[Carsideteam-LONG] Honda Civic 1.5 Turbo RS | เมื่อผมกับใบเฟิร์นได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

738

“มาทำไม ไม่รักก็ไม่ต้องมา” เพลง”มาทำไม”ในอัลบั้มชุดรับแขกของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ในตอนนั้น
ที่ดังเปรี้ยงป้างเป็นท่อนที่ไอซ์ เพื่อนของใบเฟิร์น มักร้องทุกครั้งเวลาที่ผมทำเมินเฉยใส่ใบเฟิร์น

ใบเฟิร์นเป็นเพื่อนสมัยวัยประถมของผมที่เลขที่ใกล้ๆกัน ตอนนั้นผมเองก็ยังรู้สึกเด็กเกินไปที่เข้าใจความรัก
แบบชู้สาว  เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ผิวสีน้ำผึ้งไม่ได้สวยมากแต่ดูได้นาน พอเรียนจบประถมเราก็ยังคง
เรียนมัธยมที่โรงเรียนเดียวกัน จนกระทั่งพอขึ้นมัธยมปลายก็ต้องแยกย้ายกันไปตามความฝันของตัวเอง
จนกระทั่งโลก Social Network ได้ทำให้ผมได้เจอเธออีกครั้งเธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากจากที่ผมเคยรู้จัก
มีสามีที่น่ารัก แต่น่าเสียดาย แต่เธอน่าจะจำผมไม่ได้แล้ว

อาจจะดูเป็นการพร่ำเพ้อถึงความหลังไปนิด แต่นี่คงเป็นสิ่งแรกที่ผมเห็น Honda Civic ในรหัสตัวถัง
FC เป็นครั้งแรก ที่มีการเปิดตัวในปี 2016 เป็นรถที่ดูโตขึ้นตาม Generation ที่ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ
จากสาวน้อยในรุ่น EG มาเป็นสาววัยมัธยม ในรุ่น EK ขยับขึ้นมาเป็นสาวมหาวิทยาลัยในรุ่น ES
และเป็น First Jobber ในรุ่น FD และ FB และในรุ่นล่าสุดอย่าง FC แปรสภาพเป็นสาววัยทำงาน
ในตำแหน่ง Senior หรือ Supervisor ก็คงไม่ต่างกับใบเฟิร์น เพื่อนที่ผมกล่าวถึงข้างต้นเช่นกัน

ภายนอก : โตขึ้นตามวัยวุฒิที่เปลี่ยนไป สวยแบบสาววัยทำงาน

สำหรับ Honda Civic รุ่นนี้ นับว่าเป็นการยกการออกแบบใหม่ โดยหัวเรือหลักงานออกแบบในรุ่นนี้
เป็น Honda USA โดยมีขนาดรถที่โตขึ้น เพราะใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมร่วมกับ Honda Accord
รุ่นล่าสุด  จึงมีทั้งขนาดตัว มิติรถที่ใหญ่ขึ้น ตามความต้องการของตลาดในสหรัฐนั่นเอง

มิติรถ
– ความยาว : 4,648 มม.
– ความกว้าง : 1,799 มม.
– ความสูง : 1,416 มม.
– ความฐานล้อ : 2,698 มม.
– น้ำหนักรถ : 1,306 กก. (เฉพาะรุ่น Turbo RS)

ด้านหน้า ยังคงเหมือนรุ่นปี 2016 มีไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light (DRL) และไฟเลี้ยว
อยู่ขอบด้านบนกระจังหน้ามีป้ายคำว่า RS เพิ่มเพื่อให้รู้ว่าเป็นรุ่น Top Of The Line แต่สิ่งที่ต่างกับ
รุ่น 5 ประตูและรุ่นปี 2016 คือช่องไฟตัดหมอก จากเดิมที่เป็นรังผึ้ง เปลี่ยนมาเป็นแผ่นปิดเรียบ
ในรุ่นปัจจุบันนั่นเอง ส่วนฝั่งขวามีช่องให้เสียงแตรออกครับ

ด้านข้าง มีเส้นสายของตัวรถคล้ายกับรถทรง Fastback ยุคปลาย 70-ต้นปี 80 ซึ่งรับกับขนาดรถที่ใหญ่ขึ้น
กว่ารุ่นเดิม มีการเล่น Feature Line เล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติของตัวรถให้ดูสวยขึ้นและไม่ดูจืดจนเกินไป
มือจับประตูเป็นแบบโครเมี่ยม พร้อมเสาประตูตัดด้วยสีดำเงา กระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยงแบบ LED
และกล้องมองขณะเปิดไฟเลี้ยวและถอยจอดครับ

ด้านหลัง มีเสาอากาศแบบครีบฉลาม สปอยเลอร์แบบตูดเป็ดขนาดใหญ่ติดอยู่กับฝาท้าย เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ของรุ่น RS ไฟท้ายเป็นทรงบูมเมอร์แรง เป็น 2 ชิ้นโดยอยู่ที่ตัวรถและฝาท้าย วงนอกเป็นไฟเบรก และด้านใน
ซ่อนไฟเลี้ยวและไฟถอยหลัง ด้านซ้ายของฝาท้ายติดโลโก้ว่าคำว่า”Civic”ตรงกลางเป็นช่องใส่ทะเบียน
ด้านขวาของฝาท้ายติดคำว่า”RS”เพื่อให้รู้ว่าเป็นรุ่น Top Of The Line กันชนท้ายมีช่องแถบทับทิมสีแดง
แบบสปอร์ต ตรงกลางมีแถบโครเมี่ยมตัดแก้เลี่ยน และความพิเศษของรุ่นเทอร์โบคือ ปลายท่อเสียออก
2 ข้างจากโรงงานครับ

สำหรับการเข้าออกตัวรถนั้น เพียงแค่พกกุญแจทรง Biscuit ติดตัวไว้ ก็สามารถเปิด-ปิดประตูได้ทันที
โดยวิธีล๊อคประตูรถ เพียงแค่กดปุ่มสีดำบนมือจับประตู รถก็จะทำการล๊อคและพับกระจกมองข้างให้อัตโนมัติ
และหากต้องการเข้ารถ เพียงแค่เอามือสอดมือจับประตู รถก็จะทำการปลดล๊อคให้ทันทีครับ

ภายใน : เหมือนรุ่น 5 ประตู แต่ปรับบางอย่างให้ใช้งานง่ายขึ้น

ภายในของ Civic Turbo RS ในรุ่น MY2019 นั้น ไม่ได้ความแตกต่างจากรุ่น MY2016-2018 นั้น
โดยถูกออกแบบให้ทุกอย่างถูกสรีระของผู้ขับขี่ สามารถหยิบจับได้สะดวก และนับว่าเป็นเรื่องหนึ่งใน
รถรุ่นนี้ที่ชอบมาก เพราะทั้งการจัดวางอุปกรณ์และตำแหน่งการวางแขนนั้น ทำได้ดีกว่ารถยนต์ในกลุ่มเดียวกัน

พวงมาลัยเป็นทรง 3 ก้านแบบ Multifunction โดยด้านซ้ายมือ ใช้ควบคุมระบบเครื่องเสียง สำหรับ
ความแตกต่างจากรุ่นปี 2016-2018 คือปุ่มปรับระดับเสียง ที่ไม่มีการบากร่องที่ปุ่ม เป็นปุ่มเรียบ
เป็นเพราะ Honda ได้ตัดฟังก์ชั่น Swipe ออกไป ถือว่าเป็นเรื่องดีเนื่องจากแม้ว่าจะดูล้ำๆ แต่เอาเข้าจริงๆ
กลับเสี่ยงต่อการตกใจจากการเผลอไปแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าใครติดใจอาจจะนับเป็นข้อเสียก็เป็นได้

หน้าจอ TFT บนหน้าปัดแสดงผลการขับขี่ ซึ่งสามารถเลือกให้แสดงน้ำมันที่เหลือที่สามารถวิ่งได้
Boost Turbo อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยต่อน้ำมันหนึ่งลิตร ส่วนด้านขวา เป็นระบบ Cruise Control ด้านหลัง
พวงมาลัยเป็นแป้น Paddle Shift สำหรับใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ในโหมด S ก้านปรับด้านขวาเป็นระบบ
ไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว ก้านปรับด้านซ้ายเป็นระบบใบปัดน้ำฝนพร้อมระบบปรับหน่วงเวลาได้

หน้าปัดของ Civic FC เป็นแบบจอ TFT เหมือนกันรุ่น Hatchback โดยส่วนของเกจวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
และวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์เป็นแบบ LED ขึ้นลงตามจำนวน และส่วนของ TFT จะบอกความเร็วเป็นตัวเลข
และวัดรอบเป็นเข็ม Digital ที่ดูสวยงามแต่อาจจะดูลำบากหากต้องการใช้งานเก็บค่าหรือสังเกตความผิดปกติ
ของรถ เนื่องจากความไม่นิ่งของตัวเข็ม Digital

ช่องกลางเป็นจอแจ้งเตือนต่างๆ ด้านล่างตรงกรอบแสดงผล อุณหภูมิภายนอก ระยะทางที่วิ่งและนาฬิกา
โดยสามารถ Set Trip A และ Trip B ได้ที่ก้านสีดำเหนือคำว่า Trip ตรงช่องมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงครับ
ใช้งานง่าย แต่ดูขัดๆกับจอแสดงผลที่ดูล้ำๆ

และนี่คือ การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดใน Civic MY2019 หลังจากที่เคยติไปใน Civic Hatchback
นั่นคือระบบปรับอากาศ ที่ใส่ปุ่มปรับความแรงของพัดลมแอร์มาให้เสียที ซึ่งตรงนี้ ใช้งานง่ายและดีงาม
มากครับ นอกนั้นที่ดีอยู่แล้ว ยังคงรักษาความดีงามไว้อย่างครบถ้วน ไม่มีขาดตกบกพร่อง

Army_Nutty Said : อุส่าให้มาแล้ว ตบมือซิคะ รออะไร (มาพร้อมเสียงตบมือ)

แต่นั่น อาจจะไม่สาแก่ใจคุณนายประจำ Carsideteam เท่ากับการมาพร้อมกับระบบ Apple CarPlay
ที่สามารถนำอุปกรณ์ของ Apple มาต่อใช้งานได้ทันทีและ Android Auto ที่นำมือถือ Android มาต่อ
ได้เช่นกัน และการเพิ่มปุ่มกดบนวิทยุติดรถในรุ่น RS ซึ่งทำให้ไม่ต้องละสายตาจากถนนเพื่อมาปรับหรือ
กดปุ่มบนวิทยุเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้รถติติงกันไปครับ


ภายใน การเข้าออกรถอาจจะลำบากสำหรับคนตัวค่อนข้างใหญ่ เพราะตำแหน่งในการวางเบาะที่เตี้ยกว่า
รถประเภทเดียวกันในตลาด แต่เมื่อลงไปนั่งแล้ว ทุกท่านจะรู้สึกได้ว่า ตำแหน่งการวางทุกอย่าง
พอดีค่อนไปทางเตี้ยนิดหน่อย หากปรับทุกอย่างให้ลงตัว ก็ไม่ใช่ปัญหานัก

เบาะคู่หน้าเป็นแบบปรับด้วยระบบไฟฟ้าได้ทั้งคู่ (คนขับสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง ส่วนของผู้โดยสาร
ด้านหน้าปรับระดับได้ 4 ทิศทาง) ฟองน้ำเบาะแข็งกำลังดี ส่วนโอบสีข้างและต้นขาทำได้ดี กระชับและนั่งสบาย
พนักพิงศรีษะนิ่มกำลังดี ไม่แข็งเกินไป เรียกได้ว่ามีการออกแบบมาให้คนขับสบายและสนุกในการขับขี่
กว่ารุ่นเดิมมากเลยทีเดียวครับ


ด้านหลัง ดูจากภายนอกเหมือนว่าเสา C จะเตี้ยจนทำให้การเข้าออกลำบาก แต่แท้จริงแล้ว Civic FC
มีความสูงของเบาะค่อนไปต่ำ ทำให้ปัญหาในการนั่งเบาะหลังของคนตัวสูง สบายใจว่าศีรษะของท่าน
ไม่ติดหลังคาอย่างแน่นอน หากเพียงแต่ตำแหน่งของเบาะที่ต่ำมากนั้น อาจทำให้การขึ้น-ลงจากรถ
ทำได้ยากขึ้น ไม่ก็ไม่ได้ยากเย็นแบบรถสปอร์ตบางยี่ห้อ เบาะมี ISOFIX สำหรับยึดเบาะเด็ก
เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และแน่นอนว่า ข้างตัวเบาะยังคงใช้วัสดุพลาสติกเหมือนเดิม


ด้านหลัง มีพื้นที่ให้เพียงพอต่อการใส่กระเป๋าเดินทางเป็น Hard Case ขนาดใหญ่ราว 2-3 ใบ
ซึ่งเพียงพอต่อการเดินทางรับ-ส่งเพื่อนฝูงไปเที่ยวต่างประเทศอย่างแน่นอน
เมื่อเปิดพื้นออกมา จะเจอชุดแม่แรงแบบไขด้วยมือทรงข้าวหลามตัด ด้ามขันล้อ หูลากรถ
และยางอะไหล่ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน และดีกว่ารถยนต์หลายยี่ห้อ
ที่มาเพียงชุดปะยางเท่านั้นครับ



เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง : เผ็ดร้อนเหมือนรุ่น 5 ประตูไม่มีผิดเพี้ยน

Honda ได้ตัดสินใจยกเครื่องยนต์แบบหายใจเองความจุ 2.0 ลิตร ออกจากการผลิต แล้วเปลี่ยนเป็น
เครื่องยนต์แบบฉีดตรงความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ และระบบควบคุมวาล์ว
i-VTEC รหัส L15B7 กระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.0 x 89.4 มม. กำลังอัด 10.6 : 1 ให้กำลังสูงสุด
173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 220 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,700-5,500 รอบ/นาที
ผ่านค่าไอเสียมาตรฐาน Euro 4 โดยปล่อย CO2 ที่ 137 กรัม/กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง
สูงสุดที่ E20

จับคู่กับระบบส่งกำลัง เกียร์แบบ CVT อัตราทด 2.645-0.405 พร้อม Sport Mode สามารถ
เปลี่ยนเกียร์เองได้ที่แป้นหลังพวงมาลัย ซึ่งเหมือนกันกับ Civic Hatchback ที่เราเคยเขียนให้
ผู้อ่านได้อ่านในปีที่แล้วไม่มีผิดครับ

สมรรถนะ
เราเริ่มต้นกันด้วยอัตราเร่งทั้งการออกตัวและการเร่งแซง
ทดสอบในอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส ตำแหน่งเกียร์ D
ผลออกมามีดังนี้

สำหรับอัตราเร่งช่วงออกตัว มีจังหวะหน่วงเล็กๆ ประมาณ 0.5 วินาที หลังจากนั้นกำลังเครื่องหลั่งไหล
มาแบบเต็มสตรีม ด้วยอานิสงค์จากการทำงานของเทอร์โบทำให้การขับขี่สนุกขึ้น เปรียบกับนักกีฬาวิ่ง
ที่ในช่วงออกตัวมีคิดนิดนึง แต่หลังจากนักวิ่งคนนี้สับขาแบบรัวๆ ในช่วงเร่งแซงทำได้ฉับไวและทันใจ
ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่อยู่ในช่วง 1,700 รอบต่อนาที ทำให้เมื่อคุณกระแทกคันเร่งแบบเต็มตีน กำลังเครื่อง
จะมาแบบทันท่วงที แล้วพาคุณไปถึง 140 กม./ชม. ไปแบบชิลๆ เรียกได้ว่าสั่งปุ๊ปมาปั๊ป

ส่วนเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบ Earth-Dream พร้อม Manual Mode 7 จังหวะ หลายคนอาจจะกังวลว่า
มันจะทนมือทนตีนไหม (ว่ะ) แต่จากการลองขับในหลายสถานการณ์พบว่า “เอาอยู่” เริ่มจากโหมดขับในเมือง
ทำงานได้ราบรื่น นุ่มนวล แต่พอเข้าโหมดปาดเปรื่องระบบเกียร์ปรับการทำงานเข้ากับเครื่องยนต์ได้ดี
เรียนรู้การขับขี่ไว ขณะที่ Manual Mode ทำงานแอบหน่วงเล็กๆ แต่ถือว่าพอใจ โดยรวมให้ความสนุก
ในการขับขี่อยู่

ช่วงล่างและเบรก : ดีแล้ว แต่ขอมั่นใจอีกนิดแล้วกันนะ

พวงมาลัยของ Honda Civic 1.5 Turbo RS เป็นแบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ด้านน้ำหนักความเร็วต่ำเซทมาได้
กำลังดี ควบคุมง่าย ไม่หนักและไม่เบามากจนเกินไป ขณะที่ความเร็วมีความหนืดขึ้น นิ่ง โดยเฉพาะขับทางตรง
ไม่แต่งพวงมาลัยเยอะ ส่วนการตอบสนองวงเลี้ยว ทำได้กำลังดี ไม่ไวและไม่ยานเกินไป ภาพรวมอยู่กลางค่อนบน
ของรถในระดับเดียวกัน เรียกว่าคม แม่นยำ มี One Center Feeling ที่ดีรุ่นหนึ่งเลยทีเดียวครับ

ขณะที่แป้นเบรก การตอบสนองเมื่อเหยียบลงไป ตัวเบรกทำงานได้นุ่มนวล ไม่หัวทิ่มและไม่ลึกจนเกินไป
อยู่ในเกณฑ์กำลังดี เหนือกว่า Toyota Corolla Altis ชัดเจน แต่ยังพ่ายแพ้ให้กับ Ford Focus 1.5 Ecoboost
แต่หากใช้ความเร็วสูงและเบรกติดกันบ่อยๆ อาจมีอาการ Fade บ้าง แต่ถ้าขับใช้งานทุกวัน จัดว่าเหลือใช้
แต่ถ้าหากท่านเป็นคนขับรถเร็ว การขยับผ้าเบรกและจานเบรก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ

ส่วนช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์ สันตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบ มัลติลิงค์ อิสระ
พร้อมเหล็กกันโคลง แม้จะยังใช้ชิ้นส่วนเดิม แต่เมื่อมาขับจริงๆ กลับรู้สึกแตกต่างจากรุ่นเปิดตัวแรก (MY2016-2018)

เริ่มจากการซับแรงสะเทือน รุ่นก่อนหน้านี้จะรู้สึกแข็งกระด้างมาก มาคราวนี้ได้ปรับโช็คอัพและคอยสปริง
ให้นุ่มขึ้นผลคือเมื่อเจอหลุมบ่อ หรือคอสะพาน เก็บอาการได้นุ่มนวลขึ้น แต่นิ่งและเฟิร์มอยู่เช่นเดิม

ส่วนการเข้าโค้งในย่านความเร็วต่าง ๆ เริ่มจาก 100 กม./ชม. มีอาการนิ่ง ไปตามโค้ง พอความเร็ว 130 กม./ชม.
เมื่อเจอโค้งยาวพบว่า มีอาการดิ้นให้เห็น แต่ไม่เยอะมาก และอยู่ในเกณฑ์ที่คุมได้ ส่วนนึงที่
ช่วงล่างรุ่นนี้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามองว่ารุ่น 1.5 Turbo RS  ไม่ได้มีเพียงลูกค้าผู้ชายที่ซื้อแล้ว
เอาไปแต่งเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ต้องการใช้งานทั่วไป ขับไปทำงานออฟฟิศเก๋ๆ พอเลิกงาน
ก็ไป Hang Out ที่ทองหล่อได้แบบไม่อายใคร


ความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยของ Honda Civic 1.5 Turbo RS ยังคงมีอุปกรณ์พื้นฐานอยู่เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น
ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันลื่นไถล VSA
ระบบแสดงภาพมุมอับขณะเปลี่ยนเลน Honda Lane Watch ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน ESS

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือชุดระบบความปลอดภัย Honda Sensing ที่ยกมาจาก Honda Accord Hybrid
แบบครบเซ็ท จะร่วมทำงานกับชุดระบบความปลอดภัยแบบพื้นฐาน ซึ่งมีดังนี้

ระบบควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างหน้ารถอัตโนมัติ ACC with LSF
(Adaptive Cruise Control with Low Speed Follow)
ระบบนี้จะทำงานผ่าน Cruise Control ร่วมกับกล้องตรวจจับวัตถุที่หลังกระจกมองหลังและเรดาร์ที่ใต้กันชน
หลักการทำงานคือ จะช่วยล็อคความเร็วตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ หากมีรถยนต์อยู่ข้างหน้าระบบจะลดความเร็ว
และรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่ได้ตั้งค่าไว้ นอกสามารถลดความเร็วตามรถยนต์คันหน้าไปจนถึงหยุดรถโดยอัตโนมัติ

ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรก CMBS
(Collision Mitigation Braking System)
ระบบนี้จะทำงานร่วมกับระบบ ABS และ EBD กรณีที่รถของท่านอยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชน ตัวอย่างเช่น
เมื่อคุณกำลังใจลอยในการขับรถ แต่พอรู้ตัวอีกที มีรถโผล่มาข้างหน้าเสียแล้ว ระบบจะช่วยเตือน
พร้อมกับเบรกให้โดยอัตโนมัติ

ระบบเตือนรถออกนอกเลน LKAS (Lane Keeping Assist System)
เมื่อคุณขับรถอยู่แล้วเกิดเผลอทำอย่างอื่นในขณะขับรถ อาทิ แชททางโทรศัพท์เพราะมีงานด่วนเข้ามา
หรือเก็บของที่กำลังตกลงพื้นระหว่างนั้นรถจะมีการส่ายเนื่องจากไม่ได้มองทางข้างหน้า ตัวรถจึงพยายาม
“ดึงสติ”ด้วยการร้องออกมาเพื่อเตือนว่า “รถกำลังอยู่นอกเลนแล้วนะ” เพื่อให้คนขับประคองรถเข้าเลนทัน

ระบบป้องกันรถตกถนน RDM พร้อมระบบ LDW
(Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning)
สืบเนื่องจากข้างบนในกรณีที่รถกำลังออกนอกเลนแล้ว แต่ครั้งแค่เตือนอย่างเดียวมันก็เอาไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่
ระบบจะช่วยดึงพวงมาลัยเพื่อให้รถเข้าไปในเลน และเมื่อรถมันเลยเลนไปเยอะแล้ว ระบบจะเตือนให้จับ
พวงมาลัยเพื่อประคองรถให้เข้าเลนให้เร็วที่สุด (แต่ถ้ามากกว่านี้ก็แล้วแต่คนขับละครับ)

ระบบไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Auto High Beam)
เมื่อคุณขับรถไปในทางที่มืดๆบนถนนต่างจังหวัดที่ไม่มีไฟทาง แต่ครั้งจะเปิดไฟสูงอยู่ตลอดก็มีโอกาส
ที่สุ่มเสียงที่จะโดนหาเรื่องได้ง่าย ดังนั้น เมื่อรถรุ่นดังกล่าวมีระบบนี้ ระบบจะลดไฟลงมาเมื่อมีรถมาข้างหน้า
เพื่อป้องกันการแสบตาของคนขับอีกฝ่าย

Carsideteam Eco Mode
แม้จะเป็นรถยนต์ซีดาน พร้อมระบบอัดอากาศ หลายคนคงคิดว่า อัตราสิ้นเปลืองคงทำได้ไม่ค่อยดีนัก
ตามประสารถยนต์เครื่องยนต์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เราได้ทำการทดสอบอัตรามาให้ชมกันครับ

การทดสอบครั้งนี้เราจะใช้น้ำมัน Shell Fuel Save แก็สโซฮอล์ 95 กันเช่นเคย เติมจนถึงคอถัง
พร้อมกับเซ็ตระยะทางให้เป็น 0 ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบน
ถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าซอยอารีย์ลัดเลาะไปออกแถวๆ
ปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบน ทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทาง
ด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็ว คงที่ 110 กม./ชม. พร้อมกับเปิด Cruise Control เพื่อประคอง
ความเร็วให้คงที่ผลที่ได้ตามนี้ครับ

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.71 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.12 กม./ล.<<

เรียกได้เลยว่าเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบที่ให้ความประหยัดน้ำมันอย่างแท้จริง ส่วนการใช้งานจริง
พบว่าสามารถวิ่งได้ไกลราวๆ 400 – 500 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ก้ต้องขึ้นอยู่ที่การใช้งานว่า
เราใช้ความเร็วหนักขนาดไหน สภาพการจราจรเป็นอย่างไรบ้าง

รวบให้ฟัง หลังลองขับ : สาวน้อยที่โตขึ้น มากขึ้นคือความแซบที่โตตามวัยวุฒิ

ในชีวิตคน หากเปรียบเป็นหนังสือซักเล่มหนึ่ง ก็จะมีบทหลายบทที่ต้องเดินไปตามครรลองของชีวิต
ก็คงไม่ต่างกัน Honda Civic FC ที่ Carsideteam ได้รับมาทดสอบในครั้งนี้ จากเด็กใน Civic EH
เริ่มโตเป็นสาวแรกแย้มในรุ่น EK เริ่มเปล่งสะพรั่งในรุ่น ES และโตมาเป็นวัยทำงานในรุ่น FD และ FB
จนมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว พร้อมหน้าที่แม่บ้านและหัวหน้างานในรุ่น FC ซึ่งคล้ายกันกับหนังสือที่กล่าวไปข้างต้น

นอกจากงานออกแบบที่ทำให้ตัวรถดูโตขึ้น การขับขี่เองก็ยังคงความสนุก แต่มั่นคงและมั่นใจขึ้น
เด็กๆขับและแต่งให้แรงและขับดีได้ ผู้ใหญ่วัยทำงานเองก็สามารถขับได้โดยไม่รู้สึกว่าดูเป็นเด็กจนเกินไป
เป็นรถที่มีทั้งความสปอร์ต และความเป็นผู้ใหญ่ที่ดูสุภาพในเวลาเดียวกันได้โดยไม่ตะขิดตะขวงนัก

แต่เมื่อเป็นรีวิวแล้ว รถทุกคันย่อยมีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เรามีสรุปสั้นๆ
ที่ด้านล่างเลยว่า เพื่อนสาวที่เพิ่งแต่งงานหมาดๆคนนี้ของผม เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

ข้อดีที่ควรชม
1.การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ที่สามารถทำได้เกินคาด
ถึงแม้ว่าเกียร์ CVT จะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความแรงของรถลดลง แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียด และทำได้ดีเกินคาด
จากโหมดปกติ หรือ ECON พอเลื่อนคันเกียร์ไปโหมด S ทั้งเสียงเครื่องและการตอบสนองของรถ รวมทั้ง
สามารถเปลี่ยนเกียร์ที่แป้นบนพวงมาลัยได้ดั่งใจ เปลี่ยนไปจากสาวออฟฟิศใส่ชุดยูนิฟอร์มบริษัท
เป็น Pop Star ที่มีทั้งเสียงอันไพเราะ และลีลา การเต้นที่เท้าไฟเกินคาดตามสถานบันเทิงที่ท่านๆ
ไปนั่งฟังเพลงกับผองเพื่อนของท่าน หากท่านใดที่เคยสัมผัสเกียร์ CVT แล้วบอกว่าขับไร้รสชาติ
แสดงว่าท่านยังไม่เคยขับ Civic 1.5 Turbo RS ครับ

2. ห้องโดยสารที่มีการจัดวาง Ergonomic ดีมาก
สำหรับในส่วนของผู้ขับขี่ ทั้งตำแหน่งนั่งที่ไม่สูงและเตี้ยจนเกินไป ส่วนรองข้อศอกและตำแหน่ง
การวางของอุปกรณ์บนรถ สามารถจัดวางได้พอดีและหยิบจับใช้ได้อย่างพอดี รวมทั้งการนำข้อดี
ของการปรับแรงพัดลมแอร์สวิตช์บนหน้าปัดวิทยุที่มีปุ่มกดเพิ่มขึ้นให้ ทำให้เรื่องที่เคยติไปนั้น
หายไปและทำให้การใช้งานสะดวกขึ้น ประทับใจมากครับ

3.การเก็บเสียงที่เหนือกว่ารุ่น Hatchback มาก
หลังจากเมื่อปีที่แล้วทาง Carsideteam ได้มีโอกาสขับรุ่น Hatchback ไปแล้ว เมื่อได้มีโอกาสมาขับรุ่น
Sedan RS ทำให้รู้ว่า การเก็บเสียบรบกวน ไม่ว่าเสียงยาง หรือเสียงลมปะทะข้างรถนั้น เงียบกว่ารุ่น
Hatchback มากถึงนับว่าเป็นเรื่องที่ประทับใจ และดีใจที่ Honda ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
(ถ้าให้ดี รุ่น Hatchback ทำได้แบบนี้ก็ดีนะ)

ข้อเสียที่ควรปรับปรุง

1.ช่วงล่างและเบรคที่ให้มาต่ำกว่าสมรรถนะของตัวรถ

ด้วยตัวรถที่มีกำลังถึง 173 แรงม้า และสามารถทะยานความเร็วปลายทะลุ 200 กม./ชม. จากโรงงานได้
โดยไม่ต้องไปปรับแต่งเพิ่ม แต่ด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ ทำใมถึงเซ็ทช่วงล่างในช่วงความเร็วสูงได้ย้วย
พอสมควรและการเลือกยางแบบเน้นเรื่องการเก็บเสียง ทำให้ประสิทธิภาพในการเกาะถนน
ไม่ได้ประทับใจอย่างที่คิด

รวมทั้งการเลือกผ้าเบรคที่เป็นเกรดอุณหภูมิต่ำ เมื่อขับด้วยความเร็วสูง เหยียบเบรคไปแค่ 2-3 ครั้ง
อาการ Brake Fade ก็เกิดขึ้นแล้ว ผมเชื่อคนที่ตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ ไม่ใช่คนที่ขับขี่แบบคุณป้าจ่ายกับข้าว
แน่นอน อยากให้ในรุ่น Minorchange นำเรื่องนี้ไปปรับปรุงทันทีครับ

2.คุณภาพงานประกอบชิ้นส่วนตัวรถ ยังไม่โอเคนักเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ถึงแม้ว่า จะมีอายุตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และจวนเจียนถึงเวลา Minorchange ตามที ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องนี้
ให้ได้บ่นได้ว่ากันอยู่ดี ซึ่งถ้าหากท่านผู้อ่านไม่เห็น ลองดูรถ Honda รุ่นเดียวกัน จอดอยู่ด้วยกันหลายๆคัน
ท่านจะเห็นว่า ช่องไฟระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ไม่เท่ากันซักคัน บางคันห่างไป บางคันชิดไป จนรู้สึกว่า เรื่องแบบนี้
ไม่น่าเกิดขึ้นกับ Honda ซึ่งผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศมานานมากตั้งแต่โรงงานบางชันแล้ว
ได้แต่หวังว่า ในอนาคต Honda จะปรับปรุงเรื่องนี้ให้ได้ในเร็ววัน ไม่ใช่ว่าติตามใจ แต่อะไรที่เป็นความจริง
เราก็พูดกันตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาและมีรถยนต์ดีๆครับ

3.บริการหลังการขาย ที่เริ่มอยู่ในระดับแย่
หลังจากที่ Honda เคยพัฒนาในส่วนนี้ให้ดีขึ้นตั้งแต่ยุคปลาย 1999-2000 จนสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้
โดยการเป็นรถยนต์ค่ายแรกๆ ที่กล้ากางราคาอะไหล่ทุกชิ้นให้ลูกค้าได้ตัดสินใจก่อนซื้อรถ แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ปัญหานี้เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งการวิเคราะห์ปัญหา ราคาค่าซ่อมที่แพงเมื่อเทียบกับค่ายอื่น

ซึ่งเริ่มเข้าใกล้ Mazda ในยุคปัจจุบันกันเลยทีเดียว หากสามารถปรับราคางานบริการ และการบริการที่สามารถ
วิเคราพห์อาการรถได้ขาดกว่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและทำให้การตัดสินใจเลือกซื้อรถ Honda ทำได้ง่ายขึ้นครับ


คันต่อคัน : เมื่อเพื่อนสาวร่วมรุ่นไม่ได้มีแค่คนเดียว

เมื่อ Civic FC ราคา 1,219,000 บาท มาเจอคู่แข่ง จะมีใครให้เลือกบ้าง

1.Toyota Corolla Altis 1.8V Navi ราคา 1,093,000 บาท
หาก Corolla Aitis เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็คงจะเป็น”ไอซ์” สาวเพื่อนสนิทผู้ชอบฮัมเพลงพี่เบิร์ดนี่แหละ
เป็นเพื่อนสาวที่ดูเรียบง่าย ไม่เรื่องมากอะไรนัก ข้อดีคือเครื่องและเกียร์ สามารถเสกอัตราเร่งถือว่าจัดจ้าน
โดยเฉพาะเกียร์  CVT มีคาแรกเตอร์เหมือนเกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter ขับสนุก
และประหยัดน้ำมันจะเสียตรงที่เบรกที่ Feeling  ของแป้นเบรกที่เกิดมาเพื่อคนขี้ตกใจเหยียบ
เพราะแป้นตี้นมาก ช่วงล่างมีย้วยพอสมควรเมื่อใช้ความเร็วสูง แต่เรื่องศูนย์บริการหายห่วง
แก้ไขงานจบได้เร็ว อะไหล่หาได้จากอู่แท๊กซี่ในกรณีที่เบิกศูนย์ไม่ทันใจ

แต่ถ้ารอได้ เวอร์ชั่น TNGA ที่หลายคนกรี๊ดกร๊าดจาก C-HR และ Camry กำลังจะเปิดตัว
ในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2019

2. Mazda 3 2.0 SP Sedan ราคา 1,149,000 บาท
และถ้า Mazda 3 เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็คงจะเป็น”พลอย”เพื่อนสนิทต่างห้องที่ยังคงติดต่อกันจนเรียนจบ
และกำลังจะแต่งงาน เป็นคนสวยมาตั้งแต่เรียนประถม และเป็นมนุษย์นักกิจกรรมที่เรียนได้เกียรตินิยม
ซึ่ง Mazda 3 เป็นการยกเครื่องทั้งงานออกแบบที่สวยขึ้น เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานอย่างเต็มที่
ช่วงล่างที่เกาะถนนอย่างประเสริฐ จนคำว่า Skyactiv ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่คือสิ่งที่ Mazda
พัฒนาจนถึงขีดสุดของเทคโนโลยี

แต่เรื่องของ Mazda ก็ยังคงเป็นการจัดการภายในห้องโดยสารที่แคบและไม่เอื้ออำนวย
ให้ผู้โดยสารตอนหลัง และทั้งเรื่องเกียร์ Skyactiv ที่ยังมีปัญหาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์
โดยหากแจ้ง SAให้เปลี่ยน ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง!!!!!! (เดี๋ยว นี่มันอะไรกัน) แต่ยังไม่พีคเท่า
อาการปั๊มติ๊กเดี๊ยงในรถ Lot หลังซึ่ง Mazda ก็ไม่ได้อิดออดในการเปลี่ยนให้ลูกค้า รวมศูนย์บริการที่หาดี
ยิ่งกว่าเสี่ยงทายกาชาปองก็ได้แต่หวังว่า ในอนาคต Mazda Sale Thailand จะปรับปรุงในทุกเรื่องที่กล่าวมา
เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้มีอุปกระคุณของ Mazda ทุกท่านครับ

แต่ถ้าหากไม่ได้รีบ กันยายน 2019 เตรียมพบกับ Mazda 3 ใหม่ทั้งแท่ง ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี
Skyactiv X ซึ่งมีการวิ่งทดสอบและถ่ายโฆษณาเรียบร้อยแล้ว หากใครลังเลว่าจะซื้อโฉมนี้ อยากรอก่อน
ก็ไม่เสียหายครับ

3.Nissan Sylphy 1.6 DIG Turbo ราคา 1,015,000 บาท
หาก Nissan Sylphy เป็นใครในรุ่นผม ก็คงจะเป็น”ฟาง”หัวหน้าห้อง นางรำคนสวยประจำรุ่น
ซึ่งตอนนี้แต่งงานและเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง ยังคงนิสัยเจ้าระเบียบ และเป๊ะกับทุกสิ่งเหมือนเดิม
และตรงนี้ ก็คงเหมือน Sylphy ที่แรงแบบงงๆ แต่หน้าตาที่ดูเรียบร้อย ไม่มีพิษภัยต่อเพื่อนร่วมถนน
แต่ถ้าอยากแรง ก็พร้อมมุทะลุทันที มีห้องโดยสารที่ขว้างและสบายที่สุดในกลุ่ม แต่ช่วงล่างที่นิ่มไป
และพวงมาลัยที่เบาหวิว ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจเป็นอย่างมาก

แต่ที่น่ากังวลใจกว่า คือสถานการร์ภายในองค์กรที่ยังไม่รู้ว่าหวยจะออกสี่หรือแปด
มีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงบ่อยเหมือนกระดาษทิชชู ทั้งบริษํทแม่ที่ Yokohama และตึกรัจนาการ
ซึ่งในฐานะสื่อ ก็ได้แต่หวังว่า ทุกอย่างจะนิ่งและชัดเจนภายในเร็ววันครัย

ใครที่จะรอรุ่นใหม่ อดใจรอปี 2020 เพื่อหลีกทางให้กับ All New Almera ที่จะเปิดตัวปลายปี 2019

บทส่งท้าย : เมื่อต้องไปร่วมงานแต่งงาน เพื่อยินดีกับเพื่อนสาวในวัยเด็กในวันแต่งงาน 
ณ วันเลี้ยงรุ่นสมัยประถม ผมได้เจอเพื่อนต่างห้อง ที่เราต่างเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬา
ในระดับจังหวัดด้วยกัน เพื่อนที่ไปเล่นเกมส์ด้วยกันหลังเลิกเรียน เพื่อนสนิทที่เคยจีบผู้หญิงคนเดียวกัน
ซึ่งเป็นตัวท็อปกิจกรรมที่ได้ยินชื่อหน้าเสาธงจนน่าเบื่อ

และแน่นอนว่า “ใบเฟิร์น”เธอก็มาพร้อมว่าที่สามี และการ์ดแต่งงานปึกใหญ่ พร้อมเดินมาตรงหน้าผม
แล้วบอกว่า “ยังจำกันได้ใช่ไหม” พร้อมยื่นการ์ดแต่งงานของเธอและแนะนำว่าที่สามีให้เราได้รู้จัก
ความรู้สึกแรกของผมคือ ดีใจที่เธอจำผมได้ และดีใจที่เธอได้ผู้ชายที่น่ารักและนิสัยดีเป็นคู่ชีวิต
และเมื่อวันแต่งงานของเธอมาถึง แน่นอนว่าผมรีบบึ่งไปงานเพื่อแสดงความยินดีที่เธอได้เจอ
ผู้ชายที่ดีและสามารถดูแลเพื่อนในวัยเด็กของผมได้

ในการเลือกรถซักคัน สำหรับหลายคนก็เหมือนกับเลือกคู่ชีวิต ที่เราต้องเลือกรถยนต์ที่ขับแล้วถูกจริตกับเรา
ซึ่ง Honda Civic ในรหัสตัวถัง FC ทั้งหน้าตาที่ดูโตขึ้น เครื่องยนต์ที่แรงขึ้น และสามารถนำมา Modify ต่อได้
การขับขี่ดีขึ้นอย่างน่าตกใจ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มาอย่างครบครัน  เรียกได้ว่า ทำการบ้านได้ตอบโจทย์
คนส่วนใหญ่ได้มาก ตั้งแต่เด็กวัยนักศึกษาหนุ่มสาววัย First Jobber และลามไปยัง Supervisor ตามบริษัทใหญ่
จนสามารถแย่งยอดขายจากราชา C-Segment อย่าง Toyota Corolla Altis มาได้แบบน่าตกใจ
ถึงแม้ว่า Corollaจะมียอดขายของรถเช่าและแท๊กซี่รวมด้วย ก็ยังไม่สามารถหยุดความแรงของ Civic รุ่นนี้ได้ครับ

แต่การเลือกรถยนต์ใช้งานซักคัน บางคนอาจนำความประณีตในการประกอบ ราคาค่าบริการหลังการขาย
ของศูนย์บริการ เข้ามาร่วมการตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์ซักคัน เพราะอย่าลืมว่า หากต้องผ่อนรถซัก 1 คัน อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นหนี้กันไป 4 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งหากรถมีงานประกอบที่ไม่เนี๊ยบ การบริการหลังการขาย
ที่ยังน่าเป็นห่วงและราคาแพง ก็อาจทำให้ลูกค้าหลบไปซบค่ายอื่นกันมากพอสมควร ซึ่งตรงนี้อยากให้ Honda
นำไปเป็นการบ้านข้อใหญ่ในทั้ง 2 เรื่อง เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์ซักคันหนึ่งในวัยทำงาน ที่เวลาเป็นเงินเป็นทองครับ ผมเชื่อว่า Honda ทำรถดีๆออกมาได้แล้ว อย่าให้ลูกค้าผิดหวังกับเรื่องแบบนี้เลย

เตือนเพราะรัก เพราะเหลือแค่นี้จริงๆนะ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับและถ่ายภาพโดย PunTam
เผยแพร่วันที่ 29 มิถุนายน 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...