ใครที่เป็นสายท่องเที่ยว (อย่างผม) ก็อยากจะมีรถที่พร้อมจะไปเที่ยวสักคัน แต่ก็อยากได้ที่ขนาดใหญ่พอที่จะขนของและขนคนทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง ไว้ไปเที่ยวกับแบบส่วนบุคคล เหนื่อยที่ไหนก็จอดปั๊มพักกันแบบสบายๆ แต่ทุกวันนี้ ครั้งจะไปหา SUV อย่าง Honda CR-V,Mazda CX-5 หรือ Haval H6 อาจจะเกินงบไปเสียหน่อย อีกทั้ง ขนาดอาจจะใหญ่ไปสำหรับใช้ในเมืองก็เป็นได้

จึงทำให้ รถ Compact SUV จึงเป็นอีกทางเลือกที่ลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มเทความสนใจไปในกลุ่มนั้นเพราะขนาดที่พอดีกับการใช้งานทั้งในเมืองและต่างจังหวัด โดยรถในพิกัดดังกล่าวมีทั้ง Haval Jolion,Honda HR-V, Mazda CX-30 และ Toyota Corolla Cross ซึ่ง Corolla Cross เริ่มทำตลาดในเดือนกรกฏาคม 2020 แม้ว่าตัวรถจะเล็กกว่า Toyota RAV4 ที่หลายๆคนเสียดายที่ไม่เข้าไทย หรือการขับขี่ที่ไม่โดนใจสายขับแบบที่ Toyota C-HR เป็น แต่ด้วยคุณสมบัติที่ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ ก็ทำให้ยอดขายสูงขึ้นเป็นอันดับ 1

แม้ว่าทาง Carsideteam จะได้ทำเวอร์ชั่นคลิปซึ่ง Naow27 ได้รีวิวไปแล้ว คราวนี้ทางฝั่งบทความจะเป็นหน้าที่ของ Takatojenrya24V มาดูกันว่า ทำไม Corolla Cross ถึงเป็นที่ 1 ของลูกค้าส่วนใหญ่และตัวรถมีข้อดีหรือข้อเสียตรงไหนบ้าง เราจะพาชมให้ครับ

หน้าตาภายนอก : ดุดัน พร้อมหน้า”บึ้ง” อันลือลั่น
งานออกแบบหลายๆคนอาจจะมองว่า ดูน่ากลัวจากกระจังหน้าที่ใหญ่โตเหมือนคนเบะปากจนหลายๆคนให้ฉายาว่า “หน้าบึ้ง” พร้อมลวดลายบนกระจังที่ดูหนักแน่นกว่า Corolla เวอร์ชั่นอื่นๆตามสไตล์ SUV พร้อมไฟหน้าแบบ Full LED ที่มีไฟโปรเจคเตอร์แบบ LED ที่ดูเรียบง่าย พร้อมกันชนหน้าที่รับกับกระจังหน้าที่มีขนาดใหญ่ เสริมด้วยช่องดักลมเล็กๆและไฟตัดหมอกหน้า LED

ด้านข้างมาในสไตล์ RAV4 ย่อส่วนชัดเจน เริ่มจากแนวกระจกที่มาในทรงโค้งพร้อมขนาดแต่ละบานที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยในเรื่องทัศนวิสัยเป็นอย่างดี (ผิดกับ C-HR ที่มีความตีบตันตามธีมงานออกแบบ) พร้อมเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ซึ่งจะมองว่ามันดูแปลกๆไปก็ตาม พร้อมชายล่างสีดำที่ดูลงตัวอีกทั้ง ยังมีราวหลังคาสำหรับยึดแร็คต่างๆเพิ่มเติมได้อีกด้วย (เสียดายที่ว่ามีให้เฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น ซึ่งถ้าใครอยากติดของแท้ สามารถทำได้แต่ราคาค่อนข้างแพงพอสมควร)

ส่วนด้านท้ายมาพร้อมสปอยเลอร์หลังในตัวที่ดูกลมกลืนกัน (แต่สามารถติดสปอยเลอร์หลังจริงเพิ่มเติมได้) พร้อมกระจกหลังที่ลาดเอียงตามตัวรถ โดยไฟท้ายเป็นแบบ Light Guiding ที่เป็นเส้นส่วนบนเท่านั้น ที่มีการออกแบบให้มีมิติซึ่งมีไฟตัดหมอกหลังบริเวณฝั่งขวาอยู่ในตำแหน่งที่แยงตาได้ง่ายพอสมควร ช่องใส่ป้ายทะเบียนที่เสริมคิ้วสีตามตัวรถ แม้ว่าการวางตัวอักษรจะแปลกๆตรงคำว่า Corolla ยังเหมือนเดิม แต่คำว่า Cross จะแยกกันชัดเจน เอาเถอะ อย่างน้อยดีกว่าเวอร์ชั่นจีนที่มาเป็นแบบสลักที่ดูแปลกๆไปหน่อย รวมถึงกันชนหลังที่ทำเป็นสีดำบริเวณชายล่างที่กันเลอะและเพิ่มลุคให้พร้อมลุยตามจริต Crossover

แต่ถ้าเทียบกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นหรือจีนที่ขายในชื่อ Toyota Frontlander ซึ่งปรับงานออกแบบที่กระจังหน้า
แบบ 2 ชั้น ซึ่งเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะมีโลโก้ตัว C (ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Corolla ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ไฟหน้า LED
ตกแต่งภายในโคมเตะตากว่าซึ่งไฟเลี้ยวกระพริบจากซ้ายไปขวา (Sequential) แต่เวอร์ชั่นจีนจะกระพริบ
แบบปกติ ช่องดักลมขนาดใหญ่ที่ทำลวดลายแปลกตา ขณะเดียวกันไฟท้ายปรับรูปทรงให้แปลกตาเล็กน้อย
พร้อมล้ออัลลอยที่แปลกกว่าตลาดโลก

ส่วนประตูบานหลัง เป็นแบบไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั่นเตะเปิด (Kick Activated) ที่ดูเหมือนว่าจะสะดวกสบายขึ้น แต่การใช้งานจริงค่อนข้างลำบากพอสมควร จากการที่เตะเปิด 5 ครั้งพบว่ามีบางจังหวะที่ระบบไม่ทำงาน ต้องเตะซ้ำอีกที หรือเตะผิดช่อง ผิดจังหวะก็ไม่เปิดให้เช่นกัน ดังนั้นในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือปรับอุปกรณ์ แนะนำให้ใช้เซนเซอร์ที่ทำงานได้ดีกว่าแบบที่เป็นในตอนนี้

ขนาดตัวถังมีดังนี้
  • ความยาว 4,460 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,825 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,620 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร

ถ้าเทียบกับคู่แข่งแล้วถือว่าใหญ่กว่า Honda HR-V, Nissan Kicks แต่เป็นรอง Haval Jolion
และเทียบกับในแบรนด์เดียวกันพบว่ากว้างกว่า C-HR แต่เล็กกว่า RAV4

สำหรับสีตัวรถมีให้เลือกดังนี้
  • สีขาวมุก Platinum White Pearl (ภายในแดง)
  • สีดำ Attitude Black Mica (ภายในแดง)
  • สีแดง Red Mica Metallic
  • สีเทาอมฟ้า Celestine Grey Metallic (สีเดียวกับ Corolla Altis) (ภายในแดง)
  • สีบรอนซ์เงิน Metal Stream Metallic (สีเดียวกับ C-HR)
  • สีเทาอมน้ำตาล Graphite Metallic (สีเดียวกับ Camry)
  • สีน้ำเงิน Nebula Blue (สีเดียวกับ Revo ก่อนไมเนอร์เชนจ์)

ภายใน : ปรับหน้าตาและลดของเล่นจาก Altis พร้อมความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้น

งานออกแบบภายในแม้ว่าจะแบบ Corolla Altis แต่เปลี่ยนแปลงบางส่วน ทั้งเรียงแนวตะเข็บให้เรียบง่ายขึ้น
ปรับรายละเอียดบริเวณท่อนล่างเพื่อเน้นใช้งานเป็นหลัก แต่ที่สังเกตได้คือ วัสดุนุ่มน้อยกว่า Corolla Altis
ที่บุนุ่มแทบจะยกแผง อาทิ แผงคอนโซลส่วนบน เสริมด้วย Ambient Lightสีฟ้าบริเวณแผงประตู ที่วางแก้ว
และช่องเก็บของตรงกลางที่สว่างมาก วางตำแหน่งไว้อย่างลงตัว น่าเสียดายที่ช่องเก็บของฝั่งผู้โดยสาร
ถูกตัดออกจากล็อตแรกๆอย่างน่าเสียดาย

มองภาพรวมแล้ว พบว่า เรื่องวัสดุแน่นอนว่า Mazda CX-30 ยังคงดีที่สุดในกลุ่ม รองลงมา Corolla Cross
ที่รายละเอียดบางส่วนดรอปลงมา ตามมาด้วย Haval Jolion ที่มีการกัดลายให้ดูสัมผัสดี ส่วน Honda HR-V
จะบุนุ่มเฉพาะฐานเกียร์เท่านั้น และ Nissan Kicks ที่มีการบุนุ่มในปริมาณที่พอกัน แต่ถ้าว่าที่ความสวย
แล้วแต่ความชอบครับ

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วยกมาจาก Fortuner Legender ฟังก์ชั่นต่างๆมาครบทั้ง Bluetooth/USB รองรับ Apple Carplay และ Android Auto การทำงานยังมีอาการหน่วงในบางจังหวะ
ส่วนคุณภาพเสียงถือว่าค่อนข้างดี แต่เสียงค่อนข้างแห้งจนไม่น่ารื่นรมย์ ซึ่งรุ่นต่อไปอาจจะมาพร้อมลำโพง
ที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องถึงกับใส่ JBL ขอแค่ฟังแล้วไม่บ่นยับก็พอ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ มาเป็นแบบแยกฝั่ง
Dual Zone ที่เย็นเร็วทันใจตามสไตล์ Denso มาพร้อมฟังก์ชั่นปิดลมแอร์หลังและฮีทเตอร์ ทว่า
ทระบบกรองอากาศ Nanoe ถูกตัดออก แต่มีทางเลือกเสริมคือ ใส่เครื่องกรองแบบใช้งานในรถได้
แถมไม่ล็อกยี่ห้อด้วยนะ ชอบบค่ายไหน จัดได้เลย

ถัดมาเป็นช่องทึบๆ ที่ดูไม่มีอะไร แต่ในเมืองนอก ซ่องซ้ายเป็น USB สำหรับชุดเครื่องเสียงของต่างประเทศ
และสารพัดฮีทเตอร์ทั้งพวงมาลัยและเบาะนั่ง (ซึ่งบ้านเราไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก) ด้านล่างจะเป็นช่องสำหรับใส่
ของขนาดเล็กที่วางของได้เล็กน้อย แต่ถ้าใครอยากได้ที่ชาร์จไร้สายเหมือนบางประเทศ สามารถซื้อเพิ่มได้
ในราคา 4 พันมีทอน แต่ความเร็วการชาร์จจะช้าลงตามระเบียบ

คอนโซลกลางปรับรายละเอียดจาก Altis เล็กน้อยทั้งคันเกียร์รางตรงพร้อมหุ้มถุงกียร์และสวิตซ์การขับขี่ที่ใช้งานง่าย ที่วางแก้วสามารถวางแก้ว Yeti ได้สบายๆ และกล่องคอนโซลกลางที่ฝาปิดสามารถเลื่อนได้ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่นไม่มีให้นะครับ) ส่วนภายในกล่องจะมีขนาดเล็กและตื้นไปหน่อย เสริมด้วยปลั๊กไฟ 12​ โวลต์และอีกจุดนึงที่หลายๆคนบ่นกัน คือ เบรกมือที่ไม่ใช่แบบไฟฟ้า แต่เป็นแป้นเหยียบ พอลองในสถานการณ์จริง พบว่า การขับขี่ช่วงรถติดทำให้คิดถึงเบรกมือไฟฟ้าช่วยในการขับขี่ในสถานการณ์ได้พอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าตัวเบรกมือมีการกัดลายให้เหยียบง่ายขึ้นและเสียงตอนเหยียบนุ่มกว่า Prius พอสมควร ทั้งนี้ต้องรอไมเนอร์เชนจ์ว่าจะใส่มาให้หรือไม่

 

มาตรวัดในรุ่นนี้เป็นแบบเรืองแสง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้วโดยจอตรงกลางแสดงข้อมูลได้ครบครันตามยุค พร้อมกราฟิกที่เรียบง่าย และมีลูกเล่นที่สามารถปรับไปตามโหมดการขับขี่ได้ ถ้าเป็นโหมดธรรมดาจะเป็นสีน้ำเงินล้วน โหมด Eco บริเวณจอจะเป็นสีเขียว และโหมดสปอร์ตเป็นสีแดง ซึ่งดูตัดกับบริเวณรอบๆมาตรวัด (จริงๆแล้วทำเป็นแดงยกชุดดีกว่านะ) ตัวอักษรอ่านง่ายกำลังดี ส่วนพวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านที่มีปุ่มหน้าตาแบบเดียวกับ Toyota ยุคใหม่หลายๆรุ่นซึ่งมีปุ่มแบบเต็มแผง ทว่าปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่แยกก้านละฝั่ง แม้จะเข้าใจว่าพื้นที่ไม่พอใส่ แต่ใช้งานจริงอาจจะต้องปรับตัวพอสมควร ซึ่งการปรับปรุงรอบต่อไป ลองปรับให้ลดความซับซ้อนน้อยลงจะโอเคกว่านี้

เบาะนั่งคู่หน้ายกมาจาก Corolla Altis ทั้งชุด แต่ลดทอนฟังก์ชั่นบางอย่าง ทั้งไม่มีดันหลังฝั่งคนขับฝั่งผู้โดยสารปรับมือ และไม่สามารถปรับสูง/ต่ำได้ แต่พอนั่งจริงๆพบว่า ตัวเบาะมีความกระชับระดับหนึ่ง ไม่ถึงขั้นหนักแน่นเหมือนกับ C-HR หรือ CX-30 แต่การรองรับส่วนต่างๆของร่างกาย ดีกว่า Jolion ขณะที่เบาะผู้โดยสารค่อนข้างสูงรองขาได้ดีพอสมควร น่าเสียดายที่ไม่สามารถปรับสูง/ต่ำเพื่อรองรับผู้โดยสารตัวสูง หรือสามารถเอนราบได้เพื่อความอเนกประสงค์

ส่วนเบาะหลังแน่นอนว่านั่งสบายกว่า C-HR ทั้งตัวเบาะที่ปรับปรุงให้เข้ากับตัวรถ เสริมอุปกรณ์ความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารหลังทั้งแอร์หลัง ที่ชาร์จแบต รวมถึงทัศนวิสัยตัวรถที่ดีมาก เนื่องจากกระจกหน้าต่างมีขนาดใหญ่และมีความชันสูง ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารดีขึ้นรวมทั้งกะระยะง่าย ลดความเครียดจากการขับขี่ได้ดี ซึ่ง C-HR จะมีปัญหาในส่วนนี้ แต่เทียบกับคู่แข่งแล้วพบว่าโปร่งตากว่าหลายๆรุ่นเช่นกัน นอกจากนี้มาพร้อมหลังคาแบบ Moonroof ธรรมดา ที่สามารถเปิดรับลมได้ แม้ว่าจะไม่ใช่แบบบานใหญ่อย่าง Panoramic แถมมีม่านปิดค่อนข้างแน่นหนา ไม่ต้องทำแผ่นปิดแยกหรือใช้ผ้าบางๆในการปิดจนหลายๆคนกลัวเสื่อมสภาพไวในอนาคต แผงบังแดดที่มีกระจกและไฟส่องสว่างพร้อมไฟอ่านแผนที่หน้าตาใหม่ แต่ยังคงหลอดไส้ยกแผง แม้ว่าบางค่ายเป็น LED แต่ไม่ซีเรียสในส่วนนี้

เครื่องยนต์ : พอเพียงสำหรับวิ่งในเมือง แต่นอกเมือง ขออีกนิดเถอะ

ขุมพลังของ Corolla Cross ที่นำมาทดสอบมีรายละเอียดดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร 2ZR-FXE มีพละกำลังสูงสุด 97 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
    แรงบิดมีกำลัง 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที ส่วนแบตเตอรี่ มีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิดมีกำลัง
    163 นิวตัน-เมตรที่ (รวมกันแล้วมีกำลังสูงสุด 121 แรงม้า) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT

ขุมพลังดังกล่าวยังใช้บล็อกเดียวกับ Toyota Corolla Altis และ Toyota C-HR ที่พัฒนามาจาก
Toyota Prius โฉมปี 2010 อีกที อย่างไรก็ตามก็มีการปรับจูนให้รองรับมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดขึ้น
และเน้นประหยัดน้ำมันทำให้กำลังลดลงจาก 136 แรงม้า เหลือแค่ 121 แรงม้า แล้วอัตราเร่งเป็นอย่างไร ?

ตัวเลขที่เห็นถือว่า “อืด” พอสมควร สาเหตุมาจากน้ำหนักรถที่มากที่สุดในกลุ่ม พอมาขับจริงถือว่า
ถ้าขับในเมืองถือว่าพอใช้ได้ แต่เวลาขับบนเส้นทางต่างจังหวัดที่มีจังหวะเร่งแซงบ่อยครั้ง พบว่า
บางจังหวะชวนให้หงุดหงิดอยู่บ้างจากอัตราเร่งที่ยังไม่ทันใจนัก ทางแก้อยู่ที่อาจจะนำขุมพลัง
2.0 ลิตร Dynamics Force จากสเปคต่างประเทศที่อาจจะช่วยให้เร่งแซงดีขึ้น

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : โดนใจสายขับชิล แต่สายขับมันอาจจะยังไม่โดนใจ

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม แม้จะไม่เหมือน TNGA รุ่นอื่นๆ
ที่ใช้ช่วงล่างแบบอิสระ Double Wishbone แต่ถ้าเทียบคู่แข่งในพิกัดเดียวกันพบว่า ส่วนมากจะ
ใช้ช่วงล่างแบบเดียวกันหมดเลย (ยกเว้น C-HR ที่เป็นแบบอิสระ) แต่ไม่ต้องน้อยใจ เพราะสเปค
ขับเคลื่อนล้อหน้าจะมีช่วงล่างเหมือนกันหมด แต่ถ้าเป็นรุ่นขับ 4 จะเป็นช่วงล่างอิสระ Multi-Link แทน

แม้ว่าจะไม่ใช่แบบอิสระ แต่ฟิลลิ่งที่ได้คือ มีความหนึบแน่นพอสมควร จากการเข้าโค้งที่ความเร็ว 100 km/h
บนทางหลวง แถมเก็บอาการได้ดีพอสมควร แต่ถ้าโยกพวงมาลัยเร็วๆ พบว่า อาการโคลงจะเกิดขึ้น”นิดเดียว”จริงๆ
ส่วนการสั่นสะเทือนนั้น ยังเก็บรอยต่อต่างๆได้ดี แต่ยังมีบางช่วงไม่ค่อยเนียน ทว่า ถ้ามองในมุมผู้ใช้งานทั่วไป
พบว่า ช่วงล่างอยู่ในขั้น”ไว้ใจได้” แต่ยังไม่ถีงกับ “เฉียบ” ทั้งนี้ต้องรอดูว่ารุ่น GR Sport จะปรับปรุงให้ดีขึ้นประมาณไหน

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้า แต่การปรับจูนนั้นจะเอาใจสายนุ่มเป็นหลัก
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ยังตอบสนองในช่วงความเร็วสูงค่อนข้างไว ความหนืดจะน้อยกว่า C-HR ชัดเจนจนสายขับ
ไม่ถูกใจการตอบสนองของพวงมาลัยของรุ่นนี้ ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมไฟฟ้าช่วย ในภาพรวม
นั้นการตอบสนองถือว่าถูกใจสายนุ่มเป็นหลัก เพราะแป้นเบรกจะทำงานแบบค่อยๆหน่วงรถแต่ไวกว่า Toyota
ในยุค 2000 ปลายๆที่ตอบสนองช้ากว่านี้ ซึ่งผมมองว่า ถ้าปรับให้ตอบสนองไวกว่านี้สักนิดจะดีกว่า

ระบบความปลอดภัย : ไม่โดดเด่น แต่ไม่แพ้คู่แข่ง

Toyota Corolla Cross มีระบบความปลอดภัยดังนี้

  • ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
      หมายเหตุ : ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 จะทำงานได้ครบทุกย่านความเร็วในทุกรุ่น(ที่มีระบบนี้)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ (Pre Collision System)
    • ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลนตรงกลาง LTA (Lane Tracing Assist)
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam)
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ด้านหน้าปรับสูง/ต่ำได้
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและเตือนขณะถอยหลัง
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง PVM (Panoramic View Monitor)
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System)
  • ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
  • ระบบช่วยออกตัว DSC (Drive Start Control)
  • กุญแจนิรภัยพร้อมสัญญาณกันขโมย

สำหรับการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ถือว่าพัฒนาให้ไว้ใจได้จากเวอร์ชั่น 1 ที่พบใน C-HR และ Camry รุ่นปี 2018 โดยระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันนอกจากสามารถปรับระยะห่างได้ 3 ระดับ แถมมีระบบตรวจรถเมื่อออกนอกเลนจะมีเสียงเตือน โดยมีเส้นซ้าย/ขวาคอยกำกับไว้แต่เพิ่มฟังก์ชั่น LTA โดยมีแถมสีฟ้าเสริมเพื่อให้รถอยู่ในเลนกลาง แต่อย่าปล่อยมือจากพวงมาลัยนานไม่งั้นระบบจะ “งอน” โดยการเตือน และถ้ายังไม่จับพวงมาลัยอีกจะปิดการทำงานทิ้งทันที ถ้าตรวจจับเส้นถนนไม่ได้จะเปลี่ยนไปตามรถข้างหน้าแทน (สังเกตจากจุดๆบนจอ MID ตามรูป) แต่อย่าไวใจ เพราะรถคันข้างหน้าอาจจะขับเป๋จากเลนจริงก็เป็นได้

(หมายเหตุ : รถที่มาทดสอบเป็นรุ่น MY2020 ซึ่งระบบควบคุมความเร็วแปรผันเป็นแบบเก่า แต่ล็อตล่าสุดจะทำงาทุกช่วงความเร็ว ซึ่งจะทดสอบระบบในครั้งต่อไป)

อัตราสิ้นเปลือง

อัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Corolla Cross 1.8 HEV Premium Safety เรายังคงทดสอบภายใต้
มาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่
ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้น
ทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้
ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วน
อีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้ว
กลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.6 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.74 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 19.11 กม./ลิตร<<

เมื่อใช้ในชีวิตจริงพบว่า ประหยัดกว่าที่คิดจากวันแรกที่ขับเพื่อกลับบ้านที่ชลบุรี วันที่สองไปหาเพื่อนที่
บางแสน ไปรษณีย์แยกคีรีเพื่อส่งของ และเขาเขียว ส่วนวันที่สามไปขับบริเวณเส้นชลบุรี-ระยอง
และกลับที่มอเตอร์เวย์เป็นระยะทางเกือบ 500 กิโล เรียกได้ว่าประหยัดค่อนข้างมากตามสไตล์
รถยนต์ Hybrid (แต่ต้องแลกกับอัตราเร่งตามที่ได้กล่าวไว้นะ)


รวบให้ฟังหลังขับ : เมื่อ C-HR เติมความอบอุ่นเพื่อให้เข้ากับทุกคนได้ (ยกเว้นสายขับ)

การมาของ Corolla Cross ดูเหมือนจะเป็นการแก้เกมกลุ่มรถ B-SUV (หรือ SUV Subcompact ที่บ้านข้างรถเรียกกัน) เพราะเมื่อสูตรการขับขี่สุดมันส์จาก C-HR สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ดีมาก แต่ตกม้าตายในเรื่องอรรถประโยชน์ และหน้าต่างบานหลังที่แคบไป ทำให้ Toyota ปั้น B-SUV หยิบพื้นฐานจาก Corolla TNGA มาพัฒนาจนกลายเป็นหน้าบึ้งที่คนไทยให้เป็นตัวเลือกหลักในการซื้อรถไปและยืนหนึ่งในกลุ่มไปแล้ว  ทีนี้สิ่งที่ชอบและขัดใจในรถรุ่นนี้มีอะไรบ้างละ?

ข้อดี

1.พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง : แน่นอนว่าภายในของรุ่นนี้คือจุดเด่น แม้ว่าจะเป็น C-SUV ที่เล็กกว่า
CD-Segment อย่าง Mazda CX-5 หรือ Honda CR-V แต่การจัดสรรพื้นที่ต่างๆนั้นถือว่า ทำออกมา
ได้น่าพอใจ ซึ่งถ้าไม่ใช่สายขนของจริงๆ ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

2.ทัศนวิสัยค่อนข้างดี : สิ่งที่น่าชื่นชมคือ บานกระจกต่างๆค่อนข้างใหญ่ ทำให้นอกจากบรรยากาศต่างๆ
จะดูโปร่งสบายแล้ว ยังช่วยลดความเครียดในการขับขี่ได้ค่อนข้างดี อีกทั้งระบบเตือนมุมอับ และกล้องรอบคัน
ทำให้ขับขี่และถอยจอดง่ายขึ้นกว่าเดิม

3.ความประหยัด : สำหรับขุมพลังดังกล่าวแม้จะยกมาจาก Toyota C-HR และ Corolla Altis ซึ่งปรับปรุง
จาก Prius อีกที พบว่า อัตราสิ้นเปลืองอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าคู่แข่งตามสไตล์ Hybrid ทั้งการทดสอบ และ
การใช้งานจริงที่ขับต่อเนื่อง 3 วัน แต่เติมน้ำมันในวันที่ 4 นับว่าเป็นจุดเด่น สำหรับใครที่ไม่อยากเติมน้ำมันบ่อยๆ

4.ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในที่ครบครัน สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานใน Corolla Cross ที่มองว่าโอเคคือ
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ให้มาครบทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นครบทุกปุ่ม (ยกเว้นระบบความปลอดภัย)
ช่องเก็บของต่างๆให้มาเท่าเทียมกันทุกรุ่นย่อย ช่องเสียบ USB ให้มาถึง 3 ตำแหน่ง (สำหรับคนใช้งานทั่วไป
ถือว่าเพียงพอ) มาตรวัดที่ดูธรรมดาแต่บอกข้อมูลการขับขี่ได้ครบ เรียกเลยว่าอุปกรณ์พื้นฐานได้มาเท่าเทียมกัน
(แต่ความสวยงามและความไฮเทคจะแตกต่างกันตามราคา)

ข้อเสีย

1.ขอขุมพลังที่แรงกว่านี้ : แม้ว่าความประหยัดของเครื่องยนต์เบนซิน  1.8 ลิตรจะโดนใจมาก
แต่ในแง่อัตราเร่งถือว่า ยังไม่เร้าใจพอ ซึ่งในเมืองยังพอไหว แต่พอขับนอกเมืองถือว่า ยังแรงไม่พอ
(ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าที่ซื้อ Corolla Cross จะต้องมีรายการขับออกต่างจังหวัดเป็นทุนเดิมซึ่งจำเป็น
ที่ต้องใช้ขุมพลังที่แรงเพื่อแซงบรรดารถใหญ่ๆ) ดังนั้น ถ้าได้ขุมพลังที่แรงขึ้นจะช่วยได้ดีกว่านี้

2.ปรับปรุงชุดเครื่องเสียงให้ดีขึ้น : ยอมรับว่าชุดเครื่องเสียงจะดีกว่าเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง Corolla Altis
หรือ C-HR แต่เสียงที่ออกมาอาจจะไม่ถูกใจสายสุนทรีย์เท่าไหร่ เพราะมีเสียงบางช่วงที่ยังแหบแห้งอยู่
รวมถึงการใช้งานที่มีอาการหน่วง ดังนั้น ต้องรอดูว่าชุดเครื่องเสียงของรุ่นปรับปรุงจะปรับเป็นแบบไหน
แต่แนะนำว่า ไม่ต้องถึงกับลงทุนใส่ JBL ขอแค่เสียงโอเคตามราคารถก็พอ

3.ปรับการทำงานระบบเตะเปิดให้ดีขึ้น : ใน Corolla Cross จะติดตั้งฟังก์ชั่นดังกล่าวมาให้เพื่อ
สร้างความสะดวกสบาย แต่เอาเข้าจริงๆ จังหวะการเตะนั้นต้องใช้ความแม่นยำสูง มิฉะนั้นจะไม่ทำงาน
จนหัวร้อนง่ายๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงให้ทำงานดีขึ้นกว่านี้

4.เบรกมือไฟฟ้า : อันที่จริงในมุมมองของผู้ใช้รถอาจจะไม่ซีเรียสในจุดนี้ เนื่องจากเบรกมือแบบธรรมดา
ใช้งานง่ายและซ่อมบำรุงถูกกว่า แต่ถ้ามองในมุมลูกค้าที่อยากได้ออปชั่นล้ำๆ ถือว่าด้อยกว่าคู่แข่ง
ที่ให้แบบไฟฟ้าครบทุกรุ่น ซึ่งจุดลงตัวของคนทั้งสองกลุ่มคือ ให้เบรกมือไฟฟ้าในรุ่นบนๆเพื่อรองรับ
ระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ทำงานร่วมกันได้ดีกว่า ส่วนรุ่นเริ่มต้นอาจจะให้แบบธรรมดาได้ก็ไม่เสียหาย

 

มาลองดูว่าถ้าเทียบกับคู่แข่งจะเป็นอย่างไร

Mazda CX-30 : เรื่องงานออกแบบกับวัสดุที่ใช้ยังไงต้องยกให้เขาไปอยู่ดี ส่วนการขับขี่ แม้ว่าขุมพลัง
ยังไงๆก็เป็นต่อเรื่องความแรง แต่เรื่องอัตราสิ้นเปลืองเป็นรอง Hybrid ตามปกติ ส่วนช่วงล่างและพวงมาลัย
แม้ว่าลดโทนความเป็นวัยรุ่นจาก CX-3 แต่ในภาพรวมถือว่าเฉือนกันไม่มากนัก ทว่าสิ่งที่ Corolla Cross
เป็นต่อชัดเจนคือ พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางชัดเจนต่อให้พัฒนาจนกว้างกว่า CX-3 ก็ตาม

Honda HR-V : น้องใหม่ที่พึ่งมาสดๆร้อนๆ ลดโทนงานออกแบบให้เรียบง่าย แน่นอนว่าพื้นที่ห้องโดยสาร
สูสีกับ Corolla Cross แต่สิ่งที่โดดเด่นคือเบาะหลังที่พับได้หลากหลายกว่า พร้อมหลังคากระจกที่อลังการกว่า
(ถ้าไม่มองเรื่องแผ่นปิดด้านหลังที่แปลกๆไป) ระบบความปลอดภัยให้มาครบทุกรุ่น แต่วัสดุตกแต่งภายใน
ยังเป็นรองกว่าชัดเจน การขับขี่ในเมืองพบว่า ขุมพลังและพวงมาลัยเฉียบคมกว่า Corolla Cross เล็กๆ
แต่ช่วงล่างนับว่านุ่มพอๆกัน (แต่เทียบกับเวอร์ชั่นธรรมดานะครับ ส่วนรุ่น GR จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง)

Haval Jolion : สิงโตร่าเริงที่เปิดราคามาช็อกโลก แต่พอมาดูคันจริงพบว่าหน้าตาภายนอกดึงดูดสายตา
ค่อนข้างมาก รวมถึงระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นที่สุดในกลุ่มจนดูคุ้มค่า แต่ต้องแลกกับขุมพลังที่ความแรง
ไม่สม่ำเสมอในขณะขับขี่ บางช่วงความแรงก็ดรอปลงชัดเจน ภายในที่ดูล้ำยุคแต่ไม่มีความเป็นมิตรในการ
ใช้งานที่ต้องอาศัยจอกลางเป็นหลัก ความสบายของเบาะนั่ง และงานประกอบที่ยังเป็นรองคู่แข่งอยู่

Nissan Kicks : Crossover ที่มาพร้อมขุมพลัง e-Power มีดีที่ให้ไฟฟ้ามีบทบาทมากกว่าเครื่องยนต์ที่
อัตราเร่งค่อนข้างโดนใจ แต่อัตราสิ้นเปลืองไม่โดดเด่นนักตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ภายในที่เล็กกว่าคู่แข่ง
และระบบความปลอดภัยที่บางฟังก์ชั่นหายไป ส่วนช่วงล่างและพวงมาลัยถือว่า ถูกใจวัยรุ่นพอสมควร

ในเมื่อที่บ้านหรือตัวคุณตัดสินใจเลือกยี่ห้อ Toyota อย่างเดียว ไม่นอกใจด้วย! คำถามสำคัญคือ “Corolla Cross หรือ C-HR คันโอเคกว่า? ผมเลยนำ Corolla Cross มาแฟน ๆ ชาวข้างรถที่ใช้ Toyota C-HR มา 2 ปีกว่ามาลองขับ จนจับความความแตกต่างให้ดังนี้

Toyota C-HR จะโดเด่นในเรื่องของการขับขี่ที่กระชับขึ้นกว่า ทั้งช่วงล่าง พวงมาลัย และเบรก ซึ่งใครเป็นสายขับจะแฮปปี้แน่นอน ชิ้นส่วนและข้าวของบางจุดลดต้นทุนไม่เยอะ แต่มีจุดด้อยที่ห้องโดยสารด้านหลังที่แม้จะกว้าง แต่กรอบหน้าต่างหลังที่แคบทำให้รู้สึกอึดอัดและเกิดอาการเมารถได้เมื่อโดยสารเป็นเวลานาน กระนั้นหากใครชอบขับรถ และต้องการรถขับสนุก มั่นใจ ไปทุกซอกถนน คนมองตลอดเพราะสีและทรง ส่วนต่าง 60,000 บาท มาเล่นรุ่นนี้ได้เลย

แต่ถ้าตัดสินใจทบเงินอีก 60,000 บาท สิ่งที่จะได้เพิ่มคือ พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างกว่า เบาะนั่งสบายรับคนตัวใหญ่ระดับ XXL ได้ ตัวรถโปร่งกว่าและออปชันข้าวของจุกจิกที่มากกว่า และที่บ้านนั่งรถคันนี้ไม่มีบ่น แลกกับการขับขี่ที่อาจไม่คม กระชับ ซึ่งถ้าคุณไม่ซีเรียสแล้วละก็ Corolla Cross เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวพ่อบ้าน แม่บ้านที่กำลังมีครอบครัวและอยากได้รถที่รองรับทุกกิจกรรม หรือถ้าคุณโหยหาความตึง ๆ โยนโค้งสนุก อาจต้องเติมงบเพิ่มเพื่อไปจบรุ่น GR Sport ก็ได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาและให้ทางบ้านได้รับการพิจารณาเสียก่อนเถิด (เพราะหากซื้อตามใจเกินไป ผู้บังคับบัญชาการทางบ้านจะตีกบาลและไล่นอนกับสุนัขชื่อน้องโบ้ก็เป็นได้)


บทส่งท้าย : การปรับตัวครั้งสำคัญของชื่อ “Corolla”

นับตั้งแต่ Toyota Corolla เริ่มทำตลาดจนถึงปัจจุบันได้มีตัวถังออกมาหลากหลายมาก ถ้าสังเกตดีๆ
พบว่าบางตัวถัง มักจะมาในช่วงเวลาที่รถทรงดังกล่าวกำลังบูม ไม่ว่าจะเป็นแบบมินิแวนที่ชื่อ Spacio
หรือจะเป็น Hardtop ไร้เสากรอบ ที่ขายในญี่ปุ่นในชื่อ Corolla Ceres แน่นอนว่า Corolla Cross
ก็เกิดจากความนิยมของ SUV ในยุคปัจจุบันเริ่มสูงขึ้นแต่ Toyota ต้องรักษาชื่อ Corolla ให้อยู่ใน
ตลาดต่อไป จึงเป็นแบบอย่างที่เห็น

แม้ว่าจะเป็นวิธีที่คิดง่ายๆ แต่มันได้ผลตามความนิยมของลูกค้า และมียอดขายไม่เลวเลยละ แต่ปัญหาก็คือ
ถ้าช่วงใดช่วงหนึ่ง Crossover อยู่ในช่วงขาลงก็ไม่รับประกันว่า Corolla Cross จะอยู่ได้จนถึงโฉมไหน
แต่อย่างน้อยชื่อ Corolla ก็ยังคงอยู่ไปเรื่อยๆ แม้ว่าตัวถัง Sedan ที่เป็นต้นตระกูลของรุ่นจะลดความเด่นก็ตาม

ส่วนตัวแล้ว การประคองชื่อรถที่อายุร่วม 55 ปีถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าถ้าขายไม่ออก
ก็เปลี่ยนชื่อใหม่แบบหลายๆค่าย แต่มันคือชื่อที่คนทั่วโลกไว้วางใจและรู้สึกว่าได้เติบโตไปด้วยกันทุกช่วงอายุ
อย่างไรก็ตาม ชื่อ Corolla จะยังมีมนต์ขลังต่อไปหรือไม่ ต้องรอชมกันไปยาวๆครับ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับและถ่ายภาพโดย Takatojenrya24V
เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2022
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam