ภาพจำในวัยเด็กของผมเองนั้น การที่โตมากับพวกพี่ๆผม มีเพื่อนขับรถกระบะโหลดเตี้ย เครื่องยนต์ดีเซลปั๊มสายพอเล่นหนักๆเข้า เครื่องยนต์ดีเซลเจ้ากรรมก็พังทั้งตัว เอายังไงหละ ยุคนั้นก็ Toyota 7M-GTE หรือ 1G-GTE ชนกับเกียร์ Nissan RB25 แล้วหาเฟืองท้ายใส่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นรถที่รูปทรงเรียกสาวๆ ในยุควิภาวดีนัก แต่หากนับความแรงแล้ว บอกเลยว่ารถกระบะเบนซินยุคนั้น ก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร จนกระทั่งการมาของเครื่องยนต์ดีเซล Commonrail ที่สามารถเบ่งความแรงได้ 30 แรงม้าบวกลบในยุคปัจจุบันโดยใช้เงินเพียงหลักพันบาท ก็ทำให้กระแสของรถกระบะในประเทศไทย กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในกลุ่มคนเล่นรถแต่ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธได้หรอกครับว่า รถกระบะ กับวัฒนธรรมของประเทศไทย เป็นสิ่งที่หนีออกจากกันไม่ได้

มาในวันนี้ Toyota ก็ได้เปิดตัว GR Sport ซึ่งเป็น Line-Up ใหม่ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มคนที่ใช้รถกระบะ และ Hilux Revo GR Sport 2.8 Lo-Floor ก็ได้มาอยู่กับเรา 6 วัน 5 คืน หากอยากรู้ว่า การเริ่มเป็น “วัยรุ่นสร้างตัว”จะต้องทำอย่างไร มีอะไรที่ต้องรับมือบ้าง เลื่อนลงมาซิครับผมขอเป็นคนเล่าให้ท่านฟังเอง


ภายนอก : มีชุดแต่งรอ ร้องขอให้เจ้าของเอาไปแต่งเองเพิ่มตามใจ
มิติรถ
ความสูง 1,730 มม.
ความยาว 5,285 มม.
ความกว้าง 1,855 มม.
ระยะฐานล้อ 3,085 มม.
ความสูงใต้ท้องรถ 141 มม.
ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร

ด้านหน้า ในรุ่น GR Sport ที่ตัวยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ และตัวเตี้ยขับเคลื่อน 2 ล้อ จะได้ไฟหน้าแบบ Projector เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น และกระจังหน้าที่กรอบนอกเป็นสีเดียวกันตัวรถ และชิ้นในเป็นสีดำเงาพร้อม Badge GR บริเวณด้านซ้ายของตัวรถ

แต่สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อยกสูงคือ กันหน้าหน้า ที่มีการแปะช่องดักลม(หลอก) สีดำตรงตำแหน่งไฟตัดหมอกเดิม และเพิ่มชายล่างแบบแยกชิ้นซ้าย-ขวา

ด้านข้าง มีสติกเกอร์ Graphic สีดำ-แดง ตรงชายประตูทั้งสองฝั่ง Badge GR ติดแทนคำว่า HILUX ที่ประตูหน้า ครอบกระจกมองข้างเป็นสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว และมีชายล่างตั้งแต่ตัวรถจนถึงกระบะท้ายที่รูปทรงเข้าพอดีกับตัวรถไม่ดูเป็นส่วนเกิน ล้อเป็นขนาด 17 นิ้วที่ทาง Toyota แจ้งว่าเพื่อ GR Sport เท่านั้น แต่แท้จริงนั้น มันคือล้อของ Corolla Cross ที่ถูกนำมาทำสีดำเท่านั้นเอง (ซึ่งเท่าที่ทราบ ล้อลายนี้ต้นทุนไม่ถูกครับ) และการนำตัวถังแบบ Wide Body จากรุ่น Z-Edition มาเป็นสารตั้งต้น ทำให้การเลือกล้อลายใหม่ในอนาคต ไม่ต้องกังวลหากต้องการให้ Offset ของล้อติดลบหรือยื่นออกมาเพื่อรับกับตัวรถแล้ว ล้นจนเป็นที่เตะตาเจ้าพนักงานครับ เพราะขนาดโป่งก็ไม่เล็กครับ ใส่ล้อกว้างๆ Offset ยื่นไม่มีปัญหายกเว้นจะยื่นมากจริงๆแค่นั้นเอง

ด้านหลัง สิ่งที่สะดุดตาอย่างแรกคงเป็นไฟท้ายที่เป็นแบบเดียวกัน Revo Rocco และมีการเพิ่ม Badge GR ใต้คำว่า HILUX บริเวณด้านขวาของตัวรถ มือเปิดประตูเป็นพลาสติกดำสนิทแบบไม่มีช่องกุญแจไขล็อคฝาท้าย ตรงนี้น่ากลัวในกรณีที่รถกระบะในยุคปัจจุบันที่จอดตามโรงงานอุตสาหกรรมหรือหอพักพนักงานที่มีการขโมยไฟท้ายไปจำหน่ายครับ ส่วนกันชนท้าย ถูกแทนที่ด้วยแผ่นปิดเรียบ และมี Diffuser ด้านล่าง

สำหรับสีของ Hilux Revo GR Sport มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี
– สีขาว White Pearl Crystal สีของรถทดสอบ (เพิ่ม 10,000 บาท)
– สีดำ Attitude Black Mica
– สีแดง Emotional Red (เพิ่ม 10,000 บาท)

ภายใน : ดูเรียบง่าย แต่ใส่ความซิ่งพอประมาณ 
สำหรับภายในของ Hilux Revo GR Sport Lo-Floor ก็มีการตกแต่งไม่ได้แตกต่างกับตัวยกสูงนัก
แต่เป็นการนำรุ่น Z-Edition มาปรับอุปกรณ์ให้ดูสวยงามแบบเรียบๆ เสียมากกว่า โดยมีดังนี้

– พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมเดินด้ายตะเข็บคู่สีแดง และมีคาดวัดรอบพวงมาลัยสีแดงตรงกลางและโลโก้ GR
ตรงด้านล่างของพวงมาลัย พร้อม Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
– หน้าปัดแบบเข็มสีแดงตัดกรอบสีเงิน พร้อมจอ MID ขึ้นโลโก้ GR เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์
– แป้นคันเร่งและเบรกแบบอลูมิเนียม
– เบาะหน้าแบบหนังสลับผ้า Suede (อ่านว่า ซู-เวท) เดินด้ายสีแดง พร้อมปักคำว่า GR ตรงหัวหมอนรองศรีษะ
– บาะหน้าแบบหนังสลับผ้า Suede (อ่านว่า ซู-เวท) เดินด้ายสีแดง
– แผงประตูหุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดง



สิ่งที่หายไปจากรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมีดังนี้ 

– กล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศา
– ระบบปรับอากาศแบบ Auto พร้อมระบบปรับอุณหภูมิแบบแยกฝั่ง
– ปุ่ม Push Start

ระบบความบันเทิง เป็นวิทยุแบบ 2 DIN พร้อมจอ Touch Screen รองรับเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งใช้งานได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ไม่ซับซ้อนแบบรถบางรุ่น ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ยอมรับว่า ดีกว่าฟังแก้เหงา แต่อาจจะไม่ได้มิติเสียงดีขนาดน่าพอใจ แต่สิ่งที่ขัดใจจริงๆคือ “กล้องมองหลังขณะถอยจอด” ที่ Toyota ตัดสินใจถอดออกไป คือก็เข้าใจในเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อคันแต่เมื่อระบบเครื่องเสียงทำมาเพื่อรองรับแล้ว การติดกล้องแล้วเดินสายเพิ่ม หากทำราคาระดับโรงงานอาจไม่ได้แพงมากจนทำให้ราคาต่อคันสูงขึ้น อยากให้ใส่มา จะดีมากเลยครับ

เบาคู่หน้า เป็นการนำเบาะรุ่นหัวเดี่ยว มาหุ้มผ้า Suede สลับหนัง เย็บด้ายสีแดง พร้อมปักคำว่า GR ตรงหัวหมอน สำหรับการนั่ง ความเห็นของผม (ซึ่งขนาดตัวอยู่ระหว่าง Army_Nutty และ NAOW27) การรองรับส่วนแผ่นหลังนั้น เกือบจะดี เพราะชวงตั้งแต่ต้นคอลงไป ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ตั้งแต่กลางหลังจนถึงเอว รองรับได้เต็ม รองนั่งมีความยาวกำลังดี แต่หากถามว่าเบาะที่นั่งสบายที่สุด คือรุ่นยกสูงครับหากในอนาคต เปลี่ยนไปใช้เบาะรุ่นยกสูง แล้วฝั่งคนขับไม่ต้องให้ระบบปรับไฟฟ้ามาก็ได้ ผมว่าจบเลย


พื้นที่โดยสารด้านหลังเอง ก็ไม่ได้มีการปรับอะไร นอกการหุ้มผ้าแบบ Suede สลับหนัง พร้อมเดินด้าย
สีแดง ให้สัมผัสในการนั่งที่ดี แต่ความชันของเบาะก็ยังเป็นข้อติติงให้เรายังคงบ่นต่อไป เพราะหากต้องการ
ปรับให้นั่งสบาย ต้องแก้ไขโดยการออกแบบโครงสร้างรถใหม่ ซึ่งต้องรอ Hilux รุ่นต่อไปเลยครับ

เครื่องยนต์ : ยกเรือธงลงใส่รถที่เบาลง มงไม่ลงได้ไง

ใต้ฝากระโปรงของ Hilux Revo GR Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV ความจุ 2,755 ซีซี
หรือ 2.8 ลิตร ความจุกระบอกสูบxระยะชัก 92.0 x 103.6 มม. ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Commonrail
พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันแบบ Ball Bearing และอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 204 แรงม้าที่ 3400 รอบ/นาที และแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1600-2800 รอบ/นาที

มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +- อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อัตราทด 3.600 :1
เกียร์ 2 อัตราทด 2.090 :1
เกียร์ 3 อัตราทด 1.488 :1
เกียร์ 4 อัตราทด 1.000 :1
เกียร์ 5 อัตราทด 0.687 :1
เกียร์ 6 อัตราทด 0.580 :1
เกียร์ถอยหลัง อัตราทด 3.732 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 3.909 : 1

ก่อนจะไปพูดถึงความรู้สึกของเครื่อยนต์และเกียร์ มาดูตัวเลขกันก่อนครับ

หากพูดถึงอัตราเร่ง เมื่อเครื่องใหญ่ เฟืองท้ายจัด มาอยู่ในรถที่เบาและล้อเล็กลง บอกเลยว่า ความสนุกมาล้นๆ ไม่ว่าจะออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง (ภาษารถซิ่งเรียกว่า “จอดออก”) หรือเร่งแซง กำลังเครื่องยนต์บอกเลยว่า เหลือล้น อาจจะไม่ได้กระโชกโฮกฮากแบบรถที่รถกระบะที่ใส่กล่องจูนมาทีหลัง แต่แรงเร่งแซงทันใจ ไหลมาท่วมท้น แต่ใช่ว่าจะ Perfect ซะทีเดียว เพราะความเร็วสูงสุดถูกล๊อคไว้ที่ 172 กม./ชม. แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ขณะที่รถถูกล๊อคความเร็ว ขณะที่รถถูกตัดกำลัง อาการคือหัวทิ่มแล้วสะท้านทั้งคัน หากไม่ยกคันเร่ง ก็ยังสะท้านทั้งคันไปเรื่อยๆ ซึ่งใน Fortuner GR Sport และ Revo GR Sport ขับเคลื่อน 4 ล้อ
กลับไม่พบอาการดังกล่าวเมื่อใช้ความเร็วสูงสุด การจำกัดความเร็วสูงสุดเป็นเรื่องที่ทางเราสนับสนุน แต่ทางเราเชื่อว่า คนที่เลือกซื้อรถรุ่นย่อยนี้ ไม่ใช่คนที่ขับรถปกติ และอาการดังกลว่า หากเกิดขณะเร่งแซงช่วงความเร็วสูงเป็นอันตรายเสียมากกว่าปลอดภัย หากอยากตัดความเร็ว ขอเป็นเข็มค้างแล้วรถไม่เดินแบบผู้พี่จะดีกว่าครับ เกียร์ต่อได้นุ่มนวลกว่า 2.8 เกียร์อัตโนมัตใน MY2015 อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ และหากต้องการใช้โหมด +- ยอมให้ลากรอบขึ้นไป
เกือบๆ 4000 รอบ ก่อนที่เปลี่ยนเองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ชุดเกียร์ นับว่าเป็นการปรับในเรื่อง Software
ให้ผู้ขับขี่ขับได้อย่างสนุกสนานขึ้น แต่หากทุกอย่างให้รถคิดเอง ก็ไม่ได้แย่จนเสียอรรถรสในการขับขี่แต่อย่างใดครับ

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : มั่นใจกว่ารถกระบะทั่วไป มั่นใจได้สำหรับคนขับรถเร็ว
สำหรับ Hilux Revo GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อ ก็ไม่ได้มาแค่เรื่องความแรง แต่เรื่อง Handing ในการขับขี่ ก็มีการปรับปรุง ถึงแม้ว่าช่วงล่างหน้าจะยังคงเป็น แบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง แบบแหนบซ้อน พร้อมช็อคแอบซอร์บเบอร์ แต่เฉพาะรุ่น GR Sport เท่านั้น ที่มีการเปลี่ยนโช๊คอัพใหม่จาก KYB ถึงแม้ว่าจะยังคงเป็น Twin Tube แต่ได้มีการไล่แผ่นชิมวาล์วในโช๊คอัพใหม่ ทำให้ความรู้สึกในแบบรถกระบะลดลงในความเร็วต่ำ นุ่มนวลขึ้นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าลมยางที่ผมขับจะอยู่ที่ 35 PSI ก็ตามที การผ่านรอยต่อสะพานลูกระนาด หรือหลุมบ่อ สามารถทำได้ดี บนความเร็วสูง เมื่อขับบนทางด่วนด้วยความเร็วราว 140-160 กม./ชม. รถนิ่งและควบคุม Body Roll ขณะเปลี่ยนเลนได้นิ่ง รอยต่อบนทางด่วน มีอาการสะท้านให้พอรู้ว่าเป็นรถกระบะในโค้ง เนื่องจากมีโอกาสได้เอารถไปวิ่งเล่นในสนาม Thailand Circuit นครชัยศรี เมื่อเข้าโค้งแรก หลังจาก Trail Brake แล้วเติมคันเร่งเข้าไปตั้งแต่กลางโค้ง รถมีอาการ Understeer และเมื่อลองใช้พวงมาลัยจังหวะเดียวและเดินคันเร่งต่อ อาการรถจะเปลี่ยนเป็น Oversteer เล็กๆให้คนขับได้แก้อาการรถพอสนุก และเมื่อเดินลองเดินคันเร่งตั้งแต่ในเข้าโค้ง รถก็พร้อมกวาดท้ายสวยๆให้คนขับได้โชว์ฝีมือในการแก้อาการรถได้พอสนุกสนานครับและส่วนนึงที่อาการรถดีขึ้น ความดีงามก็มาจากการเปลี่ยนขนาดล้อเป็น 17 นิ้วจาก Corolla Cross พร้อมยางที่ทีมวิศวกรตัดสินใจใช้รถเก๋งอย่าง Bridgestone Turanza T005A ขนาด 215/55/17 ซึ่งทำให้การขับขี่ดีขึ้นอย่างชัดเจน (ถึงแม้ลึกๆในใจผม จะลุ้นให้เป็น Potenza RE004 หรือ Alenza มากกว่าก็ตามทีครับ)

ระบบเบรก ยังคงเป็นหน้าแบบ Disc Brake พร้อมช่องระบายความร้อน และหลังเป็น Drum Brakeเหมือนเดิม แต่ด้านหน้าทำสี Caliper เป็นสีแดง พร้อมแปะสติกเกอร์ GR เพื่อเพิ่มความ Sport ให้กับตัวรถ และจานเบรกหน้า หยิบของ Toyota Innova มาใส่แทน นอกนั้น ไม่ว่าจะ Feeling ของแป้นเบรกทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง เหมือนรุ่นปกติและมีอาการ Fade น้อย หากไม่ได้ใช้เบรกหนักๆ อย่างการเอาไปขับในสนามแบบที่ NAOW27 เอาไปขับจนฝุ่นผ้าเบรกเกาะล้อเต็มไปหมดแบบในภาพด้านบนครับ อิ อิ แต่ถ้าหากต้องการนำไปวิ่งเล่นในสนาม ผ้าเบรกที่ทนความร้อนมากขึ้นกว่าเดิมก็เพียงพอกับการทรมานในสนามแล้วครับ

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack & Pinion รัศมีวงเลี้ยวอยู่ที่ 5.9 เมตร ความเร็วต่ำน้ำหนักกำลังดี ไม่หนักแบบรถกระบะรุ่นเก่าๆ เวลาเข้าจอดเข้าซองหรือช่องจอด ไม่ได้รู้สึกหนักและขับลำบากความเร็วสูง เมื่อวิ่งบนทางด่วนพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ขณะที่อยู่บนความเร็ว 140 กม./ชม. กำลังจะเปลี่ยนเลน Feedback ของพวงมาลัยเป็นไปตามสั่ง และ On Center Feeling ขณะถือบนความเร็วสูง นิ่ง ไม่มีอาการคัดของพวงมาลัย และน้ำหนักกำลังพอดี ไม่เบาจนเกินไป ตรงนี้นับเป็นข้อดีของ Hliux Revo GR Sport Lo-Floor ครับ

ระบบความปลอดภัย : บางอย่างไม่ได้ใส่มาให้ โปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่
เนื่องจากเป็นรถกระบะตัวเตี้ย อุปกรณ์ความปลอดภัยที่ให้ก็เลยน้อยตาม โดยมีให้เพียงดังนี้
– ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
– โครงสร้างนิรภัย GOA
– คานเหล็กนิรภัยด้านข้าง
– ถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS คู่หน้า/หัวเข่าด้านคนขับ รวม 3 ใบ
ซึ่งเอาตรงๆว่า ในยุคปัจจุบันที่รถกระบะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น การที่ VSC และ TRC หายไป เป็นเรื่องที่น่ากลัวโดยเฉพาะรถกระบะที่เน้นจุดขายในการขับขี่ ถึงแม้ว่า Market Reseach จะมี Data ฟ้องว่า ลูกค้าที่ซื้อรถกระบะเพื่อนำไปปรับแต่งตามใจชอบ ต้องการแค่ Powertrain แรงๆ และอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมน้อยที่สุดเพื่อให้สามารถนำไปปรับแต่งได้ตามใจง่ายขึ้น แต่หากบริษัทรถยนต์ใส่มาเสียตั้งแต่แรก น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าครับ


มาดูอัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Hilux Revo GR Sport Lo-Floorเรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจากสุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.1 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.46 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.86 กม./ลิตร<<

ตลอดการยืมทดสอบวิ่งไปทั้งหมด 1345 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานจริงตัวเลขเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ 13.6
กม./ลิตร ส่วนน้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งไกลประมาณ 800 กม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล

รวบให้ฟังหลังขับ
: Starter Kit ดีที่สำหรับการเริ่มต้นซิ่ง พร้อมวิ่งสนามหรือทำแรงเพิ่ม

เอาตรงๆ ใช้คำนี้คงไม่ผิดนักครับ การที่ Toyota เสียรังวัดกระบะตัวเตี้ยให้กับ Isuzu D-Max ไปและมีพื้นที่สื่อในสนามแข่งและวงการรถซิ่งมากพอแล้ว มาวันนี้ เหมือนเป็นการทวงคืนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อซึ่งเป็นการเริ่มต้นโดย
มีพื้นฐานที่ดีในทุกด้าน แต่ถึงกระนั้น ก็ย่อมมีข้อดีที่ควรชม และข้อเสียที่ควรติติง Carsideteam ขอสรุปไว้ดังนี้ครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.ช่วงล่างที่นุ่มนวลและลดความเป็นกระบะได้อย่างชัดเจน 
ผลจากการปรับโช๊คอัพ และเปลี่ยนยาง ทำให้ช่วงล่างของ Revo GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถลดอาการ
ธรรมชาติของกระบะลงไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิ่งผ่านรอยต่อถนนหรือลูกระนาด และความเร็วสูง ตัวรถก็สามารถควบคุมอาการขณะต้องเปลี่ยนเลนได้ดี และไม่มีอาการส่ยข้างจากลมที่ตีข้างรถอย่างชัดเจนกว่า

2.เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่อัตราเร่งจัดจ้าน ทันใจ  
เรียกว่าเป็นหนึ่งเรื่องดีๆของ Hilux Revo GR Sport ที่ถูกอย่างจากที่มีน้ำหนักมาก มาอยู่ในรถที่เบาลงและขนาดล้อเล็กลง ทำให้รถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและทันใจ โดยมีตัวเลขฟ้องอยู่แล้วว่า นี่คือหนึ่งรถกระบะที่ฝีเท้าจัดจ้านไม่ธรรมดาคันนึงเท่าที่เราเคยได้มีโอกาสทดสอบ เพื่อนำความรู้สึกมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันครับ

3.พวงมาลัยที่แม่นยำ สั่งได้ดั่งใจ 
เป็นอีกหนึ่งข้อดีที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้ ในอดีต รถกระบะส่วนใหญ่จะมีระยะฟรีค่อนข้างมาก เพื่อช่วยผ่อนแรงผู้ขับขี่
ขณะเลี้ยว แต่หากนำมาใช้งานในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง Feedback จะค่อนข้างแย่ ซึ่งตรงนี้ Toyota สามารถปรับแต่งให้ทุกอย่างลงตัวได้ ทั้งน้ำหนักที่กำลังพอดี และระยะฟรีที่กระชับ ความเร็วต่ำไม่ได้รู้สึกหนักและต้องออกแรงสาวพวงมาลัยมาก และความเร็วสูง หากต้องการเปลี่ยนเลน ก็สามารถเลี้ยวได้อย่างแม่นยำครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ขอความกรุณาใส่ Active Safety มาเถอะครับ
ถึงแม้ระบบช่วงล่างจะดี เกาะ เอาอยู่ที่ทุกย่านความเร็ว มีเบรกที่ดีและ Fade น้อยมาก แต่ถึงกระนั้น
ด้วยรถกระบะที่มีพละกำลังมาก และราคาอยู่ในระดับจับต้องได้ง่ายดาย โอกาสที่ Hilux Revo GR Sport
ตัวเตี้ยจะเป็นรถสร้างแม่ม่ายหรือ Widow Maker แบบเดียวกับ Porsche GT2 996 ก็มีสูงเช่นกัน
ดังนั้น หากในอนาคต การเพิ่มระบบความปลอดภัยอย่าง VSC และ TRC  เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้
น่าจะเป็นเรื่องที่ดีครับ (แต่ตอนนี้ ขอกล้องมองหลังก่อนครับ แฮร่)

2.เครื่องยนต์ ถึงแม้จะเดินดีและตัดความเร็วที่ 172 กม./ชม. แต่อาการขณะตัด ไม่ควรสะท้าน
ส่วนตัวผมเอง เป็นคนขับรถค่อนข้างเร็วและชอบรถที่ Response ที่สามารถมาตามเท้า ซึ่ง Hilux Revo
GR Sport คันนี้ ตอบโจทย์ผมหมดทุกประตู จนกระทั่งขณะผมเดินทางบนทางด่วน และกำลังไต่ความเร็วขึ้นไป
เรื่อยๆ จนถึง 172 กม./ชม. รถก็ตัดกำลังเพื่อไม่ให้ความเร็วเพิ่มขึ้นไป ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย แต่อาการตัดนั้น ไม่ได้
หัวทิ่มทีเดียวแบบ Corolla Altis 1.6 หรือตัดแล้วเข็มหยุดเดิน รถหยุดเดินแบบ Fortuner GR Sport หรือ
Hilux Revo GR Sport ขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ตัดโดยหัวื่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่อนคันเร่งให้ความเร็วลดลงระดับนึง
ซึ่งรถทุกคันที่กล่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่พบอาการนี้ แต่ไม่รู้ด้วนวิธีคิดแบบใด ทำไมทางวิศวกรจึงเลือก
ให้รถออกมาเป็นอาการแบบนี้ เพราะผมเชื่อว่า เจ้าของรถแบบนี้ ไม่ได้ขับรถแบบคุณป้าไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดแถวบ้าน
อาจเกิดอันตรายได้หากอยู่ในช่วงขณะเร่งแซงบนความเร็วสูง ขอให้ทบทวนวิธีการล๊อคความเร็วที่ไม่อันตรายแบบนี้
ก็ไม่มีอะไรติแล้วสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ครับ

3.ในอนาคต รุ่น 2.4 เกียร์ธรรมดามี ยอดจะเดินกว่านี้ 
เข้าใจว่าเป็นการทวงทั้งยอดขายและศักดิ์ศรีในเวลาเดียวกัน แต่ด้วยราคาตั้งที่สูงพอสมควรสำหรับรถกระบะตัวเตี้ย
อาจทำให้คนซื้อถอดใจไปหารุ่นยกสูง 2.4 ซึ่งราคาไม่ได้หนีกันมากนัก หากในอนาคต มีรุ่น 2.4 เกียร์ธรรมดา
แล้วได้ Setting การขับขี่ประมาณนี้ ผมรับประกันเลยว่า ตลาดแตกของจริงแน่นอนครับ เพราะถึงแม้ว่าเครื่องยนต์
จะมีขนาดเล็กลง แต่หากเป็นเกียร์ธรรมดาที่เน้นให้คนขับได้แสดงอิทธิฤทธิ์การขับด้วยตัวเอง และราคาที่จับต้องได้
คู่แข่งมีเหนื่อยแน่นอนครับ

คันต่อคัน : เมื่ออยากเป็น”วัยรุ่นสร้างตัว”มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
เมื่อ Hilux Revo GR Sport Lo-Floor ราคา 889,000 บาท ต้องมาเจอกับเพื่อนคู่แข่งสาย”วัยรุ่นสร้างตัว”
มาดูกันว่า จะมีใครบ้าง และได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรในการตั้งต้นเป็น “วัยรุ่นสร้างตัว” มาอ่านกันได้เลยครับ

1.Isuzu D-max Cab4 X-Series 1.9 Speed 6M/T  ราคา 826,000 บาท
คู่แข่งตรงรุ่น ที่แย่งซีนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะสู้ในด้านของขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กกว่าไม่ได้ และหากเริ่มหัดซิ่ง การขับรถเกียร์ธรรมดาในยุคปัจจุบันของใครหลายคน ก็เป็นเรื่องที่หัดกันลำบากจึงอาจเป็นจุดด้อยตรงนี้ แต่ด้วยเครื่องยนต์ 1.9 ของ Isuzu มีแนวทางการแต่งได้มากมาย ตั้งแต่ Remap ค่าใช้จ่ายหลักพันบาท จนถึงชุดใหญ่ไฟกะพริบหลายแสนบาท ก็มีสูตรจบได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าหากอยากรู้ว่าเดิมๆเป็นอย่างไร ไว้มีโอกาส ทาง Carsideteam จะนำมาทดสอบครับ

2.Ford Ranger Open cab XL Street 2.2 6M/T ราคา 682,000 บาท
เมื่อจู่ๆ Ford ก็กระโดดมาเล่นตลาดวัยรุ่นสร้างตัว ด้วยการจับรุ่น 2.2 XL มาแต่งหน้าทาปากโดยทีม Ford Australia จนออกมาเป็น XL Street สำหรับในแง่ของการนำมาปรับแต่ง เครื่องยนต์ Puma ที่อาจจะใจเสาะไปซักนิด แต่หากไม่ได้เค้นแรงม้ามากนัก เอาพอขับสนุก ก็สูตรสำเร็จทั้งการ Remap เปลี่ยนปลายหัวฉีด และเปลี่ยนเทอร์โบที่ขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นโข่งแปรผัน ซึ่งในรุ่น XL จะได้เป็นโข่งเทอร์โบแบบธรรมดา นอกนั้นก็หากเรื่องการแต่งสวยงาม ก็มีท่าจบเหมือนกัน แต่ด้วยความที่มีเพียงรุ่น Open cab  จึงทำให้ยอดขายไปได้เรื่อยๆ เพราะในปัจจุบัน ในกลุ่มคนเล่นรถกระบะแต่ง จะซื้อเป็นรุ่น 4 ประตูมากขึ้นครับ

3.Mitsubishi Triton 2.5 Double Cab 2WD GLX 5M/T  ราคา 682,000 บาท
ตัวเลือกที่บางคนมองข้าง ทั้งที่ก่อนยุค Commonrail จะมา เครื่องยนต์ 4D56 เป็นที่สุดในยุคเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีของเครื่องยนต์จะไม่ได้สดใหม่ แต่นี่แหละ คือสิ่งที่คนเล่นรถตามหาเพราะทั้งการดูแลรักษาที่ง่าย ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง และอู่นอกสามารถรับจบ รวมทั้งปรับแต่งความแรงได้อย่างมีสูตรสำเร็จมานาน เท่าที่ทราบ ฝั่งอินโดนิเซีย สามารถทำได้ถึง 300 แรงม้า โดยเบื้องหลังเป็นกลุ่มคนไทย และควันไม่ได้ดำท่วมถนนอีกด้วย หากไม่แคร์เรื่องอายุเครื่องยนต์ แต่ได้อุปกรณ์ที่รถยุคปัจจุบันควรจะมี Triton ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ และราคาเป็นมิตรครับ 


บทส่งท้าย : การขับขี่ดี ที่ยังขาดอุปกรณ์ความปลอดภัยในยุคปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าสื่อบางสำนัก อาจจะคัดค้านกับการที่บริษัทรถยนต์ทำรถกระบะแบบนี้ รวมทั้งการโฆษณาในแนวทางชี้โพรงให้กระรอก นั่นคือการที่สนับสนุนให้คนแต่งรถกระบะ แต่เอาเข้าจริง ไม่ว่าจะงานแห่เทียนพรรษาขนส่งสินค้าทางการเกษตร งานบวช ครูพานักเรียนไปทำกิจกรรมเป็นตัวแทนโรงเรียน ในสังคมต่างจังหวัดทุกอย่างกล่าวมาข้างต้น สิ่งที่อยู่ร่วมกับสังคมและวัฒนธรรมของคนไทยมาตลอดคือ “รถกระบะ”ครับ และก็คงปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า รถกระบะเอง ก็ถูกนำมาปรับแต่งเพื่อใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของรถขับเล่นและรถแข่งในสนาม และทำให้ความรู้ของ Modify และ Aftermarket เกี่ยวกับรถกระบะ 1 ตันและเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทย เป็น 1 ในประเทศที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเหล่านี้ ออกไปยังหลายประเทศ

แน่นอนว่า การที่บริษัทรถยนต์จะทำรถรุ่นย่อยพิเศษออกมา ก็ต้องมี Data พอสมควรว่า ลูกค้าที่ซื้อรถไปเอารถที่พวกเขาตั้งใจทำออกมาขาย ไปใช้งานอะไร และในอนาคต ลูกค้าต้องสิ่งใดจากบริษัทรถยนต์เมื่อ Trend ของรถกระบะที่เน้นการขับขี่มา บริษัทรถยนต์ก็ย่อมต้องการแย่งชิ้นเค้กส่วนที่มองว่าเป็นกำไรของบริษัทเอง จึงตกผลึกออกมาเป็น Hilux Revo GR Sport ที่เราได้รับมาทดสอบในวันนี้แต่หากว่า การเสนออุปกรณ์ความปลอดภัยดีๆ อย่าง VSC หรือ TRC ให้ไปเลยของติดรถ น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตของลูกค้าหากเกิดสถานการณ์คับขันขณะขับขี่รถยนต์ที่ท่านตั้งใจทำออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

แต่ถึงกระนั้น ในมุมมองของผม การแถม Basic และ Advance Driving Course สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถรุ่นนี้ เป็นเรื่องที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรก เพราะทาง Toyota เอง ก็น่าจะทราบว่า ลูกค้าที่ซื้อรถแบบนี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่ขับรถช้าแน่ๆ และบางคน อาจมีทักษะที่จะควบคุมรถที่มีพละกำลังสูงได้ยาก ดังนั้น ในมุมมองของสื่อ อยากให้แถม Basic และ Advance Driving Course ที่ทาง Toyota ร่วมมือกับ Arto ในชื่อ Toyota Gazoo Racing School และในอนาคต หากมี Club Race ให้เจ้าของได้ลงไปวิ่งเล่นในสนามเป็น Support Race ในงาน Toyota Gazoo Racing Motorsport ที่จัดทุกปี เพื่อขัดเกลาทักษะให้เจ้าของรถน่าจะช่วยให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถแบบนี้ สามารถสนุกกับรถที่ทางบริษัทตั้งใจทำขึ้นมา และปลอดภัยคู่กันไปครับ หลายคนอาจจะค้าน แต่อย่าลืมนะครับ ลูกค้าเจ้าของ
GR Yaris ที่แย่งกันซื้อเมื่อปีที่แล้วทั้งหมด 127 ท่าน ก็ได้ Package นี้ หากให้กับรถที่มียอดขายมากกว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ดีและสร้างผู้ขับขี่รถยนต์ที่ดีบนท้องถนนเพิ่มขึ้น และลดอุบัติเหตุไปได้ในตัวด้วย

เราไม่คัดค้านรูปแบบการโฆษณา แต่หากมีพื้นที่ให้ได้เล่นเต็มที่ ความปลอดและสนุกก็ไปด้วยกันได้ครับ เมื่อเราหนีออกมาจากสังคมและวัฒนธรรมไม่ได้ การหาวิธีอยู่ร่วมกันแบบ Win-Win Negotiation ได้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเดินไปด้วยกันได้ครับ

เราอาจไม่ใช่สื่อใหญ่เสียงดัง แต่ทุกคำที่เขียนลงไป ออกมาจากใจที่หวังดีจริงครับ



ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ

คุณไกรทส วงศ์สวรรค์ (สนาม Thailand Circuit นครชัยศรี)
สำหรับการเอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำและทดสอบรถ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam