หากท้าวความไปเกิน 20 ปีที่แล้ว รถยนต์ Honda ที่สร้างกระแสเป็นพลุแตกจนเกิดกิจการซื้อ-ขายใบจองรถยนต์
คงหนีไม่พ้น Honda Civic ในรหัสตัวถัง EG หรือภาษาคนเล่นรถจะเรียกว่า “ซีวิค 3 ประตู”หรือ “แมลงสาป”
และเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นในยุคนั้น (ปัจจุบันวัยรุ่นยุคนั้นก็กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่หลายคนอยู่ในวัยผู้บริหารระดับสูง)

แต่เมื่อ Civic จำเป็นต้องขนาดตัวที่โตขึ้น รถที่มีคุณสมบัติในการใช้งานในชีวิตประจำ และสามารถนำไปทำรถแข่ง
ในรุ่นที่ไม่ได้ใช้งบมากนัก ก็เริ่มค่อยๆหายไป จนกระทั่ง……………….

ใช่ครับ การมาของ City Hatchback ที่เราได้รับมาคราวนี้ น่าจะเป็น “ทายาทอสูร” ที่ไม่ว่าจะเป็นรถบ้าน
ใช้งานทุกวัน เป็นรถขับเล่นกับเพื่อนฝูงในวันหยุด หรือจะรื้อทำรถแข่งก็ใช้งบประมาณไม่ทะยานฟ้า มันมีดีอะไร
ทำไมในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองแบบนี้ City Hatchback ถึงยังเป็นรถเก๋งเล็กที่ประชากรบนท้องถนน
เพิ่มขึ้นทุกวัน วันนี้ Carsideteam จะมาไขคำตอบให้ท่านผู้อ่านครับ รออะไร เลื่อนลงมาด้านล่างเลยครับ

ภายนอก : City Sedan ที่เพิ่มประตูท้าย ดูดีมีสไตล์(ที่ยังไม่ลงตัว)

มิติรถ
ยาว : 4,349 มิลลิเมตร
กว้าง : 1,748 มิลลิเมตร
สูง : 1,488 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ : 2,589 มิลลิเมตร
ระยะต่ำสุดถึงพื้น : 135 มิลลิเมตร
น้ำหนัก : 1,179 กิโลกรัม
ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร

ด้านหน้า เหมือนกับ City Turbo Sadan ก็คงไม่ผิดนัก สำหรับสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น S+และ SV มีดังนี้ครับ
– ไฟหน้าแบบ LED พร้อม DRL (Daytime Running Light) พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
– กระจังหน้าสีดำเงา กัดลาย Carbon Fiber พร้อมโลโก้ RS สีแดง
– กระจกมองข้ามสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
– ช่องดักลมด้านล่างกัดลาย Carbon Fiber
สำหรับความสว่างของไฟหน้านั้น ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่า โคมแบบ Halogen ในรุ่น S+ หรือ SV
ยังสว่างเมื่อเจอสภาพแสงที่หลากหลาย เช่น เมื่อมีไฟส่องถนน หรือไฟหน้ารถคันอื่นบนท้องถนนขับสวน
ซึ่งในบางจังหวะ อาจจะต้องยกไฟสูงบ้างเพราะมองไม่เห็นจริงๆครับ

ด้านข้าง สิ่งที่ไม่เหมือนรุ่น S+ และ SV คือล้อแม๊กขนาด 16 นิ้วลายเดียวกับ City Turbo Sedan RS
แต่เปลี่ยนจากสีเงินตัดดำ เป็นสีดำเงา สวมยาง Yokohama BlueEarth 185/55R16 สำหรับสายซิ่ง
ที่ชอบล้อขนาด 15 นิ้วอาจจะขัดใจไปซักนิด แต่เมื่อตัวรถได้ล้อและยางขนาดนี้ ทำให้มิติรถดูเด่นกว่า
อย่างชัดเจนและลงตัว สำหรับคนที่ไม่คิดจะนำไปตกแต่งเพิ่ม


ด้านหลัง มาพร้อมไฟเบรกแบบ LED ทรงตัว U ยาวจากตัวรถรับไปถึงบริเวณฝาท้าย
แต่ไฟเลี้ยวและไฟถอย ยังคงเป็นหลอดไส้ปกติ แต่สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นอื่นคือ โลโก้ RS สีแดง
ที่ติดอยู่บริเวณด้านหลังขวาของตัวรถ และกันชนที่มี Diffuser ลายกัด Carbon Fiber เพิ่มความซิ่ง
ให้พอหอมปากหอมคอ
เมื่อทำการดูเส้นสายรอบคันแล้ว เสน่ห์ของ Honda ในยุคก่อนหน้า เช่น Jazz GE (Gen2)
Honda City GM6 ที่สวยกลมกล่อมทั้งคันนั้นหายไป เหมือนกับการแปะส่วนต่างๆที่คิดว่าสวย
มารวมกัน แต่ไม่ได้ขัดเกลาให้ดูสวยและกลมกล่อมจนลงตัวทั้งคัน ตรงนี้ ควรเก็บไปเป็นการบ้าน
ข้อใหญ่สำหรับทาง Honda ถ้าเส้นสายของตัวรถสวยจบกว่านี้ จากที่ขายดีอยู่แล้ว จะดีขึ้นไปอีกครับ

ภายใน : ยกมาจาก City Sedan มาหมด แต่ครบเรื่องประโยชน์ใช้สอย 

สำหรับภายในของ City Hatchback Turbo นั้น ทุกอย่างยกมาจาก City Sedan ก็คงไม่ผิดนัก
สำหรับสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น S+ และ SV มีดังนี้
– เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังกลับ Suede สลับผ้า ตกแต่งด้วยแถบสีแดง
– แป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
สำหรับโดนการตกแต่งและสัมผัสของวัสดุนั้น ถือว่าทำได้ระดับต้นๆของกลุ่ม ทั้งตะเข็บฝีเย็บของ
พวงมาลัย แผงข้างประตูที่ทำออกมาได้ดีเมื่อเทียบกับราคารถ ตรงนี้ดีและขอให้รักษาคุณภาพของวัสดุ
แบบนี้ไว้จะดีมากครับ

มาตรวัดเรืองแสง Optitron สีแดง เป็นอีกสิ่งที่สงวนไว้ให้กับรุ่น RS แต่แบบ Font เหมือนกันทุกรุ่น
สำหรับขนาดและการวาง Font นั้น ถือว่าทำได้ดีและมองได้อย่างชัดเจน ส่วนใครว่าคุ้นตา ไม่แปลกครับ
มันคือหน้าปัด Honda Brio รุ่นปัจจุบัน (ที่ไม่ได้ขายในไทย) นั้นเองครับ ในรุ่น SV และ S+ จะเรืองแสง
ด้วยแสงสีขาวครับ

หน้าจอเครื่องเสียงระบบสัมผัส Advanced Touch ขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมลูกเล่นมากมายดังนี้
– รองรับระบบ Apple Car Play / Android Auto
– รองรับการเชื่อมต่อ Smart Phone
– รองรับการสั่งงานด้วยเสียง SIRI
– ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง
– กล้องมองภาพขณะถอยจอด ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ
– ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT (เฉพาะรุ่น RS)
– สั่งการทำงานของรถยนต์ ล็อค – ปลดล็อค
– สั่งสตาร์ทรถยนต์
– สั่งเปิดสัญญาณไฟ
– แสดงพิกัดตัดรถ Find My Car (เฉพาะรุ่น RS)
– ลำโพง 8 ตำแหน่ง

สำหรับการเชื่อมต่อ หาใช้งานผ่านระบบ Bluetooth จะค่อนยากยุ่งยากและต้องทำการ Paring หลายรอบ
จนเซ็งๆ ส่วนการใช้งานต่อกับโทรศัพท์ผ่านทั้ง Apple Car Play หรือ Android Auto นั้น ทำได้สะดวกกว่า
คุณภาพของเสียงนั้น ก็ต้องพูดกันตรงๆว่า “มีไว้ฟังแก้เหงา”เพราะคุณภาพเสียงนั้น แห้ง บาง โทนเสียงออกไปทาง
กลางๆ แบนๆ ไม่มีมิติแต่อย่างใด

ส่วนการใช้งานกล้องมองหลังนั้น ก็เรียกว่า “มีไว้คุย”เสียมากกว่า เพราะคุณภาพของภาพนั้น ค่อนข้างแย่
หากเจอสภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ใช้กระจกมองหลังและกระจกมองข้างเล็งช่องจอด ยังชัดเจนเสียกว่าครับ

ถัดลงมาเป็นสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ มาพร้อมกับระบบ Auto นี่น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของรถคันนี้
ไม่ว่าจะสัมผัสในการใช้งาน คุณภาพของวัสดุที่ดูดีเกินราคารถ และใช้งานง่าย ไม่ได้ดูเข้าใจยากนัก
เพราะอะไรเหรอครับ เนื่องจากสวิตช์ลูกบิดแอร์นี้ ยกมาจาก Honda Jazz รุ่นล่าสุด(ที่ไม่ได้ขายในไทย)
อีกเช่นกัน (เอาน่า อย่าน้อยใจ อย่าน้อยไม่มาทั้งคัน สวิตช์แอร์มาก็ยังดีครับ)

เบาะคู่หน้า ในรุ่น RS ใช้เบาะหนังตัดสลับกับผ้าที่ให้ผิวสัมผัสเหมือนหนังกลับ ให้สัมผัสที่ดี
ตัวรองนั่ง ไม่ยาวและสั้นจนเกินไปสำหรับผม (ส่วนสูง 172 รอบเอว 32) ตัวพนักพิงโอบสีข้างได้พอดี
แต่ครับ ใช้ว่าจะดีไปทุกจุด สิ่งที่คนนั่งแล้วชอบเอาศรีษะพิงหมอนรองต้นคอนั้น อาจจะไม่ชอบพนักพิงศรีษะ
เพราะฟองน้ำพนักพิงศรีษะไม่ใช่เนื้อแน่น แต่แข็งมาก หากทำให้นิ่มซักนิด ก็จะนั่งสบายเลย

สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ตัวเบาะมีการตกแต่งหนังแบบเดียวกับเบาะคู่หน้าไม่มีผิด สำหรับพื้นที่เหนือ
ศรีษะนั้น คนที่สูงเกิน 175 ซมขึ้นไป อาจจะลำบากสำหรับการนั่งโดยสารเพื่อการเดิน หากต้องนั่งจริงๆ
อาจจะต้องเอนตัว ซึ่งเกิดอาการปวดเมื่อยขณะเดินทางไกลอย่างแน่นอน พื้นที่บริเวณขา เป็นส่วนที่ออกแบบ
ขนาดมาได้ค่อนข้างพอดี ตัวรองนั่งมีความสูงกำลังดี แต่อาจจะสั้นไปซักนิดสำหรับคนขายาว
พนักพิงหลัง มีความชันพอสมควร หากเอนไปได้อีก 2-3 องศา จะสามารถรองรับสรีระการนั่งได้พอดีกว่านี้
พนักพิงศรีษะ เตี้ยไปสำหรับการหนุน แต่จุดนี้ก็เข้าใจดีกว่า หากสูงกว่านี้ ด้วยขนาดรถที่เล็ก อาจส่งผล
ต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ของผู้ขับที่ครับ

ในการเข้า-ออกตัวรถ ทุกรุ่นจะมาพร้อมกุญแจแบบ Smart Key พร้อมระบบ Smart Entry ที่สามารถ
เปิดรถด้วยการสอดมือลงไปในมือเปิดประตูรถ และปิดโดยการแตะสัญลักษณ์ 3 ขีดที่บริเวณมือเปิดประตู
สะดวก ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเรื่องที่ดีที่ทาง Honda ใส่มาในทุกรุ่นย่อย ซึ่งเหมาะกับสุภาพสตรี
ที่ทุกอย่างจะใส่อยู่ในกระเป๋าถือ สามารถเปิด-ปิดรถได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องล้วงหากุญแจครับ

เครื่องยนต์ : เหมือนกับ City Sedan ทุกประการ

เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 988 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.0 x 78.7 มิลลิเมตร
กำลังอัด 10.0 : 1 ระบบแปรผันวาล์ว ทั้งแบบ VTEC และ Dual VTC พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ
และอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยของเหลว
ให้กำลังสูง 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT อัตราทดดังนี้
เดินหน้า 2.544-0.402 : 1
ถอยหลัง 2.726-1.543 : 1
อัตรทดเฟืองท้าย 4.992 : 1
ก่อนจะพูดถึงความรู้สึก มาดูตัวเลขกันก่อนครับ

สำหรับการตอบสนองนั้น เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรพร้อมเทอร์โบ ใครบอกว่าไม่แรง เมื่อเทียบขนาดรถแล้ว
ต้องบอกว่า “เหลือใช้”ครับ เพราะกำลังเครื่องยนต์มาตั้งแต่แตะคันเร่งลงไป เทอร์โบก็พร้อมติดบูสต์และ
เดินความเร็วไปได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อความเร็วพ้น 140 กม./ชม.ขึ้นไป รถจะเริ่มเดินช้าลง
และสามารถไต่ไปได้แตะ 200 กม./ชม. ได้ แต่อาจจะใช้เวลาพอสมควร (แต่ด้วยตัวรถแล้ว ไม่แนะนำ
ให้ขับขี่แบบนั้น) เกียร์ CVT ทำงานได้อย่างทันใจ อาจมีอาการอมแรงบิดบ้าง แต่ก็ไม่ได้อมช้าแล้วคายเหมือน
Almera Turbo และหากท่านเป็นคนเท้าหนัก การย่ำคันเร่งหนักบ่อยๆ อาจทำให้ชุดเกียร์ CVT อายุการใช้งานสั้น
เพราะรถทดสอบคันนี้ที่เรารับมานั้น เพิ่งวิ่งไปเพียง 5000 กม.โดยประมาณ ก็เริ่มอาการเสียงหอนขณะยกเร่งบ้าง
เป็นครั้งราว ซึ่งหากท่านต้องการซื้อมาใช้ ขอให้ดูแลรักษาโดยใช้งานแบบถนอม และไม่ใช้คันเร่งหนักๆ บ่อยครั้ง
เพื่อยืดอายุการใช้งานระยะยาวครับ

ช่วงล่าง : ใช้งานปกติตัวจบ ความเร็วสูงหาโช๊คเทพๆคบดีกว่า

สำหรับ City Hatchback ใช้ช่วงล่างหน้าแบบแม๊คฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมโช๊คอัพและสปริง สำหรับการซับแรงสะเทือนจากผิวถนน
ในความเร็วต่ำและใช้งานในเมือง สามารถเก็บรอยต่อถนนและลูกระนาดได้ดี มีตึงตังเล็กน้อย
แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และค่อนไปทางดี บนความเร็วสูง หากใช้ความเร็วเกิน 140 กม./ชม.
เริ่มมีอาการส่ายให้รู้สึกได้ และเมื่อความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ อาการย้วยและส่ายข้างออกอย่า่งชัดเจน
หากท่านเป็นคนขับรถด้วยความเร็วสูง การหาโช๊คอัพดีๆซักชุด น่าจะจบสำหรับคนที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง

พวงมาลัย เป็นแบบ Rack&Pinion ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า รัศมี 5 เมตร ในความเร็วต่ำและการใช้งานในเมือง
สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัวและน้ำหนักเบา บนความเร็วสูง การเปลี่ยนเลนในแบบกระทันหัน สามารถควบคุม
ได้ดั่งใจ และมี On Center Feeling ที่ดี แต่น้ำหนักขณะขับขี่บนความเร็วสูงอาจจะเบาไปซักนิด แต่ภาพรวม
อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ

ระบบเบรก หน้าเป็นแบบ Disc Brake พร้อมจานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อน และด้านหลังเป็นแบบ
Drum Brake ระบบเบรก นับเป็นจุดเด่นของ City Hatchback เลยก็ว่าได้ เพราะระยะฟรีของแป้นเหยียบ
ที่กำลังดี น้ำหนักไม่มาก บนความเร็วต่ำแตะเบาๆก็อยู่เลย บนความเร็วสูง ถึงแม้ว่าจะมาด้วยความเร็ว
140-180 กม./ชม. แล้วเบรกติดๆกันหลายรอบ อาการ Brake Fade แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งผิดกับผู้พี่
อย่าง Honda Civic ที่เบรกหนักๆติดกัน 1-2 ครั้ง ก็มีอาการ Brake Fade จนน่ากลัว ตรงนี้ขอชมจากใจครับ

ระบบความปลอดภัย : มาครบ จบ(เกือบ)ทุกความต้องการ

ถึงแม้ว่า City Hatchback จะออกมาตอบโจทย์สายแต่ง สายวิจัยหาความแรง แต่เรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัย
ก็ใส่ใจให้มาแบบเต็มที่ดังต่อไปนี้ครับ
– ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
– ระบบกระจายแรงเบรก EBD
– ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
– สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS
– ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติ Auto Door Lock by Speed
– ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า-ด้านข้าง-ม่านนิรภัย)
– ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า
– ระบบสัญญาณกันขโมย
– ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
– จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX

มาดูอัตราสิ้นเปลืองของ Honda City Hatchback เรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.6  กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.60 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.17 กม./ลิตร<<

แม้ตัวเลขจะกินกว่า Honda City Turbo 4 ประตู ถึง 1.36 กม./ลิตร ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานจริงตัวเลขเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ 11.7 กม./ลิตร ส่วนน้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งไกลประมาณ 600 กม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล


รวบให้ฟังหลังขับ
: ไม่อร่อยสำหรับคนชอบซิ่ง แต่กลมกล่อมกำลังดีที่คนทั่วไปชอบ

จากหัวข้อสรุปนั้น ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับ Honda City Hatchback RS
ที่สมถรรนะบางอย่างนั้น อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ต้องการรถที่ขับดีแล้วจบโดยไม่ต้องการการปรับแต่งเพิ่ม
แต่หากท่านเป็นคนที่ต้องการรถขับจากจุด A ไป B หรือมือซนเอาไปทำต่อ ส่วนดีเสียอย่างไร เลื่อนลงมา
ด้านล่างครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.กำลังเครื่องยนต์ที่แรงเกินตัว
ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องยนต์เพียงแค่ 1.0 ลิตรที่มีเทอร์โบในยุคปัจจุบัน จะสามารถให้กำลังและการตอบสนองเทียบเท่า
เครื่องความจุ 1.8 ลิตรแบบไร้ระบบอัดอากาศ ที่กดเป็นมา และขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน รวมทั้งอัตราสิ้นเปลือง
เฉลี่ยใช้งานปกติหากไม่ได้ไปเร็วมา ก็อยู่ที่ 15-16 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าดีเกินคาด เมื่อเทียบกับกำลังที่ให้

2.เบาะหลังที่สามารถพับราบได้ 
สำหรับคนที่ซื้อรถ 5 ประตูนั้น จะเน้นอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ไม่ว่าจะทำกิจกรรม หรือเริ่มมีกิจการเล็กๆ
ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้รถกระบะในการบรรทุก ดังนั้น เบาะ Ultra Seat คู่หลังที่สามารถพับราบได้
จึงเป็นอีกข้อดีที่สามารถเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุก เพื่อใช้รถไปทำกิจกรรมที่นิยมในปัจจุบัน เช่น ปั่นจักรยาน
ขน Surfskate หรือของแห้งเพื่อไปจากบ้านหรือตึก ไปส่งของที่บริษัทขนส่งหรือเปิดท้ายขายของได้อย่างสบายๆ

3.ระบบเบรก ที่ดีเกินหน้ารุ่นพี่ 
บางท่านที่ทดลองขับแล้ว อาจจะรู้สึกประทับในจุดนี้ และเชื่อว่าท่านที่เป็นเจ้าของ Civic FC หรือ FK ต้องมี
มองค้อนแน่นอนว่า ทำไม City ทั้ง Sedan และ Hatchback ถึงมี Feeling ในเรื่องเบรกที่ดีและอาการ Brake
Fade น้อยกว่ามากๆ ทั้งที่เบรกหลังเป็น Drum Brake ที่ถึงจะเบรกหนักติดๆกัน ก็ยังสามารถทำงานได้ดี
แต่ถ้าหากจะเอาไปวิ่งสนาม ยังไงก็คงต้องมีการ Upgrade แน่นอน แต่เชื่อว่า จากที่ดีอยู่แล้ว จะดีขึ้นแน่นอน

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ระบบ Infotainment ที่มีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อและคุณภาพของภาพที่แสดงบนจอไม่ดีนัก
แน่นอนว่า พอเป็นรุ่น RS อุปกรณ์ระบบความบันเทิงและอำนวยความสะดวก ต้องมาแบบจัดเต็ม แต่ในการใช้งานจริง
กลับพบปัญหาตั้งแต่รับรถตั้งแต่เรื่อง Bluetooth ต่อติดแล้ว แต่ไม่แสดงผลขึ้นหน้าจอ เมื่อลองลบแล้วต่อใหม่
ก็ยังพบอาการนี้คราว 2-3 ครั้ง กว่าจะใช้งานได้ ซึ่งไม่ทราบว่าตรงนี้เกิดจากอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พบใน City Sedan ที่ใช้ระบบความบันเทิงแบบเดียวกัน แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าความคมชัดของกล้องถอยหลังที่แสดงผลบนหน้าจอ
แน่นอนว่า คนที่ขับรถมานานระดับนึง ของพวกนี้กับรถขนาดนี้ แทบไม่มีความจำเป็น แต่สำหรับคนที่จ่ายเงินซื้อซื้อความมั่นในในการขับขี่ โดยเฉพาะเวลาถอยจอดเข้าที่แคบ มันจำเป็นมากๆ อยากให้พัฒนาตรงนี้ จะดีมากครับ

2.ช่วงล่างบนความเร็วสูงที่ลดทอนความมั่นใจ  
จริงอยู่ที่ City Hatchback ปรับแต่งช่วงล่างให้เน้นไปทางขับขี่ในชีวิตประจำวัน แต่จากกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ซื้อไป
ด้วยความแรงของเครื่องยนต์ จึงทำให้การขับขี่บางคนไปด้วยความเร็วสูง หากต้องมีการเปลี่ยนเลนเร็วๆ หรือขับขี่
แบบทำเวลาบนท้องถนน ช่วงล่างที่ค่อนข้างย้วยบนความเร็วสูง ทำใหลดความมั่นใจไปมากพอสมควร
ซึ่งตรงนี้ Mazda 2 ยังคงทำได้ดีในกลุ่มจนถึงตอนนี้ หากปรับปรุงได้ จะดีมากครับ

3.ไฟหน้าของรุ่น RS ที่สวยแต่ใช้งานจริงมีเหนื่อยใจ
ความสวยงามของไฟหน้าแบบ LED ของรุ่น RS นั้น ยอมรับว่าสวยและดูดีมีราคา แต่หากถามถึงประสิทธิภาพ
ในการทำหน้าที่นั้น ต้องเรียนตรงๆว่า ไฟหน้าแบบ Halogen ที่มี Projector ของรุ่น S+ และ SV นั้น
ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับให้ความสว่างในสภาพแสงที่แตกต่ากกันมากๆได้ดีกว่า และมีสำแสงที่ไกลกว่า
สวยก็ดีครับ แต่แพงแล้วก็ควรปรับในเรื่องการใช้งานในดีกว่านี้ จบเลยครับ

คันต่อคัน

เมื่อ Honda City Hatchback 1.0 Turbo RS ราคา 749,000 บาท
ขวัญใจนักซิ่งคนใหม่ของวงการถซิ่งและรถสนาม ต้องมาเจอคู่แข่ง 5 ประตู จะมีใครบ้าง

1. Mazda 2 Hatchback 1.5 Turbo XDL 6 A/T ราคา 799,900 บาท
ทั้งด้านการขับขี่ และกำลังเครื่องยนต์ เป็นคู่แข่งที่สูสีที่สุดในกลุ่ม ทั้งช่วงล่าง พวงมาลัย
เบรก ที่ไปได้ดั่งใจสั่ง กำลังเครื่องยนต์ที่แรงบิดท่วมท้น แต่ความเร็วปลายด้วยความเป็นเครื่องดีเซล
อาจจะมีเหี่ยวไปบ้าง แต่ถึงกระนั้น หากไม่นับว่า Mazda 2 โฉมนี้ เข้าสู่ปลายอายุตลาดแล้ว
ก็คงจะเป็นพื้นที่ห้องโดยสารที่แคบกว่า City Hatchback ที่ตอบโจทย์ในความอเนกประสงค์
และปัญหาอาการน้ำดัน ที่เกิดจากความร้อนสะสมบริเวณฝาสูบเนื่องจากการ Regeneration DPF
ที่ยังหาสาเหตุไม่เจอ เลยทำให้ยอดขายลดลง และกองไปอยู่กับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเสียมากว่า

2. Toyota Yaris 1.2 Sport Premium ราคา 679,000 บาท
ผู้แอบกินเงียบๆ อาจจะมีการนำสาวๆไอดอลอย่าง BNK48 มากระตุ้นตลาดให้กับโอตะทั้งหลาย
แต่ด้วยความทนทาน อาการจุกจิกน้อย ภายในตัวรถที่กว้างขวาง จึงทำให้ยอดขายอยู่หัวตารางกลุ่ม
ทั้งที่เครื่องยนต์ไม่ได้ตอบสนองทันใจ ช่วงล่างที่เน้นขับขี่ปกติเสียมากว่า เป็นรถตัวเลือกแรกๆ
ที่นึกถึงกัน ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่อง Software เครื่องยนต์ที่ดับกลางอากาศ หรือสตาร์ทเครื่องไม่ติดบ้าง
แต่ก็สามารถดับไฟปัญหาได้อย่างรวดเร็วและไม่ลามทุ่ง

3. Suzuki Swift 1.2 GLX CVT ราคา 629,000 บาท
หากเป็นแกงซักหม้อนึง Suzuki Swift อาจจะไม่ใช่แกงที่อร่อยที่สุด แต่เป็นแกงที่ปรุงมาอย่างกลมกล่อม
ที่สุดในกลุ่ม ไม่ว่าจะเรื่องกำลังเครื่องยนต์ที่อาจจะไม่ได้แรงมาก แต่ไม่ต้องลุ้นแบบ Yaris ช่วงล่าง
พวงมาลัย เบรก สมถรรนะเข้าใกล้ Mazda 2 แต่ไม่จำเป็นต้องทิ้งพื้นที่ภายในห้องโดยสาร แต่ในความกลมกล่อม
ก็ยังมีเรื่องเกียร์ ถึงแม้อาการหอนจะลดลงจากรุ่นเดิม แต่ก็ยังพบบ้างในบางคัน แต่หากใครกังวลค่าใช้จ่าย
ในการบำรุงรักษา Suzuki ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการเข้าศูนย์เพื่อซ่อมบำรุงและเช็คระยะถูกกว่าอู่นอกและรถยี่ห้อในตลาดพอสมควร

4.Nissan Note 1.2 VL CVT ราคา 595,500 บาท
หนึ่งใน”เดอะแบก”ของ Nissan ที่ทั้งช่วงล่าง เบรก พวงมาลัย ก็ให้การขับขี่อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ด้วยขนาดรถ
ไม่สัมพันธ์กับเครื่องยนต์ที่ใส่อยู่ จึงทำให้หลายท่าน หนีจาก Note ทั้งที่ในด้านการขับขี่และขนาดห้องโดยสาร
ที่เรียกได้ว่า “กว้างที่สุด”ในกลุ่มเดียวกันเลยก็ว่าได้ ยังไม่นับเรื่องจุกจิกของตัวรถที่มีประปราย แต่ในเคสล่าสุด
คือดีลเลอร์แอบนำรถ Display Car มาวนขายโดยไม่ได้แจ้งลูกค้าล่วงหน้า ซึ่งไม่ว่าจะเรื่องตัวรถ และการจัดการ
ระบบดีลเลอร์ Nissan อาจต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรในการปรับ เพราะหากถามในเรื่อง Product เองนั้น
ปัญหาที่เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์เอง มีบ้างแต่ไม่ได้เยอะจนน่าตกใจ และ Option ที่ใส่นั้น ก็เรียกว่าเกินราคารถ

บทส่งท้าย : เมื่อสมถรรนะนำคุณภาพไปไกล ความใส่ใจการผลิตก็สำคัญ
จริงอยู่ที่วันที่บทความนี้ออกไปแล้ว ยอดขายของ City Hatchback ก็อยู่ในยอดขายอันดับ 1 ทั้งที่
สถานการณ์ของประเทศและทั่วโลกอาจไม่เหมาะกับการซื้อสินค้าทนซักเท่าไรนัก แต่ด้วยทั้งหน้าตา
(ที่บางคนว่าสวยดี) การขับที่ไม่ได้แย่ และท้ายสุด สามารถนำมาปรับแต่งเพื่อใช้งานการแข่งขัน
ก่อนบทความนี้จะออกนั้น ผมเองก็เป็น 1 ในบุคคลที่โดนคนรอบตัว ยุยงปลุกปั่นให้ซื้อ City Hatchback
แต่ด้วยหน้าที่การงาน ณ ปัจจุบัน ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงาน Aftermarket ของสายรถยนต์แล้ว เลยหา
เหตุผลให้ซื้อค่อนข้างยากพอควร

ถึงกระนั้น คุณงามความดีของตัวรถ กลับโดนคุณภาพในการผลิตแย่งซีนไป จนทำให้เกิด Defect ร้องเรียน
กันพอควรสมควร และกระทบกับยอดขายที่ทำท่าจะเป็น “ความหวัง”ของคน Honda ที่ตั้งใจช่วยกันพัฒนา
ในทุกส่วนในรถรุ่นนี้ มีสมถรรนะในการขับขี่ควบคู่กับราคาที่สมเหตุสมผลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เช่นเรื่องสนิมตามตะเข็บตัวถังรถ เท่าที่ทราบว่า ทาง Honda ได้มีการปรับปรุงระบบการทำสีตัวถังรถ
เพื่อลดต้นทุนบางส่วน จนผิวสีของตัวรถบางลงอย่างชัดเจน ตรงนี้ ก็อยากให้ทาง Honda ทบทวนเรื่องนี้
ถึงแม้กลุ่มลูกค้าส่วนนึง อาจจะเอาไปปรับผิวสี และทำสีใหม่เป็นสีลูกกวาดตามรถซิ่งที่นิยมในปัจจุบันก็ตาม
แต่อยากให้มองถึงลูกค้ากลุ่มปกติที่เป็นคนใช้งานรถทั่วไป หากรถสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
เชื่อว่ายอดที่หายไป จะเริ่มกลับมาอย่างแน่นอน

ถึงเป็นหัวหาดของกลุ่ม ท้ายหาดเองก็สำคัญนะ


ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : PunTam
ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 29 พฤษภาคม 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam