ในช่วงเดือนมิถุนายนหลังจากสถานการณ์ Covid-19 เริ่มดีขึ้น(หวังว่านะ) มหากาฬการทดสอบรถเริ่มต้นกันอีกครั้ง หลังจากผมต้องย้ายกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดตามคำสั่งเบื้องบนของมารดา ด้วยความผีเข้าผีออกของทีม Carside กลับมารถที่ยืมกันแต่ละคันเรียกได้ว่า นี่พวกมึงสนองตัณหาตัวเองป่ะเนี่ย ไล่ตั้งแต่ C43 ทั้ง Coupe และ Sedan อีกทั้งตามด้วย Audi TT Coupe อีก แกรรรรร ขับรถพวกนี้บ่อยๆไม่สนุกนะเว้ยยยย อยากได้รถแบบบ้านๆมั้งได้เปล่า PPV ก็ได้ SUV ก็ดี มีคันไหนได้บ้างละ

จากนั้นก็หาสิครับ นี่คือการหารถมาล้างความรู้สึกเวลาทดสอบรถด้วยในตัว ที่นี่มาดูว่าในตลาดเรามีรถคันไหนที่ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มบ้าง เพราะบางคันเราเอามาแต่รุ่น High Output Version หวยออก Everest Sport เพราะ เรายังไม่เคยลอง รุ่นเทอร์โบเดี่ยวของเจ้าเครื่อง ECOBLUE AKA “Panther” เอาว่ะ โทรเช็คแล้วรถว่า เอามาใช้ชีวิตร่วมกันซักหน่อย จะรอช้าอยู่ไย ในเมื่อทีมเราก็ทำ Everest Bi-Turbo ขึ้นไปแล้ว เอารุ่น Sport มาขายให้เค้าบ้างจะเป็นไร ดังนั้นรีวิวนี้จะสั้นกว่าปกติเพราะการลดดีเทลตัวรถลงกันไปแล้วรอบนึงตอน Everest Bi-Turbo จะไม่พูดกันมาก ดังนั้นเรามาเริ่มกันเลย

Exterior : จับรุ่น Titanium ธรรมดาๆบ้านๆ มาแต่งหน้าทาปาก

ภายนอกนั้นมันคือการเอารุ่นรองบ๋วยอย่าง Titanium 4×2 Turbo มาปาดสีดำด้านและดำเงาให้ทั่วคันรถ ได้แก่

    • ชิ้นงานชายกันชนด้านหน้าและด้านหลังรวมไปถึงกรอบของไฟตัดหมอกหน้า เปลี่ยนจาก สีเงินด้าน เป็น สีดำด้าน
    • กระจังหน้าสีดำเงา ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรุ่นสปอร์ต
    • ล้ออัลลอยลายเดียวกับรุ่น Titanium+ แต่พ่นสีดำเงาขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง Goodyear EfficientGrip SUV ขนาด 265/50 R20
    • คิ้วขอบฝากระโปรงท้ายสีดำเงาพร้อมคำว่า E V E R E S T
    • สติกเกอร์แปะชายขอบประตูคู่หลังและฝากระโปรงท้ายกับคำว่า SPORT
    • แร๊คหลังคาจาก สีเงิน เปลี่ยนเป็น สีดำเงา
    • กระจกมองข้างและมือจับประตูถือเปลี่ยนจากการครอบด้วยโครเมียม เป็น สีดำเงา

  • มีให้คุณเลือกสีเพียงแค่ 3 สีคือ สีขาว Arctic White , สีเงิน Aluminium Metallic และ สีดำ Absolute Black

รวมๆแล้วก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวสำหรับภายนอก เพราะลูกค้าบางท่านก็อาจจะมองว่าของแถมแบบนี้เซลล์ก็แถมให้ได้หากคุณซื้อรุ่นย่อยอื่นๆ แต่บางคนกลับอาจจะมองว่าสิ่งที่เซลล์แต่มาให้นั้นเยอะเกินไป ซึ่งรุ่นสปอร์ตเองก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลย อุปกรณ์มาตราฐานต่างๆก็มีมาให้แบบเพียงพอและไม่น่าเกลียด

ชุดไฟหน้าแน่นอนด้วยความที่เป็น MY2020 แล้วจะเป็นโคมแบบ PROJECTOR LED ทั้งไฟต่ำและสูงส่วนไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกนั้นยังเป็นหลอดใส่ Halogen ธรรมดากันอยู่ นอกนั้นก็เรียกได้ว่ายกมาจาก Everest คันที่เราเคยทดลองขับกันไปแล้ว สิ่งที่ลดทอนลงมาจากการไม่ใช่รุ่นท๊อปก็จะมีพวก Safety Sense ต่างๆ เช่น Adaptive Cruise Control , Bilnd Spot Warning , ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำหายไป เซ็นเซอร์ช่วยกะระยะจากที่มีรอบคันเหลือเพียง 4 จุดด้านหลัง แต่ออฟชั่นอย่าง ฝาท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิดยังคงอยู่ และทำงานได้รวมเร็ว ง่ายดาย และจับได้ว่าเราแกว่งเท้าเข้าไปแล้วได้ดีเหมือนรถยุโรปอย่าง Mercedes หรือ Volvo ถือว่าเป็นสิ่งที่ค่ายอื่นๆในระดับเดียวกันควรเอาเป็นมาตราฐาน(ในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องปัญหาตัวรถ) ไฟท้าย LED เฉพาะไฟหรี่และไฟเบรคส่วนที่เหลือก็เป็นหลอดไส้ Halogen เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากขนาดนั้น ภาพรวมถ้าจะให้พูดมันคือถือเป็นการตกแต่งขำๆ ออกรุ่นย่อยใหม่ออกมา และทำออกมาดูดีใช้ได้ เพียงแค่รถสีขาว Arctic White อาจจะดูดับๆจากการใช้ล้อสีดำทำให้ท่อนล่างของรถดูลอยๆไปเสียหน่อย แต่ถ้าเป็นรถสีเงิน Aluminium Metallic หรือสีดำ Absolute Black อาจจะดูขึ้นกว่า

Interior : ก็เหมือนเดิมอะแหละ แต่บางจุดดูดีกว่ารุ่นท๊อปอีก

แน่นอนครับด้วยความที่เป็นรุ่นย่อยรองบ๋วยการโดนหั่นข้าวของออกล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น อะไรหายไปบ้างหากเทียบกับรุ่น Bi-Turbo แน่นอนคือ เบาะคู่หน้าจากที่ปรับไฟฟ้าทั้งสองฝั่งโดนลดเหลือเพียงคนขับ หลังคา Panoramic Sunroof หาย ระบบ Navigator หาย Safety Sense ต่างๆหาย กระจกหน้าต่าง One-Touch เฉพาะบานคนขับ และแน่นอนเทอร์โบหายไป 1 ลูก รวมถึง Electronic Locking Rear Differential และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management ด้วยเช่นกัน อุปกรณ์ล้ำๆอย่างอื่นก็ยังคงอยู่ เช่น มาตราวัดความเร็วแบบ Analog ผสมจอ TFT คอนโซลหน้าวัสดุนุ่มพร้อมเดินตะเข็มสีน้ำเงิน

แต่การตกแต่งภายในนั้นโทนสียังคงสีดำเช่นเดิม มีเพียงรถสีขาวในรุ่น Titanium+ 4×4 Bi-Turbo เท่านั้นที่จะได้เบาะหนังสีน้ำตาล Cognac แต่ในรุ่น Sport คุณยังคงได้เบาะหนังแท้ผสมหนังสังเคราะห์สีดำ ปั๊มลายคำว่า Sport บนเบาะคู่หน้าเดินตะเข็บด้ายรอบคันรถด้วยด้ายสีน้ำเงิน และตกแต่งคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าและชิ้นพลาสติก Piano Black แบบเดิมด้วยชิ้นพลาสติดสีน้ำเงินอมดำ ซึ่งชิ้นตรงนั้นนั้นสวยดี เบาะหลังทั้งหมดพับได้ด้วยกลไกมือธรรมดา แน่นอนว่าระบบพับเบาะแถว 3 ด้วยไฟฟ้านั้นโดนตัดออกไปด้วย พับด้วยมือทุกตำแหน่งไปตามระเบียบ

ส่วนการโดยสารนั้น เบาะคู่หน้าเน้นการโอบกระชับที่กำลังดีไม่บีบร่างคนขับเกินไปหรือแบนราบจนเกินไป รองรับสรีระคนที่ตัวใหญ่ได้ดี  ไม่มีปัญหาตรงหัวไหล่สำหรับคนไหล่กว้างอย่างเบาะของ D-Max ใหม่ การส่วนของการรองนั่งนั่นทำได้ดีเช่นเดียวกัน เบาะรองนั่งค่อนข้าวยาวกว่าคู่แข่ง ปรับองศาการรองรับน่องของผู้ขับขี่ได้ตามต้องการ เบาะแถว 2 นั้นสามารถยังคงความสบายในอันดับต้นๆของกลุ่ม ปรับการเอนได้ ปรับเลื่อนหน้าถอยหลังได้ เบาะหลังมีการรองรับสรีระดีพอสมควร องศาการมุมเงยกำลังดี ส่วนเบาะแถว 3 นั้นมีไว้ให้เด็กเล็กเท่านั้น อาจจะรองรับได้มากสุดคือผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กๆ จุดนี้ Everest เหมือนได้ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำมากเพื่อเน้นโดยสารเท่ากับคู่แข่งเสียเท่าไหร่ ถ้ารุ่นใหม่สามารถปรับปรุงได้ก็จะถือเป็นเรื่องที่ดีมาก รวมไปถึงการเข้าออกไปยังเบาะแถวที่ 3 ด้วยที่ยังต้องปรับปรุง เพราะรุ่นก่อนหน้าของ Everest นั้นทำจุดนี้ไว้ได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว

 

Powertrain and Suspension : เหมือนเดิมทุกอย่าง แค่ Turbo หายไปลูกนึง

เครื่องยนต์ของดีเซล Everest Trend/Titanium/Sport/Titanium+ 2WD นั้นจะเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวที่ใช้ในรถกระบะ Ranger T6 Minor Change รอบ 2 ตระกูล Panther รหัส YM2Q ขนาด 1,995 ซีซี Turbo Diesel Direct Injection (TDCi) ปากกระบอกสูบกว้าง 84 มิลลิเมตร ระยะชักยาว 90 มิลลิเมตร ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร เป็น Flat-Torque ที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,750 ถึง 2,500 รอบต่อนาที ปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์สู่อาการที่ 186 กรัมต่อกิโลเมตร รองรับมาตราฐานไอเสีย EURO4 และรองรับการปรับแต่งติดตั้งอุปกรณ์บำบัดไอเสียเพื่อให้เป็นไปตามมาตราฐานไอเสีย EURO 5 หรือ 6 ตามมาตราฐานไอเสียของประเทศที่ทำตลาด ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะลูกเดียวกับที่ใช้ใน RANGER Limited/Wildtrak/Raptor ดังนั้นด้วยน้ำหนักรถที่ใกล้กันและต้องแบกโหลดที่ใกล้ๆกันอีกอัตราเร่งจึงออกมาดังนี้

ความรู้สึกในการขับขี่จริงนั้น ยังคงลักษณะที่คล้ายกับเครื่อง PUMA 2.2 ลิตรเดิมคือ การไหลของบูสมีความลื่นไหลดี แอบลื่นกว่าตัว Bi-Turbo เล็กน้อย อาการ Turbo Lag มีน้อยอยู่ในระดับที่รับได้ การไหลขึ้นของเข็มความเร็วทำได้ดีสมตัวกับตัวเลขพละกำลังของเครื่อง ถึงช่วงความเร็วปลายจะขึ้นได้ไม่เร็วเท่ากับรุ่น Bi-Turbo แต่ถือว่าเพียงพอและเหลือๆกับการใช้งานในชีวิตประจำวันดีแล้ว อีกทั้งยังไหลขึ้นได้ดีกว่า Isuzu Mu-X 3.0 ลิตรแบบชัดเจน หากจะหาคนไล่ให้ทันก็มีเพียงแค่ Terra , Pajero Sport และ Fortuner 2.8 เท่านั้นที่ทัดเทียมกันได้ เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะจัดการสมองกลเกียร์เรื่องของการเลือกใช้เกียร์ได้ดีอยู่แล้ว มีเกียร์ให้เลือกใช้เยอะตามสถาการณ์ถือเป็นข้อได้เปรียบของเครื่องตัวนี้ แต่อาจจะมีปัญหาเดิมๆในเรื่องของคันเร่งนิสัยแบบ Ford คือจะมีอาการอมเล็กๆในช่วงเกียร์แรกในการกดคันเร่งออกตัว แต่ถ้าลอยลำแล้วก็เจอน้อยลง และเหมือนเดิมหากจะเล่นเกียร์เองกรุณาเล่นจากปุ่ม +/- ที่หัวเกียร์ซึ่งไม่การวางตำแหน่งอุปกรณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจคนขับเสียเท่าไหร่นัก ส่วนอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองก็ดังตารางด้านล่าง ภาพรวมถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่รักษาสมดุลของพละกำลังและอัตราสิ้นเปลืองได้ดีเลยทีเดียว

จุดเด่นของ Everest ตั้งแต่เปิดตัวมานั้นเรียกได้ว่า เป็นมาตราฐานของกลุ่มไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่พวงมาลัยไฟฟ้า ช่วงล่างด้านหลังแบบ Watt’s Link สองอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Everest แตกต่างกับคู่แข่ง ทุกอย่างยังคงถูกเซ็ตมาให้กลมกล่อมมาขึ้นในรุ่น Minor Change นี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความนุ่มนวลในการโดยสารที่มากขึ้นเหมือนที่ตัว Bi-Turbo เป็น เอาใจคุณผู้หญิงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนั้นคือการที่ตัว Bi-Turbo เป็นรถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาและมีน้ำหนักของเพลาขับหน้าเพิ่มเข้ามาด้วย ดังนั้นความรู้สึกที่ได้จากการขับขี่ของรุ่นที่เป็นเทอร์โบตัวเดียวและขับเคลื่อนเพียง 2 ล้อหลังก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย โดยภาพรวมนั้นการตอบสนองของช่วงล่างนั้นจะมีความคล้ายกับรุ่น Bi-Turbo คือมีความนุ่มนวลและแอบติดไปทางย้วยเล็กๆ การคุมตัวถังที่ความเร็วสูงทำได้ดีเช่นเคยแต่ก็มีการแกว่งเพิ่มมาขึ้นจากรุ่น Bi-Turbo เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่เรียกว่าแกว่งบ้าบอคอแตก เอาจริงนั้นยังถือว่าอาการแกว่งของ Everest ทุกรุ่นย่อยโดยเฉลี่ยก็ยังน้อยกว่าเพื่อนร่วม Segment เยอะ การซับแรงสะเทือนยังทำได้ดีเยี่ยมสมมาตราฐาน Everest ซึ่งนั้นคือสูงสุดในกลุ่ม ในการทำช่วงล่างภาพรวม มันยังมิอาจจะเทียบช่วงล่างเซ็ตเดิมใน Everest 3.2 Puma ได้

การตอบสนองของพวงมาลัย เบาขึ้นจากรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ PUMA 3.2 แต่ขับสบายไหม สบายมาก เบาคนเชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายๆท่านที่ต้องขึ้นมาควบรถคันเท่าบ้านจะชอบมันเพราะความหมุนง่าย สบายมือของพวงมาลัยของ Everest คันนี้นี่แหละ อัตราทดและความคมของพวงมาลัยยังทำออกมาได้ดี On-Center Feeling นิ่งดีที่ความเร็วสูง แต่ปัญหาเดียวของมันนั้นแหละครับ คือความเบา อันที่จริงอะความเบามันกำลังดีแล้ว เพียงแค่ว่าผมอยากให้ปรับเพิ่มเรื่องความหนืดของพวงมาลัยให้ได้เกือบเท่าๆกับรุ่น 4WD ที่เป็นเครื่องยนต์ Puma 3.2 นั้นคือรุ่นที่ทำพวงมาลัยออกมาได้ลงตัวสุดแล้ว อันนี้ฝากด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าจากความเห็นของรุ่นก่อนที่เขียนไปฟอร์ดทำการบ้านมาดีพอสมควรดังนั้นแก้เรื่องพวงมาลัยคงไม่ยากเกินความสามารถ

แป้นเบรคการตอบสนองก็ยังมีฟีลที่คล้ายกับรุ่น Bi-Turbo คือมีระยะฟีลค่อนข้าวเยอะเกือบๆประมาณ 30 % แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหยียบลงไปแล้วรถแทบไม่หยุดเลย มันคือช่วงที่มีแรงเบรคที่ไม่เยอะมากทำมาเพื่อให้กับการเลี้ยงๆไหลสบายๆในเมือง แต่หากกดลึกลงไป มันก็ยังเอาอยู่เมื่อเทียบกับน้ำหนักรถและการหน่วงความเร็วลงถือว่าทำได้ดี น้ำหนักของแป้นไม่เบาเกินไป ไม่หนักเกินไป เหมาะสมแล้วกับประเภทของรถและผู้ขับขี่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

Carsideteam Eco Mode
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ
Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถหน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากรตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.6 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.68 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.46 กม./ล.<<

ถือว่าไม่เลวเลยครับสำหรับเครื่องบล๊อกนี้กำลังยังถือว่าทำได้ดี อัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่ารุ่น Bi-Turbo เล็กน้อยจัดว่าทำผลงานออกมาได้ดีสำหรับการแบกตัวถังเท่าบ้านขนาดนี้

Safety Package : ก็มาตราฐาน Everest อะ Standard Standard มีมาให้ครบตามเงินที่จ่าย

  • ระบบป้องกันล้อล็อกและเสริมแรงเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันลื่นไถล ESP/TC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HLA (Hill Lauch Assist)
  • ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ RM (Rollover Migration)
  • เซ็นเซอร์ถอยหลัง
  • กล้องมองหลัง
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 ตำแหน่ง + ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง + ม่านิรภัย 2 ตำแหน่ง + หัวเข่า 1 ตำแหน่ง)

สรุปง่ายคือพี่แกตัดพวก Safety Sense ทั้งหลายนั้นแหละครับ พวกของที่ควรมีก็มีมาให้ ไม่ได้ติดอะไร เพียงแค่ถ้าเป็นไปได้คุณภาพของกล้องส่องด้านหลังอยากให้อัพเกรดขึ้นนิดหน่อยให้ภาพชัดขึ้น

Conclusion : กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 6 รถเปลี่ยนปรับปรุงบางอย่างดีขึ้น บางอย่างหายไป บางอย่างแย่ลง แต่ยังเป็นรถที่ทำผลงานออกมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม

ข้อดี

  • กำลังเครื่องค่อนข้างสูงและการติดบูสของเทอร์โบทำได้ดีกว่าเครื่อง Hi-Power ของหลายๆเจ้า อัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ดีระดับต้นๆ รวมไปถึงการต่อเกียร์ไต่ความเร็วที่ทำได้ดีเช่นกัน
  • การขับขี่ทั้งช่วงล่างและพวงมาลัยที่แม้จะติดไปในทางที่นุ่มสบาย แม้จะต้องแลกกับความมั่นใจที่หายไป แต่ก็แลกมาด้วยความสุขกับคนนั่งโดยสารมากขึ้น รวมไปถึงเบาะที่ออกแบบมาได้ดีทั้งหน้าและหลัง (ยกเว้นแถว 3)

ข้อเสีย

  • ปัญหาตัวรถทั้งเครื่องเกียร์ พวงมาลัยและใดๆในรถ ตราบใดที่ปัญหามันยังมีอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเคสฟอร์ดเสียโผล่มาตามเฟสปุ๊คบ้าง แต่ก็นับว่าน้อยลงเยอะในระดับหนึ่งแล้ว การเข้าแก้ปัญหาถือว่าเร็ว แต่วิธีการแก้ปัญหาทั้งปัญหาลูกค้าและปัญหาตัวรถก็ต้องทำกันต่อไป (ดีนะที่ปัญหาน้ำมันเครื่องแก้ได้แล้ว) และการคุมมาตราฐานของศูนย์บริการที่บางที่ยังหลุดมาตราฐานไปบ้าง ใดๆก็มันก็ยังคือข้อเสียของฟอร์ดแบบเดิมๆ เพียงแค่ว่าทุกวันนี้มีการพัฒนาที่ดีกว่ายุค Fiesta,Focus มาเยอะพอสมควร ยังไงก็ฝากที่จะพัฒนาต่อๆไปด้วยนะครับ มาถูกทางแล้ว สร้างความอุ่นใจให้ได้ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่(สักที)เถอะครับ

หากจะเทียบกับคู่แข่งในตลาดล่ะเรามีอะไรให้เทียบบ้าง ในราคา 1.469 ล้านของ Everest คู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกันและมีลักษณะคล้ายๆกันก็จะมี

  • Toyota Fortuner 2.4 6AT 2WD เจ้าตลาดดั่งเดิมอยู่มานานอัพเดทความสมใหม่ด้วยรุ่นปรับโฉม Fortuner ใหม่นั้นก็ปรับปรุงอุปกรณ์หลายๆอย่างให้เหมาะสมมากขึ้น เครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่ในตัว 2.4 ลิตร ที่กำลังอาจจะไม่ได้เยอะแยะอะไรมาก แต่มีการเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆสามารถฟัดกับเทียบเท่า Everest Titanium/Sport แต่สิ่งที่ Fortuner รุ่นธรรมดาที่ไม่ใช่ Legender เทียบไม่ได้เลยคงเป็นเรื่องการขับขี่ที่รุ่นธรรมดาของ Fortuner นั้นยังห่างชั้นกับ Everest แน่นอนแม้กระทั่งพี่น้องร่วมตระกูลเองอย่าง Legender ที่ได้ช่วงล่างที่ดีกว่า แต่ห่างแค่ไหน เรายังไม่สามารถให้คำตอบได้ คงต้องยืมรถมาทดสอบกันอีกรอบทั้ง Fortuner และ Fortuner Legender
  • Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT Premium/Elite Edition 2WD ปาเจโร่ รถที่เมื่อครั้งก่อนๆทำผลงานออกมาได้ดีเทียบเท่า Everest เครื่องยนต์และเกียร์ที่ดีดพอสมควร เน้นไปในทางที่สุภาพมากกว่ากระโชกโฮกฮาก ช่วงล่างที่นุ่มไปในแนวเดียวกันแต่กลับกลายเป็นว่าทุกวันนี้ Everest นุ่มกว่า แย่งซีนเดิมเรื่องความนุ่มของ Pajero Sport ไปหมด ส่วนความเร็วสูงนั้นก็ทำผลงานได้ดีใกล้เคียง Everest แม้จะโดนนำอยู่หน่อยๆ แต่เรื่องความคุ้มค่าด้านอุปกรณ์นั้นต้องยอม Mitsubishi เค้าจัดของออกมาได้ในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และเน้นนอนปัญหาของมิตซูนั้นก็วงเวียนอยู่แต่เรื่องวัสดุในห้องโดยสารที่บางจุดในมิตซู้ มิตซูเรียกได้ว่าตรงนี้แพ้ Everest Fortuner แบบจังๆ
  • Nissan Terra 2.3 VL 4WD 7AT  มหากาฬ Terra นั้นยังไม่จบไม่สิ้น การทำทุกอย่างทั้งอัดโปร อัดของแถม อัดส่วนรถเพื่อให้ได้ยอดที่ดีกอบกู้หน้าตาบริษัทให้ได้จากรถที่เรียกได้ว่าหน้าตาแบบนี่คงขายได้แหละ ดังนั้นหากซื้อ Terra นั้นเกรงว่าคุณจะได้รถในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งทั้งตลาดแบบแน่ๆ การขับขี่นั้นยังคงสไตล์ของ Nissan คือ เครื่องไปทาง ช่วงล่างไปซ้าย พวงมาลัยไปขวา พี่ครับ ช่วงเซ็ตอะไรให้มันสอดคล้องกันได้ไหม โอเคยังดีที่ว่าช่วงล่างทำออกมาได้ดีเทียบ Everest ได้เลยเพียงแค่สู้ไม่ได้ในการซับแรงสะเทือนและการคุมอาการดีดของรถที่ Everest คุมได้ดีกว่า เครื่องยนต์ที่ดีดชิบหายวายปวงเกินเบอร์ แต่พวงมาลัยที่ความเร็วต่ำหนักแบบบ้าบอคอแตก สมควรแล้วที่จะโดนแม่บ้านทั้งหลายสั่งแบน ความเร็วสูงก็เบาพอๆกับ Everest นั้นแหละแต่เพียงแต่ Everest มีเรื่องอัตราทดและ On-Center Feeling ที่จบกว่ากันมาก ดังนั้นถ้าคุณรับได้กับความ Bi-Polar ของช่วงล่างและพวงมาลัย ส่วนลดที่ประหยัดเงินคุณได้มาก กำลังที่เรียกได้ว่าดีเป็นอันดับต้นๆของตลาด ก็ช่วยอุดหนุน Nissan เค้าได้ แม้ตัวใหม่ใกล้จะมาแล้วในปีหน้า(มั้ง)
  • Isuzu MU-X 3.0 DA DVD ONYX 6AT 2WD  ลากกันมายังปีท้ายๆแล้วสำหรับ Mu-X ผมใช้คำว่า Out of Date จริงๆกับรถคันนี้ แม้จะเป็นที่ถูกใจของผู้ใหญ่และกลุ่มรถลีมูซีนที่สนามบิน แต่สำหรับคนที่ชอบรถอย่างผมกลับไม่ประทับใจ ด้วยช่วงล่างที่ยังมีอาการมาจากกระบะเหลืออยู่แม้จะใช้คอยสปริง 4 ล้อก็ตาม เครื่องยนต์ที่ทำงานได้ไม่ราบรื่นช่วงออกตัว แต่ปล่อยไหลในความเร็วสูง ส่วนออพชั่นและความปลอดภัย ถือว่าให้มาไม่น้อยและไม่มากเกิน แต่ที่ชนะทุกค่ายเลยคือศูนย์บริการไว้ใจได้ มีปัญหาเคลียร์จบ หากไม่รีบร้อนมาก อดใจรอ All New Mu-X ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2020 (หากไม่เปลี่ยนแปลง) ที่คาดว่าจะพัฒนารถได้ดีกว่ารุ่นเดิม แต่จะประทับใจมากไหม คงต้องรอวันที่รถเปิดตัวจริง ๆ

การทำตลาดของ Everest นั้นตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มันเป็นรถที่ไม่ได้มียอดที่หวือหวาเท่ากับคู่แข่งในตลาด มันจะรักษายอดกลางๆของตลาดไว้เสมอ ตัวรถที่ทำออกมาโดยเอารถใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง Toyota Land Curise Prado เป็น Benchmark ของการพัฒนา ส่งผลให้การขับขี่การโดยสารของมันนั้น ดีเกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมตลาดไปบ้างในบางหัวข้อ รถดีจริงไหม ดีจริง ปฏิเสธไม่ได้ แต่ปัญหาเยอะไหม ก็เยอะจริง ไม่ปฏิเสธเช่นกัน Ford เป็นรถดีทำออกมาได้ดีซะส่วนใหญ่อยู่แล้ว แน่นอนมันมาพร้อมกับความจุกจิกบ้าบอคอแตกเหมือนที่คุณสามารถพบเจอได้ในพวกรถ Premium ดังนั้นหากคุณจะตกลงปลงใจซื้อ Everest คุณอาจจะต้องดูแลมันมากกว่าปกติกันเสียหน่อย ถึงแม้ Ford จะกำหนดระยะทางของการเข้าเช็คระยะไว้ที่ 15,000 กิโลเมตร ขยับกลับไปที่ 10,000 กิโลเมตรเช่นเดิมก็ได้ครับ หรือทุกๆ 6 เดือนตามปกตินั้นแหละจะดีกว่า หรือจะเข้าตามรอบที่ฟอร์ดกำหนดก็ได้แล้วแต่คุณ

เรื่องของการรับประกันคุณภาพตัวรถเป็นเรื่องที่ฟอร์ดต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามากกว่านี้ ถามว่าทำได้ดีแล้วหรือยังสำหรับการแก้ปัญหากรณีที่เกิดปัญหา ทำได้ดีแล้วครับ ทั้งในแง่ของการขยายการรับประกันเครื่องเกียร์ 10 ปี ไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร มันช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าจริง แต่อย่างที่ย้ำไป เรื่องของการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุยังสำคัญเสมอ ยังดีที่กว่าปัญหาน้ำมันเครื่องหายแก้ไปได้บ้างแล้ว ปัญหาอื่นๆจุกๆจิกๆก็ต้องตามแก้ให้ครบด้วย

หากคุณรับได้กับความ Ford ทั้งหลาย ความจุกจิกของตัวรถ และพร้อมวัดใจกับศูนย์บริการฟอร์ดใกล้บ้านท่าน

เซ็นใบจองได้เลยครับ และก็อย่างลืมทดลองขับให้แน่ใจอีกครั้งด้วยไม่ว่าจะซื้อรถรุ่นไหน

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอน เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : BellzonaNT.
เผยแพร่วันที่ 14 กันยายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam