[Carsideteam-LONG] Mercedes-Benz C-Class C 300 e Avantgarde : คุณพ่อลูกอ่อนเคยเฟี้ยว รถซิ่งเครื่องยนต์เพียวๆมีผวา

0
674

มีผู้ชายอยู่คนนึง อายุราว 50 ปีเห็นจะได้ เป็นพี่ที่เคารพท่านนึง สมัยแกวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ แต่งตัวเท่ตามสมัยนิยม ขับรถสปอร์ตไม่ซ้ำรุ่น และก็เข้ามาสู้วงการ Motorsport ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง จนกระทั่งหน้าที่การงานที่โตขึ้นตามวัย
รวมทั้งทุนทรัพย์ในการทำรถแข่งเพื่อสู้ในรุ่นเดียวกันเริ่มแพงขึ้น พี่คนนี้เลยตัดสินเลิกแข่ง และตั้งใจทำงาน จนกระทั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใหญ่ แต่ก็ยังไม่ทิ้งความสนุกในวัยเด็ก ยังคงแต่งรถ และยังเป็น Instructor
สอนในหลักสูตรขับขี่ปลอดภัย จนกระทั่งในวัยที่ใกล้ 50 ก็แต่งงานและมีลูกชายที่น่ารัก 1 คน และชีวิตของพี่คนนี้
ก็เปลี่ยนจากความสนุกในการได้ขับรถในสนามบ้างเป็นครั้งคราว เป็นการได้อยู่กับครอบครัวและเลี้ยงลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลกใบนี้ไม่นานนัก ถึงแม้ว่า การกลับมาเจอกันอีกครั้ง อาจจะดูวัยวุฒิที่โตขึ้น สีผมที่เปลี่ยนไปตามวัย แต่ทักษะการขับรถในสนามนั้น ยังเป๊ะเหมือนตอนที่พี่คนนี้ ยังคงแข่งในสนามไม่เปลี่ยน ซึ่งอาจเป็นสัญชาตญาณประจำตัวไปแล้ว

นี่คงเป็นความรู้สึกที่ผมได้มีโอกาสเจอและได้ใช้ชีวิตอยู่ Mercedes-Benz C300e Avantgarde
รถยนต์ Plug-in Hybrid หน้าตาบ้านๆ ไม่ได้ดูมีพิษสงอะไรน่ากลัวนัก ขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้
แบบดูไม่สะดุดตาเจ้าพนักงานเวลาเจอด่านตรวจ แต่ซ่อนความบ้าระห่ำและพลังที่พร้อมสู้กับรถซิ่ง
บนท้องถนนได้ทันทีในเวลาที่ไม่มีคนในครอบครัวโดยสารด้วยทันทีทันใดถ้าหากมีใครมารังควานเวลาขับขี่เป็นสันติ

ภาพลักษณ์ของ C-Class สมัยผมวัยเด็กตั้งแต่รหัสตัวถัง W201 หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ Baby Benz
เป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จของพนักงานในระดับผู้บริหาร เรียกว่าบูมขนาดไหน ถึงแม้ว่า W201
จะยกเลิกการผลิตในตลาดโลกแล้วแทนที่ด้วย C-Class รหัสตัวถัง W202 แล้วก็ตาม แต่ในประเทศไทย ตัวแทนจำหน่าย ณ ขณะนั้นอย่างธนบุรีประกอบรถยนต์ ยังคงต้องมีการผลิตและจำหน่าย W201 หรือ 190E ต่อเนื่อง
จน Daimler AG ตกใจกับปรากฎการณ์ Mercedes-Benz Fever ในยุคต้น 90 นั่นเอง

จนเวลาผ่านไป C-Class ก็มีทั้งขนาดตัว เทคโนโลยี และราคาที่แพงขึ้นตามสิ่งที่ Mercedes-Benz
พยายามใส่ให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เปลี่ยนไปในทุกวัน และมาในวันนี้ คุณพ่อลูกอ่อนอย่าง
W205 ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน ก็ยังคงทำหน้าที่รับใช้ครอบครัวหลายครัวที่เคยใช้ Mercedes-Benz
และต้อนรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ค่ายดาวสามแฉกคันแรกอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญ
ในการนำรายได้เข้าสู่ Mercedes-Benz ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ C-Class Family เข้ามาอยู่ใน
ตลาด Premium C-Segment และในวันนี้ ทาง Mercedes-Benz Thailand ก็ได้ให้ความกรุณา
ในการส่งพ่อลูกอ่อนบ้าระห่ำอย่าง C300e Avantgarde ให้กับทาง Carsideteam ได้ทดสอบ
และรีวิวประกอบการตัดสินใจสำหรับท่านผู้อ่าน บ่นมายาวขนาดนี้ รออะไรหละครับ เลื่อนไปอ่านข้างล่างกันได้เลย

รถคันนี้เราได้มาทำการทดสอบคือรุ่น Mercedes-Benz C300e Avantgrade กล่าวย้อนกันไปซักนิดนึง
ประมาณ 10ปีที่แล้ว เดิมทีเมื่อยุคก่อนๆนั้น Avantgrade เคยเป็นรุ่นท๊อปของไลน์อัพรุ่นย่อยส่วนใหญ่ของ
Mercedes-Benz แต่ในปัจจุบันได้รับหน้าที่แทนด้วยรุ่น AMG Dynamics ที่จะมาพร้อมชุดแต่ง AMG
รอบคันและภายในแบบ AMG ดังนั้นแล้วในตอนนี้ Avantgrade จะถูกว่าตลาดเป็นรุ่นพื้นฐานแทน
แล้วจะโดนขั้นกลางด้วยรุ่น Exclusive เป็นรุ่นหรูแต่ใน Model Year ล่าสุดนั้นจะเหลือเพียงแค่รุ่นย่อยดังนี้

– C220d Avantgrade 2,479,000 บาท
– C220d AMG Dynamic 2,990,000 บาท (ไม่ได้ผลิตแล้ว หารถได้ แต่อาจจะหารถยากหน่อย)
– C300e Avantgrade 2,599,000 บาท
– C300e AMG Dynamic 2,990,000 บาท

ขนาดมิติตัวถังของตัวรถ (Avantgrade)
กว้าง 1,810 มิลลิเมตร ยาว 4,686 มิลลิเมตร สูง 1,442 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,840 มิลลิเมตร Ground Clearance 119 มิลลิเมตร

ที่นี้มาดูรถคันที่เราได้มาบ้าง การตกแต่งภายนอกของ Avantgrade นั้นทั้ง 220d และ 300e นั้น
จะเหมือนกันทุกอย่างยกเว้นป้าย EQ Power และป้าย 300e ที่คิ้วฝากระโปรงท้ายเท่านั้น
ธีมในการตกแต่งหลักนั้นจะมาในแนวกึ่งหรู กึ่งสปอร์ต ดูไม่แก่ไปมิหน้ำซ้ำยังมาในแนววัยรุ่นนิดๆ ซะด้วยซ้ำ
ด้านหน้าของตัวรถจะเป็นกระจังหน้าแบบ Sport เป็นดาวใหญ่ฝั่งไปในกระจังหน้าเลย พร้อมคาดเส้น
โครเมียมแบบด้านสองเส้น ด้านบนจะเป็นตราสัญลักษณ์ฝั่งเรียบไปกับพื้นฝากระโปรง ถ้าหากเป็นการ
ตกแต่งในแนว Exclusive จะเป็นตราดาวลอยขึ้นมา (หรือที่ช่างเบนซ์เรียกๆกันว่า ดาวลอย)
ไฟหน้าจะเป็นเพียงแค่แบบ LED HIGH PERFORMANCE พร้อมไฟส่องสว่างขณะขับขี่
ตอนกลางวัน Daytime Running Light แบบ LED โดยที่ไฟหน้านั้นยังไม่เป็นระบบ
ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED (AMG Dynamics ONLY) ที่สามารถเลี้ยวตามองศา
พวงมาลัยหรือมีระบบส่องสว่างขณะเข้าโค้งหรือเลี้ยวเพิ่มมาให้แต่อย่างไรก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
เผลอยังออกจะดีซะด้วยซ้ำ หลายท่านนะครับเคยสงสัยว่าไฟหน้าแบบนี้มันทำงานอย่างไร
จริงแล้วไฟหน้า LED HIGH PERFORMANCE เนี่ย มันก็คือ LED Multireflextor ธรรมดาแหละครับ
เพียงแต่ว่ากำลังของหลอดนั้นค่อนข้างสูงให้ความสว่างที่ดีมากๆ ดีกว่าโคมไฟ Projector LED
ของรถบางยี่ห้อ(ที่นิยมเอาเกล็ดปลามาทำไฟหน้า) ซะด้วยซ้ำดังนั้นไม่ต้องห่วงครับว่าเป็นแค่
LED Multireflextor แล้วจะส่องสว่างได้แบบ Honda ผมยืนยันครับว่าดีกว่าคนละเรื่องเลย

กันชนด้านล่างก็เป็นแบบของ Avantgrade เช่นเดียวกัน จะแบ่งออกเป็น 3 ช่องคล้ายกับ
AMG Dynamics แต่จะเป็นการคาดไลน์ตารางสี่เหลี่ยมธรรมดา ไม่ใช้รังผึ่งแบบ AMG Dynamics
นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้ามาให้ด้วย 6 จุดซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบช่วยนำรถเข้าจอด
Acitve Parking Assist สีภายนอกนั้นมีให้เลือกกันทั้งหมด 4 สีด้วยกันคือ
– สีขาว Polar White 149
– สีดำ Obsidian Black 197
– สีเงิน Iridium Silver 775
– สีเทา Selenite Grey 992

ด้านข้างของตัวรถตกแต่งด้วยกรอบหน้าต่างแบบโครงเมียมกึ่งด้าน กระจกมองพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
พร้อมระบบปรับและพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้า มือจับประตูมีการคาดโครงเมียมตามเส้นสายของมือจำประตู
สันข้างตัวตัวรถคาดผ่านยาวตั้งแต่ไฟหน้าผ่านสันของซุ้มล้อด้านหน้ายาวไปจรดเกือบประตูด้านหลัง
ด้านล่างขายขอบประตูมีการคาดโครงเมียมยาวตั้งแต่ขอบประตูหน้าใกล้ซุ้มล้อไปจบกับขอบประตูคู่หลังเลย
เหนือซุ้มล้อด้านหน้าจะมีสัญลักษณ์ EQ Power แปะอยู่ แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้าที่จะเขียนว่า
PLUG-IN HYBRID ล้อที่ได้จะเป็นลาย 5 ก้านคู่ของ Avantgrade ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง
Michelin Primacy 3 ZP Run-Flat ขนาด 225/45 R18 ในล้อคู่หน้า ส่วนล้อคู่หลังจะเป็น
ขนาด 245/40 R18 ยางแบบเดียวกัน

ด้านหลังรถกันบ้าง ก็จากรุ่นก่อน Facelift ก็จะมีการเปลี่ยนดีไซน์ของชุดไฟท้ายใหม่ให้มีลักษณะ
ตามชื่อรุ่นรถคือมี LED Light Guiding ทรงตัว C พร้อมไฟเลี้ยวและไฟถอยแบบ LED ตกแต่ง
คิ้วโครงเมียบท้ายรถบริเวณเหนือป้ายทะเบียนรถ เหนือป้ายทะเบียนก็จะมีปุ่มเปิดฝาท้ายรถมาพร้อม
ระบบฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบล๊อกฝาท้าบแบบ Independent Boot Locking
แต่ยังไม่มีระบบแตะเปิดฝาท้าย Hands-Free Access ส่วนชายกันชนล่างจะมีการตกแต่งด้วยโครเมียม
ให้รวมไปกับท่อไอเสียของรถเลย ในของ C300e จะได้ท่อคู่แท้ออกสองฝั่งจากโรงงานเลย
ส่วนของ C220d นั้นจะเป็นท่อหลอกมีแผงพลาสติดสีดำปิดไว้ ส่วนท่อจริงนั้นจะโดนปาดให้เรียบไป
เสมอกับชายกันชนด้านล่างแทน ด้านขวาบริเวณใต้ไฟท้ายจะเป็นช่องเสียบชาร์จแบตเตอรี่ที่
สามารถรองรับกำลังไฟได้สูงสุด 7.2 kW จากเดิมที่ รหัส 350e จะรองรับกำลังสูงสุดเพียง 3.6 kW
รวมถึงจะมีระบบเซ็นเซอร์ช่วยกะระยะด้านหลังที่ฝั่งมาให้เรียบเนียนไปกับกันชนท้ายให้เรียบร้อยไปเลย


พื้นที่สัมภาระด้านท้ายมีขนาดเพียง 300 ลิตร แน่นอนว่าต้องเผื่อพื้นที่ให้กับแบตเตอรี่ก็ต้องมี
การกินพื้นที่เข้าไปบาง แต่หากถ้าคุณไม่ได้ขนของจากห้างสรรพสินค้าชนิดที่ว่าช๊อปครั้งเดียว
ได้ยอด VIP ยาวยันปีหน้าก็ถือว่าเพียงพอครับกับการใช้งานแบบขำๆซื้อของใช้จากซุปเปอร์
เข้าบ้านตามชีวิตประจำวันก็ถือว่าได้อยู่แต่ถ้าหากจะไปช๊อปปิ้งที่ IKEA ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่

เข้ามาภายในรถกันบาง C-Class ยังเป็นงานออกแบบในยุคสมัย Tablet แบบเล็กๆแปะคอนโซลคอน Mercedes-Benz อยู่ไม่ใช่ตามแนวทางใหม่ๆแบบที่ก็ยังแปะ Tablet เหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมคือขนาดเท่าบ้านอย่างใน A/E/S-Class แต่อย่างไรมันก็มาในบรรยากาศแบบหรูหราแอบๆ Cozy ด้วยการตกแต่งลายไม้ขนาดใหญ่ตรงคอนโซลกว่าพร้อมระบบไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Light 64 สีปรับกันให้ได้ทุกบรรยากาศกันไปเลยยยยย ด้านบนสุดเป็นจอระบบ Infotainment แบบ MBAUDIO 20 ยังไม่เป็นระบบ COMMAND ONLINE รวมถึงยังไม่ได้รับการอัพเกรดเป็นระบบ MBUX เหมือนกับ A-Class ใหม่ แต่คาดว่าใน MY ถัดๆไปก็น่าจะมีการเพิ่มเข้ามาให้ตามการปรับอุปกรณ์ ถัดลงมาเป็นช่องแอร์ 3 ช่องแบบวงกลม คาดแนวคอนโซลฝั่งคนนั่งด้วยวัสดุผิวสัมผัสอะลูมิเนียม

ถัดลงมาอีกจะเป้นแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกปรับอุณหภูมิได้อิสระ 2 ฝั่งทั้งผู้โดยสารด้านหน้าและผู้ขับขี่ และแน่นอนว่ามันยังจะชอบตัดเอาการระบบหมุนเวียนอากาศภายในออกแล้วเอาอากาศภายนอกที่แสนจะบริสุทธิสุดๆของกรุงเทพมหานครเข้ามาทุกๆ 20 นาทีตามนิสัยของระบบปรับอากาศของรถยนต์ที่ขายในยุโรป ล่างลงมาก็เป็นปุ่มทางลัดเพื่อเข้าเมนูต่างๆของจอกลาง มีประดับด้วยนาฬิกามาเป็นกิมมิคเรื่องเวลาของรถยนต์ Mercedes-Benz ตั้งแต่ไหนแต่ไร และตำแหน่งของไฟฉุกเฉินก็จะอยู่ซ้ายสุดของแผงส่วนนี้ และเป็นตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ซะเท่าไหร่ เพราะใกล้มือมันใกล้จริง แต่มันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่ายเท่าที่ควรจะเป็น

วัสดุด้านบนเป็นแบบบุนุ่มธรรมดายังไม่มีการเดินตะเข็บมาให้ โทนสีภายในนั้นถ้าเป็นรุ่น Avantgrade
จะได้เบาะหนังแท้ผสมหนังสังเคราะห์ที่เรียกกันว่าหนัง ARTICO สีดำเบอร์ 101 เท่านั้น หากเป็นรุ่น
AMG Dynamics จะมีสองสีให้เลือกคือ เบาะหนังแท้สีดำเบอร์ 251 และสีแดง Cranberry เบอร์ 267
(รถสีขาวและรถสีดำเท่านั้น) คอนโซลกลางจะเป็นที่วางแก้วพร้อมฝาปิดที่ถูกออกแบบมาให้กลมกลืน
ไปกับลายไม้ของรถเลย และบริเวณที่รถทั่วไปจะเป็นคันเกียร์ แต่รถของ Mercedes-Benz เกือบทั้งหมด
ยกเว้น AMG จะเป็นชุดแผงควบคุมจอกลางของรถ ซึ่ง C-Class ยังเป็น Touch-Pad พร้อม Controller
หมุนแบเก่าอยู่หากเป็นรุ่นใหม่ๆมันจะกลายเป็น Tound-Pad เรียบๆเพียงอย่างเดียว ด้านขาวของชุดควบคุม
ก็เป็นสวิตปรับโหมดการขับขี่ Dynamics Select ปุ่มปิดระบบเซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน ปุ่มเปิดระบบ
ช่วงถอยจอดอัตโนมัติที่สามารถถอยได้ทั้งแบบที่เป็นจอดขนาดและเข้าซองตามห้างสรรพสินค้า
ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วมันก็ยังไม่ได้ทำงานได้ไวเท่าที่ควรวะเท่าไหร่บางครั้งยังก็มีการตัดการทำงาน
ไปเลยขณะที่กำลังถอยรถอยู่ แต่ความเป๊ะในการจอดนั้นถือว่าทำได้ดีกว่าหลายๆยี่ห้อที่เคยสัมผัสมา


ตำแหน่งนั่งของคนขับนั่ง ลักษณะของเบนซ์พวงมาลัยขวาทั้งหลายก็ยังคงเหลืออยู่ครับ ที่จริงมันคือ
ลักษณะท่านั่งที่คนที่คุ้นเคยกับรถยนต์ Mercedes-Benz จะเจอกันจนชินไปแล้วก็คือ พวงมาลัย
กับหน้าปัดท์จะเยื้องๆกันอยู่ แต่รุ่นนี้เจอน้อยกว่ารถรุ่นเก่าๆเยอะครับ ก้านด้านซ้ายเป็นก้านควบคุม
ที่ปัดน้ำฝนพร้อมระบบควบคุมการปัดแบบอัตโนมัติ ด้านขวาก็จะเป็นก้านเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติตามแบบ
ของ Mercedes-Benz ยุคเกือบใหม่และใหม่ทั้งหลาย อาจจะงงหน่อยหากว่ารถอีกคันในบ้านคุณ
เป็นรถญี่ปุ่น ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังให้ดีในกรณีที่เปลี่ยนรถไปมา หน้าปัดท์ของรุ่น Avantgrade
ยังเป็นมาตราวัดธรรมดาแบบเข็มอยู่ ตรงกลางเป็นจอ MID มาตราฐาน การใช้งานอาจจะยุ่งยากไปบ้าง
แต่ก็สามารถดูข้อมูลได้หลากหลายดี พวงมาลัยหุ้มหลังแบบสามก้าน พร้อมปุ่มควบคุมระบบต่างๆของตัวรถ

ด้านขวาจะเป็นควบคุมระบบจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC และ ระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control
ส่วนด้านซ้ายนั้นจะเป็นปุ่มควบคุมระบบจอกลาง MBAUDIO 20 ซึ่งสองฝั่งนี้จะแยกการทำงานกันชัดเจน
ดังนั้นถ้าจะปรับอะไรกรุณาตั้งไว้ให้เรียบร้อยก่อนขับรถนะครับ หากจะปรับไปตอนขับนั้นบอกเลยว่า
โครตยากกกกกกกก เบาะคู่หน้าของรุ่น Avantgrade นั้นปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางแต่ยังไม่มีระบบ
Memory Seat มาให้ ปรับดันหลังได้ด้วยระบบไฟฟ้า นั่งฟองน้ำแน่นกำลังดี ปีกข้างใช้งานได้จริงตอนเข้าโค้ง
เบาะมีที่รองน่องสามารถปรับยืดเข้าออกได้ด้วยมือตามความต้องการ องศาของเบาะรองนั่งอาจจะปรับไม่ได้เยอะขนาดนั้นอยากให้เพิ่มองศามุมเงยให้ได้มากกว่านี้ ตัวพนังพิงหลังรองรับการพิงได้ดี แอบมีดันๆตรงช่วงเหนือก้นกบหน่อยๆอาจจะก่อให้เกิดอาการเมื่อยได้เมื่อเดินทางไกลหรือนั่งนานๆ

 

เครื่องยนต์ : เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือพลังถ่านที่แรงขึ้น

สำหรับเครื่องยนต์ของ C300e ยังคงใช้บริการเครื่องยนต์รหัส M274 เบนซิน 4 สูบเรียง 16 วาล์ว
ความจุ 1,991 CC หรือภาษาทางการตลาดคือ 2,000 CC พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ
และอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิด 350 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,200-1,400 รอบ/นาที พ่วงมาพร้อมกันด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง
สูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร หรือ E-Machine ติดตั้งอยู่ตรงหัวหมูเกียร์
ให้กำลังรวม 320 แรงม้า แรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร โดยมีโหมดไฟฟ้า และสามารถชาร์จแบตเตอร์รี่
โดยการเสียบปลั๊กชาร์จ ทั้งสายชาร์จที่ติดมากับรถ หรือสามารถซื้อ Wallbox สำหรับชาร์จแบตเตอร์ก็ได้ทั้งคู่

จับคู่กับเกียร์ 9G-Tronic แบบเดินหน้า 9 จังหวะ อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1. 5.354 :1
เกียร์ 2. 3.243 : 1
เกียร์ 3. 2.252 : 1
เกียร์ 4. 1.635 : 1
เกียร์ 5. 1.210 : 1
เกียร์ 6. 1.000 : 1
เกียร์ 7. 0.865 : 1
เกียร์ 8. 0.716 : 1
เกียร์ 9. 0.601 : 1
เกียร์ถอยหลัง 4.798 : 1

สำหรับระบบ Hybrid ใน Mercedes-Benz จะมีอุปกรณ์บางอย่างหายไป ไม่เหมือนรถยนต์เครื่องยนต์ปกติ
มีอย่าง Alternator หรือไดชาร์จ และ Starter Motor หรือไดสตาร์ท แต่จะถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Starter Alternator ซึ่งจะทำหน้าที่ทั้งติดเครื่องยนต์หากต้องการกำลังจากเครื่องยนต์ และเป็นอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอร์รี่ Hybrid และทำการชาร์จแบตเตอร์รี่ 12 V เพื่อเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์โดยมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า DC/DC Converter ที่จะทำการแปลงกระแส Hi-Voltage จากแบตเตอร์รี่ Hybrid มาเป็นไฟฟ้า 12V เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอร์รี่ 12 V ในการใช้เลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์ครับ



สมรรถนะ

เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
โหมด Normal อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียล

ดูจากตัวเลขแล้ว ขออนุญาตใช้คำสุภาพน้อยว่า “แรงติดตีนโคตรๆ” คือเพียงคุณกดคันเร่งลงไป
กำลังเครื่องจะตอบสนองทันที หนักถึงขั้นล้อฟรีทิ้งได้ เพราะแรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่มาจาก
เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าผนวกกัน จึงปล่อยพลังออกมาแบบเปิดแก่นวาร์ป แม้ตัวรถจะมีขนาดยาว
และมีแบตเตอรี่ถ่วงไว้อยู๋ด้านหลัง แต่ไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับรถคันนี้ ส่วนการเร่งแซงโดยรวมทำได้ดี ไว
ไม่มีจังหวะคิดหรือหน่วงให้สัมผัส ยิ่งช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานพร้อมกัน
กำลังเครื่องก็พร้อมพุ่งทะยานตามการกดคันเร่งของเท้าเราได้ พร้อมฉีกหนีกระบะสร้างตัวที่ไล่จี้ตูดคุณ
ได้ชนิดทิ้งห่างจนเหวอรับประทานกันไปเลย

หากจะให้เทียบกับรถ Plug-in Hybrid ทีเราเคยทดสอบ คงจะเทียบได้เพียง Volvo XC90 T8
Twin Engine Plug-in Hybrid ที่พึ่งทดสอบไป เมื่อปลายปีที่ 2019 ต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็น
รถยนต์คนละไซซ์ ฉะนั้นถ้าเทียบแบบชนตรงๆ ก็คงจะทำไม่ได้แต่ถ้าเทียบเรื่องความรู้สึกแล้ว
C300e Avantgrade จะพุ่งแรงกว่า แต่ถ้าเน้นความสุภาพบุพการีไม่ด่าจนหูชาไปหา XC90 โดยพลัน

ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ในโหมดการขับขี่ทั่วไปทำงานได้ลื่นไหล เนียน ต่อเกียร์ดีมาก
ด้านโหมดบวกลบ ที่สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้บนพวงมาลัย ทำงานได้ฉับไว ต่อเกียร์ได้อย่างต่อเนื่อง
ให้อารมณ์เหมือนขับเกียร์ธรรมดาได้ในระดับนึง

พวงมาลัยเป็นแบบแร๊คไฟฟ้าตามยุคสมัยแล้วโดยจะมีชื่อเรียกว่า Direct-Steering system
with speed-dependent servo – assistance and variable steering ซึ่งก็ตรงตัว
แปรผันตามความเร็วนั้นเอง การสนองนั้นในช่วงระยะแรกของการหมุนอาจจะดูเหมือนพวกมาลัย
ทดมายาวๆแต่พอหักมากขึ้นกลับรู้สึกได้เลยว่าไวและทดจัดมาพอสมควร รวมถึงการกลับรถ
ในซอยแคบสามารถทำได้ดีมาก วงเลี้ยวแคบ การมุดไปตามถนนและซอยต่างๆทำได้อย่างง่ายได้
รวมถึงทึ่ควมเร็วสูงยังให้น้ำหนักตึงมือและ On-Center Feeling ที่ดีใช้ได้เลย หากจะปรับ
ก็ขอแค่ให้ภาพรวมขออัตราทดให้กระชับมาขึ้นนิดเดียวจริงๆและแค่นั้นเลย

แป้นเบรก เซทได้ดีมาก อาการต้านเท้าน้อยจนแทบไม่รู้สึก ด้านน้ำหนักกดแป้นสัก 20%
ระบบเบรกเริ่มชะลอแล้ว แล้วยิ่งกดลึกลงไป ระบบเบรกจะค่อยๆ ทำงานจนเต็มระบบจริงๆ
จุดนี้เป็นจุดที่น่าชื่นชมสำหรับ C300e Avantgrade รุ่นใหม่มา อย่าปรับนะ แบบนี้ดีแล้ว

ช่วงล่างกันบ้าง C-Class ทั้ง 220d และ 300e นั้นจะใช้ช่วงล่างด้านหน้า
และด้านหลังจะเป็นแบบอิสระ Multi-Link ทั้งคู่ แต่จะมีการ Setting คล้ายเป็นออฟชั่นให้เลือก
และอาจจะมีบ้างว่าของแต่ละรุ่นจะแตกต่างไปบ้างตามสภาพของท้องถนนของแต่ละประเทศ
แต่หลักๆจะมีให้เลือกรวมแล้ว 4 แบบคือ
– Comfort (C220d และ C300e Avantgrade ใช้ Setting นี้)
– Comfort แบบโหลดลงต่ำลง 10 มิลลิเมตร (C300e AMG Dynamics ใช้ Setting นี้)
– Sport Framework (เซ็ตติ่งแบบสปอร์ต โหลดลงจาก Comfort 15 มิลลิเมตร)
– AIRMATIC Suspension (ช่วงล่างถุงลม AIRMATIC ที่เคยใช้ใน C350e ก่อน Facelift นั้นเอง)

ภาพรวมของการตอบสนองช่วงล่างของ C300e avantgrade นั้นจะให้ความนุ่มนวลแบบแน่นๆ
ผสมกับความตึงตังเล็กๆอันเนื่องมาจากยาง Run-Flat และล้อขนาด 18 นิ้ว แต่ก็ยังให้ความสบายที่ดี
อยู่ขณะที่รูดผ่านฝาท่อหรือรอยต่อถนนต่างๆภายในกรุงเทพมหานคร เมื่อเพิ่มระดับความมาที่ความเร็ว
เดินทางช่วงแบบ Comfort ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมครับ ได้กลิ่นอายของช่วงล่างในแนวๆ Crusing
แบบของ Mercedes-Benz ในยุคก่อนๆกลับมาเลยทีเดียว แอบมีจังหวะย้วยเล็กโผล่มาบ้างแต่ช่วง
การยุบตัวของโช๊คอัพนั้นทำมาได้ดีคุมอาการยวบของตัวถังให้ไม่ยุบมากจนย้วยหรือน้อยจนสะเทือนได้ดีมาก

จังหวะที่เจอช่วงถนนเป็นคลื่นตัวรถมาสามารถคุมจังหวะการ Rebound ขึ้นได้ลงได้จบภายในครั้งเดียว
ไม่มีอาการแกว่งใดๆ ช่วงล่างด้านหลังอาจจะแตกต่างกับรุ่น 220d บางเนื่องจากจะมีแบตเตอรี่มากดน้ำหนัก
บริเวณท้ายรถท้ายรถไว้ ส่วนการเข้าโค้งต่างๆนั้น อาการของรถค่อนข้างเป็นกลางดี ถ้าเล็งไลน์การเข้าโค้ง
ให้ถูกจังหวะรถจะนิ่งดีมากภายในโค้ง ต่อให้สาดเข้าแบบเร็วๆหน้าก็ยังจิกโค้งได้ดีต่อเนื่อง ท้ายรถก็จะมีอาการ
ที่จะพยายามไปตามหน้าให้ได้มากที่สุด โดยรวมช่วงล่างของ C-Class นั้นผมถือว่าเป็นช่วงล่างแบบ
Comfort ที่ทำผลงานมาได้ดีสมตัวระดับนึงเลยทีเดียว

อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยของ C-Class นั้นในทุกรุ่นย่อยจะได้ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ
มาเป็นอุปกรณ์มาตราฐาน รวมถึงสามารถเตือนระยะห่างระหว่างรถคันหน้าได้ด้วยในกรณีที่มีความเสี่ยง
ที่จะเกิดการชนได้ ซึ่งมีตั้งแต่แบบพื้นฐานเริ่มจาก ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS พร้อมระบบกระจาย
แรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัววอัตโนมัติ ESP ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC ถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง อุปกรณ์ความปลอดภัยก็ยังถือว่ามีครบตามสิ่งที่ควรมี รวมถึงยังมีระบบความปลอดภัยที่ช่วยอำนวยความสะดวก
ได้อีกหลายอย่างเช่น ระบบเตือนแรงดันลมยาง Tire Pressure Loss Warning System
ระบบช่วยเตือนเมื่อเกิดอาการเมื่อยล้า (ATTENTION ASSIST) Mercedes Me Connect
ที่สามารถช่วยให้คุณสามารถตรวจเช็คค่าสถานะต่างๆ รวมถึงนัดหมายต่างๆกับผู้ให้บริการด้วย
(หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปอ่านที่ http://bit.ly/2GTJNZ4 ) แต่ถ้าหากอยากได้อุปกรณ์
ประเภท Adaptive Cruise Control (Distance Pilot DISTRONIC) ระบบป้องกันก่อนการชน
แบบเต็มรูปแบบ (PRE-SAFE System) และกล้องแสดงภาพรอบคัน 360 องศา
เรียนเชิญได้ที่รุ่น AMG Dynamics

Carsideteam Eco Mode
นับเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid คันที่ 2 ที่เราได้นำมาทดสอบ ดังนั้นอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
จึงเป็นส่วนสำคัญที่เราต้องทดสอบ โดยเราใช้มาตรฐาน Carsideteam เช่นเคย เพื่อให้ผู้บริโภค
สามารถเปรียบเทียบตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละรุ่นได้ชัดเจนขึ้น

ก่อนที่เราจะทดสอบ ผมได้ให้น้องทีมงานชื่อ BellzonaNT. ทำการชาร์จแบตเตอรี่ แล้วเปิดระบบ
Comfort แล้ววิ่งไปเริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme แก็สโซฮอล์ 95
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra
แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วน
เฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาว
ใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การงานง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยก
ในซอยสุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.4 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.85 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18.84 กม./ล.<<

ตัวเลขออกมาถือว่าค่อนข้างสมเหตุสมผล หากคุณชาร์จแบตเตอรี่ 100% รถจะวิ่งด้วยระบบไฟฟ้า
ไกลสุด 50 กม. ถือว่าไกลมากๆ หากเติมน้ำมันเต็มถัง ด้านอัตราสิ้นเปลืองขณะขับขี่เฉลี่ยจะอยู่
ประมาณ 13-15 กม./ล. ทั้งนี้ขึ้นอยู๋กับพฤติกรรมการขับขี่

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: เครื่องแรงเกินหน้าตา แต่มั่นใจกว่านี้หน่อยจบเลย
C300e Avantgrade รถยนต์ Plug-In Hybrid มาพร้อมราคา 2,599,000 บาท
มาพร้อมกับอัตราเร่งความแรงแบบที่เกินหน้าเกินตาตัวรถ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีสมตัว
รวมไปถึงระยะทางที่วิ่งได้ด้วยไฟฟ้าหากคุณใช้งานจากบ้านไปในที่ทำงานหรือในเมืองระยะ
ไม่เกิน 43 กิโลเมตรแทบจะไม่ได้ต้องใช้น้ำมันได้เลย ข้าวของในรถมีมาให้เพียงพอต่อความต้องการ
ถ้าไม่พอก็เพิ่มไป AMG Dynamics ช่วงล่างและพวงมาลัยดีขึ้นจากรุ่นที่แล้ว ยังคงสามารถตอบสนอง
ลูกค้ากลุ่มที่ต้องการความนุ่มนวลได้ดีเช่นเคยรวมถึงยังรองรับการขับ Cruising ได้ดีกว่ารุ่นที่แล้ว

บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่จะหรูก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่มาแนวสปอร์ตก็ไม่เชิง แถมไฟ Ambient Light
ในห้องโดยสารยังทำให้บรรยากาศในรถสามารถเปลี่ยนไปได้หลายแบบ อยากจะอบอุ่น Cozy Cozy ก็ได้
อยากจะให้ดูล้ำๆก็ปรับเป็นสีม่วงสีน้ำเงินก็ทำได้ คือมันเป็นรถที่ผมให้เลยว่านี้คือค่ากลางของตลาดดีกว่า
เพราะด้วยบุคคลิกของตัวรถมันก็ไม่ดูแก่เป็นอาม่าตีผมโป่ง หรือ ดูวัยรุ่นเปรี้ยวเข็ดฟันขนาดนั้น มันคือรถคันกลาง Compact คันที่ทุกคนในบ้านขับได้ ขนาดตัวรถไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนนั่งไม่สบาย การโดยสารได้สบายดีพอสมควร ช่วงล่างเหมาะสำหรับการเดินทางเลยแหละ อีกทั้งมันยังขับไม่ยากขนาดนั้นแถมยังแอบๆคล่องตัวซะด้วยซ้ำ

ข้อดีที่ควรชม
1.ความแรงที่บ้าระห่ำ แรงแบบไม่เกรงใจรถแต่ง
ใครจะไปเชื่อหละครับ ว่ารถหน้าตาสุภาพ ไม่มีชุดแต่งอะไรจากโรงงาน เมื่อน้ำมันเต็มถัง
ไฟแบตเตอร์รี่เต็ม ตอนกดคันเร่งออกตัวจะระห่ำและดุดันขนาดที่เรียกว่ารถแต่งตามท้องถนน
อาจมีเหวอ แบบนี้แหละวิถีพ่อบ้านที่ละความสนุกในการขับรถไม่ได้ นี่คือรถที่เกิดมาเพื่อท่านครับ

2.ไฟหน้าที่โคตรจะสว่าง โดยไม่ต้องง้อไฟสูง
ถึงแม้ว่า C300e Avantgrade จะไม่มีระบบปรับไฟสูงอัตโนมัตในที่มืดก็ตาม แต่ความสว่างนั้น
บอกเลยว่าเหลือๆ และที่สำคัญ ความสว่างนี้ ไม่แยงตาเพื่อนร่วมถนนเลย ของดีๆแบบนี้ เก็บไว้นะครับ
และยี่ห้ออื่นควรเอาเป็นตัวอย่างครับ

3.เบรกที่กดแล้วอยู่ทันตีน แต่นุ่มนวล ไม่หัวทิ่ม
นี่อาจเป็นสิ่งที่ Mercedes-Benz มอบให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ค่ายนี้มาตลอด คือสุนทรียภาพ
ในการขับขี่ และสิ่งหนึ่งที่ดีงามคือ แป้นเบรกที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังคงความนุ่มนวล
ในแบบฉบับของ Mercedes-Benz ทำมาตลอดครับ

ข้อเสียที่ควรพัฒนา
1.การจัดออฟชั่นแบบงงๆของรถรุ่นนี้ ของจำเป็นที่ควรใส่ก็ไม่มีมาให้
ปัจจุบันต้องบอกว่า Apple CarPlay/Andriod Auto เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนใช้รถไปแล้ว
ทางเราก็ได้แต่สงสัยว่า C220d มีมาให้ แต่ 300e ที่แพงกว่ากลับไม่มี ทั้งที่ควรใส่มาให้
เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่ความรู้สึกที่ทางเรามองแล้วว่าแย่กว่าคือ คือการที่สงวน
Smart Entry ไว้ให้แค่รุ่น AMG Dynamic คุณครับรถ Eco Car ทุกวันนี้ยังมีมาให้เลย
ใส่แล้วจะตั้งราคาแพงกว่านี้อีกหน่อย ก็มีคนซื้อครับ ฝากให้เป็นการบ้านกับทาง
Product Planing ของ Mercedes-Benz (Thailand) มา ณ ที่นี้ครับ

2.การใช้งานระบบ Infotainment ที่ยังใช้งานยากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ถึงแม้ว่าจะมี Touchpad และสารพัดปุ่มในการปรับหน้าจอวิทยุ แต่ Interface
และการเข้าถึงการใช้งานก็ยังคงลำบากมาก และต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
นานพอสมควร ก็ได้แต่คาดว่าใน MY ถัดๆไปน่าจะมีการปรับให้เป็น MBUX ใหม่
ก็น่าจะทำให้การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

3. Setting ช่วงล่าง ขอมั่นใจกว่านี้
จริงอยู่ที่การขับขี่ปกติ Setting ที่ปรับมาก็เพียงพอ แต่เวลาใช้ความเร็วสูง
ยังรู้สึกขาดความมั่นใจในการขับขี่หากเป็นไปได้ ทางเราอยากได้ Setting
ช่วงล่างแบบ Sport มาใส่ในรถคันนี้มากกว่า จะเป็นแบบ Comfort
อยากให้ช่วงล่างสามารถรอบรับพลังของรถได้ดีกว่านี้อีกเล็กน้อย ทางเรามอง
ว่าช่วงล่าง Comfort นี้ยังขาดเกินไปหน่อย อีกหน่อยเดียวจริงๆครับ

คันต่อคัน : เมื่อคุณพ่อลูกอ่อนกลับมาเจอเพื่อนร่วมรุ่น 

ในชีวิตคนซึ่งเป็นสัตว์สังคม ก็ต้องมีการกลับมาพบปะเพื่อนในวัยเด็กบ้างตามประสา มาดูกันว่า
เพื่อนร่วมรุ่นของ C300e Avantgrade ราคา 2,599,000 บาท จะมีใครบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า
แต่ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ทางเราจะเปรียบเทียบในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขับขี่
เพราะต้องรอความอนุเคราะห์จากบริษัทรถยนต์ในการยืมรถยนต์ที่กล่าวด้านล่างนี้ เพื่อทำการทดสอบอีกครั้งครับ

1.BMW Series 3 330e Iconic G20  ประกอบในประเทศ (ราคายังไม่ได้เคาะ เพราะรถยนต์ไม่เปิดตัว)
สำหรับ G20 ซึ่งเป็นรถยนต์คู่แข่งตรงรุ่น ถ้า C300e Avantgrade เป็นคุณพ่อลูกอ่อนแอบซึ่ง
330e ก็คงเป็นเพื่อนสนิทของพ่อลูกอ่อนคนนี้ ลูกเริ่มโต มีเวลาออกกำลังกายและทำกิจกรรมรักสุขภาพ
เพราะเส้นสายของ G20 นั้น คม มีความชัดเจนในการออกแบบที่เน้นไปทาง Sport มานานตั้งแต่ตัวถัง E21
แต่มีการปรับห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างกว่ารุ่นเดิมอย่าง F30 แต่ C300e เองก็ยังคงนั่งสบายกว่า
ส่วนการขับขี่ของ Series 3 G20 นั้น ทางเราขอติดไว้ก่อน หากทาง BMW Thailand ปล่อยรถทดสอบให้สื่อเมื่อไร ทางเราไม่รอช้าอย่างแน่นอนครับ

2.Audi A4A4 40 TFSI S line (ราคา 2,699,000 บาท)
เพื่อนติ๋มๆ ดีกรีกรรมการผู้จัดการบริษัทใหญ่ ที่ลุกชายเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆที่มักมาบ่นกับคุณพ่อลูกอ่อนว่า
“เด็กเดี๋ยวค่าเลี้ยงดูแพงนะมึง ขอให้โชคดี”ตัวเลือกที่มีแค่เครื่องยนต์แบบปกติให้เลือกเพียงอย่างเดียว
และคนซื้อ A4 ส่วนใหญ่ จะซื้อ Avant หรือรุ่น Wagon ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง S-Line ซึ่งให้อุปกรณ์ตกแต่ง
งานประกอบจากเยอรมันในราคาที่สมเหตุสมผลมากๆ จึงทำให้รุ่น 4 ประตูนั้น เหมือนมีไว้ให้คนถามหาถึงเฉยๆ
เสียมากกว่าจะเป็นเจ้าของ แต่ถ้าหากชอบรถที่หน้าไม่สะดุดตา และราคากับสิ่งที่ได้สมเหตุสมผล โดยไม่ต้องง้อพลังถ่าน A4 Sedan ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ 

3.Volvo S60 2.0 T8 Momentum (ราคา 2,190,000 บาท)
เพื่อนตัวแสบสายเนี๊ยบ อดีตพระเอกละครที่มีภรรยาเป็นนางแบบคนสวย และลูกชายวัยกำลังโต ที่พลังเหลือล้น
และผันตัวมาเป็นผู้บริหารรายการทีวี สำหรับ S60 สิ่งที่แรกที่เชื่อว่าทุกคนกริ๊ดคือ”ราคา”ครับ รถพ่อบ้านจ่ายกับข้าว
ที่มีกำลัง 407 แรงม้าเหมือน XC90 ที่ทาง Carsideteam ได้มีโอกาสขับ เมื่อ Powertrain แบบเดียวกัน
มาอยู่ในรถที่ขนาดเล็กลงและเตี้ยลงอย่าง S60 ทางเราเองก็เนื้อตัวเต้นมาก เพราะขนาดอยู่ใน XC90 ยังแรงจน Carsideteam ทุกคนลงความเห็นว่า”นี่คือรถที่แรงบ้าระห่ำ”มากเท่าที่พวกเราเคยขับ เร็วๆนี้ ได้ขับเมื่อไร
มาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ

บทส่งท้าย : คุณพ่อลูกอ่อนผู้รักสงบ แต่เวลาใครมารบก็พร้อมสู้
ด้วยความที่ชีวิตของผม เริ่มเห็นคนรอบตัวแต่งงาน มีครอบครัวที่มีคู่รักและลูกที่น่ารักมากขึ้น
หลายๆคนอาจต้องยอมทิ้งความสนุกของตัวเอง เพื่อเสียสละให้อีกหลายชีวิตที่เพิ่มมาอยู่ข้างกาย
และน่าแปลก ที่พวกเขานั้นมีความสุขกับปัจจุบันมากๆ ทั้งที่ถ้ามองในมุมของคนไม่มีครอบครัว
เป็นอะไรที่ดูน่าเบื่อมากบางครั้ง บริษัทรถยนต์เอง ก็อาจยอมทิ้งความเป็นตัวเองไปบ้าง
เพื่อพยายามเอาใจกับความต้องการตลาดที่เปลี่ยนไป แต่ Mercedes-Benz ก็พยามยามรักษา
ตัวตนในฐานะรถยนต์ที่เน้นการขับขี่ที่สบาย และความสุนทรียภาพที่มอบให้กับผู้เป็นเจ้าของ
และผู้ขับขี่มาตลอดเวลา 130 ปีที่ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาตลอด

เครื่องยนต์ในยุคที่เป็น Plug-in Hybrid ที่แรงจนรถแต่งบางคันอาย ทำผลงานได้ดี
แต่ด้วยปัญหาในกลุ่มผู้ใช้ที่มาตั้งแต่ยุค 350e ยังคงมีปัญหาให้ได้ยินกันมา ซึ่งก็ได้แต่
หวังว่า Mercedes-Benz (Thailand) จะมีการแก้ไขปัญหาแบบรวดเร็วฉับพลันกว่า
ที่เป็นอยู่ ถึงแม้ว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจนัก เพราะถ้ายังไม่ดีขึ้น
รถยนต์ที่น่าสนใจอย่าง C300e อาจไปต่อลำบากพอสมควรถึงแม้ว่าจะเริ่มมี Line-Up
AMG มาเพิ่มสีสันในกับคนที่ต้องการความสนุกในการขับขี่ แต่ในรุ่นปกติเอง
Mercedes-Benz เองก็ทำข้อดีบางอย่างหายไป เช่น ความรู้สึกสุนทรียภาพในการขับขี่
เริ่มถูกสงวนไว้ให้เพียงแค่ S-Class ซึ่งเป็น Flag-Ship ของค่ายเพียงเท่านั้น อย่าลืมว่า
คนที่ซื้อ Mercedes-Benz นั้น เป็นกลุ่มคนที่ต้องการการขับขี่ที่เป็น Hi-Speed Crusing
มากกว่าที่จะฉวัดเฉวียนในโค้งยังไม่นับเรื่องที่ Product Planing จัดอุปกรณ์และ Powertrain
เปลี่ยนไปมาจนลูกค้าตามไม่ทัน อยากให้ทาง Mercedes-Benz (Thailand) พินิจพิจารณา
ให้รอบคอบ ทั้งสิ่งที่ลูกค้าควรได้ในราคาที่จ่าย ความทนทานและซ่อมบำรุงได้ง่าย ไม่จุกจิก
เหมือนที่ Audi Thailand ใช้วิธีเลือก Product และจัดรุ่นย่อย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
และความต้องการของลูกค้าคนไทยมากขึ้น ซึ่งกำลังทำอยู่ ณ ตอนนี้ คือสิ่งที่ดีงามมากครับ

บางครั้งบริษัทรถยนต์ต้องเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของลูกค้า และสิทธิทางภาษี
ซึ่งทำให้ราคารถถูกลงและทำให้ราคาของรถยนต์สามารถเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าอะไร
ที่มาแล้วแย่ อย่าเอามา เก็บสิ่งดีๆไว้ให้ลูกค้ามาในราคาที่สมเหตุสมผล แค่นี้ที่ลูกค้าต้องการครับ

เปลี่ยนแปลงในส่วนที่แย่ อะไรที่ดีงามคงไว้ ผมเชื่อว่ามันจะขายได้ในแบบของมัน



ขอขอบคุณ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : Naow27, PunTam, BellzonaNT
ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Facebook Comments