[Carsideteam-LONG] Ford Ranger 2.2 TDCi FX4 6AT : รุ่นย่อยยอดนิยม เติมนิด แต่งหน่อย ให้ใกล้เคียง WILDTRAK

0
330

กลางเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ในช่วงเวลาที่บรรดาบริษัทต่างเปิดตัวกันต่อเนื่องชนิดที่ว่า
พี่ฮะที่อั้นๆกันมาเนี่ยพี่จะปล่อยเดือนนี้กันหมดเลยเหรอออออ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโฉม
ชนิดพลิกโลก ยันตกแต่งพิเศษเพื่อทลายทุกข้อจำกัด (ทั้งพรีเซนเตอร์และกล่องเพิ่มสมรรถนะ)
บางค่ายก็ใช้วิธีส่งรุ่นพิเศษเพื่อเพิ่มทางเลือกในกลุ่ม Life Style Pickup Truck
อีกทั้งยังกระตุ้นตลาดยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2019 หนึ่งในผู้ที่เปิดตัวรถ
ในช่วงเวลานั้นก็เป็นค่ายที่เราได้ยืมรถเขามาวันนี้นั้นก็คือ Ford ซึ่งก็ได้เปิดตัว
Everest Sport กับ Ranger FX-4 มาแล้วตามมาด้วย Ranger/Ranger
Raptor/Everest MY2020 มาเลยทีเดียวให้จบๆไป ซึ่งผมก็เห็นรูปรถทั้งหมด
แล้วแหละครับก็พอรู้แหละว่ามันคือการอัพเดท แต่งหน้าทาปากนิดหน่อยให้กับตัวรถ
ตามระยะเวลาที่ลากขายมานานพอสมควรแล้ว แต่มีรถคันนึงที่ผมรู้สึกว่าในใจว่า
ทำไมมันเท่ห์ชิบหายเลยวะ นั้นคือ

FORD RANGER FX4 นั้นแหละครับ ผมก็ถึงกับส่งข้อความหาท่านเจ้าของเว็บ Naow27
เลยว่า เอามาให้ดิชั้นขับด้วยนะคะ ดิชั้นอยากขับ เดี๊ยวเขียนให้เอง (เป็นลักษณะข้อความ
ในเชิงที่ว่าลูกน้องใช้อำนาจข่มขู่เจ้าของเว็บ) จะรอช้าทำไมในเมื่อใช้อำนาจกันขนาดนี้
แล้วก็มาเริ่มกันเลย

Exterior : How to ทำรุ่นพิเศษให้ดูดีและไม่เลอะเทอะ 101

ส่วนตัวผมขอยกให้นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำรุ่นย่อยพิเศษในตลาดกระบะเมืองไทย
เพราะเมื่อดูตัวรถรวมๆแล้ว มันดูไม่เลอะเทอะและยังทำให้ดูดิบ ดูเท่ห์กว่าชาวบ้านชาวช่อง
หากถามว่าความแตกต่างอยู่ตรงไห FX-4 มันคือการนำรุ่น XLT ธรรมดาของ MY2020
มาเปลี่ยนวัสดุที่ตกแต่งด้านหน้า ด้านข้าง และบริเวณกระบะท้ายให้ดูดิบ ดูสปอร์ตมากขึ้น ได้แก่

    • กระจังหน้าทรงใหม่ 3 ช่อง ช่องกลางเป็นลายบานเกล็ด
    • กระจกมองข้าง มือเปิดประตู และมือเปิดกระบะท้ายสีดำ
    • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีดำลายเฉพาะรุ่น
    • ยางขนาด 265/60 R18 พร้อมยาง Bridgestone Dualer H/T 684
    • สติ๊กเกอร์ FX4 สีแดงบริเวณประตูและฝากระบะหลังแบบ 3 มิติ
    • โรลบาร์สีดำ

ส่วนมิติตัวถังของรุ่น FX4 ยังคงไม่แตกต่างจากรุ่นย่อยอื่นของ Ranger คือ
กว้าง 1,867 มิลลิเมตร x ยาว 5,376 มิลลิเมตร x สูง 1,815 มิลลิเมตร
x ฐานล้อยาว 3,220 มิลลเมตร ความสูง (จากพื้นถึงใต้ท้องรถ) 232 มิลลิเมตร
ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร และในกรณีที่เป็นรุ่น FX4 คุณจะมีสีให้เลือกเพียงแค่สามสีคือ

    • สีแดง True Red (สีรถคันที่เรานำมาทดสอบ)
    • สีเทา Meteor Grey
    • สีขาว Arctic White

การเข้าออกห้องโดยสารก็ยังไม่มีระบบ Keyless Entry มาให้ยังคงเป็นกุญแจรีโมท
แบบมีดพับพร้อมมีปุ่มล๊อกและปลดลีอกรถมาให้เหมือตัว XLT ธรรมดา

Interior : เพิ่มความต่างจาก XLT แต่ก็เกือบจะได้ WILDTRAK
ส่วนภายในนั้นมีตกแต่งให้ดูดีขึ้นมากเลยจาก XLT โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้คือ

    • ตกแต่งวัสดุบุนุ่มบริเวณแผงคอนโซลหน้าเดินด้ายจริงสีแดง
      • XLT จะเป็นพลาสติกแข็งธรรมดา
    • ตกแต่งประตูและแผงคอนโซลหน้าสีดำเงา
    • แผงคอนโซล พวงมาลัย ฐานเกียร์ และคอนโซลกลางตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดง
    • เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ ตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดงและโลโก้ FX4
      • XLT เป็นเบาะผ้าสีดำผ้าจะสากๆตามแบบของรถอเมริกันและยุโรป
    • พรมปูพื้นหน้า/หลังพร้อมสัญลักษณ์ FX-4

สรุปง่ายๆเลยนะครับ ถ้าอยากได้รถสวยจบ ภายในสวยๆเพิ่มจาก XLT มา FX-4
เป็นเงิน 30,000 บาท ส่วนตัวถือว่าคุ้มค่าเลยนะครับ เพราะไม่ได้แค่ชุดแต่งภายนอก
ยังรวมถึงการตกแต่งภายในที่สวยงานใกล้เคียง WILDTRAK มากขึ้น อาจจะขาดหาย
ไปบ้างแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่

คอนโซลกลางการว่างตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆจัดว่ามาเข้าใจง่าย แต่อาจจะ
ใช้งานงงๆหน่อยในช่วงแรกๆไล่ลงมาตั้งแต่ หน้าจอระบบ Infotainment
แบบธรรมดาขนาด 8 นิ้ว รองรับ FM/AM/USB มีช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง
ไม่มีระบบ SYNC 3 มาให้แต่มีการใช้ UI ที่คล้ายกันรวมถึงยังรองรับระบบ
การเชื่อมต่อ Android Auto/Apple CarPlay ให้ครบครันตามยุคสมัย
มาพร้อมกับลำโพง 6 ตำแหน่งแต่คุณภาพนั้นดรอปลงจากตัว SYNC 3
ที่ประจำการอยู่ในรุ่น WILDTRAK/Limited ชัดเจน เสียงกลางไปไม่ค่อยสุด
เบสมาแบบกระชับๆ เสียงสูงก็งั้นๆ ไม่ได้โดดเด่นและลงตัวดีแบบในตัว
WILDTRAK/Limited ใต้หน้าจอก็จะมีปุ่มไฟสัญญาณฉุกเฉินอยู่ในตำแหน่ง
ที่ต่ำไปหน่อยแต่ก็เห็นได้ชัดดี ถัดลงมาก็จะเป็นแผนควบคุมระดับเสียงและปรับคลื่นวิทยุ
รวมไปถึงด้านล่างจะเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบธรรมดาไม่มี Heater
อาจจะใช้งานยากแต่ก็ปรับได้ระเอียดดี

ส่วนคันเกียร์จะเปลี่ยนเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่นของเครื่องยนต์ 2.0 Panther แต่จะไม่มีปุ่ม +/- ด้านข้างมาให้แต่ทดแทนให้ด้วยโหลด +/- แบบ sequential shift มาให้ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าใช้งานโอเคกว่าแบบปุ่มกดซะอีก เบรคมือยังเป็นแบบคันดึงขึ้นลงธรรมดาใช้งานได้สะดวกดีครับ

การโดยสารภายในห้องโดยสารนั้นก็ยังเหมือนกับ Ranger รุ่นอื่นทุกประการ เบาะของรุ่น FX4 จะได้เบาะหนังสีดำเดินด้วยตะเข็บสีแดง เบาะคนขับปรับกดัวยมือ 6 ทิศทาง ผู้โดยสารด้านหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง เบาะนั่งคู่หน้าใหญ่โดยสารได้ดี รองรับทุกสรีระ พนังพิงศรีษะไม่ดันหัว เดินทางไกลลดความเมื่อยล้าไปได้เยอะ ส่วนเบาะหลังพื้นที่เหลือให้เยอะประมาณนึง เยอะเป็นกลางๆของตลาด องศาเบาะตั้งชันไปหน่อย ฟองน้ำของเบาะทั้งด้านหน้าและด้านหลังแน่นกระชับดี

ในแง่ของการบรรทุกนั้นพื้นที่กระบะท้ายของ Ford Ranger FX4 นั้นมีขนาดเท่ากับรุ่น Double Cab ของ Ranger ในทุกๆรุ่น ย่อยมีการปู Cab Liner มาให้จากโรงงานเป็นที่เรียบร้อยดี ไม่ต้องมาแถมของนอกกันให้เสียเวลาเตรียมรถให้ลูกค้า โดยขนาดของท้ายรถนั้นมีความจุ 1180 ลิตร VDA เยอรมัน มีความกว้าง 1560 มิลลิเมตร ยาง 1549 มิลลิเมตร ความลึก 511 มิลลิเมตร

Powertrain and Suspension : เครื่องยนต์ยังงั้นๆ แต่ช่วงล่างพวงมาลัยนั้นรักเลย

Ranger FX4 ยังใช้เครื่องยนต์ดีเซล TDCi Duratorq 4 สูบเรียงขนาด 2.2 ลิตร ตระกูล PUMA เหมือนเดิมให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า (PS) ที่ 3,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 2,500 รอบต่อนาที อัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 199 กรัมต่อกิโลเมตร รองรับน้ำมันดีเซลและไบโอดีเซลสูงสุดได้คือ B10 ยังไม่สามารถเติมน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Manual Mode ที่คันเกียร์
โดยมีอัตราทดเกียร์ดังนี้

เกียร์ 1 : 4.171
เกียร์ 2 : 2.342
เกียร์ 3 : 1.521
เกียร์ 4 : 1.143
เกียร์ 5 : 0.867
เกียร์ 6 : 0.691
เกียร์ถอยหลัง : 3.400
อัตราทดเฟืองท้าย : 3.730

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

 

เอาจริงแล้วเครื่องยนต์ของรถนั้นยังคงเหมือนเดิมทุกประการอาจจะมีการปรับปรุงบ้าง
นิดหน่อยตามเวลาที่ผ่านไป แต่รวมๆแล้วถือว่าเก่งแล้วครับรถคันเท่าบ้านขนาด
ส่วนตัวเลขก็ตามตารางด้านบนนะครับอาจจะรู้สึกว่ามันช้าไปหน่อย แต่ในการใช้งานจริง
ในชีวิตประจำวันนั้น การออกตัวถือว่าลื่นไหลดีมากเลย บูสเทอร์โบไหลดีมากอาการ
รอรอบน้อยกว่าและอาการอมน้อยกำลังกว่าเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรของ ISUZU
การไต่ความเร็วและเร่งแซงนั้นเรียกได้ว่าค่อยๆไต่ขึ้นไปแบบเรื่อยๆน่าจะเหมาะกว่า
(เครื่องยนต์มีแค่ 160 แรงม้าตัวลากตัวถังคันเท่าบ้านใส่ล้อ 18 นิ้วอีกอะคะคุณพี่)
แน่นอนว่ามันไม่ได้ไหลดีแบบ 2.0 Turbo/Bi-turbo ถามว่าพอไหม พอถ้าคุณขับรถ
แบบไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก ส่วนระบบส่งกำลังมันก็ยังเป็นลูกเดิมที่ประจำการอยู่ใน
เครื่องยนต์บล๊อกนี้ตั้งแต่ T6 เปิดตัวใหม่แต่แน่นอนว่าต้องมีการอัพเดทและปรับปรุงกัน
อยู่เรื่อยๆ จนมาถึงในปีล่าสุดการตอบสนองนั้นบอกได้เลยว่าคนละเรื่องกับตัวแรกๆ
แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าดีเด่น ถวายชีวิตอะไรขนาดนั้น ยังมีอาการค้างเกียร์ในเวลาแปลกๆ
เช่นคลานๆไปในเมืองดันค้างเกียร์ไว้นานหน่อย แต่พอวิ่งด้วยความเร็วสูงหรือบน
ทางด่วนมันก็ตอบสนองเร็วและอ่านลักษณะการกดคันเร่งของคนขับได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว
แต่หากว่าคุณผู้อ่านเป็นคนที่เท้าหนักกว่าปกติ(มากหรือมากกว่านี้) เอาไปจูนเพิ่มกำลังได้ครับ
แต่คุณของต้องแลกกับการรับประกันระบบเครื่องยนต์และเกียร์กันตัวรถที่จะหลุดไปเลย
เมื่อคุยนำไปปรับแต่ง ดังนั้นถ้างบถึงพึ่งเงินอีกหน่อยไป LIMITED ก็ได้ตามความชอบ

พวงมาลัยนั้นยังคงเป็นแร๊คไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) เหมือนเดิมแอบมีความตึงๆเพิ่มขึ้นมา ยังให้การตอบสนองที่ยังดีเหมือนเดิม อัตราทด
ทำออกมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม On-Center Feeling ดีหน่วงไว้นิ่งใช้ได้ ใช้แรงในการ
หมุนเบาแบบไฟฟ้า(และแอบเบาไปบ้างในบางช่วง) คุณจะรักพวงมาลัยของ Ranger แน่ๆ
เวลาคุณมุดไปมาในเมืองและเวลาถอยจอดรถครับ หรือแม้กระทั่งการให้คุณภรรยา
หรือลูกสาวของคุณขึ้นมาขับ อาจจะมีบ่นแค่ขนาดตัวรถที่ใหญ่แค่นั้นเอง เพราะพวงมาลัย
ตัวนี้เซ็ตออกมาแล้ว ในเวลาที่ใช้งานในชีวิจประจำวันนั้นใช้พลังงานในการขับขี่น้อยกว่า
กระบะคู่แข่งมากๆ โดยภาพรวมแล้วในตลาดของกระบะเมืองไทย พวงมาลัยของ
Ford Ranger ยังทำออกมาได้ดีที่สุดในกลุ่มอยู่ดีครับ

แป้นเบรคมากในแนวนุ่มเลย ระยะแป้นกำลังดี การหน่วงเบรคสามารถกะน้ำหนักได้ดีมาก
เหยียบเท่าไหน ไปเท่านั้น เบรคให้นุ่มได้ไม่ยาก การส่งและถ่ายแรงเบรคได้ยังล้อแต่ละล้อ
ทำได้ดี แต่อยากให้ปรับการตอบสนองของแป้นโดยภาพรวมให้กระชับขึ้นมากกว่านี้
หน่อยจะลงตัวมากขึ้น

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ Double Wishbone พร้อม Coil Spring
ด้านหลังเป็นแหลบซ้อนหากเทียบกับ T6 Minor Change รอบแรก รอบนี้มีการ
ปรับปรุงให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น นุ่มนวลกำลังดีเลย การซับแรงสะเทือนทำได้ดีมากๆ
หากให้เทียบว่าการใช้งานในเมืองผ่านรอยต่อถนนครุคระต่างๆนั้น ทำได้ดีที่สุดในกลุ่ม
ลดความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ได้ดีมาก ส่วนความเร็วสูงนั้นยังคงให้ความมั่นใจได้
เหมือนเดิมแต่จะมีอาการแอบหวิวๆเพิ่มขึ้นมาเนื่องจากการปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้น
ที่ความเร็วต่ำ แต่ยังไงซะก็ยังให้การตอบสนองที่ดีที่สุดในกลุ่มกระบะอยู่ดี

ความปลอดภัยที่ใส่มาให้นั้นก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมาจากตัว XLT ธรรมดาครับมีแค่พวก ABS/EBD/Airbag คู่หน้ามาให้ ซึ่งตามตรงก็ควรมีการเพิ่มอุปกรณ์ความปลอดภัยให้
มากกว่านี้หน่อยนึง ESP/TRC มีมาให้ใน MY ถัดๆไปก็ถือว่าดีครับ มีการติดตั้งจุดยึด
เบาะนั่งนิรภัยเด็ก ISOFIX มาให้เผื่อให้คุณแม่บ้านทั้งหลายในกรณีที่ต้องควบ
รถกระบะของสามีไปทำงานหรือทำธุระ

Carsideteam Eco Mode
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4
ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วน
ด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับ
ทางตรงยาวใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ
Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ
หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ
ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วน
เฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากรตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
แล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมา
เติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิง และผลที่ออกมา


ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.6 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.35 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.46 กม./ล.<<

ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทั่วไปของรถกระบะโดยเฉพาะกลุ่ม Mid Power ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง
ส่วนการขับขี่ในสภาพการจราจรจริงพบว่า อัตราสิ้นเปลืองในเมืองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-8.5 กม./ล.
ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 590-600 กม.ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร
และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: Still Best Truck in Carsideteam…..(Excluding : QC Problem and Defect)

“ทุกคนอยากเป็น Ranger” คำพูดนี้เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจาก R&D ของบริษัทคู่แข่งของ Ranger
พูดไงดีล่ะ มันเป็นกระบะคันนึงเลยนะที่ผมขับมาแล้ว พยายามหาข้อเสียของมันอยู่(ไม่นับเรื่องปัญหา
Defect นะครับเพราะจะเอาไว้เหลาข้างล่าง) แต่ก็พอมีที่นึกออกละ XLT และ FX4 ถ้าเป็นไปได้ก็ปรับ
เป็นเครื่องยนต์ 2.0 Turbo เดี่ยวเลยก็ดีครับ แก้ปัญหาเลยทั้งเรื่องกำลังและอัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่า
เครื่อง 2.2 เดิม อยากให้มี ESP/TRC มาเป็นอุปกรณ์มาตราฐานได้แล้วนะครับ รวมถึงพวก Airbag
ที่เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ก็ดีรวมถึงการพัฒนาเพิ่มความทนทานของพวกพาร์ทต่างๆที่เป็นปัญหาอยู่ให้
สามารถใช้งานได้ในระยะยาวโดยไม่เกิดปัญหานั้นแหละครับสิ่งที่ผมอยากให้ปรับแก้สำหรับ
Ford Ranger ในทุกๆรุ่นทั้ง XLT/LIMITED/WILDTRAK/RAPTOR รวมไปถึงเครื่องยนต์
ทั้งหลาย 2.2 Puma , 2.0  Panther Turbo เดี่ยว และ Bi-Turbo

แล้วในตลาดเรามีคู่แข่งอะไรบ้างล่ะ

Toyota Hilux Revo ปี 2020 นี้จะมีการ Big Minor Change รอบใหญ่คาดว่า Toyota
ก็คงใส่ Option กันมาเต็มๆแหละครับในเมื่อ ค่ายพลานุภาพพลิกโลก Isuzu D-Max ก็ออกมาแล้ว
Toyota อาจจะต้องการบ้านปรับปรุงตัวรถกันยกใหญ่หน่อยนึงในแง่ของการขับขี่ Revo นั้นทำพวงมาลัย
ออกมาได้ดีเป็นอันดับต้นๆเลย ส่วนช่วงล่างนั้น………ปรับเหอะพี่ ขอร้อง

มาที่ค่ายพลานุภาพพลิกโลก Isuzu D-Max กันบ้างหลังจากเปิดตัวไปก็แน่นอนแหละครับ ลูกค้าก็ยัง
ให้ความสนใจกันเหมือนเดิม ภาพรวมตัวรถทำออกมาได้ดีขึ้นจากตัวเก่ามากๆในทุกจุด แต่บางอย่าง
มันก็ยังไม่จบเช่น อาการดิ้นๆที่ความเร็วสูงยังคงหลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่ดีงามของ D-Max ใหม่ผมว่าคือ
เรื่องของกำลังเครื่องยนต์ 3.0 4JJ3 ที่ทำออกมาได้ดีงามมากๆอันนี้ขอชมเลย

ค่ายจากตึก FYI คลองเตย Mitsubishi Triton กันบ้าง ผมว่าเหมือนมิตซูจะทำรถมาคือเอา Revo
และ D-Max มาปั่นรวมกันแล้วแก้ปัญหาของทั้งสองคันในการขับขี่ได้จบกว่า ช่วงล่างแข็งขึ้นจากตัวก่อน
ปรับโฉมนิดหน่อย เพิ่มเติมด้วยเบาะหลังที่นั่งสบายกว่าชาวบ้านด้วยองศามุมเงยเบาะที่กำลังดี
ถ้าคุณอยากได้แบรนด์ญี่ปุ่นที่ขับขี่ใกล้ ​Ranger แต่ไว้ใจได้มากกว่าในเรื่องปัญหาตัวรถก็มิตซูนี่แหละครับ
แต่ภายในของรถก็ยังมิตซู้ มิตซูเหมือนเกิน ปรับปรุงวัสดุภายในกันได้บ้างละครับ ชาวบ้านเค้าบุหนังกัน
จะรอบคันอยู่แล้ว

Nissan Navara อ่า…ละไว้ละกัน แต่พูดก็ได้ เป็นกระบะที่ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันเลย ช่วงล่างกับพวงมาลัย
ที่เซ็ตกันมาเหมือนรถคนละคัน เครื่องยนต์แรงเลยแหละ ว่าแต่…..เมื่อไหร่พี่จะปรับโฉม Minor Change ฮะ
ชาวบ้านเค้าปรับกันจะสองรอบแล้ว จะออก Black Edition 3 4 5 6 7 8 9 10 เลยไหม แล้วค่อย
Model Change รอบเดียว แต่เห็นว่ามีการอนุมัติให้ทำ Minor Change ออกมาแล้วส่วนจะออกมา
เมื่อไหร่ก็ปลุกด้วยละกัน ขนาด Volkswagen ก็ยังหาผู้จัดจำหน่ายได้แล้ว Nissan
ออก Navara Minor Change มาก็คงไม่นานเท่า

MG Extender รถที่ทำการขับขี่พวกเรา CarsideTeam ได้ขับกันมาแล้ว ทุกคนให้ความเห็นตรงกันว่า
มันสามารถทำการขับขี่ได้ใกล้เคียง Ford Ranger ที่สุดรวมถึงมันยังนั่งสบายกว่า Mitsubishi Triton
แล้วด้วย (นั่งสบายที่สุดในกลุ่มรถกระบะเมืองไทย​ ณ ปลายปี 2019 แน่ๆครับ) แต่ด้วยชื่อชั้นที่อาจจะยัง
สั่งสมมาไม่ได้มาเพียงพอของตัวแบรนด์เองและเรื่องของคุณภาพตัวรถที่ลูกค้ายังไม่ได้วางใจขนาดนั้น
ทำให้ยอดขาย……..เป็นไปไม่ตามเป้าเท่าที่ควร

Chevrolet Colorado กระบะที่เกือบลืมไปแล้ว คุณจะไม่เชื่อผมก็ได้นะ Colorado ที่สร้างบนพื้นฐาน
เดียวกับ Isuzu D-Max รุ่นที่แล้วยังขับดีกว่า Isuzu D-Max ตัวใหม่อีกคุณจะเชื่อผมไหมล่ะครับ
มันเป็นกระบะอีกคันที่มีลักษณะคล้ายกับ
Ford Ranger เลยนะ การขับขี่ใกล้เคียงจนอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Ranger/Extender เลยแหละ เครื่องยนต์ 2.5 Duramax ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเสียด้วยทั้งอัตราสิ้นเปลือง
และอัตราเร่ง แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ทำให้ลูกค้ากลับไม่ค่อยมองมันเท่าที่ควรทั้งที่ราคากับสิ่งที่คุณได้มา
คือเยอะมากๆ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

Mazda BT-50 Pro อดีตคนรักเก่าที่หญ่าร้างไปพบรักสัญชาติเดียวกันอย่าง Isuzu แม้ว่าในรุ่นปัจจุบัน
จะใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมมาจาก Ford Ranger T6 รุ่นแรก การขับขี่ของเจ้านี้จะคล้ายคลึงกัน
จะต่างกันก็คงเป็นเรื่องอุปกรณ์บางส่วนที่ไม่ได้เหมือนอดีตคู่รัก รวมทั้งออปชั่นที่เรียกได้ว่า “แห้งในแห้ง”
แม้จะส่งรุ่นตกแต่งพิเศษอย่าง Thunder แต่ก็ไม่สามารถสู้ค่ายอื่นๆ ที่ยัดของเล่นล้ำๆ เข้ามาเพียบ
คงต้องรอ Full Modelchange ที่สร้างบนพื้นฐานจาก All New Isuzu D-max (RG) เราจะได้เห็น
ในปลายปี 2020 เป็นอย่างเร็วที่สุด

ในอนาคตเราก็รู้แล้วนะครับว่า ฟอร์ดต้องแท๊คทีมกับ……ยังไงดีล่ะ อดีตเมียเก่า Volkswagen ละกัน ผมก็หวังว่าเราจะได้เห็นการทำรถกระบะที่สามารถสร้างมาตราฐานของรถกระบะในตลาดเมืองไทยต่อๆไปนะ Ranger ก็ยังเป็นกระบะที่เราจะแนะนำให้ผู้อ่านซื้อหรือไปลองขับดูเป็นอันดับต้นๆอยู่ดี หากคุณรับมือได้กับปัญหาที่อาจจะเกิดกับตัวรถ ที่ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในระดับนึง แต่ผมเชื่อมือฟอร์ดในยุคนี้มากขึ้นกว่ายุคก่อนๆครับ เพราะจากหลายๆมุมที่ได้รับรู้มา ทั้งจากฝ่ายบริหารของฟอร์ดเองรวมถึงจากลูกค้าที่เจอปัญหาหนัก ผมฟังข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการปัญหารวมไปถึงการเข้าไปจัดการปัญหาของฟอร์ดในกรณีต่างๆไม่ว่าจะโพสตร์ลงเพจต่างหรือกลุ่มต่างๆ อันนี้คือได้ฟังจากลูกค้าเลยนะครับ ผมไม่ขอบอกว่าเค้ามีการทำงานอย่างไร แต่ผมว่าฟอร์ดทำการบ้านทำได้ดีมากๆ แถมผมว่าทำได้ดีกว่าแบรนด์หลักบางแบรนด์เสียอีก แต่นั้นแหละครับจะมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตลอดๆอายุตลาดของรถแหละเนอะ ในเมื่อทุกวันนี้ After Sale แก้ปัญหากันได้แล้ว

ถึงเวลาที่จะกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นทางได้แล้วแหละครับไม่ว่าจะจาก FTM หรือ AAT เอง

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท ฟอร์ด เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับ : BellzonaNT.
ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 23 มกราคม 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

 

Facebook Comments