ในปัจจุบัน ความต้องการของรถครอบครัวมีมากขึ้น ทว่า ครั้นจะไปเล่นรถตู้หรูอย่าง Alphard ก็เกินตัวไปมาก
พอถอยมามอง Staria หรือ Majesty กลับติดที่ขนาดตัวรถที่มีขีดจำกัดเรื่องการเข้าอาคารจอดรถ พอไปเล่น
รถมือสองก็ไม่รับประกันว่าจะจุกจิกในภายหลังหรือไม่ ซึ่งรถมินิแวนขนาดเล็กจากอินโดนิเซียมาตอบส่วนนี้แทน

แม้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่มาตลอด แต่ Toyota มีประสบการณ์ใน Avanza ที่เริ่มขายในปี 2004 ต่อมาก็เริ่มพัฒนา
ขึ้นเรื่อยๆ ทว่า คู่แข่งรอบนี้มาแรงมากจึงต้องพัฒนารถแทบทั้งคันจนมาเป็นรุ่นใหม่ที่พึ่งเปิดตัวช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยโชคดีที่ขายเฉพาะรุ่นสูงสุดในชื่อ Veloz หลังจากที่ผู้เขียนได้ทดลองขับคร่าวๆแล้ว คราวนี้ได้ทดลองขับเต็มรูปแบบ มาดูกันว่าจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง

ภายนอก : ดุดันที่สุดในกลุ่ม เสริมรายละเอียดให้ดูบึกบึนขึ้น

งานดีไซน์ของ Veloz เป็นการนำ Avanza โฉมใหม่มาเสริมหล่อมากกว่ารุ่นปกติ เริ่มจากไฟหน้าแบบ Full LED
พร้อมไฟเลี้ยวไล่กระพริบจากซ้ายไปขวา (Sequential) รวมเป็นชุดเดียวกับไฟหรี่และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน
(Daytime Running Light) กระจังหน้ามีขนาดใหญ่ก็จริง แต่มองใกล้ๆพบว่า ช่องรับลมมีอยู่ไม่กี่ช่อง กันชนหน้าดูบึกบึนขึ้น บริเวณกรอบไฟตัดหมอกหน้ามีการเสริมโครเมียม และแถบสีดำเพิ่มเติมในรุ่นสูงสุด แต่ดวงไฟยังเป็น
ฮาโลเจนเช่นเคย

ด้านข้างเด่นที่เส้นโครเมียมยาวตลอดทั้งคัน กระจกหน้าต่างใหญ่ขึ้น พร้อมชายล่าง คิ้วขอบล้อ และแถบกันกระแทก
สีดำ ส่วนด้านหลังมีจุดเด่นที่ไฟท้าย LED ยาวต่อเนื่องเป็นเส้นเดียวกัน เสริมด้วยกันชนหลังตกแต่งสไตล์ลุย ประตูหลังที่เปิด/ปิดแบบอัตโนมือ (ดังนั้น ไม่ต้องคอยลุ้นว่าเวลาเตะแล้วฝาท้ายจะเปิดไหมเหมือนรุ่นพี่ในตลาด)

ขนาดตัวถังมีดังนี้
  • ความยาว 4,475 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,750 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,700 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้
  • สีขาว Platinum White Pearl
  • สีดำ Black Metallic
  • สีเงินอมม่วง Purplish Silver Mica Metallic
  • สีแดง Dark Red Mica Metallic

ภายใน : ลูกเล่นจุกจิกเยอะกว่าที่คิด แต่มีบางอย่างที่ “ตามราคา”

หลายคนที่เข้ามาในโดยสารพบว่า รายละเอียดไม่เหมือนกับ Toyota รุ่นอื่นๆ เพราะชิ้นส่วนต่างๆส่วนมากเป็น
ของ Daihatsu งานประกอบในภาพรวมแน่นอนว่าบางจุดยังสู้ Toyota แท้ๆ ที่ประกอบในประเทศไทยไม่ได้
สัมผัสต่างๆให้ความรู้สึกแข็งๆ แต่ยังดีที่บุนุ่มมาให้บางส่วน ด้วยความที่เป็นรถทางฝั่ง Daihatsu อาจจะหา
อะไหล่ยากกว่า Toyota แต่ก็มีบางฟังก์ชั่นที่คาดไม่ถึงว่าจะให้มาเฉพาะรุ่นนี้

ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วที่เมนูเรียบง่าย ใช้งานสะดวก เสริมสีสันตรงไอคอนที่ดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป
รองรับการเล่นวิทยุ,Bluetooth และ USB อีกทั้งรองรับ Apple Carplay และ Android Auto คุณภาพเสียง
ถือ สมราคากับสิ่งที่ได้ ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติพร้อมจอแสดงผลดิจิตอล คุณภาพถือว่าดีตามมาตรฐาน
Toyota ทว่า มีสิ่งที่หงุดหงิดคือ ไม่สามารถเป่าเท้าได้ ใครที่ขี้ร้อนอาจจะหงุดหงิดในจุดนี้ ซึ่งการกระตุ้นตลาด
รอบต่อไปแนะนำให้ใส่มาด้วยนะครับ

คอนโซลกลางมีการตกแต่งสีดำเงา ขอบสีเงินพร้อมไฟส่องสว่าง Ambient Light สีฟ้าเพื่อสร้างบรรยากาศ
ให้สุนทรีย์ แต่ขับไปสักพักแผงดังกล่าวจะเบียดเข่าฝั่งคนขับจนรู้สึกรำคาญ เกียร์อัตโนมัติเป็นแบบรางตรง
พร้อมโหมด +/- ให้แก้เบื่อขณะขับขี่ได้อีกด้วย ทั้งนี้ยังมีเบรกมือไฟฟ้า และที่ชาร์จไร้สายให้ลูกค้า
Corolla Cross อิจฉาได้พักใหญ่ๆ แถมใช้งานจริงได้ต่างหาก ส่วนกล่องคอนโซลมีขนาดเล็ก เสริมดัวย
ปลั๊กไฟ 12 โวลต์ และมีที่วางแก้วและปลั๊กชาร์จ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้ใช้งานด้วย

สิ่งที่อลังการสุดคือ มาตรวัดบอกความเร็วดิจิตอล และขีดน้ำมันที่ใหญ่และอ่านง่าย เสริมด้วยจอแเดงผล
การขับขี่ขนาด 4.2 นิ้วมาเต็มทั้งแสง สี เสียง ปรับกราฟิกได้ 4 รูปแบบ อีกทั้งมีฟังก์ชั่นลับเพียบ ไม่ว่าจะเป็น
เตือนวันเกิดและวันครบรอบ บอกองศาของล้อหน้า เปลี่ยนเสียงไฟเลี้ยว บางรายการนั้น Toyota แท้ๆทำไม่ได้
พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เสริมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นที่การจัดเรียงปุ่มที่ใช้งานง่าย
แต่ต้องปรับตัวเรื่องตำแหน่งปุ่มเสียหน่อย

สำหรับบนหลังคามาพร้อมไฟภายในห้องโดยสารแบบ LED ที่สว่างกำลังดีแผงบังแดดแม้ฝั่งคนขับจะดูโล้นๆ
เพราะไมมีอะไรเลย แต่ฝั่งผู้โดยสารให้มาแบบจัดเต็มทั้งกระจกแต่งหน้า ฝาปิดที่เป็นช่องเก็บนามบัตร และ
ไฟส่องสว่างมาให้เป็นคู่ ส่วนผู้โดยสารแถวที่ 2 ปรับช่องเป่าลมปรับใหม่ยกแผง เสริมด้วยครีบสำหรับ
ปรับทิศทางลม พอใช้งานแล้ว ลมออกมาแรงกำลังดี

เบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตัวเบาะนั่งสบายกว่า Avanza ชัดเจน วัสดุเบาะมีความแปลกเล็กน้อยที่
เบาะแถวแรกเป็นหนังสลับผ้าสีทูโทนขาว/ดำ ส่วนเบาะแถวที่ 2 เปลี่ยนเป็นสีดำล้วน ทว่า เบาะแถว 3
เป็นผ้าเสียอย่างนั้น อย่างไรก็ดี เบาะทุกที่นั่งสามารถปรับเอนได้ เบาะคนขับปรับสูง/ต่ำได้ เบาะแถว 2
มีที่พักแขนขนาดใหญ่ และจุดเด่นหลักอยู่ที่ เบาะแถว 1 และ 2 สามารถเอนนอนเป็นเตียงย่อมๆได้
อย่างไรก็ตาม  ถ้าจะให้เบาะยาวตลอดทั้งแถวต้องเอนเบาะแถวแรกราบ ส่วนเบาะแถว 2 ให้พับลงไป
เป็นอันจบพิธี

สมรรถนะ : แรงขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่ถึงกับเอาใจคนเท้าหนัก

ขุมพลังมีรายละเอียดดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร รหัส 2NR-VE พร้อมวาล์วแปรผัน DUAL VVT-i ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า
    ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT
    ล็อกอัตราทด 7 จังหวะขับเคลื่อนล้อหน้า มีค่าปล่อยไอเสียที่ 131 กรัม/กิโลเมตร

นอกจากนี้มีโหมดเสริมการขับขี่ทั้งแบบประหยัด ECO และแบบจัดจ้าน PWR แถมยังเปิด 2 โหมดพร้อมกัน
ได้อีกด้วย ในเมื่อเสริมด้วยเทคโนโลยีจัดเต็มขนาดนี้ อัตราเร่งแรงแค่ไหน ดูรายละเอียดได้ตามตารางนี้ครับ

แม้ในตารางจะดูดีกว่าคู่แข่ง แต่พอมาขับในสภาพถนนจริงกลับไม่ทันใจวัยรุ่น เพราะเครื่องยนต์ค่อนข้างเล็ก
และต้องแบกน้ำหนักเยอะกว่ารถยนต์นั่งทั่วๆไป ทั้งนี้ ในอนาคตอาจจะต้องปรับจูนให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีมเช่นเคย แต่งานวิศวกรรมปรับปรุงใหม่
ภายใต้พื้นฐาน DNGA (Daihatsu New Global Architecture) อีกทั้งเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากล้อหลัง
เป็นล้อหน้า พอได้ขับในสถานการณ์จริงพบว่า ตัวรถดีดเด้งน้อยกว่าเดิมชัดเจนแม้จะไม่หายขาด แต่ก็ทำให้
เพื่อนร่วมทางมีความสุขกว่านั่ง Avanza แน่นอน เมื่อเทียบกับคู่แข่งพบว่า ยังเป็นรอง Suzuki ทั้ง
Ertiga และ XL7 ที่เอาใจสายขับ และ Mitsubishi Xpander Minorchange ที่ช่วงล่างนุ่มและแน่นขึ้น
กว่ารุ่นเดิม

พวงมาลัยเป็นเพาเวอร์ไฟฟ้าเช่นเคย แม้ทางโตโยต้าเคลมว่าจะปรับให้มันสนุกขึ้น แต่พอขับในชีวิตจริงพบว่า
ความกระฉับกระเฉงยังหนีจาก Avanza ไม่มากนัก กล่าวคือ ยังมีความไวไม่เพียงพอที่จะสามารถขับบู๊ๆได้
สื่งที่อยากฝากให้แก้ไขคือ ปรับปรุงการตอบสนองให้เลี้ยว ไม่ต้องไวมากแบบ Yaris โฉมปัจจุบัน ขอให้
กลมกล่อมกว่าที่เป็นอยู่จะดีมาก สิ่งที่ชื่นชอบของรุ่นนี้คือ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อทีมีการตอบสนอง
ไวทันเท้า เหยียบไปเล็กน้อย ระบบเบรกได้ทำงานแบบเต็มที่จนแทบไม่มีอาการหน่วงให้เห็น นับเป็น
ข้อดีหลักที่เจอในรุ่นนี้เลยทีเดียว

ระบบความปลอดภัย : Top Class ที่สุดในกลุ่มมินิแวนแดนอิเหนา

ระบบความปลอดภัยของ Toyota Veloz มีดังนี้

  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Toyota Safety Sense แบบกล้องคู่
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้า พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ
    • ระบบเตือนเมื่อรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
    • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเผลอเหยียบคันเร่งรุนแรง
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลน
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • เซ็นเซอร์มุมกันชน 4 จุด
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

แน่นอนว่าระบบความปลอดภัยให้มาแน่นที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แถมตรวจจับไวเกินคาด ผลพวงจากการ
ติดตั้งกล้องคู่  (แต่ไม่มี Radar มาให้) ขณะเดียวกับ ภาพจากกล้องรอบคันถือว่าพึ่งพาได้แต่ยังไม่ถึงขั้น
คมกริบ น่าเสียดายที่ยังไม่มี Adaptive Cruise Control แต่สิ่งที่ให้มาถือว่าในรุ่นนี้เกินคาด

อัตราสิ้นเปลือง

อัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Veloz 1.5 Premium เรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิมของ Carsideteam
คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตาม
เส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย
ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคม
อุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วน อีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา
ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.81 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.53 กม./ลิตร<<

เห็นตัวเลขแล้วใครๆคิดว่ากินดุเล็กน้อย แต่พอใช้ในชีวิตจริงพบว่ากินดุกว่าเดิม (มาก) เริ่มจากไปรับรถ
กลับมาจากเมืองทองธานีเพือไปชลบุรี วันรุ่งขึ้นไปเที่ยวรอบจังหวัดตั้งแต่บางแสน แหลมฉบัง เกาะลอย
(อ.ศรีราชา) แล้วมาที่บางแสนอีกรอบ ระยะทางรวม 393.3 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับไป 35.615 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 11.04 กิโลเมตร/ลิตร เรียกได้ว่า ชวนให้คนเท้าหนักรู้สึกหนาวๆร้อนๆกับ
ค่าน้ำมันได้เช่นกัน

รวบให้ฟังหลังขับ : มินิแวนสุดไฮเปอร์ที่ดีขึ้นทั้งคัน แต่มีบางจุดที่ไม่ลงตัว

สำหรับ Toyota Veloz ถือว่าเป็นมินิแวนเล็กที่พยายามปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
รวมถึงคุณภาพที่ไม่น้อยหน้าคู่แข่ง จนมาเป็นมินิแวนสุดไฮเปอร์ทั้งงานดีไซน์ที่ได้อารมณ์บึกบึนและสปอร์ต
ความอเนกประสงค์ที่ให้มาแบบเต็มเหนี่ยว ขุมพลังแรง(และซดน้ำมัน)ที่สุดในกลุ่ม ความปลอดภัยจัดมา
จนหลายๆคนทึ่ง ไม่แปลกใจที่มียอดขายช่วงแรกมากที่สุดในกลุ่ม ทั้งนี้มาดูกันว่า ตัวรถมีอะไรที่ดีงาม
หรือต้องปรับปรุงในภายหลัง มาดูกันครับ

ข้อดี

1.อุปกรณ์ความสะดวกสบายครบครัน : จุดเด่นของรถรุ่นนี้อยู่ที่ ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในที่จัดสรรมาแบบ
เต็มพอกัด ทั้งช่องเก็บของ ช่องจ่ายไฟที่มีทั้งปลั๊ก 12 โวลต์ และ USB ครอบคลุมทุกที่นั่ง อีกทั้ง
บางออปชั่นที่ไม่คาดคิดว่า จะมีเยอะกว่ารุ่นพี่ในค่ายจนรู้สึกว่า เพียงพอกับความต้องการแล้ว

2.ช่วงล่างดีขึ้นกว่าเดิม : แน่นอนว่ารุ่นที่แล้วมีเสียงบ่นมามากเกี่ยวกับช่วงล่างที่เด้งจนหลายคนขยาด
มาคราวนี้ปรับทุกอย่างให้ดีขึ้น ทั้งเปลี่ยนพื้นฐานตัวรถเป็น DNGA เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นล้อหน้า
และจูนช่วงล่างใหม่จนลบภาพ Avanza ออกไปได้เยอะมาก

3.เบาะนั่งสบาย พับได้หลายรูปแบบ : ยอมรับว่าเบาะนั่งของ Veloz นั่งสบายกำลังดี ทั้งวัสดุเบานั่ง
ที่ให้สัมผัสดี ฟังก์ชั่นพับเบาะให้มาเต็มที่ทั้งพับราบได้ในลักษณะแบบเตียงนอน (แถมนอนได้จริงด้วย)
การรองรับสรีระถือว่า ทำได้ดีตามมาตรฐานของมินิแวนในพิกัดเดียวกัน

4.ระบบความปลอดภัยครบและทำงานดีเกินคาด : อีกจุดเด่นคือ ออปชั่นความปลอดภัยที่ให้มาเยอะที่สุด
ในตลาดทั้งกล้องรอบคัน ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense และสามารถใช้งานได้จริงทั้งหมด
จากการตรวจจับที่ไวมาก รวมถึงกล้องรอบคันที่ภาพคมชัดในระดับที่น่าพอใจ

5.ออปชั่นแต่ละรุ่นสมเหตุผล ซื้อรุ่นไหนก็คุ้ม : ใครที่หัวเสียที่บางรุ่นต้องซื้อตัวท็อปถึงได้ข้าวของดีๆ
แต่กับ Veloz เมื่อเทียบรุ่นต่อรุ่นพบว่า ออปชั่นที่รุ่นเริ่มต้นให้มาเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่
เรียกได้เลยว่า ถ้าไม่ติดหรูและความอลังการ สามารถซื้อรุ่น Smart ได้เลย

ข้อเสีย

1.แอร์เป่าเท้าหาย! : สำหรับประเทศที่มีสภาพอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนสุดขีด
ฟังก์ชั่นปรับทิศทางลมคือสิ่งที่จำเป็น ใครที่ขี้ร้อนจะไม่ถูกใจสิ่งนี้ ดังนั้น รุ่นต่อไปขอให้มีฟังก์ชั่นดังกล่าว
มาให้เพื่อเอาใจคนขี้ร้อนโดยเฉพาะ

2.งานประกอบที่ยังไม่เรียบร้อย : ปัญหานี้เกิดขึ้นในรถยนต์จากฝั่งอินโดนิเซียแทบทุกรุ่น ด้วยงานประกอบ
ที่มีบางจุดขัดหูขัดตา อาทิ ช่องไฟที่เยอะเกินไป วัสดุบางอย่างที่มีสัมผัสไม่โอเค ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าฝีมือ
การประกอบของโรงงานที่นั่นจะปรับปรุงให้เป็นที่น่าพอใจหรือไม่

3.แผงคอนโซลเบียดเข่า : ยอมรับว่าคอนโซลกลางออกแบบได้สวยงามมาก แต่มักจะมีอาการเบียดเข่า
ขณะขับขี่จนน่ารำคาญ สิ่งที่อยากให้แก้ในในอนาคตคือ ติดตั้งวัสดุนุ่มให้มารองรับเข่าของผู้ขับขี่ หรือ
ลงทุนออกแบบแผงใหม่ทั้งหมด ซึ่งช่วยลดความรำคาญได้พอสมควร

4.ขุมพลังที่ยังดีไม่พอ : แน่นอนว่า Toyota Veloz ยังใช้เครื่องยนต์เดิมจาก Avanza แต่ปรับการตอบสนอง
ให้ดีกว่าเดิม แต่ยังไม่ดีพอสำหรับใช้ในชีวิตจริง ทั้งอัตราเร่งที่แรงสุดในกลุ่ม แต่ยังไงถือว่า อืด อยู่ดี
อัตราสิ้นเปลืองที่แอบกินดุพอสมควร คาดว่า รุ่นต่อไปจะปรับปรุงสมรรถนะให้ทันใจวัยรุ่นมากขึ้น

5.พวงมาลัยยังคมไม่พอ : แม้ช่วงล่างและระบบเบรกปรับปรุงจนเป็นที่น่าพอใจ แต่กับพวงมาลัย
ที่มีการตอบสนองที่ขาดความกระฉับกระเฉงจนหมดความสนุก ซึ่งถ้าปรับให้ไวกว่านี้แต่ไม่สุดกู่
แบบที่ Yaris อรรถรสการขับขี่จะเพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร

6.อะไหล่บางอย่างใช้ร่วมกับ Toyota ไม่ได้ : แม้ตัวรถแปะยี่ห้อ Toyota แต่ชิ้นส่วนต่างๆ ส่วนมาก
เป็นของ Daihatsu ที่บางชิ้นที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันกับ Toyota แท้ๆ ณ เวลานี้อาจจะลำบากไปหน่อย
แต่ในอนาคตยังมี Vios และ Yaris โฉมต่อไปที่ใช้พื้นฐานเดียวกันที่ต้องรอดูว่า จะมีชิ้นส่วนใช้ร่วมกัน
ได้เยอะแค่ไหน

พอมามองคู่แข่งกลับพบว่า แต่ละค่ายมีแผนกระตุ้นตลาดเตรียมไว้แล้ว โดยมีทางเลือกดังนี้

Suzuki Ertiga/XL7 : แม้จะปรับอุปกรณ์ให้ดีกว่าล็อตแรกๆ ทั้งชุดเครื่องเสียงใหม่ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
การตกแต่งภายในที่ดูเรียบหรู นอกจากนี้การขับขี่ในภาพรวมถือว่าดีเป็นหัวแถวของกลุ่ม แต่ต้องทำใจเรื่อง
ออปชั่นที่บางอย่างขาดหายไปตามราคาที่ถูกสุดในตลาด

และถ้าเพิ่มเงินอีกครึ่งแสนนิดๆ 52,000 บาท ไปเล่น XL7 เพื่อแลกกับหน้าตาดุดันตามสไตล์ Crossover
ออปชั่นที่มากกว่า Ertiga เล็กน้อย แต่ราคาถูกกว่าค่ายอื่นๆและการขับขี่ที่พัฒนาจากต้นฉบับ ทำให้มีลูกค้า
มาซื้อเยอะพอสมควร ทั้งนี้ รุ่นไมเนอร์เชนจ์อาจจะมาในเร็วๆนี้ พร้อมหน้าตาที่เล็กน้อย และขุมพลังที่เปลี่ยนเป็น
Mild Hybrid พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เหมือนในอินเดียหรือไม่ ปลายปีนี้เตรียมลุ้นกัน

Mitsubishi Xpander Minorchange : คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดในกลุ่ม มาพร้อมหน้าตาที่ดูลุย
ขึ้นจากเดิม ภายในประณีตขึ้น ปรับหน้าตาให้ดูร่วมสมัยและอเนกประสงค์ขึ้น ระบบส่งกำลังใหม่ที่
ตอบสนองนุ่มนวลและไวขึ้น ช่วงล่างที่ลงทุนปรับใหม่ยกชุดจนขับดีไม่แพ้ Suzuki ทว่าก็มีบางอย่าง
ที่กั๊กทั้งไฟหน้าแบบฮาโลเจน และระบบความปลอดภัยที่มีแค่ขั้นพื้นฐานในราคาที่แพงกว่าหลายพัน

Honda BR-V : แม้ตัวรถจะเก่ากว่าชาวบ้าน แต่มีดีที่ขุมพลังที่แรงสุดในตลาด เท่านั้น ส่วนจุดอื่นๆ
ถือว่าด้อยกว่าคู่แข่งตามระเบียบ ทั้งนี้ โฉมใหม่จะตามมาในเร็วๆนี้ พร้อมตัวรถปรับปรุงขึ้นหลายจุด
(คาดว่า Honda Sensing อาจจะมีมาให้พร้อมฟังก์ชั่นที่ดีกว่า Veloz) ในขุมพลังเดิม


เทียบกับ Sienta เป็นอย่างไร?

ถ้าลูกค้าไม่อยากเล่นยี่ห้ออื่นนอกจาก Toyota ก็มีอีกตัวเลือกคือ Sienta ที่ปรับอุปกรณ์ไปไม่นานนี้ในราคาที่
ไม่หนีจาก Veloz มาก ความแตกต่างทั้ง 2 รุ่นมีดังนี้

Sienta : จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่พื้นห้องโดยสารที่เตี้ย ทำให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุและเด็กๆ พร้อมประตูสไลด์
ที่สามารถเปิดได้กรณีจอดรถในช่องแคบๆ ไม่ต้องเสี่ยงประตูไปโดนรถคนอื่นจนเกิดดราม่า อะไหล่บางส่วน
ใช้ร่วมกับ Toyota หลายๆรุ่น แต่เสียเปรียบที่ออปชั่นความปลอดภัยน้อยกว่า ตัวรถที่ไม่เหมาะกับการลุย
ในสภาพถนนที่ไม่เป็นใจ

Veloz : สิ่งที่ได้เปรียบคือตัวรถที่สูง สามารถลุยได้ทั้งน้ำท่วมและสภาพถนนหลากหลายกว่า ออปชั่นติดรถ
ที่ให้มากกว่าทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย เบรกที่ทำงานได้ทันใจกว่า แต่ช่วงล่างกระด้างกว่า
และการตอบสนองพวงมาลัยที่ช้ากว่า รวมถึงอะไหล่ส่วนมากที่ต้องพึ่งพา Daihatsu แทน


บทส่งท้าย : เมื่อรถอินโดนิเซียกลับมาอยู่ในสายตาลูกค้าอีกครั้ง

เมื่อย้อนไปดูรถยนต์จากฝั่งอินโดนิเซียตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบันพบว่า มีการพัฒนาอย่างชัดเจน อาทิ
ตัวรถที่ดีไซน์สวยขึ้น อุปกรณ์ความสะดวกสบายให้มาไม่แพ้รถแบบตลาดโลก ความปลอดภัยที่ไว้ใจได้
จนหลายๆคนยอมมองข้ามว่า รถคันนี้มาจากอินโดนิเซีย เพื่อซื้อมาครอบครอง

แต่ยังติดที่ว่า คุณภาพและงานประกอบแม้จะมีดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องความเรียบร้อยและสัมผัสตัวรถ
ที่ลูกค้ายังคาใจจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่พอจะแก้ไขปัญหานี้คือ การควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น แม้จะ
ทำตลาดเฉพาะภูมิภาคดังกล่าว แต่อย่างน้อยเป็นการสร้างความมั่นใจลูกค้าว่า ได้ใช้รถที่มีคุณภาพ
เทียบเท่ารถที่วางขายใจระดับโลก และลูกค้าจะยอมเปิดใจมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

ทั้งนี้ ต้องอาศัยเวลาในการสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้ากันต่อไปยาวๆครับ

สำหรับใครอยากดูเวอร์ชั่นคลิป ชมได้ตามข้างล่างนี้ครับ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : Takatojenrya24V
เผยแพร่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam