Home Carsideteam Review B-Segment [1,400-1,600 cc] All New Honda City 1.0 Turbo RS CVT : วันเวลาได้นำสิ่งดีงามใน City...

[Carsideteam-LONG] All New Honda City 1.0 Turbo RS CVT : วันเวลาได้นำสิ่งดีงามใน City กลับมาแล้ว…(แม้จะไม่ครบทุกอย่างก็ตาม)

0
254

วันที่ 28 ธันวาคมปี 2012 ช่วงโค้งสุดท้ายของนโยบายรถคันแรก ช่วงที่เรียกได้ว่าเซลล์ขายรถทุกยี่ห้อที่รถเข้าเกณฑ์ได้คืนภาษีนั้นมีกินมีใช้กันทั่วหน้าและเหนื่อยแบบหัวยุ่งเพราะต้องหารถให้ลูกค้ากันแถบพลิกแผ่นดิน ส่วนฝั่งผู้ซื้อนั้นแทบจะแย่งรถกันคาโชว์รูม บ้านของผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ เรียกได้ว่าแย่งกันสุดขีด ใช้กำลังภายในกันสุดฤกธิ์และวันนั้นเองที่บ้านผมก็ได้ไปรับ Honda City รุ่น 1.5 V

เข้ามารับใช้งานในชีวิตประจำวันอีกคันนึง จากวันนั้นถึงวันนี้ City คันนั้นก็ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยมในหลายๆได้ของมัน มันเป็นรถที่ดีรอบตัว ของเสียของมันมีเพียงแค่ “ผ้าเบรค” ซึ่งเปลี่ยนของใหม่ที่ดีกว่าของติดรถซะก็จบเรื่อง เอาเป็นว่าเป็นรถคันนึงที่บ้านผมรู้สึกแฮปปี้กับมันมาก แต่ส่วนรุ่นถัดมาที่ออกตามหลังมาที่ส่วนตัวผมชอบเรียกว่า City กัปตันมาวิน เราก็มีโอกาสได้สัมผัสมันนะ หลายๆอย่างดีขึ้น แต่หลายๆอย่างในรุ่นเดิมของมันก็ยังทำผลงานได้น่าประทับใจมากกว่า ก็เลยเฉยกับรุ่นกัปตันมาวินหน่อยๆ แต่ที่บ้านผมก็กลับตกหลุมรักใน Jazz GK Minorchange กับ Honda Civic Turbo RS เลยรับสองคันนั้นเข้ามาอยู่ในโรงรถของบ้านก็เลยไม่ได้รับ City รุ่นกัปตันเข้ามา

จน City กัปตันมาวินได้ Minor Change ไปรอบนึงแล้วก็ขายกันมาเรื่อยๆๆๆ พร้อมกับภายใต้ข่าวลือนู้นนี้นั้นของ City รุ่นใหม่และในที่สุดก่อนที่จะเปิดตัว Honda City เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งห่างจากงาน Motor Expo ไม่กี่วันเป็นช่วงที่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่ารถจะใกล้เปิดตัวเต็มที แม้กระทั่งข้อมูลที่หลุดมาทีละเล็กละน้อยแต่หน้าตาตัวเป็นๆแทบไม่มีอะไรหลุดมาเลย จะมีก็แต่ลายเส้นไฟท้ายในคลิป Teaser เท่านั้น!!

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวรถจะปรับเปลี่ยนเยอะขึ้นทั้งงานออกแบบรอบคัน ภายในที่จัดพื้นที่ได้ดีขึ้น ทำราคาให้ถูกลง
ตามภาษีโครงการ Eco Car รวมถึงเปลี่ยนเครื่องยนต์มาเป็น 1.0 ลิตร Turbo ครั้งแรกของ Honda ประเทศไทย
แต่รูปทรงนั้นแน่นอนว่าหลายคนชอบ แต่หลายคนผิดหวังจนไปคบกับ Almera อยู่เรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก่อน ในเมื่อ
เปลี่ยนกันมากมายแบบนี้ มาดูกันดีกว่าว่าตัวรถมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาชมกันเลยดีกว่าครับ


CARSIDETEAM REVIEW CLIP : HONDA CITY TURBO RS


หน้าตาภายนอกมาในสไตล์ Honda ยุคใหมอย่างชัดเจน ไฟหน้ารุ่น RS เป็นแบบ Full LED (Multireflector ) ทั้งโคมเป็นครั้งแรกของกลุ่ม Eco Car แน่นอนว่าลวดลายเป็นแบบเกล็ดปลาเช่นเดียวกับรุ่นพี่หลายๆรุ่น ส่วนกระจังหน้า ในรุ่น RS มาพร้อมกับแถมสีดำเงาขนาดใหญ่พร้อมกับโลโก้ RS พร้อมช่องกระจังหน้าและช่องดักลมเป็นลายตาข่ายพร้อมกันชนหน้าที่ทำเส้นด้านล่างเป็นสีดำ รวมทั้งกันชนหน้าที่มีกรอบไฟตัดหมอกหน้าที่มีลวดลายฉวัดเฉวียนขึ้นเสริมดวงไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED

ด้านข้างลดทอนเส้นสายจากรุ่นที่แล้ว ไปหลายๆจุด จนมองผ่านๆนึงว่า Suzuki Ciaz เริ่มจากหดความยาวของแนวกระจกลง ตัดมุมดำๆบริเวณเสา C ออกไป ย้ายฐานกระจกมองข้างมาไว้ที่ประตูเช่นเดียวกับรุ่นที่ 2 แต่ไม่ทำกระจกสามเหลี่ยมบริเวณประตูด้านหน้าซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะกระจกดังกล่าวแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย (ว่าไปแล้วมันก็แอบคล้าย Nissan Almera รุ่นแรกอยู่เหมือนกันนะ) เส้นสายตัวรถและชายล่างมาเป็นแนวเส้นตรง ซึ่งดูเรียบขึ้นรวมทั้งล้ออัลลอยที่มีขนาดใหญ่ถึง 16 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ที่ดูลงตัวขึ้นรุ่น RS ก็จะเป็นรุ่นเดียวที่ได้ล้ออัลลอย 16 นิ้วปัดเงารัดด้วยยาง YOKOHAMA  Blu-Earth A รักโลกที่ไม่ต้องคาดหวังอะไรมากหรอกครับ เสียงเงียบพอประมาณ เกาะถนนพอไปไว้วัดไปวาได้

ด้านหลังมีการตัดทอนรายละเอียดเช่นกัน เริ่มจากตัดคิ้วเหนือป้ายทะเบียนโครเมียมหรือสีเทาออกไป
โดยอาศัยการเล่นระดับเหมือนกับเพื่อร่วมค่ายหลายๆรุ่น พร้อมไฟท้าย LED แบบเส้นที่ลงตัวขึ้น
พร้อมทั้งไล่มิติของตัวโคมให้เตะตาขึ้น ซึ่งหลายๆคนมองแล้วถึงกับบอกว่า นี่มัน BMW Series 3
โฉมปัจจุบันชัดๆ กันชนหลังมาในทรงเรียบง่าย ทว่า แผงทับทิมวางเป็นแนวตั้งทำให้พอมีจุดที่
แปลกตาอยู่บ้าง นอกจากนี้สปอยเลอร์หลังและเสาอากาศครีบปลาเป็นสีดำเงาซึ่งดูแปลกตา

เมื่อดูงานออกแบบโดยรวม พบว่า เป็นการนำรุ่นที่ 4 มาลดรายละเอียดที่ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
กระจังหน้าที่เหลือแค่ช่องเดียว แนวกระจกสั้นลงและลดรายละเอียดออกไป ฝากระโปรงหลังที่
ตัดคิ้วโครเมียมออก ซึ่งความสวยรวมๆนั้นแน่นอนว่าดีกว่า 2 รุ่นแรกชัดเจน แต่กับรุ่นที่ 3
และ 4 นั้น ผมยังให้รุ่นปัจจุบันอยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่นที่ 3 (ปี 2008) และรุ่นที่ 4 (ปี 2014)
แต่จะเอียงไปในทางรุ่นที่ 4 มากกว่า

 

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,553 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นจากรุ่นเดิม 113 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,748 มิลลิเมตร (กว้างขึ้นจากรุ่นเดิม 53 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,467 มิลลิเมตร (เตี้ยลงจากรุ่นเดิม 8 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,589 (สั้นลงจากรุ่นเดิม 11 มิลลิเมตร)

สีตัวถังอย่างน้อย Honda ก็ยังพอมีสีสดใสอย่างสีแดง Ignited Red Metallic มาให้เลือกแต่ยังคงสงวนไว้
เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น ส่วนรุ่นอื่นๆนั้น ยังคงได้ 4 สี Gray Scale กันอยู่ดี แต่ก็นะอยากให้ Honda มีสีอื่น
ให้เลือกในรุ่นธรรมดาบ้าง เพราะมีหลายๆคนอยากได้สีสดใส แต่ไม่เล่นรุ่นสูงสุดด้วยหลายๆเหตุผล ดังนั้น
เพิ่มเป็นทางเลือกสักสีบ้างก็ยังดีนะ

การเข้า/ออกรถมาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะทรงเดิมที่คุ้นเคยกันดีในรุ่นที่แล้ว ทั้งหน้าตาและปุ่มที่ดูเรียบๆ (ไปนิดนึง)
การใช้งานยังคงเหมือนเหมือนเดิมคือ กดเพื่อล็อก ดึงมือเปิดประตูเพื่อปลดล็อก ทว่าใครที่เคยใช้ฮอนด้าในยุคก่อนๆ
พบว่า ไฟเลี้ยวเวลาสังงานกุญแจรีโมทนั้น เวลาล็อกจะกระพริบ 3 ครั้งและปลดล็อกไฟเลี้ยวจะกระพริบค้าง 1 ครั้ง
แต่รุ่นหลังๆจะมาเป็นล็อกรถจะกระพริบ 1 ครั้ง ปลดล็อกรถจะกระพริบ 2 ครั้งเหมือนกับรถรุ่นอื่นๆ รวมไปถึงเสียงปลดล๊อกและล๊อกในรถรุ่นใหม่นี้จะเป็นเสียงแบบเดียวกับที่ใช้ในรถ Toyota และ Isuzu เป็นไงล่ะครับ งงเลยไหมล่ะ

ภายในออกแบบแผงแดชบอร์ดต่างๆมีกลิ่นอายของ Honda Fit รุ่นล่าสุดมาบ้างรวมไปถึงมาในเวอร์ชั่นที่ลดความหรูหรา ไม่เชื่อลองไปหาภาพภายในของ FIT กับ City มาเทียบกันได้เลยครับ บางจุดใช้ร่วมกันแต่บางจุดมีการเปลี่ยนแปลงเช่น หน้าปัดท์ที่ City จะเป็น Analog ธรรมดา ส่วน FIT จะได้หน้าปัดท์ DIGITAL แบบ Full Option แต่ไม่แน่หาก City Hybrid มาทำตลาดจริงๆคงได้แบบเดียวกับ FIT แน่นอน ส่วนในวัสดุต่างๆในห้องโดยสารรวมไปถึงพลาสติกให้สัมผัสดีขึ้นและยังบุนุ่มมาให้บริเวณคอนโซลด้านหน้าพร้อมลายตะเข็บ แต่อาจจะไม่เรียบเนียนเหมือนกับ Mazda 2การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ (โดยเฉพาะคอนโซลหน้าตรงกลาง) แอบมาในแนวทางเดียวกับ Honda Accordโฉมปัจจุบัน เพียงแต่ว่า การออกแบบโดยรวมอาจจะดูไม่ทันสมัยเสียเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่พึ่งเปิดตัวอย่าง Almera รวมไปถึง City โฉมที่แล้วแต่เมื่อเทียบกับบางเจ้าถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีกว่าพอสมควร

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่ปรับปรุงกราฟิกและหน้าตาวิทยุให้ดูดีขึ้นชัดเจน
(แม้จะไม่ได้สวยเท่าจอแบบ Advanced Touch ในล็อตแรกๆของรุ่นที่แล้วก็ตาม) แน่นอนว่าไม่มีช่องใส่ CD มาให้ แต่ก็รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto มาอีกด้วย ตรงจุดนี้คาดว่า Honda คงได้เสียงตำหนิจากลูกค้ามาเยอะมากเพราะชุดเครื่องเสียงแบบสัมผัสที่ให้มาในปี 2016 – 2019 ค่อนข้างที่จะดู
ใช้การใช้งานทำอะไรไม่ได้มาก ปุ่มกดต่างๆของวิทยุชุดนี้ดูดีขึ้น ทว่า คุณภาพเสียงนั้นถือว่าดีสมตัว ใช้ได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วทั้งตัวที่เป็น Advanced Touch และดีกว่ารุ่น CR (Cost Reduction AKA. ลดต้นทุน) ในตัว Minor Change ชัดเจน ยังพอฟังเพลงได้อยู่แต่ไม่ถึงขั้นสุดยอดเหมือนกับ รุ่นที่ 3 ถัดมาเป็นระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติยกกันมาจากรุ่นพี่อย่าง Honda Accord G10 แถมสัมผัสการหมุนของสวิตซ์ค่อนข้างดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิยังคงปรับได้สูงสุดแค่ 28 องศาเท่านั้นและไม่มีฮีทเตอร์มาให้ตามมาตราฐานฮอนด้า

จุดที่หลายๆคนติมานั่นคือ มาตรวัดที่ยังคงเป็นแบบเข็ม แต่ไฟเรืองแสงหลักกับไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด
(Eco Coaching) ถูกแทนที่ด้วยไฟเรืองแสงสีแดงตามขอบมาตรวัดและบริเวณรอบๆ พร้อมลูกเล่นเล็กๆน้อย
อยู่ที่เข็มกวาดให้ 1 รอบหลังสตาร์ทรถ อย่างไรก็ตาม จอแสดงผลการขับขี่ MID เป็นสิ่งที่หลายๆคนขัดตาที่สุด
เพราะไม่ได้เป็นจอสี โอเคไม่เป็นไร แต่มันเหมือนโดนจับมาให้เบียดเสียด ยัดเยียดลงไปให้มีที่เท่าที่มันจะมีอยู่ ยังดีที่บอกข้อมูลต่างๆได้ครบครันตามมาตรฐานของรถยนต์ในปี 2019 ทั้งอัตราสิ้นเปลืองและระยะทางที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม น่าจะมีจอแสดงผลแบบสีให้เลือกในรุ่น RS ก็ยังดี ส่วนการอ่านค่าบนมาตรวัดนั้นแน่นอนครับหากออกแบบมาตรวัดมาแบบนี้ มันย่อมอ่านค่าได้ดีมาก เนื่องจากตัวอักษรมีขนาดใหญ่กว่าเดิมนั่นเอง และตัดแสงสีต่างๆที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ถ้าหากว่าคุณชอบมาตรวัดแบบหรูหรารุ่น SV จะสวยกว่าเล็กน้อยด้วยแสงสีที่นวลตากว่า

แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องดีคือ พวงมาลัยที่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านทรงเดียวกับ Accord โฉมล่าสุด ซึ่งมีความ
ทันสมัยกว่า Fit เวอร์ชั่นญี่ปุ่นที่เป็นแบบ 2 ก้านเป็นอย่างมาก ปุ่มต่างๆทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์
และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control มีการจัดเรียงที่ดูดีและใช้งานง่าย รวมทั้งวัสดุปุ่มดูดีกว่า
Civic และ CR-V ที่เป็นพลาสติกใสๆลื่นๆชัดเจน ส่วนหนังที่หุ้มบนพวงมาลัยมีความเรียบเนียนและสัมผัสค่อนข้างดี
การจับถือว่าค่อนข้างดี สามารถปรับได้ถึง 4 ทิศทางได้อีกด้วย

บนหลังคามาพร้อมกับไฟอ่านแผนที่ทรงเรียบง่าย แต่มีขนาดใหญ่ และกลับมาใช้หลอดไส้อีกครั้ง Common Part จากรุ่นที่แล้ว พร้อมแผงบังแดดที่ติดตั้งกระจกมาให้ทั้ง 2 ฝั่งอย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าขัดใจมาให้จนได้ เพราะตำแหน่งของกระจกมองหลังนั้นมันใกล้กับด้านบนของหลังคามากเกินไป เวลาปรับกระจกมองหลังจะติดขัดพอสมควร

เบาะนั่งคู่หน้ามีรูปทรงคล้ายกับ Accord แต่ปรับขนาดให้เล็กลงตามตัวรถ และดูเหมือนว่า อาจจะเล็กกว่ารุ่นที่แล้ว
เสียด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น การรองรับส่วนต่างๆของร่างการทำได้ดีขึ้น ตัวเบาะในรุ่น RS มาเป็นแบบหนังสลับผ้าที่
ปรับปรุงการหุ้มได้ดีกว่ารุ่นที่แล้ว (รุ่นนั้นจะจะดีเฉพาะส่วนที่สัมผัสเวลานั่งเท่านั้น ขณะที่ส่วนอื่นมีการลดต้นทุนชัดเจน) ฟองน้ำในรุ่นใหม่ดีขึ้นจากรุ่นที่แล้ว แน่นกำลังดีมากขึ้น ช่วยให้สามารถตรึงคนขับได้มากขึ้นเมื่อเข้าโค้งแรงๆ ไม่ดันหลังจนน่ารำคาญเล็กเหมือนรุ่นที่แล้ว หากเทียบกับคู่แข่งแล้ว โดยเอาสรีระของผมเป็นเกณฑ์ ผมสูง 181 เซนติเมตร หนัก 73 กิโลกรัม Mazda 2 Minor Change เบาะนั่งสบายสุด ถูกต้องสรีระศาสตร์ ทั้งหมดเวลาเข้าไปนั่งแต่ด้วยลักษณะของห้องโดยสารที่ล๊อกทุกอย่างให้พอดี หากคุณไม่ได้มีร่างกายที่ขยายไปในแนวนอน แต่ถ้าว่าชั้นเป็นคนขับรถเน้นความสบายจากการใช้ชีวิตห้องโดยสาร คุณจะรู้สึกว่า City คือรถที่ Segment สูงกว่า ด้วยพื้นที่การโดยสารที่มากกว่ากันชัดเจน รองรับความแตกต่างของสรีระคนขับและคนนั่งได้มากกว่า ถูกใจมวลชนแน่ๆแหละตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันปู่ย่าตายาย ในขณะเดียวกันหากคุณเป็นคนร่างใหญ่ Mazda 2 จะทำให้รู้สึกว่าไม่สบายและอึดอัด ส่วน Almera นั่งสบายพอๆกันกับ City แต่จะรองรับสรีระที่ใหญ่มากๆได้ไม่ดีเท่า City แต่ในขณะเดียรวมไปถึงไม่ต้องห่วงว่า City จะมีการเบีบดของคอลโซลที่ซ้ายและแผงคุมกระจกบังลมด้านข้างที่ขาขวาจนนั่งๆไปแล้วรำคาญเหมือนอย่างใน Almera แน่นอน แต่ที่งงกว่าคือ รถภายในอัตคัดอย่าง Mazda 2 นั้นดันไม่มีปัญหาการเบียดของแผงประตูเหมือน Almera แปลกนะเนี่ยที่รอบนี้ Nissan เหมือนพลาดจุดนี้ไป

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับที่พักแขนในรูปแบบคอนโซลกลางที่วางแขนได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วมาก พร้อมมือจับบนหลังคาฝั่งคนขับในรุ่น RSและฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าทุกรุ่น ทว่า ตัวปรับเบาะนั้น แม้ว่าจะใช้ง่าย แต่หน้าตานั้นกลับเป็นแบบเดียวกับ BR-V Minorchange ซึ่งดูบอบบางกว่า รวมถึงเข็มขัดนิรภัยที่ยังคงปรับสูง/ต่ำไม่ได้ ดังนั้น ช่วยใส่ให้ด้วยบ้างก็ดีนะ

เบาะหลังมีการปรับปรุงทั้งพื้นที่ศรีษะจากเดิมที่หัวติดหลังคา ตอนนี้ยังพอมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณหนึ่ง พร้อมเบาะนั่ง
ที่ปรับให้นั่งสบายขึ้น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง มือจับบนหลังคา 2 ตำแหน่ง ช่องชาร์จไฟ 12 โวลต์ 2 จุด
และที่วางแก้วมาให้อีก 1 จุด บริเวณคอนโซลกลาง และ 2 จุดบริเวณที่พักแขนที่กลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามเบาะหลังไม่สามารถพับได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น Ultra Seat ในรุ่นที่ 2 จนถึงรุ่นที่แล้ว
รวมถึงพนักพิงศรีษะที่ไม่สามารถปรับระดับได้ แม้การรองรับศรีษะ จะดีขึ้นก็ตามที ส่วนพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระมี
ความกว้างอยู่พอสมควร แต่ฉนวนที่บุมานั้น เอาเป็นว่า แม้จะดูบางแต่ก็บุมาเต็มที่กว่า Almera ใหม่ และปล่อย
เปลือยแบบที่ Ciaz เป็นอยู่

จุดเด่นสำคัญนั่นคือขุมพลัง การถอดเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรที่อยู่กันมายาวนานตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 4
(ซึ่งมีวิวัฒนาการมาทั้งการใช้ระบบ VTEC LEV,i-DSi,VTEC หรือ i-VTEC เป็นต้น) และแทนที่ด้วยเครื่องยนต์
1.0 ลิตร VTEC Turbo ซึ่งติดตั้งใน Civic เวอร์ชั่นจีนและยุโรป โดยมีรายละเอียดเครื่องยนต์ดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่
5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันสูงสุด E20 พร้อมระบบ Ideling Stop (ที่ทำงานบ่อยจนน่ารำคาญ) โดยเครื่องยนต์บล๊อกนี้ค่าปล่อยไอเสียอยู่ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร ผ่านมาตราฐาน ECO CAR PHASE 2 แบบเกือบถึงลิมิต

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Manual Mode 7 จังหวะ ผ่านแป้น Paddle Shift บนพวงมาลัย
อัตรทดล็อคพูเลย์ : 2.544 – 0.402
เกียร์ถอยหลัง : 2.726 – 1.543
อัตราทดเฟืองท้าย : 4.992

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

คำถามแรกที่ถามว่าแรงไหม ขอบอกว่า แรงขึ้นกว่าเดิมในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ในช่วงออกตัวทำได้ดีอาการอมน้อยกว่า Almera ชัดเจนแต่เมื่ออยู่ในช่วงความเร็ว 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้นและหลังจากนั้นขึ้นไปมีกำลังต่อเนื่อง กำลังของเครื่องยนต์ไหลคงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็น Eco Car Sedan ด้วยกันแล้ว แน่นอนว่าแรงกว่า Ciaz,Yaris/Yaris Ativ (เครื่องยนต์ใหม่),Swift และ Mazda 2 1.3 Benzine และ 1.5 Diesel (กรณีที่คุณไม่ได้ตัด DPF อุด EGR แล้วจูนเพิ่ม) ลิตรชัดเจน แรงที่สุดในตลาด Eco car Confirm!! การตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้ดีมาก การไหลขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถขึ้นไปถึงความเร็ว 190 กิโลเมตรต่อช่วงโมงได้อย่างง่ายดายไม่ได้รู้สึกรีดเค้นเครื่องยนต์แต่อย่างไร รวมไปถึง Turbo ที่มีอัตราการไหลของบูสที่ค่อนข้างดี เหยียบช่วงไหล มาไวตลอด แทบไม่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือดอยที่ไหนก็ตามเรียกได้ว่าแทบจะปลิวขึ้นได้แบบสวยๆเลยครับดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าเครื่อง 1.0 ลิตรมีเทอร์โบจะขึ้นดอยขึ้นเขาไหวไหม

 

ช่วงล่างด้านหน้ายังคงเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงด้านหน้า ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม
โดยจุดนี้ยอมรับว่า Honda ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมมากจนเรียกได้ว่า กลับมาอยู่ในลำดับต้นๆของตลาด การรองรับ
แรงสั่นสะเทือนค่อนข้างดีกว่าที่คิดแต่ก็ยังมีอาการสะท้านเบาะๆเหมือนจงใจจะเซ็ตโช๊คอัพในช่วงระยะยุบแรกๆให้ค่อนข้างหนืด หากเมื่อต้องเทียบกับคู่แข่งแล้ว City ทำช่วงล่างออกมาได้อย่างกลางๆ มีโทนหลักคือนุ่ม เน้นการซับแรงสะเทือนที่ดีขึ้น พยายามเก็บการแกว่งของตัวถังให้นิ่งขึ้นและน้องลง ซึ่งมันดีกว่ารุ่นที่แล้วจริง แต่ถ้าหากถามว่าในกลุ่มใครช่วงล่างดีที่สุด ก็ยังคงเป็น Mazda 2 ที่ยังคงทำผลงานได้ดี แต่ Mazda 2 ก็มีช่วงล่างที่ตึงตังและแข็งกว่า City รวมไปถึงใครเพื่อนชัดเจน ดังนั้นมันจะเป็นรถที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยชอบช่วงล่างของ Mazda 2 แน่ๆ หากพูดถึงคู่แข่งที่เป็นเทอร์โบด้วยกันอย่าง Almera นั้น Almera จะนุ่มกว่ากันเล็กน้อย รวมไปถึงคล่องตัวกว่า และอยู่ในโค้งได้ค่อนข้างเหนียวกว่า City เล็กน้อยอาจจะเพราะได้ยางที่ใหญ่กว่าเข้ามาช่วย ผมถือว่า City กับ Almera ทำช่วงล่างมาให้พอๆกัน เพียงแต่ในการเข้าโค้งแรงๆ อาการของ City จะออกมากกว่า Almera ถ้าหากต้องหาคันที่แย่กว่าก็คงเหลือเพียงแค่ Mirage กับ Attrage เท่านั้น ส่วน Yaris/Yaris ATIV นั้นก็คือว่ามีการสองคันก่อนหน้า ช่วงล่างมีความเป็นกลางระหว่างความนุ่มกับแข็งใช้งานได้ทุกกลุ่มเพียงแต่ยังไม่ได้ Outstanding เท่าไหร่ ดังนั้น City ใหม่ก็ยังจัดได้ว่าเป็นรถที่ทำช่วงล่างออกมาได้กลางๆเพื่อให้ใช้งานได้ทุกกลุ่มอายุ อาจจะไม่ได้ดีที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีแล้ว เพียงแค่แก้อาการสะท้านเล็กๆที่ความเร็วต่ำและการแกว่งของตัวถังให้น้อยลงกว่านี้ที่ความเร็วสูงจะถือว่าทำออกมาได้สมบูรณ์

พวงมาลัยเป็นเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้าซึ่งมีการควบคุมดีกว่ารุ่นเดิมมาก ประเสริฐดีมาก  ไม่ต้องแก้ไขอะไรแล้ว น้ำหนักของพวงมาลัยมีความหนักแน่นมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่แน่นอนว่า ยังติดอาการเบาๆอยู่แต่มันคือความรู้สึกที่ว่าเบากำลังดี ไม่แรงหนืดสู้มือเล็กๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วดีกว่าคู่แข่งทั้งหมด เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ถูกจริตคนขับเท่า Mazda 2 เท่านั้นซึ่งพวงมาลัยของ Mazda 2 จะให้ความคมมากกว่าเล็กน้อย ส่วนถามว่าของ Almera เป็นอย่างไรเมื่อต้องเทียบกับ City บอกได้เลยครับว่า Almera นั้นทำพวงมาลัยออกมาได้แย่กว่า ถ้าจะบอกว่า Note ที่โดนลากขายกันอยู่ตอนนี้ยังทำได้ดีกว่าคุณจะเชื่อไหมล่ะ พวงมาลัยของ Almera นั้นทำออกมาได้ดีกว่า เบาเสียยิ่งกว่าใคร อัตราทดยาวกว่า City เล็กน้อย น้ำหนักหน่วงกลางยังไม่ได้ดีเท่า Note แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้น่าเบื่อเท่ากับการที่ต้องขับรถมีพวงมาลัยแบบ Attrage/Mirage/Yaris/Yaris ATIV ซึ่ง 4 คันนี้นอกจากพวงมาลัยจะทดกันมายาวแล้ว ยังมีความ Robotic หลงเหลืออยู่ค่อนข้างเยอะ ยกเว้น Yaris/Yaris ATIV ที่น้ำหนักดีแล้วขาดแค่อัตราทดที่ดีเท่านั้นเอง

ขณะที่ระบบเบรกเป็นแบบด้านหน้าดิสก์เบรก ด้านหลังดรัมเบรคเหมือนรุ่นที่แล้ว ในความรู้สึกเบื้องต้นถือว่าน้ำหนักในการเบรกค่อนข้างดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ระยะเหยียบค่อนข้างตื้นกว่า Mazda 2 และ Almera แต่ระยะแป้นก็ไม่ได้สั้นและแรงเบรคกระชับเหมือนอย่าง Mazda 2 เรียกได้ว่ากลางๆค่อนมาทางดีจนเกือบจบแล้ว เป็นแป้นที่ขับได้ทุกคนไม่ว่าจะผู้หญิงผู้ชาย ขับได้ง่ายคุมไม่ยาก ส่วนที่ต้องแก้ก็ยังผ้าเบรคเหมือนเดิมที่ผมอยากจะให้ได้การทนต้องการเบรคจากความเร็วสูงมาต่ำมากกว่านี้หน่อย อันนี้แก้มาถูกทางแล้วใกล้จะได้เซ็ตติ่งที่ลงตัว

ส่วนของระบบความปลอดภัยของ All New Honda City มีดังต่อไปนี้

  • ระบบเบรก ABS,EBD,BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSA,TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ไฟเบรกแบบฉุกเฉิน ESS
  • กล้องมองหลังปรับได้ 3 มุมมอง
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 จุด + ด้านข้าง 2 จุด + ม่านนิรภัย 2 จุด)
  • กุญแจนิรภัย Immobilizer แบบ Wave Key พร้อมสัญญาณกันขโมย
  • ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ
  • ไฟเบรกดวงที่ 3

เมื่อเทียบกันตรงๆแล้วยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรให้ว้าวเลยทั้งนั้นเพียงแต่ว่าถ้าอยู่ในช่วงปี 2014 จะเรียกได้ว่า “จัดเต็ม”แต่ถ้ามาอยู่ในช่วงปี 2020 ซึ่งออปชั่นพวกนั้นกลับเป็นว่า “ใครๆเขาก็มี” จนบางค่ายมีระบบที่เหนือกว่านั้นอย่างไรก็ตาม แม้ว่า Honda Sensing อาจจะยังไม่พร้อม แต่อย่างน้อยน่าจะใส่ Honda Lanewatch หรือ CMBS แบบ HR-V RS ก็ได้ ขอให้มีอะไรมาให้มากกว่านี้ก็ดีกว่า

Carsideteam Eco Mode
แน่นอนว่ากลุ่มรถ B-Segment/Eco Car เป็นกลุ่มที่ลูกค้าให้ความสนใจในเรื่องสมรรถนะ
และอัตราสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก เพราะผู้อ่านสามารถนำเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน
ดังนั้น Honda City Turbo RS จึงต้องนำมาทดสอบ เพื่อหาตัวเลขที่ดีที่สุด
โดยมีผมปลื้ม BellzonaNT. และ นัทตี้ Army_Nut เป็นผู้ทดสอบและสักขีพยาน

เริ่มต้นที่ปั้มน้ำมัน Esso พระราม 4 จากนั้นเติมน้ำมัน Esso Supreme แก็สโซฮอล์ 95
จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ
ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันแล้วเลี้ยวขวาสาม
แยกพระราม 4 ตรง Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร
จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับ
ทางตรงยาวใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่ แต่รถรุ่นนี้ไม่มี Cruise Control
ดังนั้นจึงต้องใช้เท้าควบคุมคันเร่งให้อยู่ในความเร็วที่กำหนด

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ
หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ
ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิม
มหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากรตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร
แล้วเลี้ยวขวา แล้วเข้าซอยอรรถกระวีอ้อมหลัง Big C Extra ตรงไปจะถึงแยกในซอย
สุขุมวิท 24 แล้วซอยทะลุออกมาที่ ถนนพระราม 4 หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา


ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.9 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.24 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17.53 กม./ล.<<

ประหยัดกว่ารุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ i-Vtec 1.5 ลิตร ทำได้ 16.16 กม./ล.  หากเติมน้ำมันเต็มถัง สามารถวิ่งไกลประมาณ 600 กม. ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ขณะขับขี่เฉลี่ยอยู่ที่ 18.07 กม./ล. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: City กลับมาเป็นในแบบที่เราต้องการจะให้เป็นได้อีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่หายไป

การมาของ City โฉมนี้จะไม่ได้แค่เปลี่ยนโฉมให้กับรุ่นดังกล่าวเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่แทนตระกูล Brio ที่ไม่ประสบความสำเร็จในบ้านเรา อย่างไรก็ตาม Eco Car ต่างทำการบ้านอย่างหนักเพื่อให้รถตัวเองดีขึ้นแทบทุกค่าย
ซึ่ง Honda เองก็เช่นกัน แน่นอนว่าการอัดออปชั่นอย่างเต็มเหนี่ยวในรุ่นที่ 4 เรียกได้ว่าพอจะมีลูกค้ามาสนใจบ้าง
แต่คุณภาพบางอย่างกลับด้อยลง

มาคราวนี้ Honda ได้ทำ City ให้กลับมาเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพอีกครั้ง การขับขี่ที่ดีขึ้นชัดเจน และสมรรถนะที่ทำให้เห็นว่า เครื่องยนต์เล็กแต่มีเทคโนโลยีที่เต็มเปี่ยมก็ทำให้รถมีสมรรถนะที่ดีขึ้นได้ แต่ใช่ว่าจะมีข้อดีไปเสียทั้งหมด เพราะ Honda เองก็ต้องมีเรื่องปรับปรุงอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียดังต่อไปนี้

ข้อดี

    1. ภายในที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น หลังจากที่ City รุ่นที่แล้วมีภายในที่สวยล้ำ แต่การใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก
      มาคราวนี้ได้ปรับปรุงการจัดวางแผงคอนโซลให้มันดีขึ้น ทั้งชุดเครื่องเสียงที่ใช้งานง่าย แต่มีหน้าตา
      เมนูที่ดูดีกว่าเดิม ระบบปรับอากาศที่กลับมาใช้ปุ่มกดอีกครั้ง เบาะนั่งที่มีวัสดุและสัมผัสการนั่งที่ดีขึ้น
      พร้อมอุปกรณ์ความสะดวกสบายที่มีให้เยอะขึ้น นอกจากนี้ ยางขอบประตูได้มาอยู่ในที่ที่ควรอยู่เสียที
    2. พลังกำลังที่ดีขึ้นและการขับขี่ที่ดีขึ้น แน่นอนว่าเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo นั้นแรงเป็นลำดับต้นๆ
      ของกลุ่ม Eco Car รวมถึง B-Segment พร้อมทั้งช่วงล่างที่แข็งแต่ซับแรงสะเทือนได้ดี แป้นเบรกที่
      ไม่มีอาการจิก น้ำหนักของพวงมาลัยดีขึ้น แม้จะสู้คู่แข่งบางค่ายที่เอาใจคนขับไม่ได้ แต่แค่นี้ถือว่า
      เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ
    3. พื้นที่ภายในที่ดีขึ้น แน่นอนว่าทุกค่ายต่างโฆษณารถตัวเองว่า กว้างสบาย แต่เวลานั่งจริงๆพบว่า
      เบาะรองนั่งสั้นบ้าง พื้นที่ศรีษะด้านหลังติดบ้าง แต่ใน City ใหม่ มีการจัดการพื้นที่ดีกว่ารุ่นเดิม
      นอกจากจะกว้างขึ้นแล้ว พื้นที่ศรีษะด้านหลังมี Headroom เหลือประมาณหนึ่ง หลังจากที่รถ
      ในกลุ่มนี้หัวติดแทบทุกรุ่น (ยกเว้น Attrage และ Brio Amaze ที่ยังพอมีพื้นที่ศรีษะอยู่บ้าง)

ข้อเสีย

    1. อุปกรณ์ต่างๆน้อยลงกว่าเดิม แน่นอนว่าการทำรถที่เน้นคุณภาพมากกว่าอุปกรณ์ต่างๆนั้น จำเป็นต้องลดต้นทุน
      ในส่วนนี้ออกไป ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลังที่ปรับระดับพนักพิงและไม่สามารถพับเบาะได้ เข็มขัดนิรภัยปรับระดับไม่ได้ ที่ปัดน้ำฝนไม่สามารถตั้งเวลาได้ ซึ่งจุดนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น ก็อาจจะมองว่าปล่อยผ่านไปได้ แต่ถ้ามองไปถึงคู่แข่งรวมตลาด เค้าก็มีออฟชั่นเด่นๆหลายอย่างที่มีแล้วในราคาเท่ากับ City อาจจะพวก Blind Spot Monitoring หรือ ระบบเบรคอัตโนมัติ AEB เป็นต้น แล้วก็พวกเซ็นเซอร์ช่วยกะระยะถอยพวกนี้ก็ใส่มาได้ก็ดีเพราะบางทีมีเพียงแค่กล้องมันก็แอบหลอกตาในระดับนึงเลยทีเดียว
    2. ปรับงานออกแบบให้ดูดีกว่านี้ แน่นอนว่างานออกแบบนั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่ในมุมมองผมนั้น
      ด้านหน้าควรจะปรับกระจังหน้าให้ดูลงตัวกว่านี้สักนิด เพราะที่มีอยู่ค่อนข้างเรียบไปหน่อย ด้านข้างและด้านหลังถือว่ายังพอไหวบ้าง แต่งานออกแบบบางอย่างน่าจะปรับปรุง สักนิด อาทิ ช่องแอร์ที่ยังออกแบบไม่ลงตัว มาตรวัดที่แม้จะมีไฟเรืองแสงสีแดง แต่จอแสดงผลการขับขี่และหน้าตาไม่ดึงดูดพอ และอีกสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของ Proportion ของตัวรถซึ่งน้อยครั้งที่จะเห็นฮอนด้าทำเรื่องนี้ออกมาไม่ได้ดีเท่าที่ควรซึ่งครั้งนี้ก็คือ City ใหม่ ผมหวังว่าเราจะได้ Proportion ของรถที่ลงตัวมากขึ้น
    3. งานประกอบ QC QA ปัญหาเรื่องงานประกอบเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยและแบรนด์ฮอนด้ามาอย่างช้านาน ด้วยจำนวนของรถที่ออกมาถึงมือลูกค้าแล้วเราก็เห็นในหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นการพ่นสีแล้วยังเป็นเม็ดๆอยู่ ซึ่งนั้นยังถือว่าเบาๆ เพราะ Civic Turbo RS ของที่บ้านผมสนิมกินจ้ะ เรียกได้ว่าพ่นสีเป็นเม็ดเบาๆไปเลย ส่วนที่เป็นปัญหาอีกอย่างที่เจอจริงๆในรถทดสอบของเราก็จะมีเสียงแร๊คพวงมาลัยดังทั้งที่รถวิ่งมาเพียง 5000 กิโลเมตร แต่มันยังถือว่าไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไรนัก รอให้งานประกอบนิ่งๆแล้วค่อยปรับปรุงได้ ส่วนที่อาจจะต้องเร่งแก้ไขหน่อยคงมีแค่เรื่องของรางเบาะที่เลื่อนไปไม่สม่ำเสมอจนหากว่าเราปรับแล้วมันไม่ตรงกัน ตำแหน่งนั่งจะเยื้องๆเหมือนรถยุโรปแล้วมันจะมีผลอาจจะทำให้ปวดหลังได้

เรียกได้ว่า City โฉมปัจจุบันเป็นการผสมผสานระหว่างรุ่นที่ 3 ที่มีการปรับปรุงคุณภาพตัวรถให้น่าใช้ขึ้นในทุกๆด้าน
และรุ่นที่ 4 ที่มีออปชั่นต่างๆให้มาจัดเต็ม ส่วนราคานั้นต้องเข้าใจว่าต้นทุนของเครื่อง VTEC Turbo ค่อนข้างสูง
(เมื่อดูจากราคาขายปลีกของ Civic และ City ที่สูงกว่าคู่แข่งเล็กน้อย) เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นอยู่นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงก็คือ คุณภาพการประกอบตัวรถ บ่อยครั้งที่ Honda มักจะมีปัญหาจุกจิกจากงานประกอบ
อยู่เรื่อยๆ เช่น เสียงก๊อกแก๊กของตัวรถ และเรื่องสนิมที่ยังได้ยินอยู่เรื่อยๆ และสิ่งที่เป็นห่วงไม่แพ้กันคือ ศูนย์บริการ
หลายๆศูนย์เริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทว่า ก็ยังมีบางศูนย์ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเซลล์หยิ่ง บริการหลังการขายที่มีปัญหาและงานซ่อมที่ไม่พึงพอใจนัก ดังนั้น ต้องคอยแก้ไขกันต่อไป แต่ถ้าไม่ดีขึ้น อาจจะมีมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้เพื่อทำให้ลูกค้าสบายใจกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น ต้องรอดูกันว่า City โฉมนี้จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน รอดูกันไปเรื่อยๆครับ

แล้วแน่นอนว่าส่วนสุดท้ายนี้เราจะมาเทียบ Honda City RS ราคา 739,000 บาท กับคู่แข่งทั้งหลายในตลาดนี้ เราเลยเอาเฉพาะตัวถังซีดาน แต่ละคันมีบุคลิกที่ค่อนข้างชัดเจน

Group 1 สายหนึบ Piority คนขับยืน 1 ส่วนคนนั่งเป็นพลเมืองชั้น 2 ไป

Suzuki Swift
เปิดตัวใน Eco Car Phase 2 มาเป็นรายที่ 2 ตามหลัง ​Mazda 2 มาพร้อมการขับขี่และเครื่องยนต์ที่คนขับรถจะรักมันได้อย่างง่าย อัตราเร่งที่ทำได้ดีเกินตัวไปมาก อัตราสิ้นเปลืองก็ถือว่าดีเช่นกัน Packaging ตัวรถที่น่าใช้งานมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ปัญหาเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ยินเลย ส่วนศูนย์บริการนั้นอาจจะยังไม่ครอบครุมทั่วประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายยังไงซะถูกกว่า Mazda แน่นอน

Nissan Almera
ค่ายบางนาตราด กม.22 ส่ง Almera ด้วยดีไซน์ที่ฉีดภาพลักษณ์รุ่นป้าในรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมแนวทางการออกแบบใหม่ที่ดูดีกว่าเดิมแบบคนละเรื่อง ใหม่พ่วงเครื่องยนต์ Down Sizing 1.0 ลิตรลงตลาดพร้อมเซ็ตอุปกรณ์ออฟชั่นความปลอดภัยแบบล้นๆ เกินราคาให้ความคุ้มค่าเรียกได้ว่าทุกคันในตลาดถึงกับมองแรง อาจจะเสียเรื่องพื้นที่ภายในไปบ้างหากเทียบกับรุ่นที่แล้ว แต่ถ้าวัดการเสียไปนิดหน่อยแต่สิ่งที่มีในรุ่นใหม่นั้นประเสริฐกว่าเดิมเยอะครับ

Mazda 2 1.3 Benzine/1.5 Diesel

ค่ายรถ Feel The Drive ส่งเข้ามารวมชิงเค้กในตลาดด้วยตัวรถที่มีดีทุกอย่าง ยกเว้นพื้นที่ภายในห้องโดยสาร กำลังเครื่องของรุ่นเบนซินที่ไม่ได้ต่างอะไรกับรถ Eco Car ธรรมดา แต่แฝงไปด้วยอุปกรณ์ช่วยลดการใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนที่ค่ายยุโปรเห็นแล้วยังแอบคิดเลยว่า พวกยูว์จะใส่มาทำไมเยอะแยะ ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลก็ให้อัตราเร่งอัตราสิ้นเปลืองที่ดีเกินเบอร์ ถ้าหากคุณไม่ลืมเผา DPF และสุดท้ายเรื่องศูนย์บริการและราคาอะไหล่รวมไปถึงค่าแรงที่ยังแรงกว่าชาวบ้าน ปล.หากจะถามว่าปัญหาตัวรถมีไหม ก็มีแหละครับแต่ก็แก้ๆไปเยอะแล้วรถอยู่ปลายอายุตลาดก็จะแบบนี้แหละทั้งปั๊มติ๊ก น้ำดัน

Group 2 สายมวลชน รถ Mass Mass ตอบสนองทุกช่วงวัย (Honda City อยู่ในกลุ่มนี้)

Toyota Yaris/Yaris ATIV

หลังจากดึง BNK48 และญาญ่ามารันโฆษณาอย่างต่อเนื่องใน Eco Car Phase 2 โดยการเสกเครื่องยนต์ให้ผ่านมาตราฐาน Yaris ทั้ง 2 ตัวถังยังคงทำผลงานรอบตัวได้ดีสมตัว อาจจะมีปัญหาบ้างในช่วงแรกเรื่องเครื่องยนต์ที่จูนน้ำมันมาบางเกินไปหน่อยแต่ก็แก้ไขได้ไวตามสไลด์ของ Toyota หลังๆมายังให้ลูกค้านำรถกลับเข้าไปอัพเดทจอเพื่อให้ใช้ Andriod Auto/Apple CarPlay ได้อีก (ปล.ลูกค้ามาสด้านั่งมองแรงจะติดกับศูนย์ต้องจ่าย 6500) สรุปง่ายๆ รถดีทุกอย่าง ยกเว้นพวงมาลัยที่ทดมายานนนนนนนไปหน่อย

Suzuki Ciaz

หลังจากการ Minor Change มามีการปรับหน้า Eco Car ให้ดูโฉบเฉียวมากยิ่งขึ้นและยังมาพร้อมขนาดห้องโดยสารใหญ่บ้านบึ้ม ใหญ่เกินตัวมากๆ นั่งสบาย รองรับได้ทุกสรีระ กำลังเครื่องกลางๆ ไม่อืดมาก ไม่แรงมาก ช่วงล่างดีงาม นุ่มสบายกำลังดี พร้อมกับการเกาะถนนที่ดีด้วยเช่นกันแม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่ที่เป็นปัญหาจริงของรถนั้นอยู่ที่พวงมาลัยที่ไร้อารมณ์ร่วมแบบสุดๆ นอกนั้นหลายๆจุดทำออกมาได้ดีและไม่ค่อยมีอะไรแย่เลยจริงๆสำหรับ Ciaz

Mitsubishi Mirage/Attrage
มหกรรมลากแล้วลากอีกครั้งใหญ่ด้วยการ Big Minor Change พร้อมตีตั๋วเข้า Eco Car Phase 2 แปะ Dynamic Shield ลงไปที่หน้ารถ ปรับท้ายรถให้ดูสปอร์ตขึ้น อัดออฟชั่นให้เข้ายุคเข้าสมัย เสริมระบบความปลอดภัยพอสูสีกับ Almera ถ้าคุณใช้รถแบบไม่คิดอะไรมาก มันก็พอจะใช้งานได้อยู่ ช่วงล่างพอไปวัดไปวาได้ พวงมาลัยก็จะยานๆแปลกๆหน่อย

Group 3 สาย Out of Date ลากขายแล้วลากขายอีก เอาจนคุ้มค่า Mold

Nissan Note and Nissan March
คู่หูตลาดวายและนายจอมลากแห่งบางนา-ตราด กม.22 Note นั้นจะพอมีจุดเด่นเรื่องพวงมาลัยที่แอบดีกว่า Almera ใหม่อยู่ด้วย ช่วงล่างที่ดีเกินตัว แต่มาในแพ๊คเกจตัวรถที่น่าใช้….ถ้ามันเปิดตัวเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ส่วน March นั้นเอาจริงๆเราก็แทบจะหาเหตุผลในการซื้อมันไม่ได้เลย ตัวรถที่ Out of Date ไปยิ่งกว่า Mirage และ Attrage ถ้าหากต้องซื้อเพราะอยากได้เกียร์ธรรมดาและราคาถูกก็ถือว่าพอจะเอาไปใช้งานขำๆได้

สำหรับภายรวมตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก Eco-Car และ B-Segment หากว่ากันในตอนนี้หลายๆเจ้าของนิยมตีตั๋วเด็กด้วยภาษี Eco Car แล้วมาวางตำแหน่งแทนรถรุ่นเดิม ส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนั้นเราไม่ต้องไปสนใจอะมากมายหรอกครับ โดยหลักๆแล้วมันเป็นเรื่องของคุณสมบัติของตัวรถว่าถ้าคุณทำเรื่องของมลพิษได้ต่ำ คุณได้อัตราภาษีพิเศษนะ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณอาจจะต้องขายในราคาที่แพงขึ้นจากรุ่นเดิมหรือเท่าเดิมแต่ต้องตัดออฟชั่นออก อะไรใดๆก็ตามคุณไปจัดสรรต้นทุนกันเอง และแน่นอนว่าหากคุณขายของในราคาที่แพงขึ้น โอกาสที่คุณจะเสียลูกค้าไปย่อมมีสูงตามราคารถยนต์

City นั้นอาจจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สามารถอธิบายได้ง่ายๆ หากคุณเอาเครื่องยนต์ 1.0 Turbo มาใส่แล้วไม่ได้เข้าโครงการ ECO CAR Phase 2 คุณก็ต้องจ่ายภาษีในอัตราเดียวกับเครื่อง 1.5 เดิม แต่คุณมีต้นทุนเครื่องที่มากขึ้นราคาของ City อาจจะไปจบเกือบ Honda Civic 1.8E ก็ได้ นั้นแหละครับตัวอย่าง และเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Almera และบรรดา Eco Car คันอื่นๆ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ City นั้นเหมาะกับคนอาจจะเหมาะกับคนที่อยากได้รถ Compact ที่อัตราเร่งไม่เป็นสองรองใคร แรงสุดในบรรดา Eco Car และ B-Segment แต่ก้ต้องเข้าใจว่าด้วยกลุ่มลูกค้าของรถที่หลากหลายนั้น ช่วงล่างอาจจะไม่ได้ตอบสนองเหล่าบรรดา Driver เท้าหนักทั้งหลายเท่าที่ควรแต่ก็ไม่ได้แย่ แค่อาจจะต้องทำให้จบกว่านี้หน่อย

เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากรู้ว่า Honda City Turbo นั้นมีอะไรยังบ้างในรถคันจริง เรียนเชิญได้ที่โชว์รูม Honda ใกล้บ้านได้เลย ทดลองขับ ลองนั่ง ลองอุปกรณ์ต่างๆอะไรด้วยนะครับก่อนจะจองหรือซื้อ

แล้วเราจะพบกันใหม่ในบทความหน้า

…….เร็วๆนี้………

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : BellzonaNT.
เผยแพร่ครั้งแรก : 12 พฤษภาคม 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Facebook Comments