สองสามวันก่อนหน้านี้ในที่ทำงานของผมขณะที่เรากำลังนั่งประชุมงานของบริษัทกันอยู่ มีท๊อปปิคนึงที่ผ่านเข้าในวงการประชุมนั้นก็คือเรื่องของภาพจำของแบรนด์นึงว่า เรานึกถึงเค้า เราจะนึกถึงสินค้าตัวไหนเป็นสิ่งแรก…. นั้นแหละครับผมขึ้นรีวิวรถคันนี้ช้านิดหน่อยเพราะรู้สึกว่าการเปิดหัวเรื่องแบบเดิมๆนั้นเริ่มหน้าเบื่อไปหน่อยหรือผมไอเดียตันก็ไม่รู้ 55555 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคุณนึกถึง Mercedes รถรุ่นไหนล่ะครับที่คุณนึกเข้ามาในหัวเป็นรุ่นแรก

ผมเดาว่ามันคงไม่พ้นจาก C E หรือ S ก็เป็นแน่แต่ส่วนใหญ่แล้วคงน่าจะนึกถึงรถรุ่นที่เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะในไทย ที่เรียกได้ว่า ณ ช่วงเวลานึกมันคือรถที่ขายได้ดีที่สุดของ Mercedes-Benz Thailand ใช่ครับ รถรุ่นนั้นก็คือ

“Mercedes-Benz E-Class”

นั้นเอง โดยรถคันนี้คือ Mercedes-Benz E300e AMG Dynamics ค่าตัววางไว้ที่ 3,770,000 บาท มาเริ่มกันเลยดีกว่า

Exterior : ความโค้งมลกำลังดี ลงตัวที่สุดในช่วงงานดีไซน์ของยุค 2015

ภาพรวมของงานออกแบบภายนอกของ E-Class ณ ปัจจุบันยังคงเป็นงานออกแบบที่คงไว้ตั้งแต่การเปิดตัวของ W205 และ W222 ซึ่งคงไว้ซึ่งความ Sleek ของเส้นสายยังดูดีอยู่ดีไซน์ด้านหน้าลงตัวแล้ว เส้นสายด้านข้างรถก็ทำออกมาได้เห็นเป็นเส้นที่ลากผ่านตัวถังจากหน้ารถไปท้ายรถทำให้รถดูมีความยาวและเสริมเรื่องความลื่นไหลของดีไซน์ ส่วนของท้ายรถงานออกแบบที่เรียกได้เลยว่ามุมนี้มันไส้กรอก 3 ขนาด C E S ชัดๆ มันมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ทำให้แยกออกอยู่นะ แต่มันก็ช่างคล้ายกันเหลือเกิน


เนื่องจากเป็นรุ่นท๊อปสุดของ Line-Up E-Class คุณจะได้การตกแต่งแบบ AMG Dynamics มา ซึ่งแน่นอนลุคของมันจะดูเป็นวัยรุ่นมากกว่ารุ่นอื่นๆและเป็นรุ่นที่ผมขอลงความเห็นไว้ว่าลงตัวที่สุด เริ่มกันที่ด้านหน้ากระจังหน้าจะเป็นทรงเดียวกับรุ่น Avantgrade เป็นโลโก้ตราดาวขนาดใหญ่ที่รวม Radar ของระบบ Distronic เข้าไว้แถมด้านบนยังมีกล้องที่เอาไว้ส่องด้านหน้ารถสำหรับระบบกล้องแสดงภาพรอบกันอีกด้วย เส้นโครงเมียมขนาดใหญ่สองเส้นจะโดนลากต่อออกมาจากโลโก้ดาวขนาดยักษ์บนกระจังหน้า ข้างกระจังหน้าแน่นอนก็ต้องเป็นไฟหน้าสิ ไฟหน้าเป็นโคมเดียวแต่มีการออกแบบให้แยกเป็นสองส่วนให้เหมือนกับดีไซน์ของ E-Class W210 เป็นต้นมาที่มีการแยกไฟหน้าเป็นสองส่วน โคมไฟเป็นระบบ MULTIBEAM LED ที่ไม่ใช่โคมกระดิกได้แบบ Volvo แต่มันเป็นการส่องไฟเพิ่มเข้าไปในบริเวณต่างๆ พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติที่ไฟสูงส่องได้ไกลสุด 650 เมตร แน่นอนว่าระบบไฟแบบนี้เราเจอกันมาใน GLC หรือ C Coupe คันก่อนๆที่เรานำมาทำรีวิวกันแล้ว ซึ่งมันก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว ชายกันชนด้านหน้าเป็นทรงของรุ่น AMG โดยเฉพาะ มันทำให้หน้ารถดูเต็มกำลังดี ไม่เยอะเกินไป และกันชนหน้ามีการผังเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้ามาให้ 6 ตำแหน่งซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติซึ่งหลังๆมาเรียกได้ว่ามีระบบนี้มาให้ในรถเกือบทุกรุ่นย่อยของ Mercedes เลยทีเดียว


ด้านข้างเอาจริงมันมีส่วนที่เหมือนการเอา C-Class W205 มาขยายให้ใหญ่ขึ้นอยู่ลักษณะต่างๆมีความคล้ายกันค่อนข้างสูง(แน่นอนสิครับรถยี่ห้อเดียวกันจะไปออกแบบให้เหมือน 5 Series ก็แปลกแล้ว) แต่ แต่ แต่…ทรงมันจะสวยกว่ากันมากครับ ด้วยรูปร่างของ Proportion ที่ลงตัวกว่า C-Class กลายเป็นว่า E-Class ทำระยะความยาวของหน้ารถและท้ายรถมาจบเลย แถมเส้นสันข้างของรถลากออกมาได้สวยจบไม่ต้องแก้เลย มองมันมา 5 ปีด้านข้างของรถนี่แหละครับเป้นส่วนที่ชวนมองที่สุดของ E-Class ล้ออัลลอยที่ได้ก็ยังเป็นลายของ AMG เช่นเดียวกันเป็นล้อ 5 ก้านที่ดีไซน์ออกมาลงตัวเข้ากับรถมาก รัดมาด้วยยางเจ้าปัญหา Michelin Primacy 3 ZP ที่เกิดมาเพื่อ Slip รอยต่อถนนเก่งเหลือเกิน โดยยางหน้านั้นจะได้ด้านหน้าขนาด 245/40 R19 ด้านหลังอัพขนาดนิดหน่อยเป็น 275/35 R19 แน่นอนครับรถแรงบิดแตะ 700 นิวตันเมตรแถมลงแค่ล้อหลังยางหลังก็ต้องรองรับแรงบิดมหาศาลขนาดนั้นให้ได้

ท้ายรถลดทอนความเยอะลงจากรุ่นที่แล้ว(แต่ในรุ่น Facelift ที่กำลังจะมากนั้นเลอะเทอะไปยิ่งกว่านี้) ไฟท้ายแบบ  Full LED ดีไซน์โคมคล้าย C-Class มาขายออกแล้วแปะออกไฟ ไฟท้ายมี LED Light Guiding เป็นเส้น LED 2 เส้นขนาดใหญ่ มีเกล็ดๆเป็นดีเทลเล็กๆ ฝาท้ายที่เปิด-ปิดได้ด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบเตะเปิดฝาท้าย การดีดขึ้นของฝาท้ายก็ยังชวนฟาดหน้าคุณเช่นเดิม แต่จังหวะปิดก็เหมือนจะปิดกลับแรงใช่ย่อย ความจุฝาท้ายลดลงเหลือ 400 ลิตรจากการกินพื้นที่การแบกแบตเตอรี่เอาไว้ท้ายรถ

Interior : แรดเกินหน้า แต่นั่งจริงนั้นอีกเรื่องนึง

เปิดประตูเข้ามา เราโชคดีที่ได้รถสีขาวมาก จึงได้เบาะนั่งที่เป็นสีน้ำตาล Saddle Brown พร้อมเบาะหนังแบบ Nappa มา Trip ตกแต่งด้วยลายคล้ายๆคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาดำ ภายในห้องโดยสารยังสามารถปรับความแรดเพิ่มลดได้ตาม Ambient Light ที่ปรับได้ทั้งเลือกสีเอง หรือตามโปรแกรมของรถที่จะมีการตั้งโปรไฟล์ของแสงให้สลับเปลี่ยนไปมาด้วย เรียกได้ว่าการสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องโดยสารนั้น ในรถกลุ่มเดียวกันนั้น E-Class นั้นยืน 1 นำหน้าชาวบ้านไปแล้ว

แต่….ปัญหาของ E-Class รุ่นนี้ก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆแถมยังมีเรื่องที่ทำผลงานได้แย่ลงด้วย นั้นก็คือการนั่งโดยสาร การโดยสารบนเบาะคู่หน้านั้น การพิงหลังบนหนังพิงทำได้ดี รองรับช่วงไหล่ได้ดี ช่วงหลังก็สามารถปรับดันหลังได้ตามต้อง ปีกเบาะข้างไม่ดันเกินไป เบาะรองนั่งก็ปรับความยาวได้ตามช่วงขาของผู้ขับขี่ ภาพรวมทำได้ดีครับในแง่ของการรองรับสรีระ แต่ปัญหาคือ หนัง Nappa ไม่ใช่เรื่องของสัมผัสหนังมันไม่ดีนะครับ ด้วยธรรมชาติแล้ว หนัง Nappa ค่อนข้างจะลื่นกว่าหนังแบบ Artico ดังนั้นเวลานั่งขับนานๆ อาจจะมีบ้างที่ทำไมรู้สึกว่า เบาะมันไหลๆจังว่ะ อันนี้เป็นปกติครับผมพึ่งลงจาก 7 Series G12 มา เบาะมันก็มีแอบไหลเหมือน W213 นี่แหละดังนั้นบอกไว้ก่อนนะครับ ถ้าคุณผู้อ่านจะซื้อรุ่นที่เป็นเบาะ Nappa ก็ต้องเข้าใจจุดนี้นิดนึง

ส่วนเบาะหลัง แย่กว่ารุ่นที่แล้วแบบชัดเจนครับ เบาะรองนั่งสั้นลงกว่ารุ่นที่แล้ว อีกทั้งพนังพิงหลังยังเหมือนยังรองหลังแบบแปลกๆ ไม่ได้รองหลังแบบเต็มๆแผ่นหลัง แต่พนังรองศรีษะทำได้ดี แน่นและนุ่มกำลังดีเลย ภาพรวมหากถามว่านั่งได้ไหม นั่งได้สบายดี แต่มันทำผลงานได้แย่ลงกว่ารุ่นที่แล้ว อีกทั้งรถร่วมค่ายที่น่าจะนั่งไม่สบายอย่าง CLS300d คันที่มีรีวิวขึ้นต่อจากคันนี้ยังนั่งสบายกว่าเลยครับท่านนน ดังนั้นเบาะหลังของรถ E-Class รุ่นนี้กลับเป็นจุดอ่อนของภายในเลย แต่ก็ต้องมาดูกันครับว่าในตัวของ Facelift จะมีการปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่อุปกรณ์ที่เบาะหลังก็มีมาให้ครบๆเลย แอร์ปรับอุณหภูมิสำหรับเบาะแถวหลัง ช่องแอร์ที่เสา B-Pillar ก็ยังมีมาให้ ม่านกระจกประตูคู่หลังมีมาให้ รวมไปถึงม่านไฟฟ้าบนกระจกบังลมหลังรถ

กลับมาเบาะที่นั่งคนขับ Ergonomic ยังคงความบรรลัยในแบบ Mercedes ครับ การวางตำแหน่งอุปกรณ์บางชิ้นยังงงๆอยู่ เช่นไฟฉุกเฉิน ส่วนเบาะนั่งก็ยังคงเยื่องๆกับมาตรวัดเหมือนเดิม หัวหมูเกียร์เบียดขาซ้ายค่อนข้างเยอะขึ้นมาจากพวก C-Class เบาะนั่งปรับได้จากแผงประตูเช่นเคย Memory Seat 3 ตำแหน่งพร้อมระบบ Heater เบาะและปรับเบาะคนนั่งได้จากฝั่งคนขับในกรณีที่คนนั่งทำอะไรน่าหมั่นไส้ได้

อุปกรณ์ต่างๆในรถ แดชบอร์ดของรถได้จอ Command ไซต์ยักษ์จำนวนสองจอ อันนึงเป็นมาตรวัดความเร็วให้คนขับดูเช่นเคย ส่วนอีกอันเป็นระบบ Infortainment ของรถ ซึ่งยังเป็น Command Audio 20 รุ่นเก่าอยู่มิใช่ MBUX ซึ่งอันนั้นจะมาในรุ่นของ Facelift โอเคมันเก่ากว่ารุ่นอื่นๆจริง แต่สิที่เด็ดดวงที่สุดของรถคือเครื่องครับ เครื่องเสียง Burmester เป็นเครื่องเสียงติดรถที่ดีมากๆๆๆๆ คืออาจจะไม่ได้ฟินเท่า Bowers & Wilkins ของ Volvo นะ แต่มันเล่นเพลงได้หลากหลายกว่า B&W ครับ เพลงบางเพลงที่เบสเยอะๆ แน่นๆ เปิดใน B&W แล้วไม่สุด แต่ใน Burmester กลับฟังได้ดีกว่า แต่ B&W จะเล่นเครื่องสายได้ดีกว่า Burmester ภาพรวมผมจัดให้มันดีงามมากๆแล้ว ณ ตอนนี้ ส่วนการควบคุมจอก็คุมจาก Controller แบบเก่าที่คอนโซลกลางเหมือนเดิม ถัดลงมาจากจอก็ช่องแอร์ทรง Retro จำนวน 4 ช่อง ลงมาอีกก็เป็นปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ 3 โซนแบบ Thermomatic ส่วนคอนโซลกลางนอกจากจะมีช่องวางแก้วที่ซ่อนได้ดูดี รอบๆตัว Controller ของจอก็ยังมีปุ่มเปิดปิดระบบต่างๆของรถ ปรับระบบการขับขี่ทั้งการตอบสนองรถ และระบบ Hybrid อยู่ด้วย

Performance : เครื่องสหกรณ์บล๊อกใหม่ โยน Airmatic ทิ้ง นอกนั้นเหมือนเดิม!!!

MY ล่าสุดของ E-Class นอกจากมีการรีรหัสพร้อมปรับเครื่องยนต์มอร์เตอร์ไฟฟ้าเซ็ตใหม่ ที่ปรับปรุงปัญหาให้น้อยลงจากตัว 350e ในตำนาน(ของการสร้างปัญญา) ยังมีการเอาโช๊คถุงลม Airmatic ทิ้งไปด้วยเพราะปัญหาเริ่มเยอะเมื่อเจอกับถนนดีๆของประเทศไทย(ประชด) แล้วแทนทีด้วยช่วงล่างแบบ Comfort แบบลดความสูง โอเคมาเริ่มกันก่อนที่เครื่องยนต์

สำหรับเครื่องยนต์ของ  E300e ยกมาจาก C300e อะแหละ ยังคงใช้บริการเครื่องยนต์รหัส M274 เบนซิน 4 สูบเรียง 16 วาล์วความจุ 1,991 CC หรือภาษาทางการตลาดคือ 2,000 CC พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ
และอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิด 350 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,200-1,400 รอบ/นาที พ่วงมาพร้อมกันด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง
สูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร หรือ E-Machine ติดตั้งอยู่ตรงหัวหมูเกียร์
ให้กำลังรวม 320 แรงม้า แรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร โดยมีโหมดไฟฟ้า และสามารถชาร์จแบตเตอร์รี่
โดยการเสียบปลั๊กชาร์จ ทั้งสายชาร์จที่ติดมากับรถ หรือสามารถซื้อ Wallbox สำหรับชาร์จแบตเตอร์ก็ได้ทั้งคู่ จับคู่กับเกียร์ 9G-Tronic แบบเดินหน้า 9 จังหวะ

แบตเตอรี่ระบบ HYBRID นั้นเป็น Cell Litium-Ion แบบใหม่ที่ปรับปรุงจากรุ่น 350e ทั้งหลาย ความจุนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 13.5 kWh วิ่งได้ไฟฟ้าเนียนๆ ได้เฉียดๆ 50 กิโลเมตรเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่วิ่งได้ด้วยไฟฟ้านั้นอยู่ที่ประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จได้เร็วที่สุดที่ไฟกำลัง 7.4 kW ระยะเวลาที่ใช้ชาร์จจากแบตเกลี้ยงไปยังแบตเต็มได้นั้น ทำได้ในเวลาที่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

สำหรับระบบ Hybrid ใน Mercedes-Benz จะมีอุปกรณ์บางอย่างหายไป ไม่เหมือนรถยนต์เครื่องยนต์ปกติ
มีอย่าง Alternator หรือไดชาร์จ และ Starter Motor หรือไดสตาร์ท แต่จะถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Starter Alternator ซึ่งจะทำหน้าที่ทั้งติดเครื่องยนต์หากต้องการกำลังจากเครื่องยนต์ และเป็นอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอร์รี่ Hybrid และทำการชาร์จแบตเตอร์รี่ 12 V เพื่อเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์โดยมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า DC/DC Converter ที่จะทำการแปลงกระแส Hi-Voltage จากแบตเตอร์รี่ Hybrid มาเป็นไฟฟ้า 12V เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอร์รี่ 12 V ในการใช้เลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์ครับ

ดังนั้นหากใช้ขุมพลังที่ว่ามานี้นั้นอัตราเร่งนั้นก็จะออกมาเป็นแบบนี้

อัตราเร่งคงไม่ต้องสืบนะครับว่าแรงสะใจ สาแก่ใจแค่ไหน ตัวเลย 320 ม้าจริงแต่วิ่งจริงนั้นดีดกว่า PHEV จากเจ้าอื่นๆทั้ง BMW eDrive และ Volvo T8 อัตราเร่งช่วงปลาย Benz ทำได้ดีกว่าทั้งสองเจ้าหมด ส่วนความแรงนั้นออกตัวคงไม่ Grip เท่า Volvo ที่เค้ามีมอเตอร์ไฟฟ้าขับที่ล้อหลังเลยกระจายแรงบิดได้ดีกว่า ทำให้รู้สึกเทคออฟไปข้างหน้าได้เร็วกว่า แต่ ของ BMW และ Benz ด้วยความที่ขับหลังล้วนช่วงออกตัวเลยดีดออกได้ไม่เร็วเท่า Volvo แต่ช่วงไต่ความเร็วหลัง 100 ไปนี่แหละเค้าจะมาเต็มๆ

พวงมาลัยเป็นแบบแร๊คไฟฟ้าตามยุคสมัยแล้วโดยจะมีชื่อเรียกว่า Direct-Steering system
with speed-dependent servo – assistance and variable steering พวงมาลัยไฟฟ้าโง่ๆนี่แหละครับ การตอบสนองนั้นทำได้ดีเลย อัตราทดไว แต่ไม่ไวบ้าบอคอแตก กำลังดี น้ำหนังหน่วงมือและ On-Center Feeling ดีที่ทุกย่านความเร็ว ให้ความมั่นใจได้ดี การคุมพวงมาลัยแบบต่อเนื่อง เข้าโค้งเยอะแบบต่อเนื่องทั้งในกรณีฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉินคุมได้ดั่งใจต้องการ ส่วนนึงต้องยกนิ้วให้กับระบบ ESP ด้วยที่จับได้รวดเร็วช่วยให้การคุมรถทั้งคันนั้น ผู้ขับขี่จัดการกับอาการได้อย่างง่ายได้

ช่วงล่างอิสระทั้ง 4 ล้อใช้ Setting โช๊คอัพแบบ Comfort ลดความสูงการตอบสนองที่ความเร็วต่ำนั้น ซับแรงสะเทือนได้ดี แต่มีอาการตึงๆจากการใช้ล้อ 19 นิ้วรัดยาง Runflat Michelin Primacy 3 ZP Runflat ยางที่ถูกสาปส่งในแง่ก็ของลื่นได้ทุกรอยต่อทางด่วน คือวิ่งพื้นแห้งพี่แก่ยังลื่นได้อะครับ แน่นับว่าถ้าตีนผีจริงหา P Zero ใส่เลยดีกว่าจบๆ ส่วนเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงนั้นตัวรถยังคงความนิ่งไว้ในได้ระดับนึง แม้แต่การยัดโค้งแรงๆช่วงเอาอยู่ไหม เอาอยู่ แต่ปัญหาคือ Body Control การแกว่งข้างนั้นไม่จบ ยังคุมตัวถังได้ไม่ดีขณะเข้าโค้ง การเข้าโค้งต่างๆ รถนั้นเอาอยู่ด้วยช่วงล่าง แต่อาการที่มันแสดงออกมานั้นทำให้เราไม่มั่นใจเสียเท่าไหร่นัก การจั๊มรอยต่อสะพาน มีการเด้งสองจังหวะ ไม่จบภายในครั้งเดียว ซึ่งช่วงล่างก็ยังเป็นจุดที่ต้องปรับปรุงใหญ่ๆของ E-Class ตัวปัจจุบันนี้ ถ้าเอาไว้วิ่ง Crusing ให้ VP หรือแม่ยายนั่งนั้นใช้ได้ แต่ถ้า VP เกิดตีนผีขึ้นมาขับเองเกรงว่าอาจจะต้องเปลี่ยนไปหาคู่แข่งแทน

แป้นเบรคยังคงความเป็น Mercedes นะครับ คือรถไม่ว่าเซ็ตไม่ลงตัวแค่ไหน เบรคดีไว้ก่อน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แป้นเบรคคือ ดูดเท้ากำลังดี น้ำหนักกลางๆ ไม่หนัก ไม่เบา ให้ความมั่นใจได้ตอนกดว่าเอาอยู่ ผ้าเบรคเฟตยาก เซ็ตมาดีดแล้ว เอาอยู่ทั้งขับแบบคนทั่วไปหรือขับแบบไม่ปกติก็ตาม

อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยจัดเต็มมาตราฐานตัวท๊อป AMG Dynamic ทั้งกล้องรอบคัน 360 องศา, Adaptive Curise Control,Pre-Safe system , ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนรถในมุมอับ Bilnd Spot Assist ส่วนอุปกรณ์ปลอดภัยมาตราฐาน ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัววอัตโนมัติ ESP ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC ถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง อุปกรณ์ความปลอดภัยก็ยังถือว่ามีครบตามสิ่งที่ควรมี รวมถึงยังมีระบบความปลอดภัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้อีกหลายอย่างเช่น ระบบเตือนแรงดันลมยาง Tire Pressure Loss Warning System ระบบช่วยเตือนเมื่อเกิดอาการเมื่อยล้า (ATTENTION ASSIST) Mercedes Me Connect ที่สามารถช่วยให้คุณสามารถตรวจเช็คค่าสถานะต่างๆ รวมถึงนัดหมายเข้ารับบริการกับ Dealer

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของ E300e ยังคงมาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.6  กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 3.16 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 28.61 กม./ลิตร<<

New Record of The Year ประหยัดชิบหายยยยยยยยยยยยยย ยืนหนึ่งแห่งปีนี้ไปเลยครับท่านนนน

ด้วยการวาง Route ใหม่ของเรานั้นจะช่วยให้ตัวเลขของพวกรถถ่านต่างๆนั้นใกล้เคียงความจริงกันมากขึ้น เพราะช่วงการวิ่งด้วยไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นมาในระดับนึง ส่วนการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนนั้นทำได้ประมาณ 40 กิโลเมตร และหลังจากเราทำอัตราสิ้นเปลืองรถคันนี้แล้ว รถถ่านคันต่อมาอย่าง Volvo XC60 Polestar ก็ทำตัวเลขได้ใกล้เคียงกัน คือเห็นตัวเลขที่ควรจะเห็นมากขึ้นจากเส้นทางเก่าๆที่เราเคยทดสอบกัน ส่วนการวิ่งในสถานการณ์อาจจะมีการลดลงไปตามฝีเท้าของผู้ขับขี่

Conclusion 
: Saloon แรงจัด ประหยัดยืนหนึ่ง แต่บางอย่างที่เป็น E-Class กลับหายไป

E-Class W213 กำลังมีรุ่น Facelift ที่เปิดตัวไปแล้วและคาดการว่าตัวใหม่นั้นจะเข้ามาในประมาณปีหน้า รุ่นปัจจุบันของ E-Class ยังคงความเป็น E-Class ไว้ได้ในหลายๆด้าน มีด้านที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน E-Class รุ่นนี้ก็เสียสิ่งที่มันควรจะเป็นไป เช่นเรื่องของการนั่งโดยสารที่ทำผลงานไม่ได้น่าประทับใจเสียเท่าไหร่

ข้อดี

  1. กำลังเครื่องและอัตราสิ้นเปลืองที่โดดเด่น ต้องยอมรับกันจริงๆว่า ถึงแม้ระบบ PHEV ของ Mercedes มักจะไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึง แต่การทำผลงานต่างๆของมันนั้น ทำออกมาได้ดีกว่าของหลายๆยี่ห้อ ทั้งในด้านของอัตราเร่งไล่ชาวบ้านได้อย่างน่ากลัว แม้จะไล่ 43 ร่วมค่ายเองก็ยังทำได้ ร่วมไปถึงอัตราสื้นเปลืองที่โดดเด่นกว่า PHEV ร่วมสัญชาติยุโรปเล็กน้อย
  2. งานออกแบบ(ตัวปัจจุบัน)ที่ทำออกมาได้สวย ลงตัว มีอารยะ ภายนอกคงความเป็น E-Class แต่มีความร่วมสมัยในภายใน โดยเฉพาะเบาะสี Saddle Brown ที่สีสวยมาก บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ Benz ทำออกมาได้เด่นกว่าชาวบ้าน ซึ่งจะเป็นคนละแนวกับ Volvo ซึ่งเจ้านั้นเค้าจะเน้นความ Minimal และ Cozy แต่ Mercedes นั้นจะเน้นความ Fuzzy และ Cozy แต่มันลงตัว และได้บรรยากาศไปอีกแบบ
  3. เครื่องเสียง Burmester ดีความดีงามของห้องโดยสาร การเซ็ตเครื่องเสียงที่เน้นมาในแนวทางที่ Overall มากกว่า Volvo นั้นทำให้การฟังเพลงที่หลากหลายของผู้โดยสารหรือคนขับนั้นไปได้สุดกว่า เป็นจุดที่สร้างความสุนทรีได้มากเลยทีเดียวในการโดยสารรถคันนี้

ข้อเสีย

  1. ช่วงล่างที่ด่าเช้าด่าเย็นแล้ว ก็ยังหาจุดที่ลงตัวไม่ได้ ต้องยอมรับนะครับว่า E-Class นั้นถ้าไม่ใช่ W124 หรือตัว 63 AMG ก็ไม่เคยมีคันไหนที่ทำช่วงล่างมาได้จบซักคัน 300e คันนี้ก็เช่นกัน การเอาโช๊คอัพถุงลม Airmatic ออกไปนั้นแล้วยัดโช๊คอัพเซ็ตเดิมที่เคยมีใน E220d AMG เข้าไป มันกลับไปสู่ลูปเดิมคือ รถคุมการแกว่งของตัวถังได้ไม่ดี แถมเจอยางติดรถที่ลื่นบรรลัยอย่าง Primacy 3 ZP อีก อย่างไรก็ตามถือเป็นข้อติฝากทางทีม Mercedes-Benz Thailand กลับไปเป็นข้อแก้ที่สามารถแก้ได้ทันในรุ่น Facelift ด้วยแล้วกันครับ
  2. ปัญหาของระบบ PHEV ในรุ่น 300e อย่างไรก็ตามปัญหาใน 300e นั้นไม่ได้ร้ายแรงเท่าและมีจำนวนน้อยลงกว่ากันคนละเรื่องเมื่อเทียบกับ 350e ที่อันนั้นนอกจากระบบ Hybrid แล้วคุณยังแทรบจะทรุดตามถุงลมระบบ Airmatic ที่ทำรถทรุดไปด้วยในตอนเช้าเวลาคุณลงมาเจอรถ แม้ทุกวันนี้ทาง Mercedes จะมี Solution และการแก้ปัญหาต่างๆที่ค่อนข้างทำได้รวดเร็วแล้ว แต่ถูกจุดไหมก็อีกเรื่องนึง และที่สำคัญที่สุดคือหากคุณยืนยันที่จะขายโปรดักซ์แบบ 300e/560e การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตยังเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป
  3. เบาะหลังที่ควรนั่งสบายกว่านี้ เป็นเรื่องแปลกมากในเรื่องของการโดยสารของ E-Class W213 ที่เบาะหลังนั้นนั่งสบายน้อยกว่ารุ่น W212 ที่ตกรุ่นไปอีกทั้งยังแพ้แฝดผู้พี่ในเวอร์ชั่น Coupe อย่าง CLS ที่รถกระจกภายในนั้นตีบตันกว่าแต่นั่งสบายกว่ากันคนละเรื่อง ยังไงก็ฝากเป็น Feedback กลับไปให้ทางเยอรมันปรับแก้ดู ไม่แน่รุ่น Facelift ที่กำลังจะเข้ามานั้นอาจจะได้รับการปรับปรุงไปแล้ว ไว้ถ้ารถรุ่น Facelift มาเราค่อยทดลองขับกันดูถึงการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง

คันต่อคัน
เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน จะพบว่า

BMW 530e M Sport  ที่กำลังจะ LCI ในอีก 3 วันข้างหน้า

5er รุ่นนี้ต้องยอมรับอย่างนึกว่าเป็น 5 Series ที่พยายามในการปรับตัวเพิ่มความหรูหรามาแย่งส่วนแบ่งจาก E-Class ในระดับนึงเลย การทำรถทุกอย่างนั้นไปในเวย์ที่พร้อมจะสนองคนขับมากกว่า E-Class การโดยสารที่สบายการ E-Class อีกทั้งปัญหาต่างๆก็ไม่เท่า E-Class อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าหากคุณไม่ชอบบรรยากาศที่แสนจะ BMW นั้นคุณอาจจะรู้สึกเฉยกับ 5er แต่ในแง่ของการขับขี่นั้นดีกว่า E-Class แบบไม่ต้องสืบ

Volvo S90 Rechange Inscription

รถเสียบปลั๊กจากสวีเดน ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าวัดกันในแง่ของความปราณีตของการออกแบบภายใน ภายนอกต่างๆแล้วนั้นทั้ง E-Class และ 5er นั้นยังเทียบไม่ติด คงมีเพียง Lexus ES เท่านั้นที่เป็นคู่แข่งที่สมตัว การขับขี่ของ S90 นั้นจะมีความอุ้ยอ้ายกว่าใครเพื่อนในกลุ่ม อาจจะมาจากด้วยน้ำหนักตัวที่หนักกว่าชาวบ้าน แต่อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ T8 ของ Volvo นั้นก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถใช้คำว่า แรงชิบหาย ได้อยู่แล้ว ข้อเสียของมันมีเพียงแค่ทัศนวิสัยภายในที่ดูตีบตันกว่าเพื่อนร่วมคลาสเท่านั้นเอง

Audi A6/A6 Avant

ความเป็นมิตรสุดท้ายที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก ขับขี่ดีแบบไม่ต้องสืบ พวงมาลัยเป๊ะ ช่วงล่างคม แต่ปัญหาเดียวคือ รถดูไม่แพง ไม่ดัดจริตเหมือน Benz ภายในที่หากคุณไปนั่ง E 5er S90 มาแล้วโปรดอย่าได้คาดหวังกับ Interior ของ Audi ล้ำจริง แต่มันไม่ได้ดูมีบรรยากาศร่วมเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นเสียเท่าไหร่

Lexus ES300h

แพงสุดในคลาส แต่ความปราณีตนั้นไม่ใช่ระดับบ้านๆ ดีไซน์แสดงถึงความแตกต่าง ภายในสวย การจัดวางอุปกรณ์และวัสดุต่างๆทำออกมาได้ดี งานประกอบวัสดุต่างๆ แม้จะติ๊ก Option มาไม่เต็ม 100% แต่ก็นับว่าดีงามมากๆแล้ว รถนั้นขับดี ดีแบบดีมากกกกกก ช่วงล่างพวงมาลัยคือจบ แทบไม่ต้องแก้ เพียงแต่เครื่องยนต์ที่เรี่ยวแรงด้อยกว่าชาวบ้านแบบชัดเจน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ ES ก็คือราคาที่คุณสามารถซื้อรุ่นท๊อปของยี่ห้ออื่นแล้วมีเงินเหลือไปซื้อ Mazda 2 อีกคันมาให้ลูกใช้งานเล่นได้

สำหรับ E-Class W213 ในตอนนี้มันกำลังจะมีรุ่น Facelift เปิดตัวอย่างแน่นอนในปี 2021 นี้ โดยสรุปกล่าวคือ. E-Class โฉมนี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นในรอบด้าน แต่ในขณะเดียวกันหลายๆกลับทำได้แย่ลงเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาหลักที่ทำให้ E-Class นั้นโดนลดความนิยมไปเลยก็คือปัญหาของตัวรถในรุ่น Plug-In Hybrid แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านั้น ได้รับการแก้ไขมาเรื่อยๆ หากเทียบ 350e นี่เรียกได้ว่า อยู่ให้ห่างๆ แต่หากเป็น 300e ยังพอที่จะพูดไปได้ว่า ซื้อได้ๆ แต่ชาร์จรถบ่อยๆด้วย (ที่จริงรถเสียบปลั๊กทุกคันมันควรจะชาร์จให้ประจำแหละครับ ปัญหาจะไม่ค่อยเกิด)

และสุดท้ายหากคุณคิดว่า E-Class นั้นยังเป็นรถที่ถูกจริตของคุณอยู่ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ก็เรียนเชิญทดลองขับก่อนซื้อ ย้ำว่าต้องขับก่อนซื้อ ได้ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่าย Mercedes อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : BellzonaNT
เผยแพร่วันที่ : 17 มกราคม 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam