[Carsideteam-LONG] Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo 10 AT Wildtrak 4X4 : หนุ่มร่างเล็ก พลังเหลือล้น ครบทุกอย่างตามสเปกสาวไทย

668

สมัยเรียนหนังสือ แน่นอนว่าในชีวิตวัยมหาวิทยาลัยของหลายท่าน จะเจอชมรมที่ท่านอาจจะใช้เวลาหลังจากหมดจากการเรียนหนังสือและอ่านหนังสือเตรียมสอบ มาทำกิจกรรมที่ท่านและนักศึกษาท่านอื่นร่วมสถาบันชื่นชอบและเอาเวลามาเจอกัน เพื่อทำกิจกรรมนั้นร่วมกัน และแน่นอนว่า ชมรมเกี่ยวกับกีฬา จะเป็นชมรมแรกๆที่มีอยู่ในสถานศึกษาทุกที่ และหนึ่งในนั้น คือชมรมกรีฑา ซึ่งจะรวมนักกีฬาร่างเล็ก แต่พลังการในวิ่งเหลือล้นระดับ Marathon และบางคน อาจถึงขั้นเป็นนักไตรกีฬา ที่สามารถลงแข่งเพื่อเป็นยอดมนุษย์ทรหดได้สบายๆ ทั้งที่ขนาดของร่ายกายนั้น หุ่นไม่ได้กำยำแบบนักกีฬาเพาะกายหรือมวยไทยและสากลเลย ออกไปทางผอมบางร่างแห้งเสียด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้ หลังจากได้มีโอกาสขับ Ford Ranger รุ่นเดิมที่คุ้นตาคนไทยมาซักพักใหญ่
แต่ตัดสินใจตามกระแส Downsizing โดยการปลดระวางเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร Puma Series เป็นเครื่องยนต์
รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่แบบ Bi-Turbo ที่สามารถให้กำลังเครื่องยนต์ได้มากกว่าเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร
ภายใต้ชื่อ Ecoblue หรือ Panther Series พร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 จังหวะ ความรู้สึกของผมต่อรถคันนี้จะเป็นยังไงบ้าง
เลื่อนลงด้านล่างต่อจากนี้ได้เลยครับ

หลังจากที่มีการเปิดตัว Ford Ranger ภายใต้รหัสตัวถัง T6 ในปี 2011 ด้วยการออกแบบจากทีมงาน Ford Australia
ที่สามารถผสานเส้นสายของตัวรถที่ลงตัว จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ Ranger Fever ขึ้นมาแบบตั้งรับกันแบบไม่ทันตั้งตัว
และในปี 2015 จึงได้มีการปรับโฉม โดยทำการปรับแต่งใหม่หมด ทั้งหน้าตาที่ดูลงตัวขึ้น เทคโนโลยี Ford Sync
ที่ถูกใส่มาให้แบบที่ใช้งานได้ง่าย คุณภาพดี จนสามารถยึดตำแหน่งรถกระบะขายดีในลำดับที่ 3 ของประเทศไทยได้
และกระทั่งเดือนเมษายน 2018 การเปิดตัวของ Ranger Raptor ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ความจุ 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่
พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ จึงมาการทำนายว่า เครื่องยนต์ตัวนี้ อาจลงมาอยู่ใน Ranger รุ่นปกติ
จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2018 ณ Show DC ก็มีการเปิดตัว Ranger Raptor,Ranger Bi-Turbo
และ Everest Bi-Turbo และทำการปลดระวางเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่ขายมาตั้งแต่ปี 2011 ในประเทศไทย

ภายนอก : เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไม่มีความต่างจากรุ่นเดิมมากนัก
มิติภายนอก
กว้าง : 1,860 มม.
ยาว   : 5,354 มม.
ฐานล้อ : 3,220 มม.
ความสูงรวม (จากพื้นถึงหลังคารถ) : 1,821 มม.
ความสูง (จากพื้นถึงใต้ท้องรถ) : 232 มม.
ความจุถังน้ำมัน : 80 ลิตร



สำหรับภายนอกของ Ranger รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo Wildtrak จะมีจุดสังเกตุดังนี้
ด้านหน้า
1.ไฟหน้าแบบ Projector พร้อม Daytime Running Light และเมื่อเปิดไฟเลี้ยว จะหรี่ความสว่างของ
Daytime Running Light ลง
2.โคมไฟตัดหมอก จากทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส
3.กระจังหน้า ถูกรวมเป็นชิ้นเดียวกันกันชนหน้า เป็นสีเทาดำเงา
4.ช่องใส่ทะเบียนหน้ารถ อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น และย้าย Sensor ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติจากด้านหน้าขวา
มาอยู่ตรงกลางใต้ทะเบียนรถ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำขึ้น




ด้านข้าง

5.ช่องระบายความร้อนด้านแก้มข้างรถ หากเป็นรุ่น Bi-Turbo จะเขียนว่า Bi-Turbo
แต่หากเป็นเครื่องรุ่นเทอร์โบเดี่ยวจะเขียนว่า Ranger
6.สติกเกอร์ 4X4 คาดข้างรถตรงกระบะ เป็น Font แบบใหม่



ด้านท้าย
7.ฝาท้ายมาพร้อมกลไกผ่อนแรงในการปิดฝาท้าย พร้อมสติกเกอร์ RANGER รูปแบบ Font ใหม่
นอกนั้น ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ปรับอะไรเยอะแบบนี้แหละ ซึ่งก็ดูสวยและลงตัวอยู่แล้ว




ภายใน : เหมือนเดิมเกือบทุกสิ่ง ดีขึ้นก็มี แย่ลงกว่าเดิมก็มี
สำหรับภายในของ Ranger รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Bi-Turbo Wildtrak มีจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปอย่างแรกคือ
คันเกียร์ที่มีขนาดหัวเกียร์ใหญ่และเหลี่ยมขึ้น แป้นคันเกียร์เปลี่ยนไป ตำแหน่ง +- โหมด M ถูกเปลี่ยน
จากตบคันเกียร์ แล้วโยกขึ้น-ลงที่คันเกียร์ เป็นแบบปุ่มกดด้านข้างหัวเกียร์แบบเดียวกับ Suzuki Swift
ซึ่งจากการใช้งานง่ายดายในรุ่นก่อน ทำให้รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ากับการวางแบบนี้จริงๆ และไม่มีแป้น
Paddle Shift มาให้ เพราะสงวนให้ Ranger Raptor จึงทำให้ในโหมด M ใช้งานยาก อะไรที่ดีก็ไม่คงไว้
ในเรื่องนี้ถือว่าสอบตกสำหรับผม ในอนาคด หากการเปลี่ยนแป้นคันเกียร์ยาก การเพิ่ม Paddle Shift
ใน Ranger รุ่นปกติอนาคต ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ฝากพิจารณาตรงนี้ครับ

นอกนั้นก็ยังเหมือนเดิม พวงมาลัยก็เป็นแบบ 4 ก้านทรงเดิม การจัดวางปุ่มควบคุมเครื่องเสียงอยู่ทางซ้ายมือ
ควบคุมระบบ Cruise Control อยู่ทางด้านขวา โทนสีเหมือนเดิม มีการเปลี่ยนหนังที่หุ้มบริเวณวงพวงมาลัย
ให้สากมือกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อเพิ่ม Grip ในการจับพวงมาลัยขณะขับขี่

คอนโซลเป็นพลาสติกหุ้มหนังด้านบน พร้อมเดินตะเข็บสีส้มด้วยด้ายจริง ไม่มีฉีดโมลพลาสติก ตัดกับชิ้นพลาสติกเงา Glossy
มีสกรีนคำว่า Wildtrak สีส้มในผั่งผู้โดยสาร ตรงกลางเป็นตำแหน่งของจอ Ford Sync 3 ที่สามารถแสดงผลได้ทั้งเพลง
(โดยสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth,Apple Car Play) และที่ทำให้ประทับใจคือ การแสดงผลหน้าจอชื่อเพลงที่รองรับภาษาไทยได้เสียที ระบบนำทางเองก็แสดงผลเป็นเป็นภาษาไทย ระบบปรับอากาศในรถ เป็นจอแสดงผลจากกล้องติดท้ายเมื่อถอยจอด โดยสามารถสั่งงานโดยระบบสัมผัสบนหน้าจอ สั่งงานผ่านเสียง และปุ่มกดบริเวณถัดลงด้านล่างของตำแหน่งจอ ที่มีทั้งปุ่มเปิด-ปิดวิทยุ ปุ่มกดข้ามเพลงและป้อน CD รวมทั้งสวิตช์ระบบปรับอากาศ ซึ่งหยิบจับใช้งานได้ดี ที่กล่าวมาทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทำได้ดีและพัฒนาได้ดีมากตลอดของ Ford ขอให้รักษามาตรฐานตรงนี้ไปนานๆครับ

และนี่ คือสิ่งที่ลูกค้า Ford Ranger และ Everest เรียกร้องกันมานาน หลายคนทนไม่ได้ก็ไปติดร้านประดับยนต์กันหมดแล้วก็มี Ford ขอภูมิใจเสนอ ปุ่ม Push Start ที่มาพร้อมกับระบบ Keyless Entry โดยหากต้องการเข้ารถ เพียงแค่นำมือสอดลงไปในมือจับประตูคู่หน้า รถก็จะทำการปลดล๊อครถให้ท่านสามารถเข้าห้องโดยสารได้ทันที และหากท่านต้องการล๊อครถ เพียงแค่แตะตรงหลุมสีเหลี่ยมจตุรัสบนมือจับประตู เท่านี้รถก็จะสามารถล๊อคได้ ซึ่งใช้งานง่ายดาย สะดวก และรวดเร็วกว่ารถยุโรปบางยี่ห้อเสียอีก อันนี้ประทับใจมากและสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย

หน้าปัดเหมือนรุ่น Wildtrak ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา ที่สามารถเลือกแสดงผลได้ทั้งวัดรอบ
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ตรงกลางเป็นมาตรวัดความเร็ว ด้านซ้ายเป็นเรื่องของ Ford Sync เหมือนเดิม

เบาะหน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทางที่ยังสงวนไว้แค่ด้านคนขับ ปักคำว่า Wildtrak และฟองน้ำหุ้มเบาะนิ่มกว่า Ranger ก่อน Minor Change พอสมควร แต่คงความกระชับและนั่งสบาย พนักพิงศรีษะนิ่มกำลังดี ไม่แข็งจนเอาไปตีหัวใครสลบแบบ Navara NP300 ครับ

เบาะหลังมาพร้อมจุดยึด Child Seat แบบ ISOFIX และยังคงชันเหมือนรุ่นเดิมยังฉันใด ก็คงความชันไว้ฉันนั้นครับ
ไม่มีเปลี่ยนแปลง โดย Triton โฉมปัจจุบัน ยังคงความนั่งสบายในห้องโดยสารด้านหลังไว้อย่างเหนียวแน่น
การเก็บเงียบ ยังคงยึดหัวหาดในเรื่องนี้ได้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็ว 160 กม./ชม.ขึ้นไปก็ตาม ก็มีเพียงเสียงลมเล็กน้อยที่ลอดผ่านช่องประตูและกระจกบังลมประตูเท่านั้น แต่ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเสียงวิทยุหรือเพิ่มเสียงในการคุยกันในห้องโดยสารแต่อย่างใด

เครื่องยนต์ : รุ่นใหม่ไฉไลกว่าเดิม เพิ่มเติมคือปลายเดินกว่ารุ่นเก่า
สำหรับ Ranger 2.0 Bi-turbo สิ่งที่นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ เครื่องยนต์
และระบบส่งกำลัง ทำการยกเลิกเครื่อง 3.2 ลิตร ในชื่อ Puma Series โดยคงเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรไว้สำหรับรุ่น Base
และเปิดทางให้กับเครื่องยนต์ความจุ 2.0 ลิตร ภายใต้ชื่อว่า Panther Series โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,996 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 84.01 มม.
ระยะชัก 90.03 มม. เทอร์โบคู่พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์  ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที
แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบ/นาที อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์
อยู่ที่ 200 กรัม/กิโลเมตร* สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ดีเซล และ B10 ได้ (*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 จังหวะพร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา เป็นเกียร์รุ่นเดียวกันกับ
ที่อยู่ใน Ford Mustang และ Ford F-150 โดยมีอัตราทดดังนี้

เกียร์ 1. 4.69:1
เกียร์ 2. 2.98:1
เกียร์ 3. 2.14:1
เกียร์ 4. 1.76:1
เกียร์ 5. 1.52:1
เกียร์ 6. 1.27:1
เกียร์ 7. 1.00:1
เกียร์ 8. 0.85:1
เกียร์ 9. 0.68:1
เกียร์ 10. 0.63:1
เกียร์ถอยหลัง 4.86:1

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งนั้น แรงถีบจะน้อยกว่าเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเดิมอย่างชัดเจน อาการของรถสุขุมขึ้น
แต่จะเริ่มสำแดงเดชออกมาในช่วงความเร็วกลางและปลาย โดยสามารถลากรอบเครื่องไปได้ถึง 4,500 รอบ/นาที
ก่อนจะตัดเพื่อเปลี่ยนเกียร์ และสามารถไปถึงความเร็วปลายได้เนียนและกำลังมาสม่ำเสมอทุกย่านความเร็ว
ซึ่งเป็นข้อดีข้อเครื่องยนต์ขนาดเล็ก และเร็วกว่ารุ่นเดิมอันเนื่องมาจากเกียร์ 10 จังหวะลูกใหม่ที่สามารถต่อเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องสับเกียร์เอง สำหรับความเร็วสูงสุด ไปหมดที่ 182 กม./ชม. ทั้งหมด ล้วนมาจากอานิสงค์ของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังชุดใหม่ที่ออกแบบให้การขับขี่ได้ดีขึ้นในช่วงกลางและปลาย เสียงเขกขณะใช้คันเร่ง 100% เงียบกว่า Everest Bi-Turbo อย่างชัดเจน และรถพุ่งไปข้างหน้าเร็วกว่า Everest คาดว่าเนื่องมาจากการปรับจูน Software ที่ใช้ Version ที่ต่างกัน ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจมีการปรับจูนแรงดันราง Commonrail หรือองศาฉีดเชื้อเพลิงล่วงหน้าที่ต่างกัน ซึ่ง 2 อย่างนี้ ส่งผลต่อเสียงเขกขณะกดคันเร่ง 100% หรือช่วงก่อนที่ผู้ขับขี่ต้องการกำลังในการเร่งแซงนั่นเอง


ช่วงล่าง : จูนเอาใจคนส่วนใหญ่มากขึ้น แต่ขัดใจคนชอบขับรถ
สำหรับ Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo ยังคงใช้ช่วงล่างหน้าแบบปึกนกคู่ พร้อมโช๊คอัพและคอยล์สปริง
ส่วนด้านหลัง ยังคงเป็นแหนบและมีโช๊คอัพเหมือนรถกระบะปกติ ยางขนาด 265/60/18 พร้อมล้อลายเดิมขนาด 18 นิ้ว
แต่การที่รถมีน้ำหนักตกหน้าลดลง อันเนื่องมาจากน้ำหนักเครื่องยนต์ลดลง จึงมีความจำเป็นในปรับแต่งช่วงล่างใหม่
เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักตกหน้าของรถที่เปลี่ยนไป การตอบสนองในการขับขี่นั้น หากใช้ความเร็วในเมือง
ช่วงความเร็วต่ำ สามารถดูดซับแรงสะเทือนรอยต่อ หลุมบ่อ และรายละเอียดผิวถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าหากใช้ความเร็วเกิน 150 กม./ชม. เริ่มมีอาการโยนตัวเล็กๆ ให้รู้สึกว่าไม่ควรกดคันเร่งเพิ่มความเร็วไปต่อ
ซึ่งหากเป็นรุ่นก่อนหน้านี้ จริงอยู่ที่ความเร็วสูงเกาะถนนและขับสนุกกว่า เหมาะกับคนที่ชอบขับรถมากกว่ารุ่น Bi-Turbo
แต่การแลกมาซึ่งการใช้งานปกติที่ขับใช้งานปกติแล้วนุ่มนวล ขับสบายกว่ารุ่นเดิม ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่ว่า ท่านผู้อ่านจะชอบ
แบบไหนมากกว่ากัน

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (Electric Power Steering) ซึ่งยังคงความคล่องตัว
ในความเร็วต่ำ ทำให้การจอดรถเข้าช่องจอดเล็กๆ สามารถทำได้ดีกว่ารถกระบะคันอื่นในกลุ่ม และความเร็วสูง ก็ยังคงความเป็น One Center Feeling ในการขับขี่ได้ดี นิ่ง ไม่หวิวจนน่ากลัวแบบ Nissan Navara NP300 เท่าไรนัก และคงความคม แม่นยำ เลี้ยวได้ดั่งใจสั่ง แต่เรื่องความมั่นใจในน้ำหนักของพวงมาลัย Toyota Hilux Revo ยังคงปรับจูนพวงมาลัยออกมาได้ดีในแง่ของน้ำหนักพวงมาลัยและความแม่นยำมากกว่า ซึ่งคาดว่ามาจากน้ำหนักตกหน้าของรถที่ลดลง จึงทำให้ความรู้สึกในการขับขี่ของ Ford Ranger Bi-Turbo แตกต่างจากเดิมไปพอสมควรจนรู้สึกได้

ระบบเบรก ด้านหน้าเป็นแบบ Disc Break แบบ 2 POT พร้อมช่องระบายความร้อนเบรก และด้านหลังเป็นแบบ Drum Break เหมือนรถกระบะปกติ ไม่ได้เป็น Disc Break ทั้ง 4 ล้อแบบ Ranger Raptor แต่อย่างใด ในเรื่อง Feeling ของแป้นเบรก
ยังคงทำได้ดี และสามารถคงความเป็น Linear ได้ดี ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเหยียบลงไปลึกราว 30% ของแป้นเหยียบจึงจะรู้ว่าเราต้องการเบรกหนัก ซึ่งหยุดได้ทันใจ ไม่มีอาการเหยียบลงไปแล้วทื่อต่อ แต่หากเป็นคนขับรถเร็วและเบรกหนัก ผ้าเบรกของเดิมติดรถ อาจไม่เพียงพอ ควร Upgrade เป็นรุ่นที่ทนอุณหภูมิได้สูงขึ้น จะทำให้สั่งได้ดั่งใจ แต่หากเป็นคนขับรถปกติ นักว่าเป็นรถกระบะที่เบรกดีระดับต้นๆของกลุ่มเลยก็ว่าได้ครับ


ระบบความปลอดภัย : มาแบบเหลือๆ ไม่มีตกจากกล่องใส่อะไหล่ก่อนประกอบ
แน่นอนว่า Ford Ranger กับระบบความปลอดภัย ยังคงจัดหนักจัดเต็มมาตลอด ถือเป็นกระบะ
รุ่นแรกในตลาดได้ที่เพิ่มออปชั่นความปลอดภัยไว้แน่นและครบเครื่องที่สุด เริ่มจาก
-ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อมีวัตถุอยู่ข้างหน้า Autonomous Emergency Braking
-ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
-ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
-ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
-ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
-ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)
-ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ / และม่านถุงลมนิรภัย
-ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
-ระบบกระจายแรงเบรก EBD
-ระบบเสริมแรงเบรก BA
-ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันการลื่นไถลขณะออกตัว ESP

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในกลุ่มรถกระบะนี้ เป็นกลุ่มรถที่ผู้คนให้ความสนใจมาก
ด้วยค่าตัวที่สามารถครอบครองได้ (ในบางรุ่นย่อย) ดังนั้นเราจึงนำมาทดสอบเพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ
ตัดสินใจรถยนต์แต่ละรุ่นได้

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร
หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว
110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา



ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.5 กิโลเมตร

ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.27 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.58 กม./ล.<<

เมื่อเทียบกับ Ranger รุ่น 3.2 ลิตร 5 สูบ 200 แรงม้า ประหยัดกว่าเดิมราว 2 กม/ล.
ส่วนการขับขี่ในสภาพการจราจรจริงพบว่า อัตราสิ้นเปลืองในเมืองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.5 กม./ล.
ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 590-600 กม.ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร
และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคลครับ

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: หนุ่มร่างผอมแรงเยอะ สเปกสาวไทย

เป็นนิยามที่ต้องยกให้กับ Ranger Bi-Turbo แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าหาก Ranger Raptor ผู้พี่ที่เป็นชายร่างใหญ่
พลังเยอะ เจ้านี่ก็เป็นหนุ่มร่างเล็ก มี 6 pack เหมือนโอปป้า K-Pop เกาหลีที่สาวไทยชอบหวีดที่พลังเหลือเหลือ
และเมื่อวิ่งแข่งกัน แน่นอนว่า เจ้าน้องชายตัวแสบของพี่เบิ้มวิ่งหายจ้อยไปอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยน้ำหนักที่เบากว่า
ล้อและยางที่มีขนาดเล็ก ทำให้ภาระกับระบบส่งกำลังลดลง การใช้งานหลายอย่าง Ford Sync ที่โดนใจคนยุคใหม่
มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานได้ง่ายดายและสะดวกสบายกว่ารถในกลุ่มเดียวกัน
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นรีวิวแล้ว การบอกข้อดีข้อเสียของตัวตัวรถเอง เป็นหน้าที่ของเรา ซึ่งท่านใดไม่ถนัดอ่านยาวๆ
เราพร้อมรวบกระชับให้ท่านครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ผสานกันได้ลงตัว
ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะชอบเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเดิมมากกว่า แต่สิ่งที่เครื่องใหญ่ทำไม่ได้คือ การที่สามารถสร้างแรงบิดได้อย่างสม่ำเสมอในทุกย่าน เหยียบปั๊ปเจอเลย ถึงแม้ว่าการตอบสนองจะไม่ได้ดุดันแบบเครื่องยนต์ YS23DDT ใน Nissan Terra
ก็ตามที แต่ความเร็วปลายเดินได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเดิม และการได้เกียร์ 10 จังหวะลูกใหม่ ทำให้สามารถคงรอบเครื่องยนต์ได้คงที่ และหากเดินทางไกล ทำให้อัตราสิ้นเปลืองออกมาได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเดิม

2.ระบบ Active Safety ทำงานได้ดีสมราคา ไม่ใช่ของเล่นใส่มาเพื่อหลอกลูกค้า
แน่นอนว่า หลายคนอาจจะพูดว่า ไอ้ของที่ใส่มาเนี่ย มีแล้วได้ใช่ไหม เดี๋ยวผมจะเล่าทีละระบบที่เคยสัมผัสกับตัวเลยครับ

2.1 ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ
ในช่วงระยะเวลาที่ผมรับรถมาทดสอบนั้น กำลังขับในขณะที่สถานการณ์การจราจรค่อนข้างคับคั่ง ในขณะที่ความเร็วเดินเบาไหล ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม.นั้น ผมปล่อยให้รถไหลไปโดยไม่ได้ตั้งใจ กำลังจะตำท้ายคนคันข้างหน้า ระบบช่วยเบรกอัตโนมัต ก็สำแดงเดชทำงานทันทีโดยหยุดรถจนสนิท พร้อมมีไฟแสดงสีแดงบนคอนโซลกะพริบเตือนและมีข้อความเตือนบนหน้าปัดทางด้านขวามือว่าระบบช่วยเบรกทำงานแล้ว
2.2 ระบบรักษารถให้อยู่เลนอัตโนมัติ
ในขณะที่ผมกำลังขับรถบนทางด่วนรามอินทราด้วยความเร็วตามกฎหมาย ขณะนั้นต้องเหตุให้ต้องหักหลบเปลี่ยนเลน และไม่ได้เปิดไฟเลี้ยวเพื่อขอทาง เพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน จู่ๆพวงมาลัยดึงกลับเองด้วยความแรงโดยอัตโนมัติ เพื่อให้รถเข้าไปอยู่ในเลนเหมือนเดิม เล่นเอาผมตกใจเหมือนกัน เพราะความแรงนั้น สู้แรงมือคนขับได้สบายๆ ไม่ได้ดึงแบบเดียวกับ Toyota C-HR ครับ

3.ระบบ Infortainment ทำงานได้ดีจนต้องชม
สิ่งเป็นจุดขายของ Ford มาตลอดคือระบบสั่งการทำงานในรถยนต์ที่ชื่อว่า Sync ซึ่งในยุคแรกที่อยู่ใน Focus และ Fiesta อาจจะยังทำงานไม่ถูกใจผู้ใช้งานนัก แต่เมื่อมีการพัฒนาจนถึง Sync 3 ใน Ranger Bi-Turbo สิ่งที่ผมประทับใจคือ การแสดงชื่อเพลงเป็นภาษาไทยได้แล้ว จริงอยู่ที่ตัวเมนูเป็นภาษาอังกฤษ แต่ด้วยการจัดวาง Icon การตอบสนองต่อการ Touch ของเรารวดเร็ว และสามารถใช้งานได้ทั้งปุ่มและหน้าจอสัมผัส การเชื่อมต่อ Bluetooth ที่รวดเร็วทันใจและไม่หลุดบ้างติดบ้างแบบรถในกลุ่มเดียวกัน หากรถยนต์ยี่ห้อใดจะพัฒนาระบบนี้ ควรเอา Ford Sync ไป Benchmark เป็นอย่างยิ่งครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ช่วงล่างที่นิ่มและย้วยไปในความเร็วสูง
จริงอยู่ที่ Ranger Bi-Turbo มีการปรับแต่งช่วงล่างช่วงในความเร็วใช้งานปกติได้ดีจนน่าประทับใจ แต่ข้อดีในช่วงความเร็วสูงนั้น หายไปพอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้น่าหวั่นใจนัก แต่กลุ่มลูกค้าของ Ford เองนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่ชอบขับรถและขับรถข้ามจังหวัดต่างๆเยอะพอสมควร และนี่ เป็นจุดแข็งมาโดยตลอดของ Ford หากสามารถหาวิธีปรับแต่งโดยการนำข้อดีของช่วงความเร็วใช้งานแบบรุ่น Bi-Turbo มาผสานกับช่วงความเร็วสูงใน Ranger Minor Change ที่เพิ่งตกรุ่นไปเมื่อไม่นานนี้ได้
เป็นจุดแข็งจนค่ายอื่นมองค้อนแน่นอนครับ

2.เบาะหลังที่องศาการของพนักพิงหลังชันจนทำให้ผู้โดยสารนั่งไม่สบาย
ถึงแม้ว่าคนที่ซื้อ Ranger ส่วนใหญ่จะเป็นคนขับรถเอง แต่บางคนที่ตัดสินใจซื้อ อาจเคยใช้รถเก๋งมาก่อน แล้วรู้สึกถูกใจในการขับขี่ของ Ranger ที่มั่นใจและควบคุมได้ดั่งใจสั่ง แต่อีกหลายคนที่มีครอบครัวแล้ว เบาะโดยสารด้านหลัง ก็มีความจำเป็นในการใช้งานเพื่อไปไหนกันทั้งครอบครัว ดังนั้น องศาของเบาะหลังที่ค่อนข้างชัน จึงทำให้นั่งไม่สบายเพราะไม่สามารถรองรับสรีระได้หมด จะหนุนได้เพียงแค่ช่วงกลางหลัง ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกับผู้โดยสารช่วงต้นคอและบริเวณไขสันหลัง หากสามารถปรับองศาความชันของเบาะ และปรับทรงของเบาะได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก และทำให้การตัดสินใจซื้อ Ranger ทำได้ง่ายขึ้น

3.ถ้าแม้ว่ารถจะดีแต่อย่างใดก็ตาม คุณภาพงานออกแบบและบริการหลังการขายก็ยังน่าเป็นห่วงเหมือนเดิม
จากโฆษณา Ranger Raptor ซึ่งใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ Ranger Bi-Turbo จะออกมาว่า ถูกทดสอบในสถานการณ์ที่โหดร้ายมาแล้วทั่วโลก แต่เมื่อขายจริง ก็ยังคงมีปัญหาตาม เช่น อัลเทอร์เนเตอร์ หรือไดชาร์จเสีย เพราะท่อหายใจเฟืองหน้าของรถบ้วนไอน้ำมันทิ้งใส่ น้ำมันเครื่องหายจนหมดไม้วัด น้ำมันเครื่องบนเข้าไปในถังพักน้ำ เพราะ oil cooler แตกและหมุดน็อตยึด Torque Converter หลุดจนเกียร์เข้าไม่ได้ในรถ lot แรก ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดได้ทั้งจากการออกแบบการวาง
ชิ้นส่วนต่างๆ การประกอบรถ และการแก้ไขปัญหาของฝ่ายบริการหลังการขาย ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนบริหารชุดใหม่ของ
Ford Motor Thailand เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และรับทราบถึงการแก้ไขปัญหาในแต่ละเรื่อง ก็ได้แต่หวังว่า จะพัฒนาตรงส่วนนี้
ให้ดีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเดิม และลูกค้าหน้าใหม่ในอนาคตครับ


คันต่อคัน : เมื่อนักไตรกีฬาต้องวิ่งแข่งในลู่วิ่ง
เมื่อ Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo 10 AT 4X4 Wildtrak ราคา 1,265,000 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน
จะเจออะไรบ้าง

1. Isuzu D-Max 3.0 V-Cross Max 6AT 4X4 ราคา 1,109,000 บาท
ในลู่วิ่ง Isuzu D-Max คงเหมือนชายร่างกำยำ ไม่ใหญ่และไม่เล็ก แต่เร็วประมาณนึง แต่ไม่ได้มีฝีเท้าที่จัดแบบนักวิ่งคนอื่นนัก
ก็คือในด้านอัตราเร่ง จะแห้งๆ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก ทั้งที่เป็นรถเครื่องใหญ่ ช่วงล่างและการเกาะถนนบนความเร็วสูงน่าหวั่นใจ
กว่า Toyota Hilux Revo เสียอีก แต่ถึงกระนั้น การที่เป็นรถที่ใช้งานง่ายในหลายส่วน และศูนย์บริการที่ดีมีการบริการดีงาม
จึงเป็นจุดที่ทำคนเชื่อใจและเป็นเบอร์ 1 ในด้านยอดขายมาตลอด ถึงแม้ว่าตอนนี้ ตัวรถจะอยู่ในช่วงปลายอายุตลาด
และต้องมีการอัดโปรโมชั่นแบบที่ Isuzu ไม่เคยทำมาก่อนก็ตามที แต่ท่านใดใจเย็น ปลายปี 2019 รุ่นต่อไปของ D-Max
กำลังจะมา น่าจะมีอะไรน่าสนใจอย่างแน่นอนครับ

2. Toyota Hilux Revo Rocco 2.8G 6AT 4X4 ราคา 1,190,000 บาท
ชายหนุ่มร่างสันทัด ฝีเท่าระดับชมรมวิ่งขนาดเล็ก คงให้นิยามกับ Hilux Revo ได้ราวนี้ เพราะถึงแม้เครื่องจะใหญ่
แต่การตอบสนองของคันเร่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ เหยียบลงไปเหมือนกดสวิตช์ ON เครื่องใช้ไฟฟ้าซักอย่างหนึ่ง
ช่วงล่างและเบรกดีขึ้นจาก Vigo แบบก้าวกระโดด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นดีงามแบบ Ford Ranger หรือ Mazda BT50-Pro นัก
วิทยุก็ใช้งานในการเชื่อมต่อ Device ต่างๆยาก แต่สิ่งที่ทำให้ Hilux Revo คงความเป็นรถขายดีคือ ความสบายใจ
ในการบริการหลังการขาย ตัวรถที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ทนทาน ซ่อมบำรุงง่าย จนคนที่พอมีความรู้เรื่องรถระดับหนึ่ง
พอจะรื้อซ่อมได้ด้วยตัวเองในบางอย่าง นี่คือสิ่งที่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของประเทศพอใจกับ Toyota นั่นเอง

3. Mitsubishi Triton 2.4  4WD GT Premium 6AT ราคา 1,099,000 บาท
หนุ่มร่างเล็กบ้าพลัง ขยันซอยรอบขา นี่คือ Mitsubishi Triton เครื่อง 2.4 ลิตร ที่มาในแนวทาง Downsizing แบบเดียวกัน
กับ Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo ถึงแม้ว่าจะมีเทอร์โบลูกเดียว แต่การได้ระบบวาล์วแปรผัน Mivec จึงทำให้ฝีเท้าของ Triton
น่ากลัวและเมื่อลอยลำไปแล้ว ก็ถือว่าหาตัวจับยาก และด้วยหน้าตาในรุ่น Minor Change ที่ดูหล่อผิดตาจากตอนเปิดตัวครั้งแรก จึงทำให้เป็นขวัญใจแม่ยก ช่วงล่างที่ย้วยบนความเร็วสูง ยังคงเป็นสิ่งที่หวั่นใจพอๆกับค่าบำรุงรักษาของศูนย์บริการที่ยังแพงแบบไม่เข้าใจ แต่ด้วยส่วนลดระดับเทกระจาด และตัวรถที่มีความดีงามในเรื่องห้องโดยสารที่นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม
จึงทำให้ Triton ยังคงได้ใจชาวไทยที่ต้องการรถกระบะที่สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม

4.Nissan Navara 2.5 4WD VL 7AT ราคา 1,096,000 บาท
หนุ่มร่างใหญ่ ฝีเท้าเฉื่อย พวงมาลัยยานและเอื่อย เบาะฟองน้ำแข็ง โดยเฉพาะพนักพิงศรีษะ แต่ด้วยความที่ปัญหาจุกจิก
ไม่เยอะมาก และเมื่อเทียบราคากับสิ่งที่ได้ ถือว่าได้ครบทุกสิ่งในรถกระบะยุคปัจจุบันควรจะมี เลยยังคงความน่าซื้อไว้
แต่หน้าตาที่ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2014 ก็ยังคงหน้าตาเหมือนเดิม มีเพียงรุ่นพิเศษออกมากระตุ้นตลาดบ้าง ก็ได้แต่หวังว่า
ในปี 2019 จะได้หน้าการปรับโฉมเพื่อให้สดใหม่สู้กับคู่แข่งได้ และเครื่อง YS23DDT ที่ประจำการใน Terra นี่คือของดี
ที่ Nissan มีอยู่ในมือ และเชื่อว่าหากลงมาอยู่ใน Navara จะทำกลายเป็นคุณลุงนักวิ่งฝีเท้าจัดอย่างแน่นอน

5.Mazda BT50-Pro DBL 4X4 3.2 R 6AT ราคา 1,090,000 บาท
ฝาแฝดของชายเล็กอย่าง Ford Ranger แต่ด้วยหน้าตาที่ดูเส้นสายอ่อนช้อยมากจนขาดความดุดันในแบบที่รถกระบะควรจะเป็น เลยทำให้เห็นบนถนนน้อยกว่าปกติ ทั้งทั้งการขับขี่นั้น นุ่มนวลในความเร็วต่ำ และบนความเร็วสูง ยังคงการเกาะถนนในแบบ Mazda และด้วยการที่เป็นเครื่อง Puma Series แบบเดียวกันกับ Ford Ranger รุ่นก่อนหน้านี้ จึงทำให้ปัญหาที่เจอ ก็เหมือนกันฝาแฝดอย่าง Ranger T6 รุ่นแรก ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และความชำนาญของช่างอู่นอกนั้นมีมากขึ้น หากหมดระยะประกัน ก็ยังที่ให้พึ่งพาได้มากกว่า แต่จากที่เคยสอบถามคนที่กำลังจะซื้อรถกระบะแล้วถามเซลล์ของ Mazda เนื่องจากรุ่นย่อยนี้มียอดการสั่งซื้อน้อย จึงทำให้อาจจะถอดรุ่นย่อยนี้ออกในอนาคตครับ

6.Chevrolet Colorado 2.5 6AT 4X4 Midnight Edition ราคา 1,090,000 บาท
ฝรั่งร่างใหญ่ ที่ฝีเท้าจัดไม่แพ้ Ranger Bi-turbo การขับขี่เรียกว่า ดีระดับต้นๆของกลุ่ม ทั้งอัตราเร่ง(ถึงแม้ว่าจะไม่บ้าระห่ำแบบตัว 2.8 เดิม)ช่วงล่างที่เกาะถนนในทุกย่านความเร็ว พวงมาลัยถึงแม้จะเป็นพาวเวอร์แบบไฟฟ้า แต่ feeling ที่เป็นธรรมชาติ
จึงทำให้ลูกค้าที่ไม่กลัวบริการหลังการขาย และโอเคกับข้อเสนอที่เร้าใจ ณ ตอนนี้ ตัดสินใจเป็นเจ้าของ Colorado
แบบไม่ลังเลนัก แต่ด้วยความสดใหม่ของตัวรถที่ค่อยๆ น้อยลง ก็ได้แต่หวังว่า New Model จะมาในเร็ววันนี้ ก่อนที่รุ่นพิเศษ
จะออกมาจนจำชื่อไม่ได้แล้วครับ


บทส่งท้าย : หนุ่มร่างเล็กพลังเหลือล้น ครบทุกอย่างตามสเปกสาวไทย
การมาของ Ford Ranger ภายในรหัสตัวถัง T6 ในปี 2011 เรียกได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกหนึ่งครั้ง
ในวงการรถกระบะในประเทศไทย เพราะถ้าหากนับย้อนไปหลังจากนี้อีก ก็ต้องเป็น Toyota Hilux Vigo ในปี 2005
ที่ปฏิวัติงานออกแบบ ขนาดของตัวรถที่ใหญ่ขึ้นกว่ารถกระบะในยุคเดียวกัน ภายในที่หรูหราในใช้โทนสีเบจตัดน้ำตาล
ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์อันทรงพลังที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป Ford Ranger T6 ก็ได้มาสร้างบรรทัดฐานใหม่ของรถกระบะในยุคปัจจุบัน
การออกแบบที่ตัวรถขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เส้นสายตัวรถที่มีเหลี่ยมสัน แต่ตัดกับเส้นโค้งได้อย่างลงตัวแบบรถอเมริกัน
รวมทั้งการขับขี่ที่ Ford ทำออกมาได้ดี จนกระทั่ง Hilux Revo ที่กำลังจะเปิดตัว ถึงกับดึงเวลาเปิดตัวเพื่อให้รถสดใหม่ที่สุด และสามารถสู้กับ Ranger Minor Change ในปี 2015 จนได้ แต่ถึงกระนั้น ในแง่ของการขับขี่ Ford เองก็สามารถทำออกมา
ได้ดี และเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้ลูกค้าที่นิยมชมชอบความสวยงามแบบดุดัน และการขับขี่ตัดสินใจทนเสียงคัดค้านของ
คนรอบตัว จรดปากกาเซ็นต์เช็คเป็นเจ้าของ Ford Ranger กันเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็น Ranger Fever ในระยะเวลาอันสั้น

ถึงแม้ว่า Defect ทั้งจากงานออกแบบ เช่น ท่อยางอินเตอร์คูลเลอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ระเบิด จนกลายเป็นของเคลมปกติ
Oil Cooler แตกจนน้ำมันเครื่องและน้ำยาหม้อน้ำผสมกันกันถังพักน้ำ เทอร์โบแกนขาดจนควันขาวท่วมท้ายรถ
หรือจากบริการหลังการขายที่ยังไม่แข็งแรง เช่น การแจ้งเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทุก 190,000 กม. จนรถลูกค้า
บางคันลากใช้ไปถึง 150,000 กม. ก็รู้ตัวว่า ฟันเฟืองเกียร์หลอไปแล้ว ต้องยกเกียร์ซ่อมใหม่ การแก้ไขปัญหารถที่ไม่จบ
ในหลายเคส ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนซื้อส่วนใหญ่ยังคงกังวลที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ของท่าน
ฝากให้ฝ่ายบริการหลังการขายและส่วนของ R&D (Research & Development) ของ Ford Asia Pacific
ลงมาดูปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของท่าน เพื่อสร้างความมั่นใจและทำให้ลูกค้าหน้าใหม่ กล้าที่จะเดินเข้ามา
เป็นเจ้าของรถที่ท่านตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสขับ ในราคาสมเหตุสมผลที่ท่านตั้งใจออกแบบและผลิต

“อย่าเพียงแต่สวยแต่รูป แล้วจูบไม่หอม เตือนแล้วนะ”

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับและถ่ายภาพโดย PunTam
เผยแพร่วันที่ 21 กันยายน 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...