ผมเชื่อว่าในชีวิตการทำงานของมนุษย์เงินเดือน หลายๆคน ก็อาจมีการเปลี่ยนผ่านสมาชิกในทีม
ซึ่งเป็นไปตาม Career Path หรือต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ในหลายคน การลาออก
ที่ต้องเป็นผู้เสียสละ ไม่ว่าจะกลับไปเลี้ยงลูกที่วัยกำลังโต กลับไปดูแลคนในครอบครัวที่ไม่สบาย
หรือป่วยในระยะสุดท้าย หรือแม้กระทั่ง การกลับไปดูแลกิจการในครอบครัวที่กำลังขยาย แต่ที่แย่กว่านั้น
คืออาจต้องไปกอบกู้สถานการณ์กิจการในครอบครัวที่กำลังจะล้มละลายก็ม

ถ้าหากให้เปรียบเทียบ Trailblazer ก็คงไม่ต่างกับมนุษย์เงินเดือน ที่ทำงานดีจนได้โปรโมทเกือบจะทุกปี
แต่ต้องทิ้งตำแหน่ง เงินเดือน สวัสดิการที่ดีในองค์กร เพื่อออกไปเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อคนในครอบครัว แน่นอน ถ้าเราเจอคนดีๆแบบนี้ จะให้ไม่พูดว่ามีดีอะไรบ้าง เลื่อนลงมาด้านล่างซิครับ วันนี้ Carsideteam
ขออนุญาตพาเหลาเอง

ภายนอก : ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาตั้งแต่ปี 2017 
มิติภายนอก กว้าง 1,902 มม. ยาว 4,887 มม. สูง 1,851 มม. ความยาวช่วงล้อ 2,845 มม
ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร


ด้านหน้า ยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่มีการปรับโฉมเมื่อปี 2017 ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ ที่มี Daytime Running Light เพิ่มขึ้นมา กระจังหน้าเป็น 2 ช่อง โดยช่องบนจะกว้าง แต่เล็ก แต่ด้านล่าง จะแคบและใหญ่กว่า
ชายล่างมีไฟตัดหมอกทั้งสองข้าง และด้านล่างสุด จะมีลิ้นยางกันเศษหินกระเด็น ดูเรียบง่าย ไม่สะดุดตาก็จริง
แต่ไฟหน้าและไฟตัดหมอกหน้า สว่างและเห็นได้ชัดกว่าบางรุ่นที่ใช้ไฟหน้าแบบ LED เสียอีก

ด้านข้าง ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2013 มีเพียงลายล้อแบบ 6 ก้านคู่ ที่ถูกเปลี่ยน
มาตั้งแต่ปี 2017 แต่ที่สะดุดกว่าเพื่อนร่วมพิกัดเดียวกันคือ ปลายท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มากจนเหมือนของแต่ง
ก็ได้แต่สงสัยว่า ต้องการเก็บเสียงเครื่องให้เงียบจนต้องใส่ปลายท่อไอเสียที่ใหญ่กว่าคู่แข่งกันเลยทีเดียว

สำหรับการเข้า-ออกตัวรถ ยังคงต้องใช้กุญแจแบบรีโมทมีดพับได้ กดปุ่มล๊อค/ปลดล๊อค และใช้กุญแจ
ดอกเดียวกัน ไขที่คอพวงมาลัยเพื่อทำการติดเครื่องยนต์ ซึ่งจะต่างกับรุ่น Z71 ที่ออกมาตอนหลังจะเป็นแบบ
Keyless Entry และมีสวิตข์บิดเพื่อติดเครื่องยนต์ หลายคนอาจมองว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง มันเชยและของน้อย
แต่ในมุมมองทางเรา เมื่อเทียบกับราคาคู่แข่ง สิ่งที่ให้มานั้นก็เพียงพอ และใช้งานง่ายดีครับ

ด้านท้าย มีไฟท้ายแบบ LED คู่ และไฟเบรกดวงที่ 3 บนสปอร์ยเลอร์หลัง ที่สว่างและเห็นชัดเจนทั้งเวลา
กลางวันและกลางคืน ตรงกลางที่จุดใส่ทะเบียน กล้องถอยหลังที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเมื่อมองจากจอในรถ
กันชนท้ายฝังไฟถอยหลังและไฟตัดหมอกท้าย ในส่วนของไฟถอยหลัง ในความเห็นของทางเรา จริงๆแล้ว
สามารถย้ายไปไว้ด้านบนที่โคมไฟท้ายที่ติดตั้งตรงฝาท้ายก็ได้ ถึงแม้จะสูงจากจุดปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้สูงจนรถคัน
ที่ตามจะมองไม่เห็นครับ และถ้าหากซุ้มล้อหลังมีแผ่นกันโคลน จะทำให้รถดูมีมิติและเรียบร้อยขึ้น รวมทั้งคราบสกปรกที่เกิดขณะขับขี่ลดลงครับ




ภายใน : ล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่ว่าใช้งานสะดวกสบาย

สำหรับภายในของ Trailblazer นั้น ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก Colorado นัก โดยที่เด่นที่สุด
คงไม่พ้นช่องวางแก้วแบบพับเก็บไม่ได้ที่อยู่ติดกับช่องแอร์ทั้งสองข้าง สะดวก ใช้งานได้ดีและดูทนมือมาก
แต่ครับ Hilux Vigo และ Fortuner ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2005 ยังสามารถพับเก็บได้เลย และใช้งานได้ดี
บางคันเวลาผ่านมานานจนถึงวันนี้ เพิ่งแตกหักก็มี นั่นก็ถือว่าทนแล้ว ถ้าออกแบบให้พับเก็บได้ จะดีกว่ามาก
สวิตช์เครื่องปรับอากาศอยู่ในตำแหน่งใช้งานง่าน แต่ของที่จำเป็นกว่าอย่างสวิตช์ไฟฉุกเฉินต่ำไปจนต้องละ
สายตาขณะขับขี่หากต้องใช้งาน ตรงนี้ถ้าหากขยับให้มาอยู่ตรงเหนือเครื่องเสียง จะดีมากครับ

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านแบบ Multifunction โดยฝั่งขวามือ เป็นระบบ Cruise Control
และด้านซ้ายใช้ควบคุมระบบเครื่องเสียงและโทรศัพท์ หุ้มหนังที่ให้สัมผัสที่ดี แต่เมื่อเทียบกับ Ford Everest
เพื่อนร่วมชาติ ทำออกมาได้ดีกว่ามากทั้งในเรื่องฝีเย็บและสัมผัสของหนังครับ แต่ก็ไม่ได้แย่จับไม่สบายแบบ
Mu-X ซึ่งเป็นฝาแฝดแต่อย่างใดครับ

หน้าปัด หลังจากที่รุ่นแรกวางตัวหนังสือให้ดูยาก มาในวันนี้ Trailbrazer ก็ได้ปรับให้ Font อยู่ในแนวปกติ
และใช้พื้นหลังที่ดูง่าย สบายตาขึ้น และมีหน้าจอ Digital แบบขาว-ดำที่สามารถดูเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย
Trip A/B ควบคุมโดยการบิดที่ก้านไฟเลี้ยวที่อยู่ทางด้านขวามือของท่านครับ แต่ครับ Everest และ Fortuner
เปิดตัวในปี 2015 จอแสดงผลแบบ Digital ทั้ง 2 ค่ายเป็นสีสวยแล้ว แต่ Trailbrazer ที่ปรับโฉมในปี 2017
ยังคงเป็นจอขาว-ดำ อันนี้อาจจะไม่โอเคสำหรับคนที่เปรียบเทียบสเปกซักเท่าไรนักครับ

สำหรับการเข้า-ออกตัวรถ ทำได้อย่างสะดวกและไม่ลำบากนัก เบาะฝั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง
สามารถใช้งานได้อย่างเข้าใจง่ายและไม่ยุ่งยาก คนนั่งยังคงเป็นแบบปรับด้วยมือปกติ
ในส่วนของตัวเบาะนั้น ปีกข้างของเบาะในส่วนของพนักพิงหลังและรองนั่งสามารถโอบกระชับได้ดี
แต่ส่วนดันหลังนั้น ยังไม่สามารถรับช่วงกลางหลังได้เท่าไรนัก ตรงนี้อาจทำให้การขับขี่ทางไกลรู้สึกเมื่อยล้า
แต่ก็ไม่ได้เมื่อยจนรู้สึกเหนื่อยนักครับ

สำหรับเบาะแถว 2 สามารถเอนไปได้อีกไม่มากนัก สำหรับการรองรับสรีระนั้น ไม่ค่อยโอบกระชับนัก
พนักพิงศรีษะต้องดึงออกมาเพื่อให้สามารถพิงได้แบบรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ความสูงเมื่อดึงออกมานั้น
ยังตำคออยู่ไม่มากนัก หากเทียบกับ Ford Everest นั้น ตัวเบาะของ Everest จะสบายกว่า แต่พนักพิงศรีษะ
ก็ยังตำคอเหมือน Trailblazer และเมื่อเทียบกับ Toyota Fortuner แล้ว ภาพรวมของทั้งตัวเบาะและพนักพิง
ศรีษะ Fortuner ยังคงได้เปรียบที่สุดเมื่อเทียบในกลุ่มเดียวกัน

เบาะแถว 3 นั้น ในการนั่งเหมาะสำหรับคนตัวเล็กมากๆเช่นเด็ก เพราะทั้ง Leg rooom และตัวเบาะนั้น
ไม่เหมาะกับคนตัวสูงและขายาวอย่างยิ่ง สำหรับเบาะแถว 3 นั้น ยังคงเป็น Toyota Fortuner เพียงค่ายเดียว
ที่สามารถนั่งเบาะแถว 3 ได้จริงครับ

พื้นที่ด้านท้าย สามารถใส่กระเป๋าเดินได้ 2 ใบ หรือถุงกอล์ฟได้สบายๆ และเมื่อพับเบาะแถวที่ 3
ลงไป สามารถใส่เป๋าเดินทางได้ถึง 4 ใบแบบสบายๆ สำหรับการพับเบาะ ใช้วิธีดึงสายปลดที่ตัวเบาะ
และพับลงไป ในหลายค่ายอาจให้เบาะพับแบบไฟฟ้ามาแล้ว แต่ถ้าหากใช้งานสะดวกแบบ ระบบพับไฟฟ้า
ก็ไม่ได้จำเป็นนักครับ

ขุมพลัง : ทุกอย่างกลมกล่อมกำลังดี แต่ถ้ามีบทบู๊ ก็พร้อมเสมอ

สำหรับ Trailblazer เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง รหัส LP2 ความจุ 2,499 ซีซี หรือ 2.5 ลิตร
ความกว้า่งกระบอกสูงxระยะชัก 92×94 มม.กำลังอัด 16.5:1 จ่ายเชื้อเพลิงแบบ Commonrial ให้กำลัง
สูงสุด 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 : 4.065 :1
เกียร์ 2 : 2.317 :1
เกียร์ 3 : 1.551 : 1
เกียร์ 4:1.157 : 1
เกียร์ 5:0.853 : 1
เกียร์ 6:0.674 : 1
เกียร์ถอยหลัง  3.200
อัตราทดเฟืองท้าย -3.420

สำหรับอัตราเร่งนั้น เป็นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรที่พลังเกินตัวไปมาก กำลังมาตั้งแต่กดคันเร่งลงไปทันที และไหลไปเรื่อยๆ แต่ในความเรื่อยๆของกำลังเครื่องยนต์ ก็มาแบบดุดันพอประมาณ แต่ไม่ก้าวร้าวจนกระชากนัก และหากกดเต็มคันเร่งอย่างเช่นออกตัว หรือเร่งแซงแบบใช้งานครึ่งคันเร่ง รถก็พร้อมกระโจนออกตัวทันทีเมื่อต้องการ
แต่สิ่งที่ทำให้ความดีของเครื่องยนต์ตัวนี้หายไป คือเกียร์ที่บางจังหวะคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน ไม่อยากเปลี่ยนก็ไม่อยากเปลี่ยน ตรงนี้หากปรับจูนได้ดีกว่านี้ จะดีมาก และความเร็วสูงสุดที่ 178 กม./ชม. ซึ่งหากเป็นผู้ขับรถแบบไม่ได้เร่งรีบนัก ก็เพียงพอต่อการใช้งานครับ เพราะกำลังในช่วงออกตัวและเร่งแซงที่ให้มาแบบเหลือๆนั้น เป็นสิ่งที่ได้ใช้บ่อยและเป็นข้อดีที่ให้มาแบบไม่ต้องร้องขอกำลังเพิ่มโดยการติดกล่องหรือ Remap ครับ

ระบบช่วงล่างและเบรก : ไปได้ดั่งใจสั่ง มั่นใจได้ถ้าขับแบบปกติ
สำหรับ Trailblazer ด้านหน้า อิสระ ปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริงและโช้คอัพแก๊ส ด้านหลัง 5-Link Rear Suspension พร้อมคอยล์สปริงและโช้คอัพแก๊ส มาพร้อมล้อขอบ 18 นิ้ว สวมยางขนาด 265/60R18
ในการการขับขี่ความเร็วต่ำในเมือง มีอาการตึงตังเล็กๆตามประสารถที่มี Chassis แต่พอเริ่มใช้ความเร็วสูง
ช่วงล่างไปได้มั่นใจ และสามารถเก็บรอยต่อถนนได้ดีกว่า Mu-X และ Fortuner เสียอีก แต่ความนุ่มนวลนั้น
ต้องยกให้ Everest ที่ทำออกมาได้ดีกว่า แต่เริ่มมีอาการย้วยเล็กๆ เมื่อพ้นความเร็ว 160 กม./ชม. เหมือนกับ
Everest ซึ่งถ้าใครชอบรถที่ช่วงล่างมั่นใจ Trailblazer จะตอบโจทย์ที่สุดในกลุ่มครับ

ระบบเบรก ด้านหน้า ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 300 มม. และด้านหลัง ดิสก์เบรก
พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 318 มม.สำหรับระบบเบรก Feeling ของแป้นเบรก กดไปประมาณ 35% ถึงจะเริ่มมีการหน่วงของตัวรถอย่างชัดเจนในความเร็วปกติ สามารถชะลอรถได้อย่างรวดเร็วกว่า Fortuner และ Mu-X อย่างชัดเจน และหากต้องกระทืบเท้าเพื่อหยุดรถกระทันหัน ระบบ ABS สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหยุดรถได้ทันทีโดยระยะเบรกสั้นมาก หากเป็นคนที่ขับเร็ว สายมุด เปลี่ยนแค่ผ้าเบรกที่ทนอุณหภูมิสูงขึ้นก็เพียงพอครับ

พวงมาลัย เป็นแบบแรคแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า
(Electric Power Steering) นับว่าเป็นรถ PPV เจ้าที่ 2 ที่นำระบบพวงมาลัยผ่อนแรงแบบไฟฟ้ามาใช้ สำหรับน้ำหนักพวงมาลัยนั้น สบาย คล่องตัว ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี เวลาหาที่จอด สบายและวงเลี้ยวแคบเมื่อต้องสาวพวงมาลัย เพื่อจอดรถในที่แคบอย่างในห้างสรรพสินค้าหรือช่องจอดบังคับและในความเร็วสูง ความนิ่งและเสถียรของพวงมาลัยนั้น ไม่มีอาการคัดของพวงมาลัย On Center Feeling อยู่ในเกณฑ์ดี เบา นิ่งเหมือน Everest และ Fortuner และไม่เบาน่ากลัวแบบ Terra ครับ

อุปกรณ์ความปลอดภัย : ใครใคร่คิดมาก Chevrolet จัดทีเด็ดให้ครบถ้วน

Active Safety
– ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (Side Blind Zone Alert)
-ระบบช่วยเตือนการจราจรที่ด้านหลัง ขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
-ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert)
-ระบบช่วยเตือนเมื่อขับขี่รถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning)
-ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS – Anti-lock Braking System) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution)
-ระบบช่วยเบรกกะทันหัน (PBA – Panic Brake Assist)
-ระบบป้องกันการลื่นไถล และล้อหมุนฟรี (TCS – Traction Control System)
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC – Electronic Stability Control)
-ระบบช่วยการออกตัว ขณะรถอยู่บนทางลาดชัน (HSA – Hill Start Assist)
Passive Safety
-ถุงลมนิรภัย SRS สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า
-ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่า สำหรับผู้ขับขี่
-โครงสร้างตัวถังนิรภัย และคานเหล็กนิรภัยกันแรงกระแทกจากด้านข้าง

Carsideteam Eco Mode
(การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559)

สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในกลุ่มรถประเภทนี้ เป็นกลุ่มรถที่ผู้คนให้ความสนใจมาก
ด้วยค่าตัวที่สามารถครอบครองได้ (ในบางรุ่นย่อย) ดังนั้นเราจึงนำมาทดสอบเพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ
ตัดสินใจรถยนต์แต่ละรุ่นได้

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์ แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าซอยอารีย์ลัดเลาะไปออกแถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบนทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทางด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม. เนื่องจากรถที่เราทดลองขับมีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมัน
ที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 94.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.82 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.33 กม./ล.<<

อยู่ในเกณฑ์ที่ประหยัดกลาง ๆ เทียบเท่ากับเพื่อนในกลุ่ม ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองในเมือง
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12.0 กม./ล. ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 590-600 กม.ทั้งนี้ขึ้นอยู่
กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคลครับ


 

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: มีดีในราคาที่สมเหตุสมผล หากเป็นคนไม่คิดมากรถปีเก่า

ในชีวิตการทำงาน เราก็อาจจะคนที่ดีบ้าง แย่บ้าง เป็นเรื่องปกติของการทำงาน แต่มนุษย์ก็ไม่ได้มีใคร
ดีทุกด้าน และแย่ไปหมดจนหาข้อดีไม่ได้ รถยนต์เองก็เช่นกัน ในความเห็นของพวกเรากับ
Chevrolet Trailbrezer จะมีอะไรบ้างที่เราประทับใจ และอะไรบ้างที่เรามองว่าควรปรับปรุง
ใครที่ไม่ชอบอ่านยาวๆ เลื่อนลงมาตรงนี้เลยครับ

ข้อดีที่ควรชม
1.เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังเกินตัว
ถึงแม้ว่าเครื่องยยนต์จะมีความจุ 2.5 ลิตร ซึ่งน้อยกว่ารุ่น 2.8 ลิตรทั้งความจุและแรงม้า
แต่พละกำลังใช้งานจริงนั้น เหลือล้นเสียจนถ้าหากใช้ปกตินั้น ถือว่าเป็นรถคันหนึ่งบนถนนที่บ้าระห่ำมาก
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พุ่งดุดันแบบเครื่อง 2.8 เดิมก็ตามที แต่แค่นี้ เหลือใช้ ใครไม่พอ Remap อีกหน่อย
ทะยานสนุกแน่นอนครับ

2.ระบบ Active Safety ที่ให้มาครบครันและใช้งานได้จริง
ในรถบางค่าย สิ่งของพวกนี้อาจให้มากเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า แต่การใช้งานจริงๆยุ่งยากเกินไปก็มี
แต่สำหรับ Trailbrezer นั้น ถือว่าใช้งานได้จริงและดีมากจนประทับใจ ทั้ง ABS ที่เมื่อต้องเหยียบเบรกแรงๆ
ในช่วงกระทันหัน ก็ทำงานทันทีไม่มีอิดออด และระบบเตือนจุดอับนอกสายตา ที่ทำงานเร็ว เร็วจนเพื่อนร่วมชาติอย่าง
Ford Everest มีอายครับ

3.ช่วงล่างและพวงมาลัยที่ปรับจูนมากำลังดี
ถึงแม้ว่าการใช้พวงมาลัยระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้น้ำหนักเบาหวิวแบบรถเก๋งขนาดเล็ก และทำให้การขับขี่
ในเมืองคล่องตัวมากเมื่อเทียบกับขนาดของตัวรถ และเมื่อใช้ความเร็วสูง ให้ความรู้สึกมั่นใจได้เหมือน Ford Everest ที่เป็นเพื่อนร่วมชาติเลยทีเดียว สำหรับใครที่กังขาว่า PPV จะขับยากไหม Trailbrezer คล่องตัวแน่นอนครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.คุณภาพวัสดุที่ใช้ภายใน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ยังไม่ประทับใจนัก
ในส่วนของคอนโซล ยังให้สัมผัสที่ยังไม่ประทับใจเท่าไรนัก ยังคงแข็ง และงานออกแบบที่ไม่ได้ต่างกัน
Colorado ผู้ซึ่งเป็น Base On ของ Trailbrezer ซึ่งในวันแรกที่ Trailbrezer เปิดตัว อาจจะไม่ได้ดูแย่
แต่เมื่อหลังปี 2015 ที่ทั้ง Toyota Fortuner และ Ford Everest มา ทำให้ภายในของ Trailbrezer
ดูด้อยค่าลง ทั้งในแง่งานออกแบบในการใช้งาน สะดวกและดูใช้งานง่ายครับ

2.เกียร์ที่มีการต่อช้า และจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งที่ไม่ทันใจนัก
ถึงแม้ว่า การได้เครื่องยนต์ที่มีกำลังเยอะ แต่เกียร์ออโต้ 6 จังหวะที่จับคู่กับเครื่องยนต์ตัวนี้ เป็นอุปสรรค์
ในการพารถพุ่งทะยานไป โดยเฉพาะตอนออกตัว และ Kick Down จะมีอาการอมเล็กน้อย แล้วค่อยบ้วนออกไป
จริงอยู่ที่การทำแบบนี้ เพื่อลดความเสียหายของเกียร์ในระยะยาว แต่ใน Nissan Terra และ Ford Everest 2.0
กลับพบปัญหานี้น้อยกว่า และตัวรถพร้อมทะยานออกไป ถ้าหากแก้ไขตรงนี้ได้ จะกลับครอบบัลลังก์ PPV ที่ทำอัตราเร่งได้เร็วที่สุดในกลุ่มที่มีขายในปัจจุบันอย่างแน่นอนครับ

คันต่อคัน
เมื่อ Chevrolet Trailblazer  2.5 4X4 LTZ ราคา 1,479,000 บาท และเมื่อลดราคา Lot
สุดท้ายก่อนที่จะห่อเสื่อกลับบ้านในราคา 1,289,000 บาท ต้องการเทียบคู่ชกตรงรุ่นใน Top Of line
ด้วยกัน มีใครให้เลือกบ้าง และต่างกันอย่างไร เลื่อนกันมาได้เลยครับ

1. Isuzu Mu-X 3.0 DA DVD 6AT 4WD  1,474,000 บาท
ฝาแฝดของ Trailbrezer ที่ยอดขายพอที่จะมีรุ่นต่อไป หากทุกอย่างที่ Trailbrezer เป็นอย่างไร
Mu-X คืออีกขั้วไปเลย ไม่ว่าจะกำลังเครื่องยนต์ไม่ได้ทันใจนัก เหมือนกั๊กอะไรบางอย่างไว้
ช่วงล่างที่ย้วยเมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. พวงมาลัยที่ระยะฟรียังมากอยู่
แต่สิ่งที่เหนือกว่า คือบริการหลังการขายที่รถยุโรปยังมอบให้ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ยังซื้อใจลูกค้ามาได้โดยตลอด
รวมทั้งตัวรถที่ไม่จุกจิก ทำให้คนที่ใช้รถกระบะ Isuzu อยู่แล้ว เปลี่ยนใจไปค่ายอื่นยากครับ

2. Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4X4 10AT  ราคา 1,799,000 บาท
The Best in Class ในทุกด้าน เครื่องแรงสมตัว ระบบ Infotainment ที่ดีที่สุดในตลาด
งานออกแบบที่ลงตัว ดุดัน ภายในหรูหรา ลูกเล่นท่วมคัน แต่ก็ยังมีเรื่องให้กังวลใจคือ
ตัวรถที่ด้วยมีของเล่นท่วมท้น ก็มีความจุกจิกให้กวนใจ ยังไม่นับระบบเครื่องยนต์กลไก
อย่างน้ำมันเครื่องหายจากก้านวัด สลักยึด Torque Corverter หลุดแล้วรถวิ่งไม่ได้
ซีลฝาหน้าเครื่องรั่ว และคุณภาพบริการหลังการขายที่ดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยังเป็นห่วงอยู่

3. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT-Premium 8AT 4WD ราคา 1,599,000 บาท
The Best Compromise in class ประโยคนี้น่าจะเหมาสมที่สุดแล้วสำหรับ Pajero Sport
ราคาที่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่ใส่มาให้ การขับขี่อยู่กลางๆค่อนไปทางระดับต้นๆของกลุ่ม
ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่อง 2.4 ลิตร แต่กำลังที่ให้มานั้น เกินใช้งานสำหรับคนใช้ปกติ และถ้าหากเท้าหนัก
ก็เพียงพอต่อการใช้งาน เกียร์ 8 จังหวะที่ทำให้การขับขี่ทางไกลประหยัด เพราะไม่ต้องโหนรอบเครื่องมาก
ช่วงล่างที่อาการดีดน้อยกว่าหลายคันในกลุ่ม แต่เรื่องยังน่ากังวลเรื่องบริการหลังการขายที่ค่า Service ยังแพง
และหาที่ไว้ใจยาก แต่ก็ยังไม่ได้แย่เท่า Ford และ Chevrolet ครับ

4.Nissan Terra 2.3 VL 4WD 7AT ราคา 1,457,000 บาท
น้องใหม่ในกลุ่ม PPV ที่โดนรับน้องโดยยอดขายที่แตะ 100 กว่าคันต่อเดือน หากไม่นับหน้าตาที่ดูตกยุค
ก็คงมีเรื่องพวงมาลัยที่ความเร็วต่ำหนักมาก จนขับจอดลัดเลาะในซอยหรือช่องจอดในลานจอดรถ
ลำบาก ภายในที่เหมือน Navara NP300 ไม่มีผิด แต่ก็ได้เครื่องยนต์ที่แรงระห่ำเกินขนาดเครื่อง
และความประหยัดเชื้อเพลิงที่อยู่ในเกณฑ์ต้นๆของกลุ่ม รวมทั้งช่วงล่างที่ดีที่สุดในกลุ่ม
หากรอรุ่นเปลี่ยน Minor Change เจอกันปลายปี 2020 เป็นอย่างเร็วครับ ตามข่าวว่า หล่อกว่าเดิมมาก
ก็ขอรอชมต่อไปครับ

5. Toyota Fortuner 2.8 4WD 6AT ราคา 1,673,000 บาท 
เป็นรถที่ขายดีที่สุดในกลุ่ม PPV มีความ”ตรงกลาง”ทุกอย่างในกลุ่ม ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมาก
พวงมาลัยคม แม่นยำ กำลังเครื่องยนต์อาจจะยังขัดใจในความไม่เป็น Linear ของแป้นคันเร่งที่เหมือน
สวิตข์เปิด/ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้ามากไป ช่วงล่างที่ถ้าไม่ใช่รุ่น TRD Sportivo ยังต้องมีการแก้ไขอาการดีดเมื่อ
ไม่มีการนั่งครบทั้ง 7 ที่นั่ง รวมทั้งระบบ Infotainment ที่ใช้งานยากเกินไป ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นกับ Toyota
แต่ทุกอย่างนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการพึ่งพา After Market ทั้งหลาย และความที่ไม่จุกจิกตามประสา
Toyota คือสิ่งที่ทำให้ครองใจคนไทยมาตลอด ในปี 2020 นี้ จะมีการปรับตาชุดใหญ่ไฟกะพริบ
ใครที่รอไม่ได้ แล้วเจอส่วนลดเร้าใจ ก็ยังเป็นรถที่น่าซื้อ ส่วนใครรอรุ่น Minor Change ไม่นานเกินรอครับ


บทส่งท้าย : จากไกลแค่ตัว หัวใจยังอยู่ด้วยกันเสมอ
ในชีวิตการทำงาน เรามักเจอคนมากมาย มีการเปลี่ยนผ่านทั้งคนใหม่ คนที่ลาออกไปแสวงหาสิ่งที่ตัวต้องการ
และการลาออกไปทำอะไรบางอย่าง เพื่อช่วยครอบครัว การยุติการทำตลาด Chevrolet ในประเทศไทยและ
อีกหลายประเทศในเอเชียและโอชิเนีย ก็เป็นการตัดสินใจของ GM Motor ที่ต้องการนำเงินส่วนดังกล่าว
ไปพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลในบริษัท ก็คือการกลับไปช่วยกอบกู้สถานการณ์
ในครอบครัวที่กำลังย่ำแย่ โดยการไปริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทมี Product ที่สู้กับตลาดโลกได้

แต่ลึกๆในฐานะที่คนมองตลาดรถกลุ่มนี้มาตลอด รู้สึกเสียดายที่ GM ตัดสินใจถอดใจ เพราะโดยส่วนตัว
รอ Colorado และ Trailbrezer โฉมใหม่ และเชื่อทีม GM R&D ที่ออสเตรเลีย มีของที่จะเปลี่ยนและยก
ระดับรถกระบะและรถ PPV ในตลาดเอเชียจนน่าสนใจ เพราะการที่มี Powertrain ปัจจุบันที่ดีและสามารถ
ใช้ต่อไปได้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ

หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกัน 1 สัปดาห์ ทั้งขับไปธุระต่างจังหวัด ขับใช้งานในเมือง เป็นรถอีกคันที่ผมประทับใจ
และรู้สึกว่า การที่ราคาลดลงมานั้น หากใครจะซื้อใช้ เป็นรถที่น่าใช้ และบริการหลังการขาย ก็ยังมีหลายๆที่ดูแลต่อ
อย่างน้อยก็มีออโตเทคนิค ตรงเพชรบุรีตัดใหม่ข้างสำนักงาน ททท. ที่ยังดูแลอย่างแน่นอน เพราะอดีตที่นี่นั้น
เคยขายรถยนต์จากสวีเดนอย่าง SAAB และทุกวันนี้ ที่นี่ก็ยังรับซ่อมบำรุงรถยนต์ SAAB ควบคู่กับการจำหน่าย
และบริการหลังการขาย Chevrolet ซึ่งคาดว่าอนาคต ดีลเลอร์นี้อาจจะขาย Isuzu อดีตคู่บุญของ Chevrolet ก็เป็นได้

สุดท้ายนี้ เป็นประโยคที่อยากฝากถึงทีม GM Thailand ทุกท่านที่ตั้งใจทำงานมาตลอด 20 ปี
“We not say goodbye.But We say See you next time”

ขอขอบคุณ
บริษัท เชฟโรเลต เซลล์(ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 27 เมษายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Facebook Comments