ช่วงนี้ผมส่อง Facebook ของเพื่อนสมัยมัธยมและมหาวิทยาลัยพบว่า หลายๆคนเริ่มมีครอบครัวเยอะมาก
เรียกได้ว่าชีวิตที่เคยสนุกตอนวัยเรียน กลับกลายเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว แน่นอนว่า หลายๆบ้าน
ต้องหารถไว้ใช้งานในบ้าน ซึ่งในยุคปัจจุบันนับว่ามีเยอะขึ้นเรื่อยๆทั้ง Toyota Veloz หรือ Suzuki Ertiga
และ XL7 และอีกรุ่นที่คนให้ความสนใจเยอะไม่แพ้กันคือ Mitsubishi Xpander

ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่ปี 2017 กับมินิแวนที่มีงานออกแบบล้ำกว่าคู่แข่งจากโรงงานประเทศเดียวกัน ภายในและ
การใช้งานที่ตรงใจลูกค้าและเพียงพอกับลูกค้าช่วงนั้น จึงไม่แปลกที่ขายที่ประเทศไหน ปังทุกที รวมถึงไทย
(แถมคนรอบตัวผู้เขียนซื้อมาใช้งานถึง 3-4 คันแลัว) ทว่า เวลาผ่านไป คู่แข่งเริ่มมีของมางัดเพื่อดึงดูดลูกค้า
จนต้องปรับโฉมขนานใหญ่ให้กับรุ่นนี้ ว่าแต่ Mitsubishi Xpander Minorchange พอปรับแล้วจะมีอะไร
น่าสนใจ ไปชมกันได้เลยครับ

ภายนอก : บึกบึนขึ้นแต่รู้สึกว่ามีอะไรหายไป

งานดีไซน์ภายนอกปรับเยอะขึ้นกว่าเดิมชัดเจน เริ่มจากแผงด้านหน้าทั้งหมดประกอบด้วยกระจังหน้าและช่องดักลม
ที่ดูกลมกลืนมากขึ้น ไฟหน้ายังคงเป็นแบบ 2 ชั้น แต่ปรับรายละเอียดใหม่ ด้านบนเป็นไฟหรี่แบบ LED และไฟเลี้ยว
2 ดวง (ซึ่งยังไม่ใช่ไฟส่องสว่างเวลากลางวันเช่นเคย) ส่วนด้านล่างมาพร้อมกับไฟหน้าฮาโลเจนรูปตัว T ถึงแม้ประสิทธิภาพไฟหน้ายังโอเค แต่พอไม่ใช่แบบ LED ลูกค้าอาจจะไม่โอเคที่ความสวยของตัวรถลดลง ทั้งนี้
ต้องรอดูว่า การปรับอุปกรณ์รอบต่อไปจะเปลี่ยนแปลงส่วนนี้ไหม

ด้านข้างปรับแค่ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วดีไซน์ทันสมัยกว่าขึ้นเท่านั้น ส้วนด้านท้ายมาพร้อมไฟท้ายแบบ T-Shape
แบบเดียวกับไฟหน้า แต่สังเกตดีๆพบว่า ประตูท้ายเปลี่ยนแบบยกบาน ไม่ว่าจะเป็นไฟท้ายก้อนใหญ่ขึ้น เส้นสาย
บริเวณเหนือช่องใส่ป้ายทะเบียนหายไป อีกทั้งปรับกันชนหลังใหม่ให้ดูบึกบึนขึ้น เมื่อมองในภาพรวมพบว่า
ตัวรถดูมีความเป็นรถลุยมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ภายใน : น่าใช้งานขึ้นกว่าเดิมทั้งวัสดุภายในและความสะดวกสบาย

แม้ว่าจะดีไซน์ให้ดูเหลี่ยมทื่อขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยวัสดุภายในที่ดูดีผิดหูผิดตา แถมดีที่สุดในกลุ่มไม่ว่าจะเป็น
วัสดุนุ่มพร้อมตะเข็บจริงที่มีพื้นที่เยอะกว่า Veloz ที่มีแค่เฉพาะฝั่งผู้โดยสารเท่านั้น เสริมด้วยลวดลายคาร์บอน
เสมือน ตัดกับสีเงินที่ดูเข้ากัน นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่พัฒนาจากรุ่นเดิมชัดเจน

ชุดเครื่องเสียงมาพร้อมจอแสดงผลขนาด 9 นิ้วยกมาจากรุ่นพิเศษ Limited Editon สามารถเล่น
วิทยุ Bluetooth รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay/Android Auto และเมนูบนหน้าจอคุ้นเคย
กันดีในอีโคคาร์หลายๆรุ่นทั้ง Honda City Turbo และ Nissan Almera ส่วนคุณภาพเสียงถือว่า
ยังไม่โดนใจพอเช่นเดียวกับการใช้งานที่มีบางอย่างขัดใจ (เช่น เลือกเมนู iPod แล้วจู่ๆเมนู Library
หายไปดื้อๆ รวมถึงปัญหาไมโครโฟนที่ Delay ราวๆ 2-3 วินาที) ซึ่งต้องขอให้ปรับปรุง Software
ให้ดีขึ้น

ระบบปรับอากาศเปลี่ยนเป็นแบบจอแสดงผลดิจิตอล เสริมด้วยฟังก์ชั่น Max A/C สำหรับใครขี้ร้อน
และใจร้อนแล้วอยากเร่งแอร์ให้เย็นเร็วๆ แม้จะยังไม่ใช่แบบอัตโนมัติเหมือนคู่แข่งหลักๆ แต่ก็ให้มา
ครบทุกฟังก์ชั่นทั้ง Heater ไล่ฝ้ากระจกหน้า/หลัง และปรับทิศทางได้หลากหลาย ซึ่งบางรุ่น
ไม่สามารถปรับทิศทางลมได้เลย

คอนโซลกลางถือว่าเป็นศูนย์รวมความอเนกประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วยช่องเก็บของ
บริเวณด้าหน้าและด้านข้างคนขับและผู้โดยสาร ติดตั้งช่องเสียบ USB ให้ 2 ตำแหน่งแบบเห็นง่ายๆ
บริเวณเกียร์เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่ตัวอักษรใหม่ และเบรกมือไฟฟ้าเปลี่ยนจากด้ามใหญ่ๆ
มาเป็นแบบไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold ส่วนคอนโซลกลางได้ลบจุดด้อยจากรุ่นก่อนปรับโฉมตรงที่
มีแค่ฝาปิดแต่ไม่มีที่พักแขน มาเป็นกล่องขนาดใหญ่ แต่มีที่วางแก้วด้านหน้า พร้อมที่พักแขนมาให้
น่าเสียดายที่สั้นไปหน่อย ถ้าได้แบบเลื่อนได้จะรองรับสรีระได้ดีกว่านี้ และเสริมช่อง USB สำหรับชาร์จ
ทั้งแบบ Type-A/Type-C

มาตรวัดเปลี่ยนใหม่ จากเดิมที่ดูคล้ายกับ Triton มาคราวนี้ปรับหน้าตาให้หรูขึ้น รายละเอียดดีกว่าเดิม
ทั้งการใช้แสงสีน้ำเงิน เสริมลายบริเวณเข็ม แม้ว่าจอแสดงผลการขับขี่เป็นแบบจอสีพร้อมบอกข้อมูล
ได้ครบครัน แต่ฟังก์ชั่นคำนวณระยะทางทางน้ำมันที่เหลืแบอกแค่แบบคร่าวๆเท่านั้น (กล่าวคือ ลงมาทีละ
หลักสิบ ไม่ได้ลงเป็นหลักหน่วยเหมือนกับค่ายอื่นๆ) อีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ พวงมาลัยที่ปรับหนังให้
จับกระชับขึ้น พร้อมออกแบบใหม่ทั้งวง ยกเว้นปุ่มควบคุมที่ใช้ชุดเดิมที่ใช้งานง่ายเหมือนเคย

เบาะนั่งเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่งตามสไตล์มินิแวน วัสดุหุ้มหนังเปลี่ยนเป็นแบบสะท้อนความร้อนทุกที่นั่ง
เบาะแถวแรกมีความกระชับและรองรับสรีระดีกว่าคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน ฝั่งคนขับปรับสูงต่ำได้เยอะระดับหนึ่ง
แต่น่าเสียดายที่เข็มขัดนิรภัยไม่สามารถปรับได้เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนเบาะแถวที่ 2 ยังคงนั่งสบาย
และพื้นที่ห้องโดยสารมาแบบเหลือๆ แต่การปรับเอนทำได้ไม่เยอะนัก และเบาะแถวที่ 3 เบาะนั่งรู้สึกว่า
ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและพื้นที่ด้านหลังที่ยังคงกว้างกว่าคู่แข่ง แต่ไม่มากนัก

แม้การเปลี่ยนแปลงเยอะขึ้นกว่าเดิมมาก แต่เมื่อดูสเปคแบบเต็มๆพบว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้น
เฉพาะรุ่นสูงสุด GT เท่านั้น ส่วนรุ่น GLS-Limited จากที่ได้ไปดูรูปคันจริงมาพบว่า รายละเอียดยกมาจาก
รุ่นก่อนปรับโฉมทุกประการ ซึ่งมุมมองลูกค้าอาจจะรู้สึกว่า มันดูต่างกับรุ่นท็อปราวกับฉีกออกมาเลย ทั้งนี้
ในอนาคตจะมีการปรับงานดีไซน์ให้ใกล้เคียงกับตัวท็อป แต่จะลดรายละเอียดตามราคารถที่ถูกลง

สมรรถนะ : ดีขึ้นกว่าเดิมผิดหูผิดตา พอเพียงสำหรับคนขับรถชิลๆ

ขุมพลังยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แต่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอีกเล็กน้อย โดยมีสเปคดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 4A91 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC
    กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที
    จับคู่กับ เกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ ระบบส่งกำลังจากอัตโนมัติ 4 จังหวะสุดคลาสสิกมาเป็นแบบ CVT ซึ่งมีชื่อ
เรียกในทางการตลาดว่า Eco-Dynamic CVT โดยมีโหมดการขับขี่แค่ปุ่ม Ds บริเวณคันเกียร์เท่านั้น
หลายๆคนอยากรู้ว่า พอเปลี่ยนเกียร์แล้วจะแรงขึ้นไหม ดูตัวเลขได้ตามนี้ครับ

เรียกได้เลยว่าเกียร์ลูกใหม่ช่วยให้การตอบสนองได้ทันใจขึ้นไปอีก แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นฉีกออกมา แต่ก็ช่วยให้
ลดความหงุดหงิดในการขับขี่ทางไกลไปไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงความเร็ว 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ที่เร็วขึ้น ทั้งนี้ก็อยากได้ขุมพลังที่ไวขึ้นอีกนิดเพื่อให้ตอบสนองได้ทันเท้าขึ้นสักหน่อยก็ดีนะ

ช่วงล่างนั้นทาง Mitsubishi เคลมว่าได้ยกเครื่องใหม่ทั้งปรับจูนช่วงล่างใหม่ เปลี่ยนโช้คอัพเป็นตัวเดียวกับ
Pajero Sport พร้อมยกสูงขึ้นเป็น 220 มิลลิเมตร ผลลัพธ์ที่ได้คือ การทรงตัวดีขึ้นกว่าเดิมราวๆ 10-20%
ซึ่งทำให้ขับขี่มั่นใจขึ้น ทว่า ทันทีที่ความเร็วขึ้นเป็น 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง พบว่า ตัวรถจะรู้สึกโคลงขึ้นมา
จนชวนให้เสียวพอสมควร เมื่อเทียบกับคู่แข่งพบว่า ช่วงล่างอยู่ระหว่าง Veloz กับ XL7 แต่จะหนักไปทาง
รุ่นหลังที่มีความหนักแน่นให้เห็นอยู่

พวงมาลัยปรับจูนใหม่ให้เลี้ยวกระชับดว่าเดิม พอขับจริงพบว่าการบังคับเลี้ยวทำได้มั่นใจขึ้น การตอบสนอง
ถือว่ากำลังดีไม่ไวเกินเหตุ หรือ ช้าจนน่าหงุดหงิด ส่วนระบบเบรกมาพร้อมหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก
ถึงแม้ว่าจะไม่ไวทันใจวัยรุ่นแบบ Veloz แต่ทำงานได้นุ่มนวลและหนักแน่นกำลังดี

ระบบความปลอดภัย : รุ่นเดิมเป็นอย่างไร รุ่นใหม่ก็เป็นอย่างนั้น

ระบบความปลอดภัยของ Mitsubishi Xpander มีดังต่อไปนี้

  • ระบบเบรก ABS EBD BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว ASTC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • กล้องมองหลัง
  • กุญแจนิรภัย พร้อมสัญญาณกันขโมย

ต้องยอมรับว่า ณ เวลานั้นถือว่าโอเคแล้วสำหรับมินิแวนจากอินโด แต่ต้องยอมรับว่า Veloz ได้จัดอุปกรณ์ส่วนนี้
มาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ แต่จะให้ปรับเพื่อให้สู้กับคู่แข่งได้อยากให้เพิ่มถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง กับ
ระบบเตือนมุมอับด้านถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนระบบช่วยเหลือการขับขี่อาจจะไม่ซีเรียสเท่าไหร่นัก

อัตราสิ้นเปลือง

อัตราสิ้นเปลืองของ Mitsubishi Xpander 1.5 GT Minorchange เรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิม
ของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ ปั้มน้ำมันบางจาก
สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตาม เส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้น
ยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อยในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control
แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วน อีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณ
หน้าเซ็นทรัลบางนาลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.85 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.87 กม./ลิตร<<

ดูจากตัวเลขแล้วแม้จะดูประหยัดกว่า Veloz พอสมควรจึงเกิดคำถามต่อมาว่าเวลาขับในชีวิตจริงจะกิน”โหด”
เหมือนกับรุ่นดังกล่าวหรือไม่ จากที่ลองเติมน้ำมันในถนนข้าวหลาม บางแสนแล้วขับไปแถวๆมอเตอร์เวย์โซนมาบตาพุด 1 รอบและวันต่อมาไปในโซนจันทบุรี ไปกินข้าวที่เซ็นทรัลที่พึ่งเปิดมาสดๆร้อนๆ และไปถ่ายรูป
ที่คุ้งวิมานจนน้ำมันหมดถัง ระยะทางรวม 406.7 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับไป 34.965 ลิตร อัตราสิ้นเปลือง
เฉลี่ยอยู่ที่ 11.62 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าตัวเลขดีกว่า Veloz พอสมควร แต่ในภาพรวมแล้วถือว่า ซดน้ำมันทั้งคู่

รวบให้ฟังหลังขับ : แม้ข้าวของไม่ไฮเทค แต่ใช้งานจริงดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของ Mitsubishi Xpander Minorchange รอบนี้ถือว่าได้พยายามปรับปรุง
ตัวรถทั้งคันจนทำให้น่าขับกว่ารุ่นเดิมเยอะ ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ที่ดูเฉียบคม ภายในที่อเนกประสงค์ขึ้นมาก
และเพิ่มออปชั่นต่างๆให้ดีขึ้น รวมถึงการขับขี่ที่ปรับให้ถูกใจลูกค้าตั้งแต่ขุมพลังยันงานวิศวกรรม ทำให้ความรู้สึก
ในการขับขี่ทางไกลนั้นดูนุ่มนวลและกลมกล่อมจนเป็นอีกรุ่นที่ขับแล้วมีความสุข ทั้งนี้ก็ต้องมีจุดเด่น และจุดที่
ต้องปรับปรุงในอนาคต ซึ่งมีรายละเอียดตามนี้

ข้อดี

1.ช่องเก็บของเยอะกว่าเดิมมาก แน่นอนว่ามินิแวนกลุ่มนี้ความอเนกประสงค์จะต้องมาเป็นที่ 1
ซึ่งทาง Mitsubishi ทราบเหตุผลนี้ดีจึงเพิ่มช่องเก็บของให้เยอะขึ้นทั้งกล่องคอนโซลกลางเต็มรูปแบบ
รวมถึงช่องไหนที่มีอยู่แล้วก็ไม่มีการตัดออกแบบเนียนๆเพื่อลดต้นทุน และสามารถใช้งานได้จริงเช่นกัน

2.วัสดุภายในห้องโดยสารดีที่สุดในกลุ่ม จุดนี้พัฒนาจากรุ่นเดิมแบบเยอะมาก จากเดิมเป็นพลาสติกยกชิ้น
มาเสริมวัสดุนุ่มให้น่าสัมผัสทั้งแผงแดชบอร์ดและประตูทั้ง 4 บาน ผิวสัมผัสดีขึ้นกว่ากันแบบพลิกจากหน้ามือ
เป็นหลังมือเลยทีเดียว แถมงานประกอบรุ่นนี้ดีในระดับหัวแถวของรถนำเข้าจากอินโดนิเซียด้วยเช่นกัน

3.มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control แม้ว่าจะเป็นออปชั่นเบสิกสำหรับรถยนต์
ในยุคปัจจุบัน แต่ในกลุ่มมินิแวนจากอินโดนิเซียที่ทำตลาดในประเทศไทย ณ เวลาที่เขียนบทความ
จะมีแค่รุ่นนี้เท่านั้น ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวจะถูกใจคนชอบขับรถทางไกลซึ่งรถประเภทนี้มีลูกค้าใช้งาน
ลักษณะนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

4.ระบบส่งกำลังตอบสนองได้ดีขึ้น แม้ว่าขุมพลังยังคงเดิม แต่การเปลี่ยนระบบส่งกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ
4 จังหวะมาเป็น CVT ผลที่ได้คือ อัตราเร่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้นพอสมควร
เรียกได้เลยว่า สมรรถนะของรุ่นนี้พึงพอใจกว่ารุ่นเดิมชัดเจน

5.ช่วงล่างที่นุ่มสบายขึ้ นับเป็นอีกจุดที่มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นเดิม โดยใช้โช้คอัพจาก Pajero Sport
และปรับจูนใหม่ให้เอาใจผู้โดยสารคนนั่งมากขึ้น รวมถึงคนชอบขับรถสายชิลที่ไม่ได้บู๊อะไรมากนัก เรียกได้ว่า
ถ้าขับรถไม่เกินขีดจำกัดรถ ถือว่าเป็นช่วงล่างที่ดีอีกรุ่นเช่นกัน

ข้อเสีย

1.ควรจะปรับปรุงเครื่องเสียงใหม่ ถึงชุดเครื่องเสียงจะมีฟังก์ชั่นที่ครบครัน แต่พอใช้งานจริงพบว่า
มีความน่าหงุดหงิดพอสมควร ทั้ง Bug ที่เจออาการอย่างชัดเจน อาทิ เมนู Library (เมนูเลือกรายการเพลง)
ที่หายไปดื้อๆ หรือไมโครโฟนที่มีอาการหน่วง ดังนั้น ต้องเร่งออก Software ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้

2.ที่พักแขนด้านหน้าสั้นไป แม้ว่าจะให้กล่องเก็บของพร้อมที่พักแขนมาให้เพื่อปิดจุดอ่อนจากรุ่นเดิม
ทว่า พอใช้งานจริงพบว่า ที่วางแขนสั้นไปหน่อย แม้ว่าการขยายให้ใหญ่ขึ้นมันก็จพทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
ซึ่งวิธีแก้คือ ปรับให้สามารถเลื่อนหน้า/หลังเพื่อรองรับสรีระให้ดีกว่านี้

3.ปรับขุมพลังให้ดีขึ้น ยอมรับว่าเกียร์อัตโนมัติ CVT จะช่วยให้รถแรงขึ้นกว่าเดิมแบบเห็นๆ แต่เครื่องยนต์
ขนาด 1.5 ลิตรอาจจะไม่เพียงพอสำหรับตัวรถที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองที่ยังไม่เป็นที่พอใจนัก
ดังนั้น สิ่งที่พอเป็นไปได้คือ รอติดตั้งขุมพลังใหม่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ Mitsubishi ว่าจะมาแบบไหน

4.ช่วงล่างยังมีอาการยวบอยู่ แน่นอนว่าช่วงล่างมีการปรับปรุงขนานใหญ่จนขับมั่นใจขึ้น แต่เมื่อขับไปราวๆ
120 กิโลเมตร/ชั่วโมงอาการยวบจะเกิดขึ้นจนรู้สึกขาดความมั่นใจไปพอสมควร ต้องเข้าใจว่า ตัวรถไม่ได้เน้น
กลุ่มสายซิ่งเป็นหลัก แต่ถ้าเซ็ตเผื่อไว้รองรับสถานการณ์ดังกล่าวจะดีไม่ใช่น้อย

5.ปรับการตกแต่งรุ่นเริ่มต้นให้เท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นปกติที่รุ่นรองลงมาจะต้องมีออปชั่นน้อยกว่า
รุ่นท็อป แต่สำหรับเคส Xpander ก็คือรายละเอียดภายในแตกต่างแบบคนละเรื่อง สิ่งที่อยากให้แก้ไขคือ
ปรับภายในให้ดูใกล้เคียงกัน แต่อาจจะมีการลดอุปกรณ์ตามราคาที่ถูกลง

6.เติมอุปกรณ์ที่หายไป อันนี้ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะ แม้ว่าในภาพรวมอุปกรณ์ที่ติดมาในรุ่นนึ้ถือว่าโอเคแล้ว
แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ขัดใจทั้ง ไฟหน้าแบบ LED ที่ถูกตัดออกไป ถุงลมนิรภัยให้มาแค่คู่หน้าเท่านั้น กล้องมองภาพ
ที่มีแค่ด้านหลังเท่านั้น ซึ่งต้องหวังว่าในอนาคตอาจจะมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง เพราะค่ายดังกล่าวได้ปรับอุปกรณ์
กันแทบจะทุกปีอยู่แล้ว

คันต่อคัน

Suzuki XL7 : แม้ว่าราคาจะถูกสุดในตลาด แต่สิ่งที่ให้มากลับสู้คู่แข่งได้แบบสบายๆ อีกทั้งสมรรถนะ
และการขับขี่บางอย่างถือว่าดีเป็นหัวแถวของกลุ่ม แต่ต้องทำใจกับบางอย่างที่หายไป ทั้งนี้ถ้าไม่รีบซื้อ
อาจจะจับตาเวอร์ชั่นขุมพลัง Mild Hybrid ที่จะเปิดตัวในเร็วๆนี้ แต่ต้องทำใจว่าระบบส่งกำลังเหมือนเดิม

Toyota Veloz : น้องใหม่ที่มาแรงมากทั้งหน้าตาที่เอารุ่นท็อปสุดใน Line-Up และอุปกรณ์ที่ให้
ถือว่าเกินคาดทั้งระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ความสะดวกสบาย แต่การขับขี่ในภาพรวมกลับตกเป็นรอง
ทั้งขุมพลังที่แรงและประหยัดสู้ Xpander ไม่ได้ พวงมาลัยที่ไม่เฉียบคมเท่า และจุดลดต้นทุนเยอะกว่าที่คิด

Honda BR-V : แม้ตัวรถจะเก่ากว่าชาวบ้าน แต่มีดีที่ขุมพลังที่แรงสุดในตลาด เท่านั้น ส่วนจุดอื่นๆ
ถือว่าด้อยกว่าคู่แข่งตามอายุตลาด ทั้งนี้ โฉมใหม่กำลังจะตามมาในเดือนสิงหาคม พร้อมตัวรถปรับปรุงขึ้น
หลายจุดๆในขุมพลังเดิม (เพิ่มเติมคือ อาจจะเติม E85 ไม่ได้)


เล่น Xpander Cross ดีไหม?

แน่นอนว่าถ้าใจพร้อมที่จะเลือก Xpander แล้วคำถามต่อมาคือจะไปเล่นตัว Cross ที่มีราคาแพงขึ้นจาก
ตัวปกติ 44,000 บาท เพื่อแลกกับชุดแต่งที่ดูเท่ขึ้น ไฟหน้าแบบ LED และภายในสีน้ำเงิน แต่หน้ายังเป็น
แบบตัวก่อนไมเนอร์เชนจ์ จะดีหรือไม่

ถ้าใครชอบงานดีไซน์สไตล์ลุยกว่าปกติ หรืออยากได้ภายในสีน้ำเงินจากโรงงาน การเพิ่มเงินไปเล่น
รุ่น Cross ถือว่าน่าสนใจ แต่ถ้าใครอยากได้หน้าใหม่ และต้องมาแบบที่ Cross เป็นอยู่ ในอนาคต
จะมีรุ่นปรับโฉมตามมาและคาดว่า อุปกรณ์มาตรฐานจะดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมพอสมควร แต่ถ้ามีงบไม่พอ
ไปเล่นรุ่นดังกล่าว การเล่นตัวธรรมดาถือว่าเพียงพอแล้วกับสิ่งที่ให้มา กรณีที่อยากได้เฉพาะไฟหน้า
LED ก็สามารถเบิกได้ในภายหลัง (แต่ราคาไม่รับประกันว่าจะแพงกว่าส่วนต่างหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด)

บทส่งท้าย : สิ่งที่อยากกว่าการได้แชมป์คือ การรักษาแชมป์

ตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยปี 2018 Mitsubishi Xpander ก็มียอดขายเป็นอันดับ 1 ถึง 3 ปีซ้อน
จากตัวรถที่โดนใจลูกค้าชาวไทย ภายในที่อรรถประโยชน์เต็มรูปแบบ ส่วนขุมพลังสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ถือว่า
เพียงพอแล้ว ทว่า ในปี 2022 คู่แข่งแต่ละรุ่นมาแรงพอสมควร ทั้ง XL7 ที่ขับขี่ดีขึ้น และ Veloz
ที่ให้ข้าวของแน่นทั้งคัน การไมเนอร์เชนจ์ในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการปรับตัวในรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องมาวัดใจลูกค้าว่า ลูกค้าจะยอมเลือกรถที่สดใหม่ หรือ Xpander ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งคัน
แต่อายุตลาดเยอะกว่าใครเพื่อน รวมถึงปัจจัยอื่นๆที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้นทั้งตัวรถในภาพรวมและศูนย์บริการ
ที่เป็นจุดที่ค่ายรองๆเสียเปรียบ เรียกได้ว่า มันไม่ง่ายที่จะรักษาให้อยู่ในอันดับ 1 ในตลาดได้เลย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า
Mitsubishi จะรักษามันได้นานขนาดไหน ในท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดไม่ใช่น้อย

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : Takatojenrya24V
เผยแพร่วันที่ 29 มิถุนายน 2565
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam