ดีสมราคาละกัน เสียงแหลมค่อนข้างเด่น เสียงกลางกลมกล่อมดี เบสมาในแนวอิ่มๆ กระชับๆ เหมาะกับการฟังเพลงแนว Easy Listening Jazz อะไรประมาณนั้นมากกว่าการฟัง EDM จ้าๆ การควบคุมจอนั้นนอกจากระบบสัมผัสแล้ว หากคุณขับรถอยู่แล้วไม่มีมั่นใจเรื่องระบบสัมผัสนั้น คุณยังสามารถควบคุมขาก Touchpad Design ใหม่ดีไซน์สวยขึ้นบริเวณคอนโซลกลาง

นอกจากนี่หน้าจอของระบบ Infotainments ยังมีไว้ตั้งค่าระบบต่างๆของตัวรถทั้งการล๊อครถ ระบบไฟฟ้าต่างๆ ระบบการพับกระจก ไฟ Ambient Light กว่า 64 สีปรับกันตาอารมณ์คนขับไปเลย รวมไปถึงระบบปรับอากาศอิสระสองฝั่งแบบอัตโนมัติที่ยังชอบตัดอาการภายนอกเข้ามาในรถทุกๆ 30 นาทีเหมือนเดิม โดยถัดลงมาจากจอระบบ MBUX ก็ยังเป็นช่องแอร์ทรง Retro 3 ช่อง ถัดลงมาอีกจะเป็นปุ่มลัดสำหรับควบคุมระบบปรับอากาศของรถ วางออกมาได้ค่อนข้างดี อาจจะงงๆ แต่ไม่งงเท่าใน ISUZU D-Max ใหม่แน่นอน ถัดลงมาเป็นปุ่มลัดสำหรับเข้าสู่หน้าควบคุมระบบต่างๆของตัวรถเช่นระบบนำทาง ระบบเครื่องเสียง AM/FM/USB/Bluetooth Audio/Apple CarPlay/Andriod Auto แต่ใน GLC  นั้นจะแตกต่างกันใน C-Class ตรงที่ GLC จะไม่มีนาฬิกาประดับตรงกลางคอนโซลกลาง ลงมาจะเป็นช่องวางแก้วพร้อมช่องใส่ของประเทศโทรศัพท์หรือกระเป๋าเงินได้เล็กน้อย รวมไปถึงเป็นที่วางกุญแจในกรณีที่แบตเตอรี่ของกุณแจรถนั้นใกล้หมด ตรงกลางตำแหน่งที่ถ้าเป้นรถทั่วไปจะเป็นคันเกียร์อัตโนมัติ แต่ถ้าหากเป็นรถยนต์ Mercedes-Benz นั้นแน่นอนว่ามันจะกลายเป็น Controller แบบ Touchpad ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดของรถยนต์ในค่าย หน้าตาเรียบง่ายมากขึ้น ราบเรียบไปกลับคอนโซล ด้านข้างของตัว Touchpad ประกอบด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มปิดระบบ Auto Start-Stop ปุ่มปิดเสียงระบบจอ MBUX ปุ่มปิดระบบ ESP ปุ่มเปิดระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ ปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ ปุ่มปรับเกียร์แบบ Manual ปุ่มปิดระบบเซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน ที่เท้าแขนคอนโซลกลางวางอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างกำลังดี ข้างในมีช่องเชื่อมต่อกับระบบเครื่องเสียงที่เป็น USB-C และช่องใช่ SD Card

Powertrain : Diesel 2.0 บล๊อกเดิม ที่คนพร้อมใจจะจอง

ในเครื่องของระบบขับเคลื่อน รหัส 220d นั้นจะติดตั้งเครื่องยนต์รหัส OM 654 ที่พัฒนามาจากรุ่น OM651 2.2 ลิตร โดยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมีหลักๆคือ

  • เทอร์โบจากเดิมที่ใน OM651 ใช้เทอร์โบคู่ มา เทอร์โบเดี่ยว
  • ชุดเสื้อสูบและฝาสูบทั้งหมดเป็น Alluminum ทั้งหมด แต่ใน OM651 จะเป็นฝาสูบยังคงเป็นเหล็กหล่อ (Cast Iron)
  • และรายระเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ทั้งสารเคลือบผนังห้องเผาไหม้ ความจุ แรงดันหัวฉีด เป็นต้น

ผลลัพธ์คือน้ำหนักเครื่องลดลงจากเดิม (OM651 202.8 Kg vs OM654 168.4 Kg) และเสียงเครื่องยนต์เงียบลงกว่าเดิมโดยหลัก OM654 ที่ใช้ใน GLC220d เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเรียง DOHC ลดความจุเหลือเพียง 1950 cc. ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก : 82 mm. x 92.3 mm. พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์กำลังอัดสูงสุด 15.5:1 ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดนั้นสูงถึง 400 Nm. ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาทีผ่านมาตราฐานไอเสีย EURO 6d มาพร้อมอุปกรณ์กรองไอเสียแบบเต็มสูบทั้ง EGR DPF และ AdBlue ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่ บรรยากาศเพียง 151 กรัมต่อกิโลเมตร

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ torque convertor 9 จังหวะ 9G-Tronic  มีอัตราทดเกียร์ดังนี้

  • Gear 1 : 5.354
  • Gear 2 : 3.243
  • Gear 3 : 2.252
  • Gear 4 : 1.636
  • Gear 5 : 1.211
  • Gear 6 : 1.000
  • Gear 7 : 0.865
  • Gear 8 : 0.717
  • Gear 9 : 0.601
  • Gear R : 4.798
  • อัตราทดเฟืองท้าย : 3.067

การตอบสนองของเครื่องยนต์นั้น ด้วยความที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแรงบิดย่อมมหาศาลอยู่แล้วแม้จะไม่เท่าเครื่อง OM651 แต่ความต่อเนื่องนั้นมีมากกว่ากันชัดเจน อัตราเร่งเอาจริงแล้วมันก็ไม่ได้แรงไปกว่า Honda Civic Turbo ซะด้วยซ้ำแต่มันก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและออกจะเหลือๆแต่ก็ไม่ได้เหลือมาก การใช้งานภายในเมืองหรือช่วงการเดินทางไกล การไต่ความเร็ว หรือ เร่งแซงช่วงคับขันก็ถือว่าเพียงพอ หากจะให้สะใจกว่านี้เกรงว่าอาจจะต้องอัพเกรดให้เป็นรหัส 300d หรือ เพิ่มเงินเล็กน้อยไปเล่นรถรุ่นเดียวกันแล้วสวมวิญญาณรถถ่านอย่าง GLE300e ก็น่าจะสนอง Need คุณพ่อบ้านเท้าหนักทั้งหลายได้ เกียร์ 9G-Tronic ช่วงการรับส่งของแต่ละเกียร์ทำได้ดี การตอบสนองเวลาเลี้ยงคันเร่งก็ยัง Mercedes Mercedes คือยังมีความงี่เง่าของการเลือกใช้เกียร์เวลาขับในเมืองหรือเวลาขับอีเรื้อยเฉื้อยแฉะไปตามการจราจรที่แสนจะโล่ง(ประชด)ของกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าหากกดโหมด Sport อันนี้ก็จะถวายชีวิตดีขึ้นมาหน่อยแต่ก็ต้องแลกกับการมีอาการ Engine Brake เข้ามาทุกครั้งที่ลดความเร็วเพื่อหยุดรถ ดังนั้นการ Refinement สมองกลเกียร์ก็ยังไม่เป็นสิ่งที่ Mercedes ยังต้องแก้กันต้องไปหากจะให้การทำงานของเกียร์นั้นลงตัวและเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ ส่วนของอัตราสิ้นเปลืองนั้นถือว่ารถคันเท่าบ้านขนาดนี้(ผมไม่เคยคิดว่ามันใหญ่จนกระทั่งขับมัน) ทำออกมาดีสมตัวเกินกว่าที่คาดไปเล็กน้อย ซึ่งตรงนั้นจะอยู่ในส่วนของ Carsideteam Eco Mode แต่ก่อนจะถึงเรื่องจองอัตราสิ้นเปลืองผมอยากใจให้ความรู้เล็กๆน้อยเกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่กันเล็กน้อย

FYI กันเล็กน้อยกับเครื่องยนต์ Diesel EURO 5 ขึ้นไปแน่นอนว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ Diesel มาตรฐานไอเสีย EURO 5 ขึ้นไปนั้นจะมาพร้อมกับระบบเผาเขม่าไอเสียของการจุดระเบิดหรือที่เรียกกันว่า Soot ที่นี้แน่นอนเวลาเราขับรถไปๆ เขม่าสะสมก็จะเยอะขึ้นในตัว DPF และเมื่อได้ระดับที่ควรจะได้เผา Soot ทิ้ง รถยนต์ก็ยังจะสามารถขับได้ปกติ แต่ในรถยนต์บางรุ่นอาจจะไม่สามารถทำความเร็วได้ตามที่ขึ้นเตือนบนหน้าจอของรถและเมื่อมีการเผา Soot เกิดขึ้นรถยนต์จะกินน้ำมันมากขึ้นเพราะต้องฉีดน้ำมันเข้าไปช่วยในการเผาเขม่า ระบบ Regenerative Brake ใช้งานไม่ได้ (ในกรณีของ GLC220d) Auto Start-Stop ไม่ทำงาน จะมีควันสีเข้าออกจากท่อไอเสียของรถ และแน่นอนว่าหลายท่านก็คงเบื่อเวลารถเผา Soot ดังนั้นเราควรจะมาทำความเข้าใจกันเล็กน้อย ผมเลยสรุปวิธีการง่ายมาไว้ให้เพื่อที่คุณผู้อ่านจะได้เจออาการเหล่านี้น้อยลง ดังนี้

  • เติมน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 สามารถลดการเผาได้จริงในไทยตอนนี้มี Bangchak Premium Diesel กับ PTT Ultraforce Premium Diesel 2 เจ้าเท่านั้น ส่วน Shell V-Power Diesel ที่หลายๆคนเติมกันก็ยังเป็น EURO 4 และสุดท้ายเค้าไม่ได้ลงโฆษณานะครับไม่ได้ขอยืนยันว่าไม่ใช่การ Tie-In อะไรทั้งนั้น
  • เติมน้ำมันมาตรฐาน EURO 4 ได้ แต่เผาเขม่าจะบ่อยหน่อย แต่คุณแค่ต้องทำการวิ่งอัดให้อุณหภูมิเครื่องสูงพอจนมีการเผาทิ้งในระหว่างที่วิ่งได้ ผมแนะนำให้วิ่ง Loop ทางด่วนเฉลิมมหานครช่วงดึกๆรถโล่งๆซัก 3 รอบ เอาความเร็วให้อยู่ระหว่าง 120 – 130 หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ขอเวลาประมาณ 30 นาทีในการทำความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างนี้อาทิตย์ละครั้งก็ได้ช่วยลดภาระในการเผาเขม่าไปพอสมควรเลยทีเดียว
  • DPF ตัน สำหรับแบรนด์ยุโรป เบิกใหม่อย่างเดียวไม่มีซ่อมให้ ราคาประมาณ 1xx,xxx อาจจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนมีเงินซื้อรถระดับMercedes หรือคู่แข่ง อันนี้ถือว่ามาบอกไว้ให้รู้กันนะครับ

GLC220d ใช้ระบบช่วงที่ชื่อว่า Dynamic Body Control ซึ่งยังเป็นโช๊คอัพธรรมดาเท่านั้นและควรใช้ชื่อว่า Agility Control ธรรมดาตามแบบของมันแต่ยังไงก็ตามมันก็ยังไม่ใช้ Active Body Control ที่ใช้เแป็นช่วงล่างถุงลม โดยหากเป็น Setting ของตัว AMG Dynamic จะใช้เป็น Setting แบบ Sport ต่ำกว่ารุ่นปกติ 20 มิลลิเมตร การตอบสนองนั้นมาในแนวที่เรียกได้ว่า เฟิร์มและก มีการแข็งสะเทือนเล็กๆจากการใช้ยาง Run-Flat ที่ความเร็วต่ำ ซับแรงสะเทือนได้ค่อนข้างดี แต่ผมเกรงว่าหากผู้ใหญ่มาโดยสารอาจจะมองว่ามันแข็งไปเล็กน้อย การตอบสนองที่ความเร็วเดินทางทำออกมาได้ดีมากๆ ผมชอบเลยดีกว่าครับ ไม่คิดว่า Mercedes จะทำช่วงล่างออกมาได้ดีขนาดนี้ มันทำให้นึกถึงการตอบสนองของ Benz ในยุค Over-Engineering มากๆ มีช่วงได้ลองกดไปจนถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีลมตีค่อนข้างแรงก็ยังนิ่งดีมากๆ ทำดีแล้วจุดนี้ไม่ต้องแก้ ส่วนการเข้าโค้งบอกได้เลยว่าค่อนข้างคุมตัวถังได้ดี รถคันค่อนข้างใหญ่แต่สามารถเข้าโค้งดีค่อนข้างคล่องตัวและระบบตัวช่วยต่างๆจัดการอาการได้รวดเร็วและเนียนดีมาก

พวงมาลัยใช้ Rack and Pinion ผ่อนแรงด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าตามยุคสมัย ความเร็วต่ำน้ำหนักไม่เบาและไม่หนืดจนเกิดไป กำลังดี ไม่ต้องแก้ อัตราทดดีไม่ยาวจนน่ารำคาญเหมือน Mercedes ยุคเก่า วงเลี้ยวแคบจนน่าตกใจผิดกับขนาดของรถ ความคล่องตัวดีมาก ผู้ใหญ่น่าจะชอบเลยแหละ ขนาดผมที่อายุ 22 ขับก็ยังชอบเลย ส่วนเมื่อใช้ความเร็วเดินทางน้ำหนักหน่วงกลางดี นิ่งใช้ได้ แต่พวงมาลัยตัวนี้การตอบสนองที่ความเร็วสูงผมบอกได้เลยว่ามันเร็ว เร็วจนแอบน่ากลัวนิดๆ แต่ไม่เท่าของ Honda Accord G9 ที่รายนั้นเร็วปายยยย อาจจะต้องปรับตัวกันหน่อยในช่วงแรกๆที่ขับ แต่หลังจากชินแล้วบอกได้เลยครับ สนุกแน่ๆ พวงมาลัยรถมาในแนวรถสปอร์ตซะด้วยซ้ำ ผมถือว่าพวงมาลัยไม่ต้องปรับแก้อะไรแล้ว

ระบบเบรกเป็นดิสเบรคทั้ง 4 ล้อคู่หน้าเจาะช่องระบายความร้อน การหน่วงความเร็วยังคงทำได้ดีตามมาตราฐานของ Mercedes-Benz คือเบรคได้อย่างนุ่มนวล การหน่วงทำได้อย่างเนียนมาก รถหน้าไม่ถิ่มไม่การจัดสมดุลของแรงเบรคทำได้ดีมาก น้ำหนักแป้นเบรกหนักแบบปานกลาง ความ Linear ของแป้นทำได้ดี คุมแป้นได้ง่าย ระยะเหยียบปานกลางไม่ยาวมาก แต่ก็ไม่สั้นจนเกินไป เรียกได้ว่าทำมาจบไม่ต้องแก้ไขอะไร

ระบบความปลอดภัย ด้วยความที่เป้นตัวท๊อปที่สุดของ GLC SUV ออฟชั่นด้านความปลอดภัยนั้นก็เรียกได้ว่าจัดเต็ม ในแบบของ Mercedes-Benz คือเต็มแหละ เต็มแบบครึ่งๆกลางๆ โอเคเรามาอธิบายกันแน่นอนว่าระบบปลอดภัยพื้นฐานของรถยุคนี้นั้นมันก็มีครบ Airbag รอบคันคู่หน้า 2 ตำแหน่ง,ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง,ม่านถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง และถุงลมนิรภัยหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ABS,EBD,ESP,ASR เข็มขัดนิรภัย 3 จุดทั้ง 5 ที่นั่ง ระบบเพิ่มแรงเบรก Adaptive Brake พร้อมระบบ Auto Brake Hold (ทำงานได้โดยเหยียบเบรคลงไปให้ลึกเกือบสุดแล้วจอจะขึ้นคำว่า HOLD แล้วยกเท้าออกได้) และ Hill Start Assist และออฟชั่นแบบ Safety Sense ต่างๆเช่น PRE-SAFE ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ Adaptive Brake Assist ระบบเตือนรถในมุมอับสายตา Blind Spot Assist ระบบควบคุมความเร็วพร้อมระบบรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้า Cruise Control with Active Distance Assist DISTRONIC แต่ยังไม่มีระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist มาให้ นอกนั้นก็จะเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ไม่ค่อยชำนาญการขับรถเช่น กล้องมองภาพรอบคัน ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist ระบบ Mercedes Me Connect ระบบเชื่อมต่อรถยนต์กับโทรศัพท์มือถือรองรับการสั่งการต่างๆ เช่น สั่งให้ติดเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งนัดหมายเพื่อเข้าเช็คระยะก็ทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณเลย และยังมีระบบช่วยเหลือแบบฉุกเฉินในกรณีผู้ขับขี่เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด Emergency Call System โดยปุ่มจะติดตั้งอยู่เหนือกระจกมองหลังบริเวณแผงควมคุมระบบไฟในห้องโดยสาร

Carsideteam Eco Mode

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้นเริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme Diesel
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra
แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วน
เฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาว
ใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การงานง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยก
ในซอยสุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไป 91.7 กิโลเมตร

เติมน้ำมันกลับลงไป เอาแค่หัวจ่ายตัด 5.116 ลิตร

ดังนั้นอัตราสิ้นเปลืองจะได้ออกมาอยู่ที่ 17.92 กิโลเมตรต่อลิตร

 

สรุป Premium Compact SUV ดีครบรอบตัว ถ้าถามหาความแรงกว่านี้ ไป 300e ไม่ก็จบที่ 43 ไปเลย!!!

สำหรับ GLC220d AMG Dynamic คันนี้ถือว่าเป็นรถที่เรากลับชอบมันอย่างงงๆมาก ความสมดุลในด้านต่างๆของรถ มันทำให้เหมือนเป็นอาหารจานที่ไม่ได้มีความเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง แต่มันทำออกมาได้กลมกล่อมในรอบด้าน และเราไม่คาดหวังว่าจะทำให้เราประทับใจได้มากขนาดนี้โดยเฉพาะเรื่องของ Driving Dynamic ที่เราไม่คาดว่าค่ายรถตราดาวทำรถออกมาได้ถูกจริตผมและคนอื่นๆในทีมขนาดนี้ ด้วยราคาและสิ่งที่ให้มานั้นจัดว่ามีความคุ้มค่าที่เรารับได้ อาจจะมีข้อเสียบ้าง แต่มันเป็นข้อเสียที่จะพูดว่าเสียได้ไม่เต็มปาก มันคือข้อเสียที่มีอยู่ใน Mercedes-Benz หลายๆรุ่น หลายๆ Generations จนมันกลายเป็น Character ของตัวรถไปแล้ว GLC-Class เป็นรถ Premium Compact SUV คันนึงที่คุณควรพิจารณามันหากคุณจะเล่นรถกลุ่มนี้ มันเป็นรถที่ Balance ความนุ่มนวลและความเกาะถนนไว้ได้กำลังดี พวงมาลัยที่เซ็ตติ่งออกมาได้ลงตัว เครื่องยนต์ที่แรงสมตัวอาจจะไม่ได้ดีเด่นขนาด XC60 T8 อัตราสิ้นเปลืองที่ดีใช้ได้ หากจะให้สรุปข้อดีข้อเสียเราสรุปมาให้สั้นๆดังนี้

 

ข้อดี

  • Driving Dynamic ที่จูนมาลงตัวทั้งพวงมาลัย ช่วงล่าง เบรก
  • กำลังเครื่องยนต์ที่ดีสมตัวและอัตราสิ้นเปลืองที่ดีเกินคาด
  • ออฟชั่นและราคาที่จัดมาได้อย่างเหมาะสม (เฉพาะ 220d AMG Dynamic)

 

ข้อเสีย

  • ออฟชั่นรุ่น 220d AMG นั้นจัดมาได้ดี แต่ทำไมเวอร์ชั่นรถถ่านอย่าง 300e ดันได้ออฟชั่นบางอย่างที่น้อยกว่า
  • การใช้ชื่อรุ่นย่อยแปลกๆเช่น รุ่น OFFROAD แต่เป็นรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังธรรมดา ไม่ใช่ 4MATIC
  • ระบบเกียร์อัตโนมัติยังต้องการการปรับปรุงสมองกลเกียร์ให้มีการตัดเปลี่ยนเกียร์ให้ฉลาดกว่านี้เวลาขับขี่ในเมือง

หากคุณพร้อมที่จะตกลงปลงใจกับรถคันนี้ ก่อนอื่นเรามาดูถึงคู่แข่งร่วม Class และร่วมสัญชาติของ GLC กันก่อน เอาเฉพาะใน Range ราคาใกล้ๆกันดีกว่าจะได้สะดวกดี คุณผู้อ่านน่าจะเห็นได้ชัดว่ามีเงินในระดับนี้คุณจะได้ SU

 

Audi Q5 45 TFSi Quattro S Line 3.899 ล้านบาท

ค่ายสี่ห่วงภายใต้ VW Group ส่งเข้าประกวด เรื่องความแรงไม่ต้องห่วง นอกจากจะเลื่องชื่อกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Quattro พร้อมเครื่องยนต์​2.0 ลิตร 252 แรงม้า ภายนอกและภายในอาจจะไม่ได้ดูพริ้วไหว้เท่า Mercedes บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ล้ำ แต่ยังมีความแข็งของเส้นสาย หากคุณอยากลองรถขับสี่แท้ๆ One and Only ใน Class นี้ เชิญที่โชว์รูม Audi ใกล้บ้านท่านได้เลย

 

BMW X3 xDrive20d M Sport 3.659 ล้านบาท (BSI Standard Include.)

เพื่อนร่วมชาติ คู่แข่งประจำของ GLC แน่นอนว่าด้วยลักษณะการทำรถของ BMW นั้น X3 จะให้บุคลิกที่สปอร์ตแบบชัดเจนมากกว่า GLC แน่ๆ และด้วยความที่อายุตลาด X3 นั้นเด็กกว่าอาจจะมีของเล่นบางอย่างที่ GLC ไม่มีแย่ความสนใจไปได้บ้าง เรายังไม่สามารถหาคำตอบของ X3 เทียบกับ GLC ได้อย่างเต็มปากเนื่องจากยังไม่ได้มีรถทดสอบ X3 มาให้เราทดสอบกัน ดังนั้นขอแปะโป้งไว้ก่อนละกัน

 

Volvo XC60 T8 Twin Engine R-Design 3.59 ล้านบาท / Inscription 3.79 ล้านบาท

พูดถึง Volvo T8 จะไม่พูดถึงความแรงระดับ Aggressive เรียกพ่อก็ไม่ได้ ด้วยแพ๊คเกจตัวรถที่มีความ ทั้งภายนอกและภายในมีกลิ่นอายความ Scandinavian ขั้นสุดไม่แปลกใจที่จะเห็นรถยนต์ของ Volvo รุ่นนี้บนถนนกันเยอะ รวมไปถึงระบบขับ 4 แบบ Artificial แต่กลับให้ประสิทธิภาพตอนซัดโค้งแรงๆได้อย่างดี XC60 เป็นรถที่มีความใกล้เคียง GLC มากที่สุด ช่วงล่างมีแนวทางการเซ็ตที่คล้ายกันมาก แต่พวงมาลัยและแป้นเบรคของ GLC นั้นทำออกมาได้จบกว่า SUV จากแดนไวกิ้งคันนี้ หากจะเทียบให้ถูกจริงก็ควรจะเป็น GLC300e มากกว่าที่ควรมาชนตรงๆ ดังนั้นเราจะเอาไว้เสริมกันตอนเราได้รับรถทดสอบคันนั้นมา

 

Lexus NX300h Premium 3.55 ล้านบาท/ NX300 Grand Luxury 3.44 ล้านบาท

รถที่มีอายุตลาดออกมาพอๆกับ GLC ให้ความดีงามด้วยการตกแต่งภายในที่เรียกได้ว่าดีคู่และแอบแซง Volvo ไปในบางจุดรวมไปถึงการออกแบบภายนอกที่เรียกได้ว่า สปอร์ตจ้าแบบสุดๆและมันยังเป็นดีไซน์ที่ลงตัวอีกด้วย การขับขี่ต่างๆให้ความรู้สึกแบบรถหนัก หนักแน่น มั่นคง เครื่องยนต์ในรุ่น Hybrid ไม่ต้องกังวลคุณยังสามารถหาอะไหล่ต่างๆได้จาก Toyota Camry Hybrid รุ่น ACV50 และส่วนรุ่นเครื่องยนต์ Turbo ก็ไม่ต้องกังวล มันคือเครื่องยนต์ของ Toyota ดังนั้นมันทนในแบบของ Toyota แน่ๆ

 

ดังนั้นผมว่าหลังจากที่ผมมาเล่าแล้วว่า GLC220d คันนี้ จากการใช้ชีวิตร่วมด้วยตลอด 5 วัน 4 คืนมันได้สร้างความประทับใจให้กับผมและทีมงาน Carsideteam ขนาดไหน แล้วคุณล่ะครับ ลองขับหน่อยดูไหม เผื่อจะได้เข้าใจหลายๆอย่างของรถคันนี้มากขึ้น ผมยังยืนยันเสมอครับว่า สิ่งที่เราเล่าออกไปนั้นยังไม่ได้สามารถอธิบายได้ดีเท่าการที่เราไปขับรถคันนั้นๆจริง หากคุณพร้อมแล้ว เรียนเชิญได้เลยครับที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการใกล้บ้านท่าน

แล้วเราจะเจอกันใหม่อีกรอบในบทความหน้า

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : BellzonaNT
ถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ 15 เมษายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Facebook Comments