[First-Check Drive] Mitsubishi Xpander : พ่อบ้านสายชิลในเรือนร่างที่ดุดัน

2,611

ตั้งแต่ Mitsubishi ถูก Nissan ซื้อไปในปี 2016 ทำให้แผนการตลาดนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร
เนื่องจากระยะนี้ค่ายดังกล่าว บุกตลาด SUV กันอย่างสนุกสนานชนิดที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน ทว่า
แต่ละรุ่นกลับไม่มีโอกาสมาทำตลาดในบ้านเรา (ณ เวลานี้) แม้แต่รุ่นเดียว ไม่ว่าจะเป็น Eclipse Cross
Pajero PHEV รวมไปถึง Outlander อีกด้วย

จนถึงช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมา Mitsubishi ประกาศจะทำตลาด Crossover ขนาดเล็กสำหรับตลาด
กำลังพัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งจะประกอบในประเทศอินโดนิเซียโดยใช้ชื่อว่า Xpander นั่นเอง..

(ภาพบนเป็นรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ขายในประเทศจีนและไต้หวันชื่อ Freeca เอามาจากเวป Chinaautoweb.com
ภาพล่างซ้ายเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์เวอร์ชั่นเวียดนามในชื่อ Jolie ภาพภายในเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ขายใน
ฟิลิปปินส์ชื่อ Adventure)

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Mitsubishi จะทำตลาดรถแนวนี้ในภูมิภาค Asean ซึ่งต้องย้อนเวลากัน
ไปถึงปี 1997 เลยทีเดียวโดยปีนั้นได้เปิดตัวมินิแวนทรงสูง ราคาไม่แพงสำหรับทำตลาดแถบนี้โดยเฉพาะ
และมาในสารพัดชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Freeca ในไต้หวัน/Kuda ในอินโดนิเซีย/Jolie ในเวียดนาม (ชื่อรถหรือนั่น)
Adventure ในฟิลิปปินส์ ซึ่งตัวรถทำมาแข่งกับคู่แข่งเจ้าตลาดอย่าง Toyota Kijang โดยเฉพาะ

ในระยะแรกๆยอดขายถือว่าพอไปได้ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มแผ่ว เพราะคู่แข่งอย่าง Kijang ได้อัพเกรดตัวเอง
ไปเป็น Innova ซึ่งทันสมัยกว่าเดิมมาก และคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Nissan Livina ยังตามมาห่างๆ ทำให้ต้อง
มีการอัพเกรดตัวเองครั้งใหม่เป็น Fuzion หรือ Zinger ในบางประเทศ (นี่มันยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชัดๆ)

หน้าตาภายนอกของ Fuzion/Zinger ดูร่วมสมัยขึ้น แม้จะดูมีความเป็นกล่องบ้าง แต่ภายในออกแบบ
ค่อนข้างแหวกแนวมาก (แม้จะมีบางชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกับ Triton และ Pajero Sport ได้ก็ตาม)
ถึงกระนั้น ต่อให้จะปรับให้ดีขึ้นทุกด้านแต่รุ่นดังกล่าวก็จำกัดการทำตลาดแค่จีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์เท่านั้น

หลังจากนั้น Mitsubishi ก็ห่างจากทำตลาดกลุ่มนี้มาหลายปี ล่าสุด Mitsubishi เกิดอยากจะลองกลับมา
ทำตลาดในกลุ่มนี้อีกสักครั้ง เริ่มจาก ส่งรถต้นแบบ XM Concept มาอวดโฉมตามประเทศต่างๆ
(รวมถึงประเทศไทยด้วย) หลังจากนั้นมาเกลาเส้นให้เข้ากับปัจจุบัน และขายในชื่อ Xpander นั่นเอง

หน้าตาภายนอก ถูกออกแบบภายใต้ธีม Dynamic Shield อันเป็นเอกลักษณ์ประจำค่าย สิ่งที่เตะตาจุดแรกคือ
ไฟหน้า หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยมาจาก Nissan Juke ในเรื่องตำแหน่งที่อยู่ในกันชนหน้า โดยไฟหรี่และ
ไฟส่องสว่างเวลากลางวันอยู่ด้านบนเป็นแบบ LED แต่ไฟสูง ไฟต่ำ และไฟเลี้ยวเป็นแบบมัลติรีเฟลคเตอร์
โคมฮาโลเจนอยู่ด้านในกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกหน้าในรุ่น GT

ด้านข้างมีเส้นสายคลายกับรถต้นแบบอย่าง XM Concept และอีกหลายในรุ่นๆ อาทิ Outlander
Eclipse Cross เป็นต้น พร้อมลากเส้นสีดำเล็กๆจากกระจกตอนหลังเพื่อให้เชื่อมต่อกันตามแนวทาง
การออกแบบของรถสมัยนี้ กระจกมองข้างออกแบบตัวฐานให้อยู่ในประตู ซึ่งอาจจะดูขัดตาเล็กน้อย
แต่พอพอไปด้วยกันได้ และรุ่น GT ยังมีการเสริมโครเมียมบริเวณชายล่าง มือเปิดประตู และคิ้วกระจก
ซึ่งทำให้ตัวรถดูดีขึ้นมาพอสมควร ส่วนล้ออัลลอยในรุ่น GT มาพร้อมกับลาย 5 ก้านใหญ่ + เล็ก
ขนาด 16 นิ้วพร้อมยางขนาด 205/55 R16 ที่มีการปัดเงาบริเวณก้านให้ดูสวยงาม ขณะที่รุ่น
GLS Limited จะลดเหลือ 15 นิ้วลาย 10 ก้านที่ดูธรรมดากว่าประมาณนึง พร้อมยางขนาด 185/65R15

ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายแบบ LED ทรง L-illumination Tube ที่ตัวโคมออกแบบเป็นทรงตัว L
รับกับประตูหลังที่ออกแบบเส้นสายให้เข้ากับการออกแบบสไตล์ Dynamic Shield พร้อมกับกันชนหลัง
ที่ออกแบบให้ดูนูนขึ้น ส่วนบนหลังคามาพร้อมกับเสาอากาศแบบแท่งที่ค่อนข้างยาว

ภาพรวมการออกแบบถือว่าเป็น Mitsubishi ที่ออกแบบได้สวยและลงตัวที่สุด ณ เวลานี้ แต่แอบคิดว่า
ถ้าอยากให้ลงตัวขึ้นลองเสริมราวหลังคาแบบแนบกับตัวรถ และ คิ้วบริเวณเหนือช่องใส่ป้ายทะเบียน
โครเมียม (เอาเป็นเส้นเล็กๆพอ) รับรองว่า ตัวรถจะดูดีขึ้นเล็กน้อย

สำหรับขนาดตัวรถของ Mitsubishi Xpander มีความยาว 4,475 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร.
สูง 1,700 มิลลิเมตร. ความสูงจากพื้นราบ 205 มิลลิเมตร มองจากตัวแล้วถือว่าค่อนข้างใหญ่พอสมควร
แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งจะมีรายละเอียดดังนี้

ยาว xกว้าง x สูง x ระยะฐานล้อ x ความสูงจากพื้นราบ (หน่วย : มิลลิเมตร)
Mitsubishi Xpander : 4,475 x 1,750 x 1,700 x 2,775 x 205 มม.
Honda BR-V : 4,456 x 1,735 x 1,666 x 2,655 x 201
Honda Mobilio : 4,398 x 1,683 x 1,603 x 2,652 x 189
Toyota Sienta :  4,235x 1,695 x 1,695 x 2,750 x 170
Toyota Rush (ยังไม่วางจำหน่ายในประเทศไทย ณ เวลานี้) : 4,435 x 1,695 x 1,705 x 2,685
ความสูงจากพื้นราบยังไม่ระบุ
Suzuki Ertiga (ใหม่) : 4,395 x 1,735 x 1,690 x 2,340 x 180

เมื่อเทียบกันแล้ว Mitsubishi Xpander มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มในทุกมิติ
ต่อให้ Ertiga และ Rush เข้ามาทำตลาดในไทยก็ตาม

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยโอเคคือสีตัวรถ แม้ว่า Xpander มีให้เลือก 4 สีทั้งสีขาว ดำ เงิน เทา
ซึ่งบางสีก็เข้ากับตวรถ (โดยเฉพาะสีดำกับสีเทา) แต่สีที่มีอยู่อาจจะน่าเบื่อไปสักหน่อย
ถ้าใครอยากได้สีแปลกๆ ต้องรอกันสักพักว่า จะมีสีไหนเพิ่มเติมหลังจากนี้

เปิดประตู ดูภายใน : สูง โปร่ง วัสดุตามแบบเพชร 3 เม็ด
ภายในของ Xpander ออกแบบให้ฉวัดเฉวียน น่าเสียดายที่ว่าเวอร์ชั่นอินโดนิเซียมาพร้อมกับโทนสีเบจ
และแผงคอนโซลลายไม้ ดูสวยหรูกำลังดี แต่ในเวอร์ชั่นไทย แน่นอนว่ามันต้องเป็นสีดำพร้อมตกแต่งเมทัลลิก
ทำให้ดูธรรมดาอย่างน่าเสียดาย

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน หุ้มหนังสลับกับ Piano Black พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและ Cruise Control
ยกมาจาก Mirage/Attrage ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำ และ เข้า-ออก ยังเหมาะมือทุกเพศทุกวัยเหมือนเดิม


อัตราสิ้นเปลืองในรูปแบบต่างๆและวัดระดับการขับขี่แบบประหยัด ส่วนพื้นมาตรวัดมาพร้อมกับกราฟิก
ที่เหมือนกับ Triton ล็อตหลังๆที่แม้ว่าลวดลายอาจจะดูแปลกไปบ้าง แต่ถือว่ายังอ่านค่าชัดเจน

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบ 2 DIN จอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว รองรับวิทยุ AM FM DVD / CD /MP3 / Bluetooth
และ NFC (ซึ่งตัวรับสัญญาณซ่อนอยู่ในปุ่มปรับเสียงวิทยุ) พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB / AUX ในแง่คุณภาพเสียง
จากที่ลองเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เบื้องต้นพบว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่หวือหวา แต่ไม่น่าเกลียด
ใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่ซับซ้อน

ถัดมาเป็นระบบปรับอากาศเป็นแบบสวิตซ์แบบหมุนมาให้ 3 จุด ถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นระบบปรับอากาศ
อัตโนมัติ แต่ฟังก์ชั่นให้มาครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเป่าลมได้ 5 ทิศทาง และฮีทเตอร์สำหรับใช้ในฤดูหนาว
(ซึ่งออปชั่นหลังนี้ คู่แข่งร่วมค่ายไม่มีมาให้ ต่อให้รุ่นนั้นเป็นแอร์อัตโนมัติก็ตาม)

แผงคอนโซลกลาง ที่นอกจากจะมีช่องเก็บของมาให้จุกจิก พร้อมฐานเกียร์ตกแต่งด้วยสีดำเงาแล้ว
ยังมีจุดเด่น 2 จุดเพิ่มเติมคือ

  1. กล่องเก็บของคอนโซลกลาง ที่สามารถเปิด/ปิดฝาได้ พร้อมถาดวางของที่ทำเป็นชั้นบน
    เพื่อวางของขนาดเล็ก และช่องชาร์จไฟสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2
  2. เบรกมือ แม้ว่าจะยังคงใช้วิธีดึงขึ้น/ลงอยู่ แต่ด้ามเบรกมือ มีขนาดยาวใหญ่สะใจมาก
    และยังจับได้ถนัดมืออีกด้วย

เบาะนั่งด้านหน้าออกแบบให้โอบกระชับพอสมควร แม้ว่าฝั่งเบาะนั่งฝั่งคนขับสามารถปรับสูง/ต่ำได้
แต่เข็มขัดนิรภัยกลับไม่สามารถปรับสูง/ต่ำได้ รวมถึงไม่มีที่พักแขนมาให้ทั้งคู่ ซึ่งปัญหาเรื่องที่พักแขน
อาจจะไม่สามารถแก้ได้ด้วยใส่กล่องคอนโซลกลางที่ขายตามร้านประดับยนต์หรือตามเวปขายของ
อย่าง Lazada และ Shopee ได้ เนื่องจากไม่มีช่องวางแก้วให้สวมทับไว้ แต่สามารถแก้ไขโดยการ
ทำที่พักแขนแบบติดเบาะนั่งเสริมไว้ ซึ่งจำเป็นต้องเจาะเบาะนั่งและต้องเสียประกันในส่วนนี้ไป

ในรุ่น GT อันเป็นรุ่นที่เราทดลองขับเบาะนั่งจะหุ้มด้วยวัสดุหนังให้ความรู้สึกที่นุ่ม แม้จะไม่โอบกระชับ
แต่รวมๆแล้วทำได้ไม่เลว ส่วนการตกแต่งคอนโซลหน้าและแผงประตูจะเป็นลายสีเงินแมคทัลลิคสลับสีดำ
พร้อมลายตะเข็บปลอม ส่วนแผงประตูได้ใช้วัสดุเป็นแบบพลาสติกขึ้นรูป อันเป็นธรรมเนียมของรถยนต์
ยี่ห้อนี้ไปแล้ว แต่เอาเถอะในเมื่อวิศวกรมองว่าเป็นส่วนที่โดนน้ำบ่อย ก็ต้องยอมโดยจำนน

อีกจุดนึงที่เป็นข้อดีของเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารคือ ตัวเบาะค่อนข้างอเนกประสงค์มาก เพราะทำช่อง
เก็บของไว้ถึง 3 ตำแหน่ง แบ่งเป็นช่องเล็กสำหรับวางมือถือ ช่องกลางสำหรับใส่สมุด
และช่องใหญ่สำหรับใส่นิตยสารได้ ยังไม่พอ ยังมีจุดยึดไว้หรับใส่ถุงช็อปปิ้งได้ แถมยัง
มีช่องเก็บของใต้เบาะนั่งมาให้ เรียกได้ว่าเบาะเดียวให้ความเอนกประสงค์รอบด้านจริงๆ


เบาะนั่งแถว 2 ของ Xpander สามารถปรับเลื่อนและพับแบบ 60:40 และยังสามารถพับตีลังกา
ได้ในจังหวะเดียว โดยมีพื้นที่วางขาที่กว้างสามารถนั่งไขว่ห้างได้ ตัวเบาะมีการรองรับที่ดีพอสมควร

ส่วนเบาะแถว 3 พับแบบ 50:50 การเข้า-ออกมีความลำบากนิดหน่อยส่วนพื้นที่วางขาของเบาะแถว 3
สำหรับคนตัวสูงและตัวใหญ่ จะรู้สึกแคบไม่สบายแต่สำหรับคนตัวเล็กหรือเด็กๆ นั่งได้ไม่มีปัญหา

จุดเด่นของ Xpander คือความอเนกประสงค์ของมัน เพราะบรรดาช่องวางของต่างๆค่อนข้างเยอะ
ทั้งแผงประตูทั้ง 4 บาน คอนโซลกลาง บริเวณแถวที่ 3 พร้อมปลั๊กไฟ 12V ถึง 3 ตำแหน่ง รวมถึง
ที่วางของด้านหลังที่มีช่องแบบฝาปิดด้วย งานนี้เอาใจคนชอบเก็บของได้เป็นอย่างดี

ขุมพลัง

เครื่องยนต์ของ Xpander มีให้เลือกแบบเดียวนั่นคือ

เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร รหัส 4A91 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบ วาล์วแปรผัน MIVEC
กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที
จับคู่กับ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า

สมรรถนะ
เมื่อดูสเปคคร่าวๆแล้วตอนแรกคิดว่า ทุกวันนี้ค่ายนี้ทำเครื่องเบนซินแบบมีวาล์วแปรผัน MIVEC ความจุ
1.5 ลิตรตั้งแต่เมื่อไหร่ พอมาลองค้นหาข้อมูลพบว่า เครื่องยนต์ดังกล่าวประจำการอยู่ใน Colt
(รถ B-Segment 5 ประตูที่ขายมาตั้งแต่ปี 2002 ปัจจุบันนี้ยุติการทำตลาดเรียบร้อยแล้ว)
Lancer ในบางประเทศ รวมทั้งบรรดารถจีนสารพัดรุ่น!! ซึ่งพอมาอยู่ในปี 2018 อาจจะมองว่า
เครื่องค่อนข้างล้าสมัย แต่ช้าก่อน ตัวเลขบนกระดาษ ไม่สามารถวัดความแรงของรถได้
ดังนั้น ให้เราขับจริงๆไปเลยดีกว่า

เริ่มจากอัตราเร่ง เราได้จับเวลาและรอบเครื่องยนต์แบบเบื้องต้น
ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

-0-100 กม./ชม. ทำได้ 14.90 วินาที
-รอบเครื่องยนต์ในความเร็ว 80 กม./ชม. อยู่ที่ 1,900-2,000 รอบต่อนาที

แน่นอนว่าสมรรถนะที่ได้เป็นไปตามคาด คือ ในตอนแรกเซ็ตให้ดูพุ่งๆเพื่อให้ดูว่าเร็ว แต่พอขับไปจริงๆแล้ว
ถือว่าค่อนข้างอืด แน่นอนว่าถ้าเทียบกับ BR-V และ Mobilio ถือว่าแพ้ทั้งสองรุ่นอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเทียบกับ Sienta และ Ertiga แล้ว Xpander อาจจะตามหลังอยู่พอสมควร

การเร่งแซง เบื้องต้นทำได้ไม่เลว แม้อาจจะต้องเค้นคันเร่งก็ตาม แต่เหนื่อยน้อยกว่า
ส่วนการทำงานของเกียร์ แม้อัตราทดจะมีให้แค่ 4 จังหวะ แต่ทำงานได้นุ่มนวล มีความฉลาดอยู่
กระนั้นถ้าคุณอยากได้ความเร็วและปรู๊ดปร๊าด อาจต้องเล่นตำแหน่ง 2 หรือ L

ช่วงล่างของรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นแบบ ด้านหลังเป็นแบบ ซึ่งการตอบสนองในภาพรวมนั้นนุ่มสบายมากกก
การซับแรงสะเทือนทำได้ดี แต่ถึงกระนั้น ในเมื่อขับรถในความเร็วช่วงล่างความเร็วระดับ 80-120
กิโลเมตร/ชั่วโมงถือว่าค่อนข้างนิ่ง แต่เมื่อเทียบกันแล้วยังดีกว่า Sienta แต่ยังสู้กับคู่แข่งที่เหลือไม่ได้

พวงมาลัยรุ่นนี้ยังคงเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมผ่อนแรงด้วยเพาเวอร์ไฟฟ้า มีความรู้สึกไว
พอๆกับ Mirage/Attrage แต่ย่านความเร็วสูงทำได้นิ่งกว่า น้ำหนักโดยรวมธรรมชาติขึ้น ควบคุมได้ง่าย
และคล่องตัว แต่บางช่วงยังติดความเป็นไฟฟ้านิดหน่อย ส่วนระบบเบรกมาพร้อมกับด้านหน้าดิสก์เบรก
ด้านหลังเป็นดรัมเบรค ฟิลลิ่งคร่าวนั้นทำได้ค่อนข้างนุ่มเท้าแต่หยุดได้ทันใจ น้ำหนักแป้นเบรกค่อนข้างกำลังดี

เมื่อมองการขับขี่ในภาพรวมแล้ว Mobilio กับ BR-V ลงตัวในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าง
เบรก และพวงมาลัยที่ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุดในกลุ่ม รองลงมาเป็น Ertiga ที่ยังติดเรื่อง
สมรรถนะที่อืดไปหน่อย ส่วน Xpander อาจจะสูสีกับ Sienta เพียงแต่ว่า Sienta
มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรงตัวรถที่มาเป็นรถตู้ขนาดเล็ก ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการขับขี่ใน
ความเร็วสูง เช่นเดียวกับ Xpander ที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดแล้วแต่ยังอืดอยู่
และพวงมาลัยที่ควบคุมไม่หนักแน่น แต่ช่วงล่างที่ได้ใจคนชอบความนุ่มไปเต็มๆ

ระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้”พอเป็นมาตรฐาน” สำหรับรถยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS
ระบบกระจายแรงเบรก EBD,ระบบเสริมแรงเบรก BA,ระบบควบคุมการทรงตัว ASC และ ATC
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า โดยรวมแล้วถือว่าให้มาแบบครบครัน แต่ไม่โดดเด่นไปกว่าคู่แข่งเท่าไหร่

รวบให้ฟัง หลังลองคร่าวๆ
: แม้จะไม่แรงเหมือนหน้าตา แต่ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งาน

หลังจากรอคอยมาตั้งแต่ตอนเปิดตัวไปจนถึงวางขายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการราวๆ 1 ปีพอดีเป๊ะ
พอได้สัมผัสและทดลองขับจริงๆแล้วถือว่า เป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาจากอินโดนิเซียที่น่าประทับใจอีกรุ่น
เพราะหลายๆอย่างทำได้ตามที่คาด แต่ก็มีบางจุดทำได้เกินกว่าที่คาดไว้ ซึ่งสรุปไว้คร่าวๆไว้ดังนี้

ข้อดี (เบื้องต้น)

  1. หน้าตาตัวรถ แน่นอนว่าแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่สำหรับ Xpander ถือว่าเป็นการพยายาม
    ออกแบบรถ Mini MPV ให้ดูบึกบึนสไตล์ Crossover ได้ ถือว่าออกแบบได้ลงตัวที่สุดในทุกๆมุม
    (ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จากคนที่มาดูในงาน Big Motor Sale จะไปในทางที่ดีมากกว่า)
  2. ความอเนกประสงค์ อันนี้เป็นจุดเด่นหลักของ Xpander เลยก็ว่าได้ เพราะช่องเก็บของจุกจิก
    มีอยู่ทั่วทั้งคัน (โดยเฉพาะเบาะคนผู้โดยสารด้านหน้าที่ทำที่เก็บของและที่แขวน) รวมถึง
    พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าคู่แข่ง เรียกได้ว่า เอาใจนักขนได้อย่างดีเลยทีเดียว
  3. ออปชั่นตัวรถ ถึงแม้ว่าจะไม่มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แต่ที่เหลือจะได้ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็น
    พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ควบคุมได้ทั้งเครื่องเสียงและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ มาตรวัดที่มี
    จอแสดงผลแบบสี ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัส และอื่นๆจนชนิดที่ว่า บางประเทศที่ขายรถรุ่นนี้
    อาจจะอิจฉาเล็กๆที่มีไม่เท่าบ้านเรา
  4. ความนุ่มสบาย อันนี้เหมารวมถึงช่วงล่างและเบรกไปเลย เพราะช่วงล่างค่อนข้างนิ่มในความเร็วต่ำ
    และซับแรงสะเทือนได้ค่อนข้างดี ส่วนเบรกจะมีฟิลลิ่งที่นุ่มแต่มั่นใจระดับหนึ่ง โดยภาพรวมนั้น
    จะเซ็ตเอาใจครอบครัวตามบุคลิกของรถมินิแวนสำหรับลูกค้าชาวอินโดนิเซียโดยเฉพาะ

ข้อเสีย (เบื้องต้น)

  1. เครื่องยนต์ แน่นอนว่าเครื่องยนต์กับเกียร์เป็นตัวเดียวกับ Colt ในปี 2002 ที่มาพัฒนาใหม่
    สมรรถนะที่ได้อาจจะดูอืดไปหน่อย แต่ก็เข้าใจว่า บริษัทรถเองต่างปรับจูนเพื่อให้ได้พละกำลัง
    และการปล่อยไอเสียให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ทางแก้ปัญหาของเรื่องนี้คืออาจจะ
    เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นบล็อกใหม่ซึ่งความเป็นไปได้ ณ เวลานี้ยังมีไม่มากนัก
  2. พวงมาลัย แน่นอนว่าฟิลลิ่งเบื้องต้นถือว่าเอาใจคนขับที่ชอบความนุ่ม แต่ถ้าใครชอบขับรถ
    อาจจะมองว่า พวงมาลัยเบาไปหน่อย สิ่งที่พอคาดหวังได้คือ ปรับน้ำหนักพวงมาลัยให้
    หนักแน่นขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ไม่ต้องหนักจนเอาใจคนขับแค่นั้นก็พอ
  3. รายละเอียดภายในที่ยังขาดไป แน่นอนว่ายังมีบางออปชั่นที่ยังไม่ได้ใส่มาให้ ไม่ว่าจะเป็น
    แผงประตูที่ไม่ได้หุ้มอะไรมาให้เลย เข็มขัดนิรภัยปรับสูง/ต่ำไม่ได้ และไม่มีที่พักแขนสำหรับ
    ผู้โดยสารตอนหน้าสิ่งที่ทำได้คือ รอรุ่นปรับอุปกรณ์กันต่อไป (ซึ่งค่ายนี้จะมีการปรับแทบทุกปีอยู่แล้ว)
  4. สีตัวรถและสีภายใน แน่นอนว่า Xpander มีดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยว ลูกค้าบางคนอยากจะได้สีที่ดูโดดเด่น
    แต่สีภายนอก Xpander มีให้เลือก 4 สีก็จริง แต่มีแค่สีพื้นฐานคือ ขาว ดำ เงิน เทาเท่านั้น (ถึงกระนั้น
    บางสีก็ยังเข้ากับรถได้อยู่) ขณะเดียวกัน สีภายในมีให้เลือกแค่สีดำเท่านั้น ถึงแม้ว่าลูกค้าบ้านเรา
    อาจจะไม่ซีเรียสอะไร แต่อยากให้มีสีเบจมาเพิ่มเป็นอีกทางเลือกบ้างก็ดีนะ

คันต่อคัน

Honda BR-V – Crossover ขนาดเล็ก 7 ที่นั่งคันแรกของกลุ่ม การออกแบบภายนอกที่ค่อนข้างลงตัว
ภายในที่เล็กกว่า Xpander แต่ให้ความรู้สึกกว้างขวางไม่แพ้กัน การขับขี่ทำได้ลงตัวที่สุดในกลุ่ม
รวมถึงเครื่องยนต์ที่เอาใจคนชอบขับรถเร็วมากที่สุด แต่ต้องทำใจกับออปชั่นพื้นฐานที่หายไป
วัสดุต่างๆอาจจะด้อยกว่า”เล็กน้อย” รวมถึงศูนย์บริการที่มีจำนวนเยอะกว่า (แต่เรื่องการบริการถือว่าพอๆกัน)

Honda Mobilio – แม้ว่าจะตกแต่งภายนอกไม่ค่อยบึกบึนแบบ BR-V แต่ออปชั่นในภาพรวมไม่แตกต่างกัน
มากนัก รวมถึงช่วงล่างที่ปรับมาให้นุ่มขึ้นเล็กน้อย และราคาที่ถูกลงมาพอสมควร นอกนั้น การขับขี่ในภาพรวม
รวมถึงข้อเสียเหมือนกับ BR-V ทุกประการ

Toyota Sienta – ณ เวลาดังกล่าวคู่แข่งโดยตรงอย่าง Rush ยังไม่ทำตลาดในประเทศไทย ดังนั้น
รุ่นนี้จึงเป็นคู่แข่งไปโดยปริยาย หน้าตาภายนอกที่เน้นความแปลกตาจากเส้นสายที่ฉวัดเฉวียน
ภายในที่ดูโปร่งตา และเข้าออกได้สะดวกตามสไตล์มินิแวนหลังคาสูงแบบมีประตูเลื่อน ถึงกระนั้น
ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขับขี่ที่เป็นรอง Xpander ในบางจุด ส่วนศูนย์บริการยังหาที่น่าประทับใจ
ได้พอสมควร รวมถึงอะไหล่ตัวถังที่อาจจะมีให้เลือกตามเซียงกงตามสไตล์รถที่มีขายในญี่ปุ่น

Suzuki Ertiga –ใกล้จะหมดอายุตลาดสำหรับรุ่นนี้ แต่ถ้าใครใจร้อนรีบซื้ออาจจะแนะนำได้ว่า
การออกแบบที่ดูอนุรักษ์นิยมในรุ่นปกติและแปลกตาที่สุดในกลุ่มในรุ่น Dreza ภายในที่ใช้
อะไหล่ร่วมกับ Swift ได้หลายชิ้น ซึ่งใช้งานง่าย เบาะนั่งที่สบายกำลังดี เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร
ที่ช่วงต้นค่อนข้างอืดแต่หลังจากนั้นค่อนข้างไหล ช่วงล่างและพวงมาลัยที่เอาใจทั้งคนขับและผู้โดยสาร
และศูนย์บริการที่ภาพรวมดีกว่า Mitsubishi เล็กน้อย (แต่ต้องเลือกศูนย์บริการอยู่ดี)

อย่างไรก็ตามถ้าตัดสินใจแน่นอนว่าจะเอา Xpander แล้วจะเลือกรุ่นไหนดี

1.5 GLS Limited – 779,000 บาท
1.5 GT        – 849,000 บาท

เมื่อเทียบกันแล้ว ถ้าอยากได้ออปชั่นครบๆ การตกแต่งแบบสวยจบ การเพิ่มเงิน 70,000 บาทไปเล่นรุ่น GT
อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้ารุ่น GT อาจจะเกินงบไป หรืออยากจะประหยัดเงินไว้ทำอย่างอื่น รุ่น GLS LTD.
ก็ให้ออปชั่นมาไม่น่าเกลียดนัก แม้การตกแต่งภายนอกอาจจะค่อนข้างธรรมดาไปหน่อย ออปชั่นบางอย่างหายไป
แต่การใช้งานพื้นฐานยังมีให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเสียงที่เล่น USB ได้,แอร์ครบทุกที่นั่ง,ระบบความปลอดภัย
พื้นฐานครบซึ่งจุดนี้ต้องชั่งใจกันว่า อยากได้แบบครบ หรือ อยากได้แบบเพียงพอต่อการใช้งานก็แล้วแต่คุณผู้อ่านละครับ

และนี้คือ ความรู้สึกเบื้องต้นของการทดสอบ Mitsubishi Xpander แบบคร่าวๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากรู้ว่า
อัตราเร่งกับอัตราสิ้นเปลืองของรุ่นนี้ว่าจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน โปรดติดตามกันต่อไป

ขอขอบคุณ
-บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
เอื้อเฟื้อสำหรับรถยนต์ในการทดสอบ (ในงาน Big Motor Sales)
-บริษัท มิตซู เชียงใหม่ จำกัด สาขาหางดง (คันสีขาว)
สำหรับการทดลองขับ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : Takatojenrya24V + Naow27 
เผยแพร่ครั้งแรก : 22 สิงหาคม 2561

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Comments
Loading...