คุณผู้อ่านเคยมีภาพจำต่างๆอะไรจากละครไทยบ้างรึเปล่าครับ ไม่ว่าจะบ้านหลังใหญ่โต คนใช้อีกสิบคนและแน่นอนว่ามันต้องรถสปอร์ตหรือรถสองประตูโผล่มาร่วมเข้าฉากนั้นเป็นประจำ และคงหลีกหนีที่จะใช้รถยนต์ที่คนไทยมองแล้วว่า เออ รถยี่ห้อนี่คนใช้มันต้อง รวย!!! ในสมัยก่อนที่ผมยังจำได้(พูดเหมือนแก่เนอะ) หลักเลยยืนพื้นเป็นรถคู่บุญนางร้ายในละคร ก็คือ SLK Class ที่ถูก Rename ให้กลายเป็น SLC แล้วเลิกขายไปเป็นที่เรียบร้อยปิดตำนาน Roadster รุ่นเล็กของ Mercedes-Benz/AMG ไปโดยปริยาย

แต่ก็ไม่วายด้วยซีรีส์เรื่อง I Hate You/I Love You ของทางนาดาวที่วางรถยนต์ Coupe คันนึงมาให้ตัวละครหลักที่ชื่อซอลมาเป็นรถที่ควบคู่ไปกับการดำเนินเรื่อง รถคันนั้นก็คือ C250 Coupe AMG Dynamic ซึ่งก็เข้ากับ Mood And Tone ของเรื่องรวมไปถึงตัวละครดี แต่วันนี้เราจะไม่ได้มาแค่ C250 คันนั้นครับ เราจะได้เวอร์ชั่นที่ Argessive ยิ่งกว่าที่ผ่านมือการปรับจูนโดยสำนักแต่ง In-House คู่บุญของ Mercedes-Benz นั้นก็คือ AMG กับรถยนต์ที่มีชื่อว่า

MERCEDES-AMG C43 4MATIC Coupé

รถยนต์​ 2 ประตูทรง Coupe ที่เป็นรุ่นเล็กที่สุดของ Mercedes-Benz ผ่านการปรับจูนช่วงล่าง พวงมาลัย และเครื่องยนต์จาก Mercedes-AMG แบบ Lite ที่ไม่ใช่แค่แปะชุดแต่ง ด้วยการดำเนินการปรับปรุงที่ต้องอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ Original ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ไม่เหมือนการไปทำเป็น 63 Series ที่จะมีการปรับปรุงที่เยอะยิ่งกว่า 43 เช่น 63 ต้องมีการขยายระยะห่างล้อทั้งหน้าและหลังรวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ประกอบโดยใช้ช่างเพียงคนเดียวตามวิถี One Man One Engine และใดๆอีกมากมายสำหรับ 63 แต่ 43 นั้นเป็น Series ที่ถูกผุดขึ้นมาเพื่อแทรกกลางระหว่าง 63 กับ รหัส 400 ในเมืองนอก (200 ในเมืองไทย) เรียกว่าเจอกันครึ่งทางละกัน เดี๊ยวทำรถแรงให้ แต่ไม่แรงถึง 63 นะ ไม่เอาเครื่องประกอบ One Man One Engine นะ จูนช่วงล่างพวงมาลัยให้คมและดิบพอประมาณขับสนุกได้ แล้วก็ไม่ต้องพยศจนแตะคันเร่งข้ามไฟแดงแล้วรถดีดเป็นม้าโดปไวอากร้าล่ะ นั้นแหละครับ Concept ของ 43 มันก็ประมาณนั้น เกริงกันมาพอสมควรแล้วเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

Exterior : แต่งหน้าทาปากเพิ่มนิดหน่อย พอให้แยกออกว่า คันนี้”แรง”

มิติตัวถังของรถนั้น กว้าง x ยาว x สูง = 1,810 x 4,693 x 1,402 หน่วยเป็นมิลลิเมตรในทุกมิติ                   ฐานล้อยาว 2,840 มิลลิเมตร ถังน้ำมันมีความจุ 66 ลิตร

ภายนอกของตัวรถนั้นยังคงอิงพื้นฐานจาก C Coupe รุ่น AMG Dynamic รถคันที่เราได้รับมาเป็นสีเทา Selenite Grey ภายนอกที่ดูเรียบง่าย เส้นสายไม่มาก แต่แฝงไปด้วยความลื่นไหลของเส้นสาย เส้นบ่าข้างของตัวรถลากยาวชัดเจนไปยังช่วงท้ายรถ  สอดรับกับไฟท้ายรถ เสริมให้ดูมีความถะมัดถะแมง ด้านหน้ามีการเปลี่ยนกระจังหน้าจาก Diamond Grill ในรุ่น C200 Coupe มาเป็น เป็นกระจังหน้าสีเงินด้านแบบสองชั้นคล้ายกับ 63 Line Up ช่วง MY ก่อนหน้านี้ พร้อมแปะป้าย AMG ชายกันชนล่างยังเป็นแบบ AMG Dynamic อยู่เช่นเดิมพ่วงกับติดตั้งระบบเซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน พร้อมกล้องรอบคันที่ติดตั้งกล้องด้านหน้าไว้เหนือกระจังหน้า ระบบไฟหน้าเป็น FULL LED ทั้งโคมมาพร้อมระบบ MULTIBEAM LED ปรับระดับทั้งสูงต่ำและเลี้ยวซ้ายขวาตามการหมุนของพวงมาลัย รวมไปถึงโหมดไฟสูงแบบ High RANGE ส่องไกลทะลุโลกได้ถึง 650 เมตรและยังสามารถปรับไฟหลบการวิ่งเข้าหารถคันข้างหน้าหรือคันที่วิ่งสวนมาได้

ด้านข้างของตัวรถนั้นีการตกแต่งเพิ่มบริเวณแก้มข้างเหนือซุ้มล้อคู่หน้าของตัวรถแปะคำว่า BITURBO 4MATIC ย้ำให้รู้ว่าคันนี้นั้น มีหอย (Turbo) มาสองตัวและมาพร้อมขับสี่นะเว้ยแก ระวังให้ดี กระจกมอง”สีดำ“ข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED และไฟส่องสว่างเวลาปลดล๊อกรถ มือจับประตูคาดแถบโครเมียมพร้อมระบบ KEYLESS GO กรอบประตูนั้นจะตกแต่งด้วยวัสดุดำ High-Gloss ประตูคู่หน้าเป็นประตูแบบ Frameless มีขนาดใหญ่โต ส่วนล้ออัลลอยที่คุณจะได้นั้นจะเป็นลายเดียวกับที่ใช้ใน 53 Line-Up คือเป็นล้อ 5 ก้านคู่ปัดเงา พร้อมคาดยาง Michelin Pilot Sport 3 ZP สวมล้อหน้าด้วยขนาด 225/40 R19 ส่วนล้อหลังจะขยายไปเป็น 255/35 R19

สีภายนอกนั้นมีมาให้เลือกเพียง 3 สีตามความสามารถการทำสีของโรงงานในไทยคือ สีขาว Polar White (Code 149) สีดำ  Obsidian Black (Code 197) และสีเทา Selenite Grey (Code 992)

ท้ายรถนั้นยังออกแบบในรูปแบบรถ Coupe ของ Mercedes ยุคใหม่ โดยจะมีการทำให้ท้ายรถนั้นดูเรียบเสมอกัน ไม่มีคิ้วฝาท้ายหรือการแปะแผ่นป้ายทะเบียนไว้บนชิ้นฝากระโปรง โดยจะทำชิ้นฝาท้ายให้ดู Minimal ที่สุดและย้ายกาารแปะป้ายทะเบียนไปไว้ตรงกันชนด้านล่างแทน แต่ในรุ่น Facelift ของ C Coupe นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยในส่วนของชิ้นงานด้านบน มีแต่การเปลี่ยนทรงชายกันชนด้านล่างพร้อมท่อหลอกฝั่งละ 2 ท่อ ทั้งซ้ายและขวาของชิ้นกันชนด้านล่าง โดยท่อจริงนั้นจะเป็นท่อเดียวจำนวนสองท่อ ด้านหลังท่อหลอกทั้งสอง งงไหมล่ะครับ ตกลงจะหลอกหรือไม่หลอก แต่ก็ทำท่อออกมาสองอันนั้น แต่ช่างมันเหอะครับ รวมๆมันทำให้รถนั้นดูมีอะไรมากขึ้น แล้วความป่วงสุดคือท้ายรถไม่มีปุ่มเปิดฝาท้ายมาให้นะครับ แต่ๆมีระบบเตะเปิดฝาท้ายติดตั้งมาให้ ดังนั้นเพียงคุณพกกุญแจไว้กับตัวเตะเปิดไปอย่างผู้ดี ใต้กันชนฝั่งซ้าย ฝาท้ายก็จะเปิดออกมา ถ้าอยากจะปิด ก็ทำแบบเดียวกันอีกรอบ หรือจะกดปิดจากปุ่มสีแดงบนฝาท้ายพร้อมล๊อกรถเลยก็ย่อมได้ ขนาดของห้องสัมภาระท้ายรถนั้นพอๆกับรถยนต์ทั่วไปมีขนาด 400 ลิตรตามมาตราฐาน VDA เยอรมัน ถ้ายังไม่พอสามารถพับเบาะหลังลงไปได้เพิ่มได้อีก

Interior : C-Class Base Layout คุ้นเคยจริง แต่ก็นั่งเยื้องไม่เปลี่ยนแปลง

เปิดประตูเข้ามาในห้องโดยสาร ทันที่รถปลดล๊อกไฟส่องใต้กระจกมองข้างจะส่องพื้นบริเวณที่จอดให้และมีไฟตกแต่บริเวณมือจับประตูติดขึ้นมา ภายในห้องโดยสารยังไม่หลีกหนีไปจากรุ่นธรรมดามากนัก มีการตกแต่งบางจุดให้รู้ว่าแต่ต่างจาก Mercedes-Benz ธรรมดาเช่น พวงมาลัยทรง AMG ทรงจะแตกต่างกับรุ่น AMG Dynamic ในรุ่นธรรมดารวมไปถึงการมาร์คจุดแดงตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกาของพวงมาลัย บรรยากาศที่ Fuzzy เบาๆ Cozy เล็กผสมความ Sexy ของเส้นสายภายในห้องโดยสารของ Mercedes ก็ยังทำได้ดีไม่แปลเปลี่ยนในรถที่เป็นภายในธีมแบบนี้ คือหากมองด้วยภาพของผู้ใช้ทั่วๆไปมันสวยไหม ใช่ คงตอบได้ว่ามันสวยเลยแหละ แต่หากถามถึง Ergonomic นั้นเรียกได้ว่าหลายจุดต้องปรับปรุงเช่น ตำแหน่งนั่ง ผ่านมาสิบๆปีรถยนต์พวงมาลัยขวาของ Mercedes เบาะนั่งก็ยังเยื้องกันเกือบทุกรุ่น ตำแหน่งไฟฉุกเฉินที่ใกล้มือจริงแต่วางในที่ที่ไม่ควร และมีอีกมากมายที่คุณจะปกเจอได้หากได้ใช้เวลาร่วมกันบ่อยๆ

แผงประตูแต่งต่างจากพวก GLC/C-Class ชัดเจน มีการตกแต่งด้วย Aluminium ที่ยาวกว่าตามทรงของประตู กรอบลำโพงสีเงินที่จะมาพร้อมเครื่องเสียง Burmaster ปุ่มปรับเบาะแบบไฟฟ้าพร้อม Memory Seat 3 ตำแหน่ง วางในตำแหน่งดั้งเดิมของ Mercedes แผงควบคุมกระจกด้านข้างและกระจกมองข้างทั้งปรับและพับกระจกมองข้างวางในตำแหน่งที่ลงตัวดีแล้ว ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมสีเงินดู Classic มือจับกระดูสีเงินด้าน โทนในห้องโดยสารนั้นทุกจุดจะเป็นสีดำ แต่จะตัดความดำนั้นด้วยด้ายสีแดงในทุกบริเวณของห้องโดยสาร แน่นอนว่าสีภายในนั้นมีให้เลือกแบบเดียวเช่นเคย คือสีดำนั้นแหละ แต่ครั้งนี้เป็นเบาะหนังแท้สีดำแบบ AMG Opiton Code 241 AMG-Leather Black เบาะนั่งสีดำตัดกับผ้า Mircofibre เป็นบางจุดก็ตัวเบาะ ทรงเบาะนั้นแน่นอนว่าเป็นแบบ Bucket Seat

เมื่อเข้ามานั่งบนเบาะน้ัน เบาะนั่งโอบกระชับดี(แต่อาจจจะมากไปหน่อยหากนั่งไปนานๆ) ที่เบาะรองนั่งนั้นสามารถปรับความยาวได้แบบไฟฟ้า ตำแหน่งของเบาะค่อนข้างต่ำ คอนโซลหน้าจะรู้สึกสูงขึ้นมาประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่รถที่ขับแล้วทัศนวิสัยจะตีบตันมากขนาดนั้น ยังพอรับได้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยยาก แต่ที่งงก็คือมีการให้ Heater เบาะมาให้ด้วย เอ่อออ มีมาให้แต่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้งานในเมืองที่ช่วงหน้าร้อนเหมือนลงไปอยู่ในกระทะทองแดงอย่างกรุงเทพมหานครเท่าไหร่ พนักพิงศรีษะสามารถปรับความดันได้ ตั้งแต่ดันกำลังดีไปจนดันชิบหายวายป่วงแล้วแต่ความชอบและถนัดในการขับรถของแต่ละบุคคล โดยรวมเบาะทำได้ดีครับ แต่มันจะไม่โอเคก็เมื่อตำแหน่งของพวกมาลัยนั้นเยื้องไปทางขวาเลยทำให้ท่านั่งขับนั้นจะแปลกๆ ผิดกับค่ายใบพัดสีฟ้าที่เรื่องตำแหน่งการนั่งนั้นไม่ว่าจะรถพวงมาลัยซ้ายหรือขวาก็จัดมาได้อย่างถูกต้องแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยังไงก็อาจจะต้องรบกวนทาง Mercedes AG หัวเรือใหญ่ของกลุ่มรถยนต์นั่งปรับปรุงในจุดนี้ด้วย

คอนโซลกลางนั้นยังคงรูปแบบเดิมด้านบนคือจอระบบ Command ของ Mercedes-Benz แบบธรรมดา MB AUDIO 20 มาตราฐานแบบสุดๆ รองรับ FM/USB/Bluetooth ทุกอย่างมาตามสมัยนิยมแน่นอนตัด CD ออกไปแล้วด้วย ส่วน Andriod Auto/Apple CarPlay นั้นไม่มีตามระเบียบ คาดว่าหากรถได้ทำตลาดใน MY. ต่อๆไปน่าจะมีการอัพเดทเป็น MBUX ที่ใช้งานได้ง่าย(เมื่อเทียบกับ Mercedes กันเอง) มาให้ด้วย ซึ่งอันนั้นจะดีกว่ากันมาก แต่กระนั้นไปยังใจดีในเครื่องเสียง Burmaster มาให้ด้วย แต่คุณภาพเสียงนั้นเมื่อมาเจอกับลักษณะของห้องโดยสารที่ค่อนข้างวางตำแหน่งลำโพงได้ยากและมีการบีบของห้องโดยสารนั้นทำให้คุณภาพเสียงนั้น ดีเป็นบางเพลงหรือบางประเภทของเพลง เพราะมันมีปัญหาในแง่ของการวางมิติของดนตรี ทำให้เสียงในบางย่านนั้นถูกกลบกันไปกลบกันมา อาจจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มหรือจูนกันใหม่ แต่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพียงแต่ว่าหากคุณลองไปฟังใน GLC หรือ C-Class นั้นจะรู้ได้เลยว่ามันดีกว่า

ถัดลงมาเป็นช่องแอร์สามช่องเป็นวงกลมตกแต่งด้วยขอบสีเงินด้าน พื้นของชิ้นงานคอนโซลกลางรอบนี้จะมาแปลกตรงที่จะเป็น Trim การตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Carbon Fibre สีเงินใน Code Option H84 AMG matt silver glass-fibre trim / light longitudinal-grain aluminum trim ทำให้คอนโซลกลางของคุณนั้นเด่นขึ้นมากจากทุกส่วนที่ดำมืดของโทนห้องโดยสารภายใน ถัดลงมาเป็นปุ่มควบคุมระบบแอร์อัตโนมัติแยกฝั่งอิสระซ้ายและขวา ตำแหน่งใกล้มือดี แต่อาจจะงงๆหน่อยเพราะปุ่มหน้าคล้ายกันหมด ล่างลงมาจะเป็นปุ่ม Shortcut ของระบบจอ Infortainment ด้านบนและนาฬิกา Analog แปะมาให้ตรงกลางบอกเวลาแบบ Mercedes รุ่นเก่าๆ และล่างสุดจะเป็นช่องวางแก้วพร้อมฝาปิดที่เวลาปิดจะแนบเนียนไปกับชิ้นของคอนโซลกลาง แถมเก็บของได้ค่อนข้างดี เพียงแต่ต้องระวังว่าช่องเก็บด้านในของที่วางแก้วนั้นหากวางของอะไรไปแล้วปิดช่องวางแก้ว ของชิ้นนั้นอาจจะถูกดูดเข้าไปข้างในคอนโซล 

ตรงกลางที่คุ้นเคยจากที่เป็นคันเกียร์ของรถยนต์ทั่วไปๆ ย่อมถูกแทนที่ด้วย Controller สำหรับระบบ MB Audio 20 ที่ยังเป็นแบบเก่ามิใช่ Touchpad หน้าตา Minimal แบบใน GLC ที่เราเคยนำมาทดลองขับกันก่อนหน้านี้ ส่วนปุ่มรอบ Controller นั้นย่อมถูกเปลี่ยนไปเช่นกันเพราะเพื่อให้สามารถปรับโปรแกรมการขับขี่ระบบช่วยเหลือต่างๆของรถที่มีมากกว่าแต่น่าจะถูกใช้งานมากกว่ารุ่นปกติแน่นอน โดยด้านซ้ายนั้นจะประกอบไปด้วย Dynamic Selection แบบปุ่มขึ้นลง ปรับโหมดการขับขี่ของรถทั้งหมด 5 โหมด ปุ่ม Manual/Auto สำหรับระบบเกียร์อัตโนมัติ ปุ่ม ESP Mode ปรับได้ 3 แบบคือ On/Sport/Off และปุ่มปรับระบบ Damper Control ที่มี 3 ระดับเช่นเดียวกัน Comfort/Sport/Sport+ ข้ามมาที่ฝั่งขวากันบ้าง ฝั่งนี้จะเป็นฝั่งระบบเครื่องเสียงประกอบด้วยปุ่มปรับระดับเสียงเป็นลูกกลิ้งใช้งานได้งาน ปุ่มปิดระบบเครื่องเสียงและจอ ปุ่มปิดและเปิดระบบ Auto Start-Stop และปุ่มเปิดระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติและกล้องรอบคัน 360 องศา

คอนโซลกลางเปิดได้จากปุ่มถัดจาก Controller คอนโซลกลางโดยฝากล่องจะเปิดออกมาทั้งสองฝั่ง ภายในบรรจุช่องเชื่อมต่อ SD Card และช่องเชื่อมต่อ USB มาให้ 2 ช่อง ตำแหน่งในการวางแขนนั้นทำออกมาได้ดีวางได้พอดีอาจจะสูงไปหน่อยหากคุณมีความสูงน้อยกว่า 170 เซนติเมตร ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้านั้น ด้านหน้าจะมีการตกแต่งมาให้พอดูมีอะไรอยู่บ้าง มีการว้าวของคอนโซล มีการติดตั้ง Trim ให้ต่อเนื่องจากคอนโซลกลางเสริมให้ดูมิติมากขึ้นกว่าจะเป็นอะไรเรียบๆ

เบาะหลังนั้น ถามว่าเล็กไหมบอกได้เลยว่า เล็กครับ แต่ก็เล็กแบบพอดีๆ นั่งได้นะ ลองเอาผู้โดยสาร 4 คนขนาดไซต์ตัวจัดว่าใหญ่ตามมาตราฐานคนไทยใส่เข้าไปใส่ได้ไหม ก็ได้ แต่อาจจะโดยสารแบบใช้ระยะทางสั้นๆ ไม่เกินชั่วโมงอะพอไหวแต่ถ้านานกว่านั้นก็สวัสดีลาก่อนเราไม่ควรเจอกัน เอาเป็นว่าถ้าคุณคิดว่า ชีวิตนี้จะใช้ชีวิตกับคนข้างกายของคุณแบบยาวๆโดยที่ไม่มีลูก C-Class Coupe มันก็เป็นรถที่สนองตรงนั้นได้ เพียงแต่ว่าในกรณีที่คุณไปเดินห้างเช่น IKEA การขนของกลับนั้นรบกวนอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นรถคันอื่นมาแทน

ย้อนกลับกันมาเล็กน้อยในตำแหน่งของคนขับ พวงมาลัยนอกจากจะหุ้มหนัง Nappa ที่ละมุนมือดีแล้ว ก้านพวงมาลัยเองก็ขนาดกำลังพอดีมี หน้าปัดท์นั้นก็แสดงผลการขับขี่ได้ค่อนข้างดีเลยทีดีเดียว หน้าปัดท์สามารถปรับได้ 3 โหลดหลักๆ ก็คือ Classic Sport และ Supersport (ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ MG HS นะครับ) โหมด Classic จะเป็นสีฟ้า แบบดังเดิม สองวงเข็ม จอตรงกลางปรับโหมดการดูข้อมูลได้ ทั้ง Boost เครื่อง Oil Temp. และอีกมากมาย อ่านง่าย สบายตา หากต้องการดูมาตรวัดความเร็วแบบระเอียดโหมดนี้จะเหมาะสมที่สุด โหมด Sport เปลี่ยนเป็นหน้าปัดสีเหลืองอำพันพร้อมเข็มสีแดงยังอ่านค่าได้สะดวกดีเพียงแค่ด้วยเอฟเฟคของเข็มนั้นอาจจะทำให้รำคาญสายตาไปบ้าง และโหมด Supersport (ทำไมระหว่างเขียนงานต้องนึกถึงร้านขายรองเท้าอยู่เรื่อย) หน้าปัดจะเปลี่ยนมาตรวัดเครื่องยนต์ให้ขยายจนเต็มจอและเปลี่ยนการบอกความเร็วเป็นตัวเลข โหมดนี้ค่อนข้างใช้งานได้ง่ายเข้าใจง่ายมาก อ่านความเร็วแบบเร็วๆได้ดี เพียงแต่หากถ้าคุณต้องการอ่านรอบเครื่องยนต์อาจจะดูลำบากหน่อย

Performance and Driving Dynamic : Highlight มันอยู่ตรงนี้แหละครับคุณผู้อ่าน

เครื่องยนต์ของ 43 Line-Up จะถูกปรับจูนโดย AMG โดยอิงพื้นฐานมากจากเครื่องยนต์รุ่นที่แรงที่สุดของรุ่นบ้านๆของรถรุ่นนั้นใน C-Class นั้นจะใช้พื้นฐานของเครื่อง M276 DE 30 LA V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ DOHC ชุดเสื้อสูบและฝาสูบทำจาก Aluminium-Alloy ความกว้างกระบอกสูบ 88 มิลลิเมตร ช่วงชักยาว 82.1 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.7 : 1

ที่แรงแบบดังเดิมนั้นอยู่ที่ 333 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 480 นิวตัวเมตร ผ่านการปลุกเสกโดย AMG แบบ Mass Production ปรับจูนกำลังอัดเป็น 10.5 : 1 เสริมบูสเทอร์โบ จนมีแรงม้ากระโดดไปที่ 390 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิดกระโดดขึ้นไปอีกหน่อยจนจบที่ 520 นิวตัวเมตร ที่ 2,500-5,000 รอบต่อนาที

และแน่นอนหากกำลังเครื่องพุ่งพรวดไปเกือบจะ 400 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร หากจะให้ขับเคลื่อนเพียง 2 ล้อหลังเช่นเดิมนั้นเกรงว่าทุกครั้งที่ลูกค้ากดออกตัวไปจะมีรายการแถออกไปลงอยู่ข้างทาง จึงได้ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC แบบธรรมดาไม่สามารถปรับการกระจายแรงบิดได้มาให้ เพื่อที่จะช่วยให้อัตราเร่งตอนออกตัวนั้นดี อีกทั้งยังไม่อันตรายเกินไปหากลูกค้าไม่ได้มีทักษะการขับรถดีมากจนคุมรถแรงบิดแรงม้ามหาศาลขนาดนี้ได้ไหว โดยอัตราส่วนการส่งกำลังจะให้ล้อหน้า : ล้อหลัง = 31 : 69 หากเป็นรุ่น 63 นั้น C-Class จะเป็นรุ่นเดียวที่ยังเป็นขับเคลื่อนสองล้อหลังล้วนๆ จะคงความพยศแบบเต็มรูปแบบ

ส่วนระบบส่งกำลังนั้นแน่นอน เกียร์ยังคงเป็นเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronics แบบดั้งเดิมของ Mercedes มีการปรับจูนนิสัยของเกียร์ให้เหมาะสมกับรถยนต์มากขึ้น ไม่ให้งงๆหรือตอบสนองช้าแบบแปลกเหมือน Mercedes-Benz ธรรมดาแน่นอนโดยอัตราทดของเกียร์จะมีดังนี้

Gear 1 : 5.35 Gear 2 : 3.24 Gear 3 : 2.25 Gear 4 : 1.64 Gear 5 : 1.21 Gear 6 : 1         Gear 7 : 0.86 Gear 8 : 0.72 Gear 9 : 0.60 Gear R : 4.8

อัตราทดเพืองท้าย 3.07

ระบบพวงมาลัยเป็น Electro-Mechanical rack-and-pinion ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแปรผันตามความเร็วตามยุคสมัย ช่วงล่างด้านหน้าและหลังเป็น อิสระ Multi-Link Coil Spring พร้อมช๊อคอัพแบบ AMG RIDE CONTROL sports suspension with adaptive adjustable damping ปรับความแข็งของ Damping ได้ 3 รับ Comfort , Sport และ Sport+ ระบบเบรคคู่หน้าใช้ดิสเบรคขนาดใหญ่ความยาวเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 360 มิลลิเมตร พร้อมเจาะรูระบายความร้อนมาให้  คู่หลังมีขนาด 320 มิลลิเมตรเป็นดิสเบรคเช่นเดียวกับคู่หน้า

Realtime Driving : ขับจริงใช้ชีวิตด้วยจริง ผลลัพธ์ = Friendly กว่าที่คิด Arrgessive กว่าที่เห็น

เครื่องยนต์นั้นบอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวัง เอาจริงๆแล้วนั้นเรื่องของการทำเครื่องยนต์นั้น Mercedes เองก็ไม่ได้น้อย หน้าคู่แข่งชั้นนำอยู่แล้ว ยิ่งการได้ AMG มาร่วมทีมโมดิฟายเครื่องยนต์บล๊อคนี้แล้วนั้น บอกได้เลยว่า แซ่บ!! อัตราเร่งทันใจในทุกช่วงความเร็ว การไต่ความเร็วทำได้ดีมาก ต่อเนื่องยาวๆ ไม่มีช่วงไหลช้าแต่อย่างใด การมาของบูส Turbo นั้นเรียกได้ว่าไหลดีเป็นเทน้ำเทท่า กดตรงไหนก็มีบูสมา ใช้บูสนิดหน่อยก็เร่งความเร็วได้อย่างใจต้องการ แต่หากคุณคิดว่าเครื่องยนต์นั้นมันเก่วกาด(ใช้ภาษาให้ดูน่ารัก)เกินไปสำหรับคุณผู้หญิง เราก็มีโหมด Reduced มาให้เพื่อลดความรุนแรงในการตัดต่อเกียร์และเร่ง ในโหมดนี้นั้นเครื่องยนต์และเกียร์​จะลดความดุดัน เน้นการเร่งความเร็วด้วยการคาเกียร์สูงไว้ แล้วใช้บูสที่มีเหลือหลายนั้นลากรถไป ลากกันไปเรื่อย หากอย่างเปลี่ยนเกียร์ก็อาจจะต้องกดคันเร่งเยอะหน่อย ถัดมาในโหมด Comfort อันนี้เริ่มเพิ่มความดุดันมาขึ้น อารมณ์ประมาณคันเร่ง Honda ที่เป็นเกียร์ CVT คือมันจะเร็วประมาณนั้น แต่เครื่องยังมีความดุดันพร้อมลุย เพิ่มขึ้นมาที่โหมด Sport อันนี้เรียกว่าอารมณ์เหมือนอันเชิญคันเร่งถวายชีวิตจาก Mazda มาเร็วระดับนั้นรวมไปถึงเพิ่มความพร้อมลุยมาจาก Comfort เล็กน้อย ส่วน Dynamic อันนี้เหมือนโหมดที่ลดการดีเลย์คันเร่งแบบกดนิดพุ่ง กดหน่อยโครตพุ่ง ดุมาก ดุเหมือนโกรธใครมา แถมเครื่องยังคาบูสไว้ตลอด เกียร์ก็ใช้แต่เกียร์ต่ำ เรียกได้ว่านี้แหละครับ คาแรคเตอร์มันคือรถแข่งชัดๆ หายห่วงมีโหมดให้เลือกเล่นหลากหลาย

พวงมาลัยรุ่นนี้นั้นจะถูกตัดพวงมาลัยที่สามารถปรับแต่งเลือกโหมดการใช้งานได้ออกไป แต่กะไรนั้น ยังมีความดีงามไว้อย่างเต็มเปี่ยม ความคม คมจริง คมจัด กำลังดี น้ำหนักหน่วงมือหน่วงและความตึงมือในช่วงความเร็วค่ำและสูงดีมากจูนมาได้เหมาะสมกับความแรงและบุคคลิกรถดีแล้ว อัตราทดจัดกำลังดีแล้ว ความเร็วต่ำอาจจะหนักไปเล็กน้อยสำหรับคุณผู้หญิง อาจจะใช้ความเคยชินกันซักหน่อย แต่ถ้าเข้ามือแล้วคุณจะรักพวงมาลัยเซ็ตติ่งนี้ครับ มันเซ็ตมาได้จบแล้วสำหรับพวงมาลัยที่มากับความแรง 390 แรงม้าและเซ็ตมาได้ถูกจริตของคนที่ชอบขับรถ แถมเสียงเครื่อง V6 นั้น นอกจากท่อที่ดังแบบไพเราะแล้ว มันยังดังในเวลาที่ควรจะดัง ไม่ได้ดังในแบบที่คุณคลานเข้าบ้านแล้ว คนในหมู่บ้านตื่นกันทุกหลัง เป็น V6 คันนึงที่จูนเสียงเครื่องมาหวานและดุได้พอดีจริงๆ

ช่วงล่างนั้นพื้นฐานหลักที่โหมด Comfort นั้นยืนพื้นเลยกับคำว่าแข็ง แต่มันไม่ได้แข็งบ้าบอคอแตก ยังพอมีการซับแรงสะเทือนได้บ้าง ยังมีแรงสะเทือนมาให้รู้สึกถึงเบาะรองนั่ง ขับในเมืองก็ปรับโหมดนี้ไปเถอะครับ ขนาดแต่การทรงตัวที่ความเร็วสูงนั้นนิ่ง เฟิร์มดี สามารถคุมตัวถังขณะผ่านลงเนินที่ความเร็วสูงได้นิ่งและจบภายในการยุบตัวครั้งเดียว หากเจอสภาพถนนที่ดีพอนั้นแทบจะใช้งานได้ดีเลย วิ่งทางไกลช่วงล่างในโหมดนี้ก็ยังเดินทางได้ดีไม่ได้แข็งเกินไปแม้จะวิ่งบนทางที่รอยต่อเยอะและบางรอยต่อถนนมีขนาดใหญ่เช่น บูรภาวิถี การคุมตัวถังนั้นการแกว่งซ้ายขวาขณะความเร็วสูงนั้นแทบจะไม่มี การเข้าโค้งนั้นด้วยความที่ 4MATIC ในรถรุ่นนี้จะถูก Fixed ไว้ที่ 39 : 61 การเข้าโค้งหากเริ่มเร็วเกิน Limit มันจะดูเหมือนคุณไปฝืนธรรมชาติของรถ แต่อย่างไรก็ตามการตอบสนองขณะเข้าโค้งนั้นทำได้ดี นิ่งและคาดเดาอาการได้ พร้อมลุยในทุกโค้ง เพียงแค่อย่าเข้าเร็วเกินการความสามารถของรถ เพราะรถยนต์ขับเคลื่อน 4 นั้น หากหลุดแล้วคือ หลุดไปเลย นี้คือความน่ากลัวของมัน แต่เซ็ตติ่งเข้าโค้งที่เซ็ตมานั้นถือว่าเหลือหลายมากเพียงพอแล้ว ทั้งบนถนนจริงและในสนามหากจะจริงจังมากขึ้น ให้คุณปรับโหมดช่วงล่างขยับขึ้นไปยัง Sport นี่จะเริ่มขยับความแข็งขึ้นเล็กน้อย เฟิร์มและสะเทือนขึ้น และนิ่งขึ้นเมื่อความเร็วสูง Sport+ นั้นจะแข็งเลย เฟิร์มจริง แต่สะเทือนเลื่อนลั่นแน่นอน โหมดนี้เปิดขับใน Track หรือสนามที่สภาพถนนดีๆนั้นน่าจะเหมาะเลย แต่ด้วยสภาพถนนของกรุงเทพมหานครนั้น เรากลับไปที่ Comfort เถอะครับ เพียงพอแล้ว มิเช่นนั้นการขับรถกลับบ้านของคุณด้วยโหมด Sport+ อาจจะทำให้ความเหนื่อยล้าสะสมนั้นเพิ่มขึ้นเยอะเลยทีเดียว ภาพรวมหากเทียบกับรุ่น ​Sedan นั้น Coupe จะรู้สึกแน่นกว่า กระชับกว่า และเฟิร์มอันเนื่องมาจากลักษณะของตัวถังรถที่มีจุดเชื่อมต่อแน่นกว่า รวมไปถึงการทรงตัวในโค้งที่ Coupe จะไปตามโค้งได้เนียนกว่า เป็นธรรมชาติกว่า และจิกโค้งไปทั้งคันมากกว่า Sedan

เบรคยังคงคุณงานความดีของ Mercedes ไว้อย่างดีเยี่ยม แป้นหนักพอประมาณ ดูดเท้ากำลังดี ระยะฟรีค่อนข้างน้อย แต่สามารถเลียเบรคไปตามการจราจรได้แล้วเบรคหน้าไม่ทิ่ม คุมแรงเบรคง่ายแป้นไม่หนักเกินไป หน่วงความเร็วจากสูงมาต่ำได้มั่นใจดีมาก เฟดค่อนข้างช้าตามนิสัยผ้าเบรค Mercedes เซ็ตมากจบ แต่หากจะปรับแก้ขอแรงหน่วงในช่วงความเร็วสูงมากกว่านี้เล็กน้อยจะถือว่าจบแบบไม่ต้องแก้ไข (ย้อนแย้งเนอะ 5555)

การเก็บเสียงนั้นด้วยยางติดรถที่เป็นทั้งยางสปอร์ตและ Run-Flat ตอบได้คำเดียวคำว่าดัง แต่ก็ดังแบบยางสปอร์ตควรจะเป็น เสียงลมที่ไหลผ่านตัวถังมีเช่นเดียวกันแต่ด้วยความเป็นรถที่ใช้ประตูแบบ Frameless ก็ย้อมมีเสียงตามแนวขอบประตูที่ค่อนข้างดัง แต่ก็เงียบกว่าที่คาดไว้เช่นเดียวกัน ส่วนเสียงยางก็ดังเหมือนเดิม แต่ก็ดังในลิมิตที่ควรจะเป็นของรถที่ใส่ยางสปอร์ตมาให้ไม่ดีแต่ก็ไม่ได้แย่ครับ สำหรับการเก็บเสียงในภาพรวม

CarsideTeam ECO MODE

ถึงแม้ว่า C43 4MATIC Coupe จะเป็นรถยนต์สมถรรนะสูงก็ตาม แต่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ก็ยังเป็นสิ่งที่ทางเราต้องนำมาเก็บเป็นข้อมูลให้กับท่านผู้อ่านเหมือนกันกับทุกๆคันที่ทางเรารับมาทดสอบ

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้นเริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra
แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วน
เฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาว
ใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การงานง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยก
ในซอยสุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.895 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.37 กม./ล.<<

ประหยัดกว่ารุ่น Sedan อยู่เล็กน้อยแต่อย่างไรก็ตาม กินน้อยกินมากน้ันอยู่ที่เท้าคุณล้วนๆครับ เอาจริงนั้น น้ำมันถังนึกอาจจะวิ่งได้ไกลสุดประมาณ 720 กิโลเมตร หากคุณขับแบบคนธรรมดาทั่วไปขับกัน ในเมืองก็แน่นอนว่ามี 5-6 โลลิตรตามความจุเครื่องขนาดนี้นั้นแหละครับ แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูรถยนต์จากเมื่อ 10 ปีที่แล้วเครื่องยนต์​ 2.0 ลิตรเกียร์ 4AT ธรรมดาหรือ CVT ยังกินกว่านี้ระดับไล่กันๆเลยครับ แต่ตัดภาพมาคันนี้ความแรงคือทิ้งกันประมาณสามทะเลยทรายซาฮาร่า ดังนั้นบอกได้เลยว่า 13.37 For V6 Bi-Turbo is Good. อีกทั้งหากคุณผู้อ่านมีเงินซื้อรถราคา 4.22 ล้านแล้ว ผมคิดว่าค่าน้ำมันของรถคันนี้ไม่น่าใช่ปัญหา หากคุณต้องการความสนุกของการขับขี่จากมัน

สรุป  แรงแบบออกหน้า สวมวิญญาณ AMG แบบ Medium

อย่างแรก คุณต้องอย่าซีเรียสกับคำว่า AMG Mass Production แรงขนาดนี้ในราคา 4.22 ล้าน (ไม่รวมส่วนลดที่น่าจะอัดเยอะกันจน BMW มอง) หรือคนจะว่ารถคุณว่า AMG ปลอม แต่สิ่งที่คุณจะได้จากการจ่ายเงินก้อนนั้นไปก็คือ รถ Coupe ขับไปออกงานสังคมได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้แทบจะเหมือนกับรถปกติ Practicallity ยังดี แถมยังรองรับอารมณ์การขับรถของคุณได้อย่างแน่นอน (ถ้าคุณไม่ได้ขับ C63 AMG เป็นรถจ่ายกับข้าว) คุณงามความดีที่ประดับใจจริงกับรถคันนี้คือ ความแรงที่คุณควบคุมได้ ไม่ได้พร้อมฟรีทิ้งทุกครั้งที่กดคันเร่ง เอาจริงๆ ไม่เคยมีการกดคันเร่งเต็มๆออกไปครั้งมันจะฟรีทิ้ง รถที่จะพาคุณทะยานไป 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้แบบชิวๆ ไปในช่วงล่างที่นิ่งให้ความมั่นใจทุกครั้งที่คุณทำความเร็ว รวมไปถึงพาคุณผ่านโค้งไม่ด้วยตีนตุ๊กแกอย่างระบบ 4MATIC ผ่านการตรวจงานความแรงจาก AMG นั้นแหละคือนิยามที่ผมให้กับรถ Mercedes-AMG 35/43/53 Series

ข้อดีที่โดดเด่น

    1. กำลังเครื่องที่เรียกว่าโครตจะเหลือ ตอบสนองทันทีทันใจ ดุดันได้ดังหวัง แถมอัตราสิ้นเปลืองก็ดีกว่าที่คิด
    2. การเซ็ตช่วงล่าง เบรค และพวงมาลัยที่จัดกระบวนท่ามาได้เหมาะสมและดีกับตัวรถ รองรับงานหนักงานเบาได้เหลือหลาย
    3. ราคาที่ทำมาเรียกได้ว่าถ้าคุณอยากได้รถที่แรงคุ้มเงินที่สุดจากโรงงานเกรงว่าอาจจะต้องชี้มาที่เจ้านี่

ข้อเสียก็ควรจะมี(และไม่ได้แก้ซักที)

    1. ตำแหน่งนั่งของเบาะคนขับ เยื้องไม่จบไม่สิ้น แถมปัญหานี้ยังเกิดเฉพาะรถยนต์ที่เป็นพวงมาลัยขวา รบกวนยังไงช่วยทาง MbTH Feedback กลับไปยัง Mercedes AG ด้วยจะดีมากครับ เรานั่งขับรถถ้าแปลกๆของ Mercedes กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
    2. การจัดวางอุปกรณ์ในห้องโดยสาร โอเคเรื่องของดีไซน์ในห้องโดยสารนั้นมันยังคงจริตจะก้านความแรดภายในห้องโดยสารไว้ได้ดี แต่การวางปุ่มบางปุ่มนั้นมันแปลกเสียงเหลือเกิน เช่นปุ่มไฟฉุกเฉินที่ควรจะไปอยู่ตรงกลางจของคอนโซล ดั้นน มาอยู่ใต้ปุ่มแผงคุมระบบแอร์
    3. การจัดออฟชั่นประหลาดๆของรถ เช่น Sedan ได้ Mercedes Me Connect, Adaptive Cruise Control เพิ่มเข้ามาแต่ทำไม Coupe ไม่ได้ แถมทั้งคู่ยังมีเบาะ Heater แถมมาให้ อิหยังว่ะ ยังไงถ้าจะติ๊ก Option เพิ่มเข้ามา เอาไปเปลี่ยนเป็นพวก Smartphone Intrigration แบบ Apple CarPlay/Andriod Auto กับ Blind Spot Monitoring น่าจะเหมาะสมกว่านะครับ

หากจะหาคู่แข่งในตลาดมาเปรียทเทียบนั้น ณ เวลานี้ยังไม่มีคู่ชกที่พอจะสมน้ำสมเนื้อกับ C43 เท่าไหร่นัก แต่เราจะสรุปคร่าวมาให้ประมาณนี้

คันแรก Import จากแคว้น Bavaria ในชื่อ BMW M440i Xdrive จากการแตกไลน์แยกชัดมากจาก 3 Series คู่แข่งร่วมชาติของ C-Class เมื่อค่าย M ต้องเดินสายตาม AMG ในการทำรถแรงแบบ Mass Mass จะพลาดได้ไงกับการนำรถ 4 Series มาชกกันตรงๆ คาดว่าบุลลิคของรถนั้นยังคงความดีงามของ BMW ไว้ในหลายส่วนเช่น การจัดตำแหน่งที่นั่งและอุปกรณ์ที่ดีกว่า Mercedes มาตั้งแต่ไหนแต่ไร รวมไปถึงเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเอกลักษณ์ของเค้า แถมมีข่าวลือแว่วๆมาว่าจะเปิดราคาในไทย 3 ปลายๆ 4 ต้นๆ ทั้งท่ีนำเข้ามาทั้งคันด้วย อันนี้เราก็ต้อง Stay Tune กันต่อไปเพราะคาดว่าอีกไม่นานนี้เราน่าจะได้ทดลองขับรถยนต์ BMW กันแล้ว

อีกคันนั้นมาจากร่มเงาเพื่อนร่วมชาติค่าย VW Group ส่ง Audi มาในรุ่น Audi S5 พกเครื่องยนต์ V6 Twin Scorll Turbocharged และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันเลื่องชื่อ Quarttro ที่แอบขับมาในรถยนต์ Audi TT นั้นพบว่าการปรับจูนการกระจายแรงบิดทำมาได้ดีกว่า 4MATIC ใน C43 ทั้งสองบอดี้เสียอีก สำหรับ Audi นั้นคงต้องบอกไว้ว่าถึงแม้หน้าตารถอาจจะดูเรียบๆผิดจากคู่แข่งนั้น แต่อย่าได้ดูถูกเรื่องของสิ่งที่มองไม่เห็นในตัวรถนะครับ จากการที่ผมได้แอบใช้ชีวิตกับ Audi TT ที่จะถูกเขียนโดย Naow_27 นั้นบอกได้เลยว่า อย่าดูถูกมันเด็ดขาด มันเป็นรถที่ผมไม่ชอบเส้นสายดูไม่มีอะไรและภายในที่แสนเรียบง่ายของมัน แต่พอได้ขึ้นไปขับมันเท่านั้นแหละ คงบอกได้แค่เราโดน Audi ตกแบบจังๆ ไว้ถ้าเรามีโอการได้ทดลองขับเราจะมาเล่าให้ฟังกัน

หากใดๆแล้วก็มาถึงบทส่งท้ายกับ C43 Coupe กันซะแล้ว ในช่วงปลายอายุตลาดอาจจะประมาณปีครั้งหรือสองปีก่อนนะเข้าสู่ยุคใหม่ของ W206 นั้น W205 Coupe ก็ได้สร้างชื่อของมันไว้ได้อย่างที่ควรจะเป็นอยู่ การดำเนินตลาดรถ Premiem Compact ทั้ง Sedan Coupe และ Estate ร่วมไปถึง Cabriolet ผ่านมาแปปๆก็จะเปลี่ยนโฉมกันไปแล้ว เพียงแค่รอ S-Class W223 เปิดตัวในช่วง Quarter 2 ของปีหน้า คาดว่าปลายปีหน้าถ้าไม่มีอะไร W206 ก็คงออกมาตามกำหนดของมัน ตอนนี้หากคุณจะลังเลกับรถที่กำลังจะตกรุ่นในอีกประมาณสองปี ส่วนลดที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามพิษของ COVID-19 เผลอ ณ ตอนนี้คุณอาจจะได้ C43 Coupe ในราคา 3.xx ล้านซะด้วยซ้ำ ถ้าคุณยังมีความเชื่อมั่นในตราดาวและคำว่า AMG อยากได้รถแรงที่คุมมันได้ง่ายดาย ดังนั้นแล้วก็ขอเรียนเชิญที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่าย Mercedes-AMG  อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศได้เลยครับ แล้วก็ถ้ายังลังเลจริงๆ อยากลองขับรถ AMG แบบลงสนามจริง อันนี้เป็นการแนะนำกันแบบส่วนตัวเลยคือกิจกรรม Mercedes-Benz/AMG Driving Experience ที่จะจัดขึ้นทุกๆปี จ่ายเงินหลักหมื่น(ที่หากคุณซื้อรถก็จะกลายเป็นส่วนลดกับราคารถ) ขับรถหลักล้าน รถสนามกันมัน ลองประสิทธิภาพรถกันเต็มความต้องการ ได้ความรู้ในการขับรถอีก อันนี้ก็แนะนำเช่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งมวลของรีวิวรถคันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ

ไว้เราจะเจอกันในคันต่อไป

BellzonaNT

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : BellzonaNT
เผยแพร่วันที่ : 21 มิถุนายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Facebook Comments