[Carsideteam-LONG] Mercedes-AMG C43 4MATIC Sedan : สุภาพบุรุษสายเนี๊ยบ เฉียบทุกระเบียดนิ้ว

0
243

ในยุคที่รถยุโรป ยังเป็นของที่ห่างไกลตัวผมมาก ผมเองก็ได้แต่มองว่า โอ้ รถรุ่นนั้นสวยนะ รุ่นนั้นสวยนะโดยไม่ได้สนใจหรอกว่า รถคันนั้นมันคือรถรุ่นย่อยไหน แปลกว่าปกติอย่างไร มันก็ดูเหมือนๆกันนั่นแหละ
จนกระทั่งเพื่อนผู้น่ารักของผมสะกิดว่า “เฮ้ย มึงเห็นไหม นั่นไง AMG ตัวแรงของ Mercedes-Benz เลยนะเว้ย”
และภาพติดตาของคนที่ขับรถแบบนี้ คือชายหนุ่มวัยทำงานที่แต่งตัวเนี๊ยบทุกระเบียดนิ้ว และทำงานเก่งกว่าคนในวัยเดียวกันจนสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงระยับแบบนี้ได้ จนกระทั่งผมมาทำเว็ปไซต์รถยนต์จึงได้ทราบว่า AMG นั้น เป็นความศักดิ์สิทธิพิเศษที่ชาว Merc ที่ ภาคภูมิใจในความเป็น One Man One Engine หรือเครื่องยนต์ 1 ตัว จะใช้ช่างผู้ชำนาญการประกอบตั้งแต่เริ่มจนเสร็จเป็นเครื่อง 1 ตัว โดยฝีมือช่าง 1 คนโดยเป็นการประกอบมือที่ถูกใส่ใจและประณีต เสมือนเป็นงานศิลปะ

และนั่นก็ทำให้ราคาของ AMG Spec ราคาแพงโดดจนชาว Merc ได้เพียงแต่มอง แต่กระนั้น AMG Performance ก็ได้เล็งเห็นว่า ถ้าหากสามารถทำรถ AMG Spec ให้มีราคาถูกลงได้ Performance ไม่ต้องสุดกู่แบบตระกูล 45,63,หรือแม้กระทั่งรถสปอร์ตอย่าง AMG GT น่าจะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสยนตรกรรมสมถรรนะสูง ในราคาที่จับต้องได้ Project 43 และ 53 จึงได้ถือกำเนิดขึ้น และแน่นอนทาง Mercedes-Benz Thailand ก็ตอบรับกับการมาของ Project AMG 43 และ 53 อย่างทันที โดยมีรุ่นย่อยดังนี้

43 Family มีสมาชิกดังนี้
1.C43 ทั้งรุ่น Sedan และ Coupe
2.GLC43 Coupe AMG
3.GLE43 Coupe AMG
4.SLC43 AMG (ในตลาดโลกยกเลิกการผลิต SLC เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา)

53 Family มีสมาชิกดังนี้
5.CLS53 AMG (ประกอบในประเทศไทย)
6.E53 ทั้ง Sedan และ Coupe (เป็นรุ่นนำเข้า)
7.GT53 4 Door Coupe (เป็นรุ่นนำเข้า)

และในวันนี้ Mercedes-AMG C43 4Matic Sedan ก็มาอยู่ในมือของทาง Carsideteam เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับรายละเอียดนั้น ถ้าอยากรู้ว่าความเห็นของเรากับ AMG Mass Production ราคาน่ารักคันนี้เป็นอย่างไร เลื่อนลงมาด้านล่างเลย

BellzonaNT : นี่ๆๆๆๆ รู้เปล่า เลข 43 อ่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ AMG เอามาใช้นะ
NAOW27 : ห๊ะ จริงดิ แล้วอะไรยังไง เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร
BellzonaNT : ต้องย้อนไปปี 1997 เลยหละ

หากย้อนกลับไปในปี 1997 ทาง AMG ได้ออก C43 ในรหัสตัวถัง W202 โดยเป็นตัวที่แรงกว่า C36
ใช้เครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.3 ลิตรแบบหายใจเอง กำลังสูงสุด 306 แรงม้า ที่ 5,850 รอบ/นาที
แรงบิด 410 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบ/นาที ความเร็ว 0-100 กม./ชม. ที่ 6.5 วินาที และความเร็วสูงสุด
250 กม./ชม. ถือว่าเป็นรถยนต์ที่เร็ว ในหน้าตารถบ้านๆ ที่ดูไม่มีพิษสงค์อะไร และหลังจากปี 2000
รหัส 43 ก็ไม่เคย จนกระทั่งปี 2018 รหัส C43 ก็กลับมาอีกครั้งในตัวถัง W205 ซึ่งเป็นต้นเรื่องในบทความนี้ครับ

ภายนอก : ดูไม่สะดุดตา แต่พอมีจุดให้รุ่นว่า อย่าได้ไปแหย่เล่น

มิติรถ
กว้าง 1,810 มม.
ยาว 4,699 มม.
ความสูงจากพื้นถึงหลังคา 1,429 มม.
ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 90 มม.
ระยะฐานล้อ 2,840 มม.
ความจุถังน้ำมัน 66 ลิตร

สำหรับสีภายนอกของ C43 Sedan เนื่องจากเป็นรถรุ่นประกอบในประเทศ จะมีเพียง 3 สี
1. สีขาว Polar White (Code 149) (คันที่เรารับมาทดสอบ)
2. สีดำ  Obsidian Black (Code 197)
3. สีเทา Selenite Grey (Code 992)

ด้านหน้า มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ Adaptive Projector ที่สว่างและสามารถปรับองศาของจานฉายได้ตาม
การเลี้ยว และสามารถปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้อัตโนมัตจากรถที่สวนกัน และความสว่างของพื้นที่นั้น
กระจังหน้า AMG Radiator Grill ที่มีโลโก้ AMG เล็กๆอยู่บนด้านซ้ายของตัวรถ โลโก้ดาว 3 แฉก
จะเป็นที่อยู่ของระบบ Distronic ที่ใช้ในควบคุมระบบ Adaptive Cruise Control มีช่องดักลมเล็กๆอยู่
ทั้งสองข้างของกันชนหน้าและลิ้นหน้าสีดำตัดขอบด้วยโครเมี่ยม ดูเรียบง่าย ไม่สะดุดตาสายตาคนทั่วไป

กระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED และฝาครอบแบบ Carbon Fiber ที่ให้ความรู้สึกดุดันเล็กๆ
รวมทั้งกล้องมองข้างที่สามารถแสดงผลที่หน้าจอได้หากต้องการใช้งาน แก้มหน้ามีคำว่า Bi-Turbo
4 Matic เล็กๆติดให้รู้ว่า คิดให้ดีถ้าจะแหย่เล่นกับเสือซุ่มคันนี้

และถ้าหากในวันที่คุณต้องการพาแฟนไปดูดาวยามค่ำคืน พาครอบครัวไปเที่ยวสวนสัตว์เปิดแล้วสามารถให้
อาหารยีราฟได้ หรือในวันที่ต้องการขับรถแบบสันติ ไม่ได้ใช้ถนนเป็นสมรภูมิรบแต่อย่างใด AMG C43 Sedan
ก็มี Panoramic Sunroof แบบไฟฟ้า มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานครับ

ด้านหลัง กันชนท้ายมาพร้อมกับชายล่างที่มี Diffuser และช่องท่อไอเสียออกแบบคู่จริง ไม่ได้หลอกหลวง
ฝาท้ายมีโลโก้ AMG ไฟท้ายเป็นแบบ LED ใหม่ ฝาท้ายมาพร้อมกับ Ducktail Spoiler และแปะตรา
AMG ด้านซ้าย และด้านขวาเป็นเลข C43 ซึ่งความเห็นของผมคือ เหมือนจะสลับด้านกับรถรุ่นปกติ
ที่มีชื่อรุ่นแปะทางด้านซ้ายมาตลอด และแบ่งตรงกลางระหว่างตราและกรอบทะเบียนด้วยแถบโครเมี่ยมยาว

สำหรับการเข้า-ออกรถนั้น มาพร้อมกับระบบ Smart Entry และกุญแจรุ่นใหม่อย่าง DAS4
(Drive Authorization System) โดยใช้วิธีแตะที่ปุ่มเล็กๆบนมือจับประตูเพื่อล็อกรถ
และถ้าหากต้องการปลดล็อก ก็เพียงแค่สอดมือลงไป รถก็ปลดล็อกให้เอง แล้วดึงมือเปิดประตูรถ
และถ้ากรณีแบตเตอร์รี่รีโมทหมด ท่านสามารถชักดอกกุญแจที่รีโมท สอดไปที่รูตรงมือเปิดประตู
แล้วงัดฝาตรงนั้นออกมา และใช้กุญที่งัดฝาครอบ ไขเปิดประตูที่รูกุญแจในฝาครอบได้ครับ

ภายใน : ตกแต่งให้รู้ว่าซิ่ง พร้อมชิ่งหนีทุกงานที่หน้าเบื่อ


สำหรับงานออกแบบภายในของ C43 Sedan ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกับรุ่น Coupe นัก เรียกว่าเหมือนกัน
แทบทุกระเบียดนิ้วก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นคอนโซล ด้ายเบาะ พวงมาลัย แผงข้างประตูและมือจับประตู
การตกแต่งภายใน เน้นการใช้สีดำและตัดด้วยการเดินด้ายสีแดง แต่ในรุ่น Sedan จะมีการใช้ Trim สีเงิน
สลับกับ Carbon Fiber ในส่วนต่างๆ อย่างคอนโซลกลาง ให้ความรู้สึกสปอร์ต สำหรับคนที่ชอบความหรูหรา
และดูโปร่งโล่ง อาจจะไม่ชอบเท่าไรนัก แต่ถ้าชอบความสปอร์ต เรียกว่าสวย ลงตัวครับ



หน้าปัดเป็นแบบ Viturl Cockpit Digital ขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเลือกแสดงผลได้แบบเป็นเข็ม
หรือตัวเลข Digital ได้ ซึ่งเหมือนกันกับ GLC Facelift แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นขึ้น จะมีเมนู AMG
สำหรับใช้งานการจับเวลาต่อรอบในสนาม G-Sensor และสามารถปรับรูปแบบได้ 3 แบบ ดังภาพด้านบน
ขนาดกำลังดี ดูสบายตาและใช้งานง่าย

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านแบบตูดตัด เพื่อหลบช่วงต้นขาสำหรับคนตัวใหญ่ โดยด้านซ้ายจะเป็นการควบคุม
เครื่องเสียงและระบบ Infotainment ในรถทั้งหมด และด้านขวาจะใช้ควบคุมระบบ Cruise Control
และหน้าปัด TFT มาพร้อมกับ Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ขึ้น-ลงด้วยตัวเอง

สำหรับสิ่งที่เป็นจุดด้อยที่ผมและทีมงานทุกคนเมื่อได้ขับคือ ตำแหน่งของพวงมาลัยที่เยื้องไปทางซ้าย
มากกว่ารถปกติ ถ้าหากเอาตำแหน่งเบาะนั่งเป็นศูนย์กลาง นั่งจะรู้สึกได้ทันทีว่า ตำแหน่งของพวงมาลัย
เยื้องไปทางซ้ายอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดกับรถยนต์ของ Mercedes-Benz ที่เราขับเกือบทุกคัน รวมทั้ง
C43 Sedan บางคนอาจมองว่า ไม่มีผลอะไร แต่ครับ การเยื้องของตำแหน่งพวงมาลัยกับเบาะที่เป็นแบบนี้
ทำให้มีผลต่อการมองและกะระยะตัวรถทั้งสองข้าง และปัญหานี้ มักเกิดกับรถที่มีตำแหน่งพวงมาลัยอยู่ด้านขวา
เช่นประเทศไทย อยากให้ทาง Mercedes-Benz AG นำเรื่องนี้ไปปรับปรุงในรุ่นต่อไปครับ



สำหรับ C43 Sedan รุ่นที่ทาง Carsideteam ได้รับมาขับนั้น จะเป็นตัว Facelift แล้ว ดังนั้นหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ ระบบเครื่องเสียงที่ถูกเปลี่ยนเป็น Audio 20 mid ที่มีขนาดหน้าจอ 10.25 นิ้ว พร้อมกล้องรอบทิศทางแบบ 360 องศาเพื่อช่วยในการจอดและขับในบริเวณที่แคบโดยอัตโนมัติ มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงจาก Burmester คู่บุญ สำหรับความเห็นของผมคือ ด้วยตัวรถของ Sedan ที่มีขนาดกว้างกว่า Coupe จึงสามารถวางตำแหน่งลำโพงได้ดี ทำให้มิติเสียงในรุ่น Sedan ดีกว่าแบบชัดเจน คุณภาพเสียงดีเมื่อเปิดฟังเพลงทุกแนว ตั้งแต่เพลงยุค 80 อย่าง The Carpenter หรือเพลงน่ารักๆ อย่าง”คุกกี้เสี่ยงทาย”ของไอดอลมหาชนอย่าง BNK48 แต่นั้น คงไม่พีคเท่าเมื่อ Streaming ของสมาชิกในทีม สุ่มเพลง”ซุปเปอร์วาเลนไทน์”หรือ”เจน นุ่น โบว์” ขึ้นมา คุณภาพเสียงและรายละเอียดของดนตรี มาครบทุกอย่างก็ยังมาครบแต่อาจยังไม่สู้ Bowers & Wilkins ที่อยูใน Volvo XC90 ที่ทางเราทุกคนให้ความเห็นตรงกันว่า “นี่คือชุดเครื่องเสียงติดรถโรงงานที่ไพเราะที่สุด”ถ้าไม่นับเรื่องคุณภาพเสียงที่เมื่อเทียบกับระดับเดียวกันยังมีรุ่นที่ดีกว่า ก็คงเรื่องการเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์บนรถที่เรารับมานั้น ยังไม่รองรับทั้ง Apple Carplay และ Android Auto ทั้งที่รถในพิกัดเดียวกันอย่าง Volvo S60 และ BMW Series 3 G20 มีมาให้แล้ว อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยของบางคน แต่ด้วยโทรศัพท์ในปัจจุบันที่เป็นอวัยวะที่ 33 ของคนไปแล้ว หากมีมาให้น่าจะเป็นเรื่องที่มากๆครับ


เบาะคู่หน้าเป็นแบบ Bucket Seat แบบปรับด้วยไฟฟ้าและมีความจำได้ 3 แบบ ตกแต่งด้วยหนังแท้
และเย็บด้วยด้ายสีแดง มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดง สำหรับการขึ้น-ลงจากรถนั้น สบายในแบบรถ
Sedan ไม่ต้องค่อยๆหย่อนตัวแบบรถที่หลังคาเตี้ยแบบ CLS รุ่นล่าสุด การรองรับสรีระในจุดทุกทำได้ดี
ไม่ว่าจะขับแบบปกติ หรือเวลาเร่งรีบจนเหวี่ยง ปีกเบาะก็ยังสามารถโอบและรั้งตัวไว้ได้เป็นอย่างดี
พนักพิงศรีษะค่อนไปทางแข็ง แต่ก็ไม่ได้แข็งมากจนเกินไป ในภาพรวม เบาะคู่หน้า ทำมาได้ดีแล้ว

ส่วนความรู้สึกของคนนั่งเบาะหลัง เมื่อคนสูง 172 ซม.อย่าง NAOW27 จะมาอธิบายในส่วนนี้ครับ
NAOW27 : ผมสูง 172 มี Headroom เหลืออยู่ประมาณนึง แต่ไม่เยอะ การซัพพอร์ตแผ่นหลัง
ทำได้สบาย พื้นที่วางขากว้างใช้ได้ ไม่ต่างกับ C300e  อาจมีเพียงเรื่องเบารองนั่งที่สั้นไปซักนิด
หากสามารถทำให้ยาวกว่านี้ได้ จะนั่งสบายขึ้นครับ
มาพร้อมกับกลไกที่สามารถพับได้ โดยมีมือดึงเพื่อพับเบาะหลังอยู่ที่ด้านหลังของรถครับ

สำหรับเบาะหลัง ยังใช้การตกแต่งด้วยเบาะหนังสีดำ ด้ายตะเข็บสีแดง และเข็มขัดนิรภัยสีแดง
และมีลำโพงฝังอยู่ที่แผงประตูเพิ่มเพื่อมิติเสียงในรถที่ดี ตรงกลางมีช่องเป่าลมแอร์สำหรับคนนั่งหลัง
แต่ไม่มีสวิตช์สำหรับปรับอุณหภูมิแยกฝั่งมาให้ ไหนๆก็เป็น 4 ประตูแล้ว ให้มาซักหน่อยก็ดีครับ

สำหรับพื้นที่ขนสัมภาระด้านหลัง มีความจุ 435 ลิตร ไม่ได้ใหญ่มาก สามารถพอจะใส่ถุงกอล์ฟขนาดเล็ก
1 ใบแบบเฉียงๆข้างได้ สำหรับ Mercedes-AMG C43 Sedan จะไม่มียางอะไหล่มาให้
มีเพียงชุดปะยางเหมือนรถในปัจจุบัน และมีตาข่ายเก็บของด้านซ้ายสำหรับเก็บชุดปฐมพยาบาลมาให้
สำหรับ 3 เหลี่ยมกางเวลาเกิดอุบัติเหตุ จะถูกพับเก็บไว้ที่บริเวณฝาท้ายด้านใน
สำหรับการเปิด-ปิดฝาท้าย สามารถทำได้ทั้งกดปุ่มที่ฝาท้าย ปุ่มที่ประตูคนขับ และที่รีโมทกุญแจ
โดยสามารถกดปุ่มที่รีโมท หรือหากไม่มีมือกดรีโมท ก็สามารถใช้เท้าในการเตะบริเวณใต้กันชนหลัง
โดยความเร็วในการเปิดนั้น ไม่ดีดแรงและเร็วแบบรุ่นก่อน ตรงนี้ถือว่าดีมาก ขอชมจากใจครับ

สำหรับเรื่องการเก็บเงียบในห้องโดยสาร เมื่อความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ก็เริ่มเสียงลมเข้ามายังบริเวณ
ขอบประตูตรงระหว่างเสา B จากที่ได้ยินมาในกลุ่มผู้ใช้ ก็เป็นหนึ่งในอาการประจำรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นย่อยไหน
ซึ่งต้องมีการปรับตั้งประตู ซึ่งส่วนนี้อาจมาจากงานประกอบ ก็อยากฝากให้เป็นการบ้านของทางโรงงาน
ในเรื่องคุณภาพงานประกอบที่ควรจะดี ในราคาที่ลูกค้าจ่ายเงินไปขนาดนี้ครับ

เครื่องยนต์ : หยิบยืมจากเรือธงของค่าย มาปรับจูนให้อร่อยและพร้อมสอยทุกคันบนถนน

สำหรับ C43 ทั้ง Sedan และ Coupe จะได้เป็นเครื่องยนต์รหัส M276 แบบ V6 ความจุ 2,996 ซีซี
หรือ 3.0 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 88.0 มม. ระยะชัก 82.1 มม กำลังอัด 10.7:1 พร้อมเทอร์โบคู่
แบบ Bi-Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 390 แรงม้า
ที่ 6,100 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตันเมตร ที่ 2,500-5,000 รอบ/นาที

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-Tronic อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1  5.354 : 1
เกียร์ 2  3.243 : 1
เกียร์ 3  2.252 : 1
เกียร์ 4  1.636 : 1
เกียร์ 5  1.211 : 1
เกียร์ 6  1.000 : 1
เกียร์ 7  0.865 : 1
เกียร์ 8  0.717 :1
เกียร์ 9  0.601 : 1
เกียร์ถอยหลัง  4.798 : 1
อัตราทดเฟืองท้าย  3.07 : 1
พร้อมโหมด M หรือสามารถเข้าเกียร์เองได้ด้วย Paddle Shift เหมือนเกียร์ธรรมดา
และขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4Matic ที่แบ่งกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้า 31% และด้านหลัง 69%
และยังไม่สามารถปรับอัตราการกระจายกำลังได้แบบ 4Matic+

มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ
1.Slippery (จะลดแรงบิด สำหรับการขับขี่บนพื้นที่ลื่นอย่างหิมะหรือฝนตกหนัก)
2.Comfort (เน้นความสบาย การตอบสนองของคันเร่งและเกียร์จะนุ่มนวลในแบบ AMG)
3.Sport (คันเร่งจะไวขึ้น เกียร์ต่อเร็วขึ้น รถจะพร้อมกระโจนออกไปทันทีทันใด)
4.Sport+ (คันเร่งจะไวขึ้น เกียร์ต่อเร็วขึ้น รถจะพร้อมกระโจนออกไปทันทีทันใด และลดกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่ ให้เหมาะกับการขับในสนามแข่ง)
5.Individual (ทุกอย่างสามารถปรับได้ด้วยคนขับเอง)

หลายท่านอาจจะร้องอ๋อ เพราะจริงแล้ว มันคือ Powertrain ที่ใช้ร่วมกันกับ S-Class Plug-In Hybrid
แต่ถูกยกระบบมอเตอร์ไฟฟ้าออก และทำการปรับจูนบางส่วนโดยทาง AMG เพื่อให้สามารถรอบรับการขับขี่
แบบดุดันและก้าวร้าวได้อย่างสบายๆ ฉะนั้น ใครจะเดียดฉันท์ว่าเลข 43 ไม่ใช่ AMG แท้ คงต้องคิดกันใหม่ครับ

ก่อนที่จะมาคุยเรื่องความรู้สึก เรามาดูตัวเลขสมถรรนะกันดีกว่า

สำหรับอัตราเร่งนั้น ด้วยขนาดเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่ และเทอร์โบคู่ที่ติดบูสต์ตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ความรูํสึกตื่นเต้น เร้าใจ เริ่มกันตั้งต่ำ 20% ของคันเร่งทันที และด้วยการตอบสนองของเกียร์ที่ต่อเกียร์ได้รวดเร็ว กระชาก ดุดัน
ทำให้การขับขี่นั้น สนุกสำหรับการขับขี่ในระยะทางไกลๆ โดยที่คุณอาจไม่รู้ว่า ความเร็วที่ไปทะลุ 200 กม./ชม.ไปแล้วแบบงงๆครับ แต่รถจะเริ่มเดินความเร็วช้าลงเมื่อข้ามความเร็วไป 220 กม./ชม.ไปแล้วครับ

ฟังดูดีใช่ไหมหละครับ แต่ถ้าหากใช้งานในเมือง ความสนุกของเครื่องยนต์และเกียร์ อาจสร้างความรำคาญให้กับท่าน
เมื่อคุณต้องการคลานในความเร็วต่ำ รถจะมีอาการเยื้อบ้าง ไม่ยอมเปลี่ยนเกียร์ในรอบต่ำๆ และเมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์
อาจมีอาการกระตุกบ้าง จนคนที่ไม่คุ้นกับนิสัยของรถ อาจไม่ชอบไปเลย ซึ่งหากท่านต้องการความสนุกในการขับขี่
ก็ต้องยอมแลกกับการขับขี่ใช้งานปกติที่อาจหาความสบายได้น้อยลงจากรุ่นปกติครับ เพราะ C43 ไม่ใช่การนำโลโก้
AMG มาแปะ แต่เป็นรถที่ถูกทำการปรับแต่งทั้งหมด เพื่อให้รอบรับการขับขี่ดุดันและรุนแรงกว่ารุ่นปกติครับ

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : ทุกอย่างสั่งได้เหมือน Coupe แต่เน้นความสบายมากขึ้น

แน่นอนว่า เมื่อเป็น C43 Sedan รถ 4 ประตูทรงพลังที่มีพละกำลังถึง 390 แรงม้า หากจะมาด้วยช่วงล่าง
แบบนุ่มนวลชวนฝัน คงจะไม่เหมาะกับการขับขี่ของคนที่ซื้อรถรุ่นนี้ที่คาดหวังในเรื่องการเกาะถนนบนความเร็วสูง
อย่างแน่นอน

ด้านหน้า มาพร้อมกับระบบช่วงล่างแบบปีกนกคู่ โช๊คอัพแบบ adaptive adjustable damping
พร้อม Coil Spring มาพร้อมกับล้อลาย AMG 5 Twin-Spoke ขนาด 19 นิ้ว และยางขนาด 225/40/19
และเบรกขนาด 4 POT พร้อมจานเบรกขนาด 360 มม.

ด้านหลังเป็นแบบ Multi-link พร้อมโช๊คอัพแบบ adaptive adjustable damping เหมือนด้านหน้า
และ Coil Spring พร้อมล้อแบบ AMG 5 Twin-Spoke ขนาด 19 นิ้ว และยางขนาด 255/35/19
และเบรก 1 POT พร้อมระบบ Auto Brake Hold และเบรกมือแบบไฟฟ้า จานเบรกขนาด 320 มม.

สำหรับการปรับจูนช่วงล่าง C43 Sedan จะมีความแตกต่างกับรุ่น Coupe อย่างชัดเจนคือ ความเร็วต่ำ
อาจจะมีสะเทือนบ้างเหมือนกัน แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง อาการ Bump ของตัว Sedan จะชัดเจนกว่า
และอาการท้ายปัดเล็กๆใน Coupe จะมีน้อยกว่าแบบชัดเจน ซึ่งเหมาะกับรูปทรงของรถที่ต้องเน้นการโดยสาร
มากกว่ารุ่น Coupe ชัดเจน ความสนุกลดลง แต่บอกเลยว่า มั่นใจและยังมีความสุขกับเขาเวลาเข้าโค้งอย่างแน่นอน

ระบบเบรก แป้นจะแข็งและตื้นกว่ารุ่นปกติอย่าง C220D และ C300e เนื่องจากทั้ง Caliper คู่หน้า
จานเบรกและผ้าเบรก ไม่สามารถใช้กับรุ่นปกติได้เลย ในความเร็วสูง แตะปั๊บ อยู่เลยตั้ง 20% ของแป้นเบรก
หน่วงความเร็วลงมาได้อย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่าจะต้องมีการเบรกหนักติดๆกัน ก็ยังสามารถทำงานได้อย่างดี
ไม่มีอาการ Brake Fade แต่อย่างใด ถึงกระนั้นหากต้องนำไปขับเล่นในสนามที่มีการเบรกหนักๆติดกันบ่อยๆ
การเปลี่ยนผ้าเบรกและน้ำมันเบรกให้ทนอุณหภูมิได้สูงขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าใช้งานความเร็วสูงในชีวิตประจำวัน
สามารถกำราบ 390 แรงม้าบนถนนได้สบายๆครับ


พวงมาลัยเป็นแบบระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (Electric Power Steering) มาพร้อมกับระบบ
ผันน้ำหนักตามความเร็ว อัตราทด 15.5:1 สำหรับน้ำหนักในช่วงความเร็วต่ำ จะเบาและสาวง่าย
แต่อาจจะหนักกว่ารุ่นปกติอย่าง C220D และ C300e อยู่พอสมควร ในช่วงความเร็วสูง
พวงมาลัยมีน้ำหนักที่นิ่ง On Center Feeling ดีกว่า Volvo V60 ที่เราเพิ่งทำการทดสอบไปเมื่อไม่นานนี้
สามารถสั่งไปได้ตามมือกว่า บนความเร็ว 140 กม./ชม. เมื่อลองค่อยๆหมุนพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนเลนบนทางด่วน
ไม่ไวจนเกินไป ในจุดนี้ถือว่า C43 ทำออกมาได้ดีอย่างชัดเจนครับ

ระบบความปลอดภัย : ถึงแม้จะซิ่ง แต่ไม่วิ่งหนีความปลอดภัย มาให้ใช้เต็มระบบ

ใน C43 Sedan ก็มีระบบทั้ง Active Safety และ Passive Safety มาให้แบบครบครัน

Active Safety 
– ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัต ESP (Electric Stability Program)
-ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
-ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากคันหน้า (Distance Pilot Distronic)
-ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)
-เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ทุกที่นั่งโดยสาร
-ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS Call และระบบ Mercedes Me Connect(โดยใช้งานฟรี 3 ปีแรกเมื่อซื้อรถ)
-ระบบช่วยเหลือขณะขึ้นทางชัน (Hill-Start Assist)
Passive Safety
-ถุงลมนิรภัย SRS แบบ 8 จุด (คู่หน้า 2,เบาะคู่หน้า 2,ม่านนิรภัยข้าง 4)

Carsideteam Eco Mode

ถึงแม้ว่า Mercedes-AMG C43 4Matic Sedan จะเป็นรถยนต์สมถรรนะสูงก็ตาม แต่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ก็ยังเป็นสิ่งที่ทางเราต้องนำมาเก็บเป็นข้อมูลให้กับท่านผู้อ่านเหมือนกันกับทุกๆคันที่ทางเรารับมาทดสอบ

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้นเริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra
แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วน
เฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาว
ใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การงานง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยก
ในซอยสุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.9 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.017 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.09 กม./ล.<<

ถ้าหากขับแบบปกติ ไม่ซัด ไปเรื่อย มีกดคันเร่งแซงบ้างให้พอบูสต์เทอร์โบติด น้ำมัน 1 ถังจะได้ราว
550-600 กม. แต่ถ้าหากไปเต็มตลอด แช่ยาวๆ ซัดไม่ยัด ก็อาจจะหล่นลงไปเหลือ 380-450 กม.
ทั้งนี้ สภาพการจราจรและการขี่เป็นตัวแปรสำคัญ แต่สำหรับเครื่อง V6 3.0 ลิตรที่มีเทอร์โบ แรงม้า
ขนาดนี้ ทำได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าเกินคาดครับ แต่จะตระหนี่เรื่องค่าน้ำมันก็คงไม่ใช่คนขับรถแบบนี้แน่นอน

รวบให้ฟังหลังลองขับ : วิถีแอบซิ่ง ไม่ทิ้งเพื่อนร่วมห้องโดยสาร
บางครั้ง ความสนุกมักไม่ไปควบคู่กับอรรถประโยชน์ที่ต้องการ การที่รถยนต์ Sedan 4 ประตู
มีเครื่องที่แรง การขับขี่ดี ภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพกว่ารถ Coupe ในราคาสมเหตุสมผล ก็ยังเป็น
สิ่งที่หลายคนต้องการ แต่ขึ้นชื่อว่าบทความทดสอบ เราก็ต้องหาข้อดีและข้อเสียของรถยนต์คันนั้นๆ
มาให้ผู้อ่านประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าใครขี้เกียจอ่านข้างบนยาวๆ เราสรุปให้ดังนี้ครับ

ข้อดีที่ควรชม
1.เครื่องยนต์และเกียร์ตอบสนองได้ทันใจ
ถึงแม้ว่าจะคนบางกลุ่มเดียดฉันท์ว่า C43 Sedan คือ “AMG ปลอม”แต่ครับ การที่ Powertrain ถูก
AMG ทำการ Refinement ทุกอย่างให้ดีตั้งแต่คันเร่งจนถึงข้าม 200 กม./ชม.ไปแล้วยังเดินไปได้เรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า Powertrain ของ Mercedes-Benz มีพื้นฐานที่ดีตั้งแต่รุ่นปกติแล้ว หากนำมาพัฒนา
ต่อเพียงเล็กน้อยโดย AMG ก็สามารถตอบสนองการขับขี่ที่รุนแรงและดุดันได้อย่างไม่มีปัญหาเลย
และที่สำคัญ สมถรรนะแบบนี้ “AMG แท้”แน่นอนครับ

2.ช่วงล่างที่พอจะพอบุคคลอื่นอื่นโดยสารไปได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์ที่เน้นการขับขี่ที่สนุก ดุดันก็ตาม แต่ช่วงล่างในความเร็วสูง ก็ไม่ได้รู้สึกสะท้าน
จนเครื่องในของผู้โดยสารออกมา และยังคงความนั่งสบายในแบบที่รถ Sedan ควรจะเป็น
ต้องยอมรับว่า รุ่น Coupe นั้น ขับสนุกกว่ามาก แต่ถ้ากรณีที่ต้องใช้รถ 4 ประตู และต้องการความสนุก
ในการขับขี่ C43 Sedan ก็ยังคงตอบโจทย์ในเรื่องการขับขี่ได้ดีแบบในระดับประทับใจอย่างแน่นอนครับ

3.ระบบ Active Safety ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะระบบเตือนระยะห่างระหว่างรถคันหน้า ESP,ABS, สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและช่วยดึงรถกลับมา
ให้สามารถควบคุมรถได้อย่างปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์สมถรรนะสูงอีกหนึ่งรุ่นก็ตาม
แต่เนื่องจากรถยนต์ในระดับ Entry Level สำหรับคนที่ต้องการรถที่แรงขึ้นจากรุ่นปกติ ดังนั้น การที่ระบบ
Active Safety สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และช่วยเหลือผู้ขับในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สามารถ
มอบความสนุก และความปลอดภัยควบคู่กับไปได้ อันนี้ชมจากใจครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง 
1. ตำแหน่งการนั่งที่เยื้องไป
ถึงแม้ว่าเบาะถูกออกแบบมาได้ดีและสามารถโอบตัวผู้ขับขี่ได้อย่างกระชับ แต่ตำแหน่งของพวงมาลัยที่เยื้องไปทางซ้ายมากจนเกินไป จนทำให้ส่งผลต่อการกะระยะตัวรถระหว่างฝั่งซ้ายและขวาที่ไม่เท่ากัน จนทำให้ขณะขับรถตัวรถ
กินเลนเดินถนนไปทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป ทางเราเข้าใจว่า รถยนต์พวงมาลัยด้านขวา อาจจะไม่ได้มีจำนวน
ประเทศที่ใช้มาก แต่อยากให้ปรับตรงนี้มากๆ เพราะส่งผลต่อการขับขี่โดยตรง ถ้าตำแหน่งตรงพอดี จะทำให้การขับขี่
ปลอดภัยและสนุกกับสมถรรนะของรถได้มากกว่าครับ

2.ระบบ Infotainment ที่ใช้งานยากไป และยังไม่รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่า C43 Sedan ที่เราได้รับมานั้น จะเป็นรุ่น Facelift ที่มีการเปลี่ยนหน้าจอ Infotainment
เป็นขนาด 10.25 นิ้ว และสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นจากรุ่นที่เป็นจอขนาด 7 นิ้ว แต่ตัว Controller
ตรงกลางก็ยังทำให้การใช้งานยาก และอีกอย่างในรถที่เรารับมานั้นไม่มี คือระบบการเชื่อมต่อที่ไม่รองรับ
ทั้ง Apple Carplay และ Android Auto ซึ่งหากมีรุ่น MY ที่มีการปรับอุปกรณ์ สามารถนำระบบ MBUX
(Mercedes Benz User Experience) ที่อยู่ทั้งใน GLC Facelift หรือ A200 มาใส่ให้ได้ หลังจาก
ที่ลองใช้ในรีวิว GLC220D Facelift แล้ว ดีมาก ใช้งานง่าย และทุกอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น จะหมดไปทันทีครับ

3.คุณภาพของรถที่แย่ลง
ณ ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ Mercedes-Benz (Thailand) มีจำนวนมาก และมีราคาที่ดีมากๆ จนทำให้คนสนใจ
แต่คุณภาพของรถเองกลับแย่ลง จน Merc Fanboy เริ่มหนีไปซบค่ายอื่นกันพอสมควร ทั้งเรื่องการเก็บเสียง
ในห้องโดยสารของรถเอง การประกอบของทางธนบุรีประกอบรถยนต์ที่ยังคงคุณภาพได้ไม่นิ่งนัก ซึ่งสวนทางกับ
รุ่นรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ก็ได้แต่หวังว่า ทาง Mercedes-Benz AG และ ธนบุรีประกอบรถยนต์ จะหันมาให้ความสำคัญ
ทั้งในงานออกแบบและงานประกอบ เหมือนที่ในยุค 190E W201 และ 230E W124 เคยทำให้หลายคนประทับใจ
จนเกิดเป็น Mercedes Fever ขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วครับ




คันต่อคัน
เมื่อ Mercedes-AMG C43 4Matic Sedan ราคา 4,099,000 บาท สุภาพบุรุษสุดเนี๊ยบ
ต้องมาเปรียบคู่ชกในระดับเดียว จะมีใครบ้าง มาดูกันครับ

1.BMW M340i M Performance (ราคา 3.9-4.1 ล้านบาทโดยประมาณ)
คู่ชกที่ตรงตัวที่สุด ทั้งขนาดเครื่องยนต์ ขนาดตัวรถ พละกำลัง จะต่างก็คงมีเพียงระบบขับเคลื่อน
ที่เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง หลายสำนักได้ให้นิยามว่า”นี่คือ 1 ใน BMW ยุคใหม่ที่ขับดีแบบไร้ที่ติ”
และด้วยความสดใหม่กว่า C43 ในรหัส W205 เพราะ 3 Series ในรหัส G20 เพิ่งเปิดตัวไปได้เพียง 1 ปี
ซึ่งทางเราต้องขออนุญาตติดผู้อ่านไว้ก่อน เพราะทาง BMW Thailand ยังไม่ได้ส่งรถ BMW 3 Series
มาให้เราเลยแม้แต่รุ่นเดียว หากมีโอกาสได้ขับ สัญญากับผู้อ่านด้วยสัจจริงว่า “ได้อ่านแน่นอนครับ”

2. Audi S4 Sedan Quattro (รอดูทิศทางจาก Audi Thailand)
ร่างจำแลงของ A4 Sedan ใน Version ที่แรงขึ้นจากเดิม มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตรเทอร์โบคู่
ขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro นับว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงแทบจะทุกจุดของ C43 Sedan แต่ครับ ความชัดเจน
ในการทำตลาด RS-Line ในประเทศไทยของ Audi Thailand ณ วันที่บทความ C43 Sedan ออกนั้น
RS-Line ในประเทศไทย ยังคงมีเพียงแค่ RSQ8 ซึ่งเป็น SUV บ้าพลังที่พื้นฐานเดียวกับ Lamborghini Urus
เท่านั้นครับ แต่ถ้าในอนาคต Audi Thailand จะพร้อมมาสร้างสีสรรค์ให้กับ Hi-Performance Premium Brand โดยการนำเข้ามาจำหน่ายในจำนวนไม่มาก ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

3. Volvo S60 T8 Polestar Engineered (รอความชัดเจนจากทาง Volvo Car Thailand )
เป็นรถที่พละกำลังในรุ่นปกติ น่ากลัวบนความเร็วสูง เพราะทุกอย่างเกินกำลังเครื่องยนต์ไป
Volvo ควรนำ S60 Version นี้มาขายในประเทศไทย พละกำลังที่เหลือๆ มีเพียงแค่เบรกและช่วงล่าง
ในรุ่นปกติที่ไม่สามารถเอากำลังเครื่องอยู่ในความเร็วสูง ซึ่งไม่รู้ว่า ทาง Volvo Car Thailand
จะตัดสินใจนำเจ้านี่ มาสู้กับ C43 หรือไม่ และถ้ามาจริง นี่คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ว่าจะพละกำลัง
สมถรรนะที่มีทั้งเบรกขนาดใหญ่จาก Akebono แบบ 6 POT และโช๊คอัพที่ได้เพื่อนร่วมประเทศอย่าง Ohlins
ปรับจูนได้อย่างเหมาะกับการแปะ Polestar Engineered ไว้บนรถครับ

บทส่งท้าย : Thanks God for AMG Mass Production. But Quality much better than

การมาของ AMG Mass Production นับว่าเป็นทางเลือกที่สานฝันกับสาวก Merc ในหลายประเทศ
รวมทั้งประเทศไทย ที่ตอบรับการทำตลาดใน AMG Line-Up อย่างรวดเร็วทันใจ ต้องยกเครดิตนี้ให้กับ
Mr. Frank Steinacher รองประธานฝ่ายขายของ Mercedes-Benz (Thailand) ณ ขณะนั้น
และทีมพี่ดอม (คุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์) ที่ตอบรับในกิจกรรมส่งเสริมการขายของ AMG Line-Up
ที่มีทางเลือกให้กับคนที่เสพติดการขับรถเพิ่มขึ้น ทั้งกิจกรรม AMG Driving Academy ในปี 2019
และการตั้งราคาที่ทำให้ลูกค้าสามารถจับต้องได้อย่าง AMG 43 และ 53 Family ที่โดนใจลูกค้ามากมาย
จนทุกวันนี้ CLS53 AMG เห็นบ่อยกว่า CLS300D ที่เป็นรุ่นปกติเสียด้วยซ้ำครับ

แต่สิ่งที่กลับสวนทางที่กล่าวมาข้างต้น คือเรื่องคุณภาพรถของ Mercedes-Benz ในทุกรุ่นย่อย ไม่วาย
AMG มีงานประกอบที่แย่ลง ทั้งเรื่องลมเข้ารถจากประตูตก หรือช่องไฟชิ้นส่วนต่างๆ ห่างจนลูกค้าสังเกต
เห็นได้ และอีกหลายปัญหาที่เกิดจากคุณภาพการผลิตเยอะมาก ก็ได้แต่หวังว่า Mercedes-Benz (Thailand)
และธนบุรีประกอบรถยนต์ จะเห็นปัญหาและปรับปรุงไม่ว่าจะเป็นคุณภาพจากวัสดุหรืองานออกแบบ
หรือจากงานประกอบตัวรถ เหมือนในยุคที่ 190E W201 และ 230E W124 เคยสร้างความประทับใจ
ให้ใครหลายคน จนถึงทุกวันนี้

ส่วนของปีนี้ ต้องดูว่า Mr.Bjoern Joachim Gustrau รองประธานฝ่ายขายคนปัจจุบัน จะให้ AMG Line-Up
และ Product อื่นของ Mercedes-Benz จะไปในทิศทางใดในอนาคตหลังจากนี้ครับ

สำหรับตระกูล 45 และ 63 หากทางพี่ดอมเชิญ Caesideteam ไป MBDE 2020 ได้อ่านกันแน่นอนครับ


ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : BellzonaNT
ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ : 12 มิถุนายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Facebook Comments