เป็นระยะเวลากว่า 2 ปีที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) คันแรกของ MG โลดแล่นในเมืองไทย พร้อมยอดขายกว่า 2,000 คัน ครองเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอย่างเหนี่ยวแน่น ด้วยราคาที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้งาน และกลยุทธ์อื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้ลูกค้าตัดสินใจครอบครองและเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้างแม้กระทั่งครอบครัวผมโดยเฉพาะคุณแม่ที่สนใจรถยนต์ประเภทนี้เป็นพิเศษ และยิ่งผมทำงานประจำที่คลุกคลี เทคโนโลยีสะอาดจึงยิ่งอยากรู้มากขึ้น สุภาษิตไทยที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่สิบตาเห็นไม่เท่าสองมือจับ” ไม่รอช้าผมจึงติดต่อ MG Thailand ล็อกวันเพื่อยืม MG ZS EV มาใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลา 6 วัน 5 คืน เพื่อทำความเข้าใจกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น

สำหรับ MG ZS EV เป็นรถยนต์กลุ่ม SUV/Crossover Compact ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก MG ZS เวอร์ชั่นพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง (รุ่นก่อนปรับโฉม) ดังนั้นมิติขนาดตัวรถจึงแทบไม่แตกต่างกัน รายละเอียดมิติตัวรถมีดังนี้

ยาว x กว้าง x สูง x ระยะฐานล้อ
4,314 x 1,809 x 1,624 x 2,585 มิลลิเมตร

ภายนอกหากให้เล่นเกมจับผิดเมื่อจอดเทียบกับ MG ZS รุ่นก่อนปรับโฉม จะพบว่าแตกต่างหลัก ๆ 4 จุด คือ กระจังหน้าที่มีลักษณะปิดตาย ยกเว้นตรงโลโก้ MG ที่ได้เจาะช่องเพื่อใส่ตัวชาร์จไฟเข้า พร้อมไฟส่องสว่างขณะกำลังชาร์จ กันชนหน้าสีเงิน ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว 5 ก้าน ที่เพิ่มลวดลายให้มีคววามแตกต่างจากรุ่นปกติ พร้อมยาง 215/50 R17 และสุดท้ายตัดไฟตัดหมอกหน้าออก ซึ่งอันนี้ไม่ทราบจริง ๆ ว่าถอดออกด้วยเหตุผลอะไร…

สำหรับสีตัวถังมีให้เลือกสีเดียว คือ สีฟ้า Copenhagen Blue และที่สำคัญ MG ZS EV เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้านำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษการยกเว้นภาษีระหว่างไทย-จีน ทำให้ MG Thailand สามารถตั้งราคา MG ZS EV ได้หวือหวาพอสมควร ขณะที่กุญแจเป็นแบบ Keyless Entry ทรงเดียวกันกับ MG HS / HS PHEV และรุ่นอื่น ๆ

เปิดประตูดูภายใน : ไม่ต่างจากรุ่นน้ำมัน แต่วัสดุดีกว่าชัดเจน
ภายในของ MG ZS EV หากให้เล่นเกมจับผิดอีกครั้ง ก็จะพบจุดที่แตกต่างได้ 3 จุดใหญ่

1. โทนสีภายใน จากรุ่นน้ำมันที่ตกแต่งเป็นสีดำสลับน้ำตาล มาเป็นสีดำล้วน ไม่ว่าจะเป็นตรงคอนโซล เบาะนั่ง และแผงข้างประตู อีกทั้งวัสดุที่ใช้อย่างหนัง หรือ พลาสติกที่ประกอบให้ผิวสัมผัสที่ดีกว่ารุ่นประกอบในไทย (หลังจากนั้นรุ่นปัจจุบันเวอร์ชั่นน้ำมันได้ปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น)

2.มาตรวัด ในรุ่นน้ำมันก่อนปรับโฉมคุณจะได้มาตรวัดแบบเรียบ ๆ พร้อมจอแสดงผลสีขาวดำอันมินิมอลมาก ๆ พอมาเป็นรถ EV ก็ได้ยกชุดไมล์ตัวเดิมทิ้ง แล้วจัดวางใหม่ให้อ่านง่ายขึ้นโดยยังคงเป็นแบบ 2 วงเหมือนเดิม แต่การวัดผลแตกต่างกันตรงวงขวาที่จะแสดงเรื่องของกำลังไฟที่ใช้ และสถานะการทำงานของมอเตอร์ อีกทั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ตรงกลางเป็นแบบจอสี ที่แสดงเรื่องการขับขี่และระบบการทำงานของชุดขุมพลังไฟฟ้า แถมแสดงระยะที่สามารถวิ่งได้ตามปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือ ที่คอยกดดัน เอ้ย! คอยบอกเพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบเพื่อที่จะได้วางแผนการขับขี่ได้ถูก ไม่แบตหมดจนต้องกินข้าวกับลิงเป็นเพื่อนกลางทาง

3.ชุดคอนโซลกลาง ที่ปรับเวอร์ชันใหม่กว่า ZS รุ่นปกติ (MY2015) พร้อมปรับฟีเจอร์ให้เข้ากับขุมพลังงานไฟฟ้า แม้ฟังก์ชันต่าง ๆ จะเหมือนกัน แต่! ส่วนที่แตกต่างจริง ๆ คือคันเกียร์ที่เปลี่ยนจากหัวเกียร์อันใหญ่ กลายเป็นแท่นวงกลมเพียงแค่หมุนอย่างเดียวก็สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ และเพิ่มอีก 3 ปุ่ม คือ MODE : โหมดการขับขี่ที่สามารถเลือกได้ 3 แบบ คือ Normal / Sport / Eco , KERS : ระบบหน่วงความเร็วพร้อมปั่นไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติทันทีที่ถอนคันเร่ง และปุ่มสุดท้าย Battery

ส่วนที่เหลือเหมือนกับ MG ZS รุ่นน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยผ่านคำสั่ง Hello MG อันลือลั่น ที่เวอร์ชันใหม่ทำได้ดีกว่า //แหงสิ รถออกมานานแล้ว แกพี่งมายืม!!// ขณะที่เบาะหลังมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง หุ่นไซซ์ XL ตอนต้น สูง 172 เซนติเมตร นั่งได้สบาย เบาะรองนั่งมีความนุ่มมาก ซึ่งเดาได้ว่า MG ต้องเซทเพื่อคนที่ใช้รถ EV เดินทางไกลอย่างจำเป็น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีที่พักแขนให้ ซึ่งถ้ามีจะช่วยลดความเมื่อยล้าได้ในระดับนึงจริง ๆ

ขุมพลัง
แม้ตัวรถจะไม่แตกต่างจาก ZS รุ่นปกติ แต่ไส้ในใช้คำว่าถอดยกชุดเพราะเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยมีรายละเอียดดังนี้

มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ส่งไปยังล้อคู่หน้า ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบไฟฟ้า Single Speed เชื่อมกับแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาด 44.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh)

สำหรับการชาร์จไฟ สามารถทำ 2 แบบหลักคือ

1.การชาร์จไฟแบบ AC Normal Charge ผ่าน Wall Box กำลังไฟ 7.2 กิโลวัตต์ ใช้เวลา 6.5 ชั่วโมง
2.การชาร์จไฟแบบเร็ว DC Quik Charge สามารถชาร์จได้สูงสุด 80 % ใช้เวลาเพียง 30 นาที

เห็นตัวเลขแล้ว แน่นอนว่ามันแรงและเร็วกว่า MG ZS รุ่นปกติชัดเจนชนิดไม่เห็นฝุ่น ด้วยการส่งกำลังที่พุ่งสู่ล้อโดยตรง ไม่ต้องรอรอบเหมือนเครื่องยนต์ ทันทีที่คุณเหยียบคันเร่งมอเตอร์จะตอบสนองทันที บางจังหวะมีอาการล้อฟรีให้สัมผัสจนระบบป้องกันลื่นไถล TCS จับไม่ให้รถเสียอาการ แรงถีบจากมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งตัวรถได้ถึง 130 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 10 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ ขณะที่การเร่งแซงถือว่าทำได้ไวและทันเท้ามาก ๆ เพียงกดคันเร่งลงไป มอเตอร์ไฟฟ้าจะบ้วนพละกำลังให้แบบไม่รีรอแล้วตัวรถก็พุ่งทะยานทันที ขณะที่เกียร์เนื่องจากเป็นระบบไฟฟ้าดังนั้นมันแทบจะไม่มีความรู้สึกการต่อเกียร์แต่อย่างใด เมื่อลองมาเทียบรถยนต์ EV ที่เราเคยนำมาทดสอบอย่าง Nissan Leaf พบว่าช้ากว่าราว ๆ 1 วินาที แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าทรงตัวรถมีลักษณะต้านลมกว่า สูงกว่า และแบกแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อให้ได้ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ไกลระดับ 300 กิโลเมตร แต่ภาพรวมสำหรับสมรรถนะของ MG ZS EV ถือว่าทำได้ดี ไม่ขี้เหร่ เหมาะสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องการความเร็วในการทำเวลาให้ถึงที่หมายทันจริง ๆ

จบพาร์ทสมรรถนะมาดูในส่วนการขับขี่กันต่อ พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) มีน้ำหนักเบากว่า MG ZS รุ่นปกติชัดเจน ควบคุมง่าย ไม่หนักมือจนเกินไป บรรดาสาว ๆ ออฟฟิศตัวเล็ก หรือ หนุ่มร่างใหญ่ก็สามารถขับได้ ขณะที่ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวทำได้ดีแต่ยังไม่คม ซึ่ง Nissan Leaf ทำได้ดีกว่า ขณะที่แป้นเบรก บางช่วงพอกดลงไปมีระยะลึกและยาวกว่าเบรกน้ำมัน แต่บางจังหวะทำได้กระชับกว่า แน่นอนว่าคนที่ขับรถยนต์ปกติอย่างผม สารภาพเลยว่าไม่ชินแต่ไม่ยากในปรับความคุ้นเคย ง่ายเสียด้วยซ้ำ แต่มีข้อสังเกตคือรถยนต์ที่ผมได้มามีระยะวิ่งแตะ 10,000 กิโลเมตร ดังนั้นจึงเป็นไปตามสภาพและคาดว่าน้ำหนักแป้นเบรกในล็อตใหม่จะมีความกระชับกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ในมุมมองผมกลับอยากให้แป้นเบรกมีน้ำหนักที่กระชับกว่านี้จะแฮปปี้และลงตัวมาก ๆ

ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นทอรชั่นบีม แต่ได้มีการปรับเซทความแข็งของโช้คอัพและสปริงใหม่เพื่อรองรับแบตเตอรี่และชุดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ในด้านการเข้าโค้งให้ความมั่นใจในระดับนึง เกาะถนนดี แต่หากจะเล่นบทบู๊ยัดโค้งในความเร็ว 110 กม./ชม. คุณจะพบความนุ่มเล็ก ๆ ส่วนการซับแรงสะเทือนตามพื้นถนน ถ้าสภาพถนนดี มีหลุมเล็กน้อย การเก็บแรงสะเทือนทำได้ดีแต่ถ้าเจอร่องถนนใหญ่ รถยังเอาอยู่แต่มีอาการแกว่งให้รู้สึกเล็ก ๆ โดยภาพให้ความมั่นใจได้ แต่ไม่เหมาะในการเล่นบทบู๊จริง ๆ

แม้ว่าการทดสอบรถยนต์ EV ของ Carsideteam จะยังไม่มีมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เนื่องจากสถานีชาร์จไฟในแต่ละแห่งมีการจ่ายไฟที่ไม่เท่ากัน แต่ถ้าจะพิสูจน์เรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ต้องดูในเรื่องการใช้งานจริง ซึ่งงานนี้มีการใช้งาน 3 รูปแบบ

แบบที่ 1 การเดินทางไปต่างจังหวัด
ในส่วนของการเดินทางข้ามจังหวัดนั้น ปลื้ม BellzonaNT ได้ลองมีโอกาสในการขับรถไปในโซนเขาใหญ่เพื่อพักผ่อนเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย ระยะทางนั้นเริ่มจากกรุงเทพวิ่งออกจาก สนามทดสอบ MGD ตรงถนนศรีนครินทร์ ระยะทางที่วิ่งได้บนจอโชว์อยู่ที่ 290 กิโลเมตร เปิดโหมด ECO และ KERS Level 2  ก่อนอื่นเริ่มจากแวะไปเอาของที่โซนประชาอุทิศ(ฝั่งธน) จากนั้นวิ่งออกจากคอนโดปลื้มขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วต่อเข้าส่วนของทางพิเศษอุดรรัถยาไปจนจบ แล้ววิ่งออกทางสระบุรีเพื่อเข้าโรงแรม The Peri Khao Yai ซึ่งมีที่ชาร์จของ EA ให้บริการไว้

การเดินทางจริงนั้นบอกได้ว่า ค่อนข้างเฉียดฉิวแต่ไม่ได้น่าเป็นห่วงเสียเท่าไหร่ จากระยะทาง 290 กิโลเมตร วิ่งตามสถานการณ์ด้านบนที่กล่าวไว้ ระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร ผมถึงโรงแรมเหลือระยะทางวิ่งได้อีก 30 กิโลเมตร โดยลักษณะการขับคือวิ่ง Cruise ความเร็วประมาณ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งกดทำเวลาช่วงก่อนถึงเขาใหญ่เล็กน้อย ถือว่าระยะเดินทางไป Route ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนในกรุงเทพนั้นถือว่าไว้ใจได้ มันจะชัวร์กว่านี้แน่นอนครับว่าคุณวิ่งถึงหากคุณไม่มัวพิลี้พิไลเอาของที่คอนโดก่อน เปลี่ยนเป็นการออกจากบ้านแล้วดิ่งไปเขาใหญ่แล้วอาจจะแวะเข้าห้องน้ำหรือซื้อกาแฟนิดหน่อยระหว่างทางก็ถึงเขาใหญ่ได้แบบชิว ๆ ครับ

แบบที่ 2 การใช้งานในเมือง
สำหรับการใช้งานในเมือง ถือว่าขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ สภาพการจราจรในช่วงที่คุณใช้งาน กรณีนี้นัทตี้เป็นผู้ทดสอบ เริ่มตั้งแต่รับรถจากปลื้มที่คอนโดแถวพุทธบูชา แล้วออกเดินทางขึ้นทางด่วนตรงวงแหวนกาญจนาภิเษก แล้วแวะกินข้าวกับเพื่อน ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าเมกะ บางนา โซนอีเกีย ซึ่งไม่มีสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ EV แต่อย่างใด ปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือคือ 85% จากนั้นเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิล์ด อันเป็นห้างที่มีสถานีชาร์จไฟรองรับอยู่ และสามารถจอดชาร์จได้ฟรี 3 ชั่วโมง โดยมีปริมาณแบตเตอรี่เหลือ 79% จึงจอดชาร์จไว้ แล้วเดินห้าง กินข้าวจนถึง 20.00 น. กลับมาที่รถอีกครั้ง พบว่าปริมาณแบตเตอรี่เต็ม 100% จากนั้นจึงส่งเพื่อน ๆ กลับบ้านตามสถานีรถไฟฟ้า BTS แล้วบรรจบที่รถยนต์มาอยู่กับผมโดยปริมาณแบตเตอรี่เหลือ 79%

แบบที่ 3 เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด
แบบสุดท้ายดูจะลุ้นระทึกพอสมควร และแบตเตอรี่ใกล้หมดในทีนี้ไม่ใช้ 10% แต่เป็น 5% สุดท้ายที่คุณจะสามารถวิ่งใช้งานได้ ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดและหาสถานีชาร์จผมจึงจำเป็นต้องปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อเพิ่มระยะทาง อย่างที่ผมประสบพบเจอกับตัวนั้นคือปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือในระดับที่สามารถวิ่งได้ 28 กิโลเมตร และผมต้องขับไปหาน้องปลื้ม BellzonaNT เพื่อส่งหมายต่อหาสถานีชาร์จไฟเร็ว (DC Chager) เพราะในรัศนีที่ผมอยู่ไม่มีแม้แต่ที่เดียว (เปิดแอปพลิเคชัน EA เจอ แต่ไปดูของจริงกลับใช้งานไม่ได้ What!?) ดังนั้นผมจึงต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. แล้ววิ่งขึ้นทางด่วน ข้ามสะพานพระราม 9 ที่ต้องใช้คำว่าลุ้นมาก ๆ บางช่วงต้องใช้ Cruise Control ค่อยควบคุมความเร็ว จนในที่สุดผมถึงคอนโดของน้องปลื้มอย่างปลอดภัยและมีระยะทางเหลือพอที่จะไปสถานีชาร์จไฟกระแสตรง (DC Charger)

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: SUV ไฟฟ้า ที่ใหญ่ แต่คล่องตัว ขับง่ายเกินคาด แต่เบรกแอบลึก ช่วงล่างหลังเด้งไปนิด และสร้างความมั่นใจในระยะยาวให้ได้

ต้องยอมรับความใจกล้าของ MG Thailand ที่ลุยตลาดรถยนต์ EV ส่วนนึงมาจากสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีทำให้สามารถทำราคาให้เอือมถึงได้ และได้รับความนิยมอย่างสูงจนครองเป็นอันดับ 1 กลุ่มรถยนต์ EV ประเทศไทย ทีนี้มีข้อดี ข้อเสียที่เราต้องสรุปอีกครั้ง หากคุณขี้เกียจอ่านอะไรยาว ๆ

ข้อดี
1. พละกำลังแรง : ความเป็นไฟฟ้า 100% การตอบสนองที่ทำได้เร็วกว่าเครื่องยนต์ชัดเจน ไม่ว่าจะออกตัวหรือเร่งแซง ดังนั้นใครที่ใช้รถน้ำมันแล้วมาขับคันนี้มีเหวอแน่นอน

2. พื้นที่สัมภาระ : ด้วยความเล่นง่ายของ MG ที่นำบอดี้ของ ZS รุ่นปกติ แล้วถอดเครื่องยนต์ เกียร์ ทิ้ง แทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่เก็บของทำได้มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในท้องตลาด (ในราคาไม่เกิน 2,000,000 บาท)

3. ช่วงล่าง (การซับรอยต่อถนน) : การซับรอยต่อถนนของ MG ZS EV ทำได้นุ่มกว่า ZS ปกตินิดหน่อย ทำให้รู็สึกนั่งสบายขึ้น ถือเป็นความแตกต่างที่สัมผัสได้

ข้อเสีย
1. พวงมาลัย : แม้จะมีน้ำหนักที่เป็นมิตรกว่า ZS รุ่นปกติ แต่การตอบสนองวงเลี้ยวยังทำได้ไม่แม่นยำ กระนั้นคงต้องรอรุ่นไมเนอร์เชนจ์เพื่อปรับน้ำหนักให้ลงตัวกว่านี้

2. ช่วงล่าง : หากคุณใช้รถยนต์คันนี้เน้นใช้งานทั่วไป ขับไม่เร็วมาก มันอาจจะทำให้คุณประทับใจและเพียงพอกับ Setting ของช่วงล่าง แต่ถ้าเป็นสายบู๊พร้อมบวกบรรดารถซิ่งวิ่งไม่ไป อาจต้องเพลาความดุเดือดของเท้าคุณลงมาหน่อย เพราะการยุบตัวของโช้คอัพในบางจังหวะไปในทางนุ่มนวลกว่า

3. ความคงทน : แม้ระบบไฟฟ้าของ MG มีความไว้วางใจได้ แต่ยังคงต้องแก้ปัญหาเรื่องชิ้นส่วนระบบต่าง ๆ ให้คงทนมากกว่านี้ หากแก้ไขจุดนี้ได้ ความเชื่อมั่นให้ของ MG กับลูกค้าชาวไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คันต่อคัน
แน่นอนว่า MG ZS EV มีค่าตัว 1,190,000 บาท และรถในพิกัดเดียวกันที่ใช้ขุมพลังไฟฟ้า 100% ในท้องตลาดตอนนี้ยังไม่มี ณ วันที่ปิดต้นฉบับ แต่กระนั้นที่น่าจับตามองที่สุดเห็นจะเป็นผู้เล่นรายใหม่อย่าง Great Wall Motor ที่เตรียมลงตลาดในเมืองไทยอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าต่อไป ส่วนค่ายอื่น ๆ คงต้องรอไปอีก 3-5 ปีเป็นอย่างเร็วสุด เราอาจจะได้เห็นรถยนต์ EV ที่มีระดับราคาถูกลงก็เป็นได้

หากจะพูดได้ว่า MG ZS EV ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยไว้มากพอสมควร และเป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยมีโอกาสได้ลองใช้และสัมผัสยานยนต์ไฟฟ้าในราคาเอื้อมถึง ถ้าถามว่า ณ ตอนนี้ควรซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไหม? หากคุณไม่กังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ (และสาธารณูปโภคบ้านเราที่ยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ) และคุณใช้งานอยู่ในเมืองเป็นหลัก คุณซื้อได้ครับ หากมีไปต่างจังหวัดไม่บ่อยแล้วละก็ คุณอาจจะต้องวางแผนคำนวณเส้นทางไปที่จุดชาร์จไฟระหว่างทางเพิ่มเข้าไป

แต่ถ้าไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ แนะนำว่า “ซื้อรถยนต์ Plug-in Hybrid จะดีกว่าครับ” ในระยะทาง 50-60 กิโลเมตรที่โหมดไฟฟ้าวิ่งได้ มันก็ทำได้ค่าน้ำมันลดลงไปได้เยอะพอสมควร แต่ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับความพร้อมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณแล้วละครับ หากจะรถยนต์คันต่อไปไม่จำเป็นต้องรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ และเมื่อถึงวันที่เปลี่ยนผ่านสำเร็จ

“อยู่ที่ตัวคุณแล้วครับว่า พร้อมจะครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าแล้วหรือยัง?”

 

ขอขอบคุณ
บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ : 12 เมษายน 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam