[Check-in Drive] Toyota Fortuner 2.4 V 4WD 6AT | หนุ่มชานเมือง ที่พร้อมลุยมากขึ้น

[Check-in Drive] Toyota Fortuner 2.4 V 4WD 6AT | หนุ่มชานเมือง ที่พร้อมลุยมากขึ้น

1,803

หลังจากที่เราพรีวิวอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองกันแล้วไปใน Preview Check Drive เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
วันนี้ Carsideteam จะมารีวิวอย่างเจาะลึกว่า รุ่นย่อยใหม่ของเจ้าตลาด PPV ในไทยอย่าง Fortuner 2.4V 4WD 6AT
มีอะไรที่น่าสนใจ และเมื่อเครื่องยนต์นี้เมื่อต้องมีระบบขับสี่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วสมรรนะและการขับขี่จะเป็นเช่นไร
และควรค่าที่ท่านจะพิจารณาที่จะเลือกซื้อหรือไม่ เชิญอ่านได้เลยครับ


Toyota Fortuner เปิดตัวครั้งแรกในไทยในเดือนพฤศจิกายน 2004 เพื่อมาแทน Sport Rider แน่นอนว่า
ตัวรถสร้างบน พื้นฐาน Hilux Vigo และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม สาเหตุมาจากหน้าตาที่ออกแบบให้
แตกต่างจากเวอร์ชั่นกระบะเยอะมาก (เมื่อเทียบกับค่ายอื่นที่แปลงหน้าแค่เล็กน้อยเท่านั้นในเวลานั้น)
ภายในที่ให้ข้าวของเยอะกว่าคู่แข่งสมัยนั้น (ซึ่งเป็นรุ่นแรกในตลาดให้มาทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID และอื่นๆ)
ช่วงล่างที่เปลี่ยนเป็นแบบคอย์ลสปริง และราคาที่ยอมรับได้ แน่นอนกว่ากวาดยอดขายขาดลอย
มาตลอด 4 ปี จนถึงการมาของ Pajero Sport ที่ทำรถออกมาได้สมน้ำสมเนื้อ จนเป็นคู่แข่งหลักจนถึงทุกวันนี้

ในตอนแรกมีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย ทั้งเครื่องดีเซล 3.0 ลิตรเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ
(ออปชั่นรุ่นเกียร์ธรรมดาจะน้อยกว่า) และเครื่องเบนซิน 2.7 เกียร์อัตโนมัติ พร้อมพ่วงด้วย
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทุกรุ่น หลังจากนั้นก็มีรุ่นพิเศษ Exclusive ที่แต่งหรูพร้อมสีขาวที่หลายๆคน
รอคอย(ในตอนนั้น) และรุ่นแต่งสปอร์ตอย่าง Smart (ต้นตระกูลรุ่น TRD Sportivo) และปิดท้าย
ด้วยรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตรที่เอารุ่นขับเคลื่อนล้อหลังมาแทนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

หลังจากนั้น ก็มีการปรับโฉมอยู่เรื่อยๆ เริ่มจากในปี 2008 ที่ปรับหน้าตาใหม่ให้แปลกตาขึ้น
พร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ หลอดฮาโลเจน ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 16 นิ้วเป็น 17 นิ้ว) ไฟท้ายใหม่
ภายในที่เปลี่ยนโทนสีเบจใหม่ ย้ายช่องเป่าลมไว้ข้างบน แผงคอนโซลลายไม้ และออปชั่นใหม่ๆอย่าง
เบาะคนขับปรับไฟฟ้า กระจกมองข้างพับไฟฟ้า ระบบนำทาง Navigator และเบาะไฟฟ้าด้านคนขับ
พร้อมระบบความปลอดภัย VSC TRC และระบบเสริมแรงเบรก EBD และ BA ในรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร

ระหว่างที่ทำตลาดก็มีรุ่นพิเศษทั้ง TRD Sportivo ที่จะมีกันทุกปี และรุ่น Aperto ที่เน้นออปชั่นด้าน
ความบันเทิงเป็นหลัก รวมถึงรุ่น G (ตัวเริ่มต้น) ที่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น 2.5 ลิตร VN Turbo
และเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนให้เหลือแค่ล้อหลังเท่านั้น

ต่อมาก็ได้ปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2011 พร้อมกับ Hilux Vigo Champ เริ่มจากเปลี่ยนหน้าตาใหม่ยกชุดทั้ง
ด้านหน้าและด้านหลัง ภายในตกแต่งเพิ่มเติมในหลายๆจุด เริ่มจากโทนสีเป็นเป็นเทา/เบจ (จากเดิมเป็นสีเบจล้วนๆ)
เปลี่ยนลายไม้จากสีน้ำตาลเป็นสีดำ มาตรวัดเรืองแสงเปลี่ยนโทนสีใหม่พร้อมขยายขนาดมาตรวัดระยะทาง
ให้ใหญ่ขึ้น และไฟหน้าที่เปลี่ยนเป็นแบบ HID พร้อมที่ล้างไฟหน้ามาให้ หลังจากนั้นก็มีการปรับออปชั่นรายปี

เริ่มจากในปี 2012 ได้ปรับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรให้แรงขึ้น (จาก 163 แรงม้าเป็น 171 แรงม้า)
เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ ชุดเครื่องเสียงใหม่รองรับ Eco Navi และรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรได้
เพิ่มเกียร์อัตโนมัติ พร้อมออปชั่นต่างๆอีกเล็กน้อย,ในปี 2013 ได้ภายในโทนสีดำในบางรุ่น
ชุดเครื่องเสียงใหม่ที่เปลี่ยนรองรับ MicroSD (จากเดิมที่รองรับแค่ SD Card) และเพิ่มรุ่น 2.5V
สำหรับคนที่อยากได้ออปชั่นครบแต่ไม่สนใจในเรื่องความแรง ก่อนปิดท้ายด้วยรุ่นเสริมรมดำ
(โดยใช้ชื่อว่า Midnight Shine Edition) ในปี 2014 และทำตลาดไปจนหมดอายุตลาด

—–

สำหรับรุ่นที่ 2 นั้น ในประเทศไทยเคยมีรูป Spy Shot ออกมาครั้งแรกในปี 2014 พร้อมกับ
Innova Crysta และ Hilux Revo ซึ่งเส้นสายในขณะพรางตัวถือว่ามีความทันสมัยขึ้นกว่าเดิมมาก
ทำให้ลูกค้าต่างพาหันรอคอยจนเป็นกระแสมาโดยตลอด

ทว่า ในช่วงก่อนการเปิดตัวไม่กี่สัปดาห์ ก็มีภาพของ Fortuner หลุดกันโดยไม่มีการพรางตัวใดๆ
ตอนแรกๆมีอยู่แค่ 2-3 รูป แต่พอใกล้วันเปิดตัวทีไร ก็มีรูปหลุดออกมาเยอะขึ้นจน Toyota
ต้องออกมาประกาศว่าอย่าเผยแพร่รูปรถรุ่นนี้ จนกว่าจะเปิดตัว ทำให้หลายๆคนต่างพากันเมิน
(จากการจัดการข่าวรั่วแบบแปลกๆ) สุดท้าย ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการจนได้ในวันที่
15 กรกฏาคม 2015

แม้ว่าจะมีเสียงตอบรับในตอนแรกค่อนข้างดี แต่ยังไม่ปังอย่างที่คิด เนื่องจากเป็นปี 2015
เป็นปีที่บรรดา PPV ต่างประชันกันอย่างถึงพริกถึงขิง ไม่ว่าจะเป็น Ford Everest ที่พัฒนาตัวรถ
ให้ดีขึ้นกว่าเดิมทุกด้าน หรือจะเป็น Pajero Sport ที่ปล่อยปล่อย Teaser รุ่น Full Model Change
ออกมาก่อนเปิดตัว Forutner ได้แค่ 1 วัน (แต่เปิดตัวจริงๆ 1 สิงหาคม)

ยอดขายช่วงแรกๆ แน่นอนว่าโดน Pajero Sport แซงบางเดือน แต่หลังจากนั้น Fortuner
ก็อยู่เป็นอันดับ 1 มาแทบจะทุกเดือนจนถึงปัจจุบันเพราะตัวรถที่ดูหรูหรากว่าเดิม ทั้งภายนอก
และภายใน ข้าวของที่ให้มาค่อนข้างเยอะ (แต่ยังน้อยกว่าคู่แข่งหลักอย่าง Everest และ
Pajero Sport) ทว่า ก็ยังมีข้อสังเกตอยู่ที่กั๊กดิสก์เบรกหลัง “รุ่นเดียวในกลุ่ม PPV ในช่วงเปิดตัว
พร้อมกับปัญหาไฟแยงตาจนเป็น Signature ประจำรุ่นนี้ไปโดยปริยาย

การกระตุ้นตลาดของ Fortuner โฉมปัจจุบันเริ่มจากรุ่นตกแต่งพิเศษ TRD Sportivo ที่หลายๆคนรอคอย
ในเดือนมีนาคม 2016 พร้อมกับเปลี่ยนสี Paddle Shift เป็นสีเงินหลังจากนั้นไม่กี่เดือน และเพิ่มข้าวของ
ในปี 2017 ไม่ว่าจะเป็นไฟตัดหมอกหน้า LED,บันไดข้างสีเงิน,เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้าและ
ดิสก์เบรกหลังให้มาครบทุกรุ่น(เสียที) (ส่วนรุ่น TRD Sportivo ติดตั้งมาให้ตั้งแต่แรกแล้ว) ล่าสุด
ต้นปี 2018 ได้เปลี่ยนชุดเครื่องเสียงที่รองรับระบบ Telematics เฉพาะรุ่น 2.8 ลิตร เท่านั้น

ขนาดมิติตัวรถของ Fortuner นั้นจะมีความกว้างอยู่ที่ 1855 มม. ยาว 4795 มม. สูง 1835 มม.
และระยะฐานล้อ 2750 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 193 มม. หากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าแม้ว่า
ระยะฐานล้อจะมีความยาวเท่าเดิม ระยะต่ำสุดจากพื้นลดลง 7 มม.
แต่ตัวรถนั้นยาวขึ้น 90  มม.
กว้างขึ้น 15 มม. และสูงขึ้น 40 มม.

รุ่นที่นำมาทดลองนั้นเป็นรุ่น 2.4 V 4WD โดยเป็นรุ่นย่อยใหม่ที่ทางโตโยต้าเพิ่มเข้ามา เพื่อปิด
ช่องว่างทางการตลาดและเป็นรุ่นท็อปสุดของเครื่องยนต์นี้ จากเดิมที่ในรุ่นเครื่องยนต์นี้
จะมีเพียงแค่ระบบขับเคลื่อนสองล้อ


ภายนอก ด้านหน้ามาพร้อมกับไฟหน้าแบบ Projector Bi-Beam LED ที่เปิด-ปิดและ
ปรับระดับสูง-ต่ำ โดยอัตโนมัติ พร้อม Daytime Running Light ในโคม พร้อมไฟตัดหมอก
แบบ LED กระจกมองข้างเป็นสีเดียวกับตัวรถปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว
แบบ LED ในโคม และระบบ Welcome Light ที่จะส่องสว่างพื้นในตอนกลางคืน
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/60 R18 ทั้ง 5 ล้อรวมยางอะไหล่

มือจับประตูชุบโครเมียมทั้ง 4 บาน ด้านบนมีราวหลังคาและเสาอากาศแบบ shark Fin
ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้าย LED แบบ Light Guilding ไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED
และไฟตัดหมอกหลังที่ด้านล่างของกันชน

กุญแจของ Fortuner ทุกรุ่นย่อยนั้นเป็นกุญแจรีโมตแบบ Keyless entry ระบบกันขโมย Immobilizer
พร้อมสัญญาณเตือนกันขโมย และ ปุ่ม Push Start โดยสามารถกดปุ่มที่มือจับประตูทั้งฝั่งคนขับ
และฝั่งคนนั่งด้านหน้าเพื่อล็อคและปลดล็อคประตูพร้อมกันทุกบาน นอกจากนี้บนรีโมตยังมีปุ่ม
ควบคุมการเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายแบบไฟฟ้าและปุ่มกดเพื่อส่งสัญญาณเตือนกันขโมยอีกด้วย

เปิดประตู ดูภายใน : คล้ายกระบะ แต่วัสดุหรูหรามากขึ้น

ภายในห้องโดยสารของ Fortuner นั้นเป็นการนำงานออกแบบภายในของ Altis มาประยุกต์ใช้
เพื่อเพิ่มความหรูหราและสร้างความแตกต่างจากภายในของ Revo อีกทั้งดีไซน์กลางของคอนโซล
ด้านหน้ายังได้รับแรงบันดาลใจมากจากรุ่นพี่ Land Cruiser วัสดุที่ใช้ทำคอนโซลส่วนใหญ่นั้น
จะเป็นพลาสติกแข็งสีดำตกแต่งด้วย Trim พลาสติกสีเงิน และมีบุนุ่มด้วยหนังสังเคราะห์มาให้บางจุด
ทั้งส่วนบนของมาตรวัดความเร็ว ด้านข้างของกลางคอนโซลและกล่องเก็บของด้านบนของฝั่งผู้โดยสาร
ด้านหน้าที่สามารถเปิดปิดช่องแอร์เพื่อเป็นกล่องเก็บความเย็นได้ภายในตัว บริเวณช่องแอร์ด้านข้าง
จะตกแต่งด้วยโครเมียมและพลาสติกสีน้ำเงินพร้อมช่องวางแก้วแบบป็อบอัพ ช่องแอร์กลางถูกคั่น
ด้วยนาฬิกาดิจิตอลและปุ่มไฟฉุกเฉิน ที่ถูกจัดวางให้ง่ายต่อการเอื้อมมือไปกดแต่ขนาดของปุ่มนั้น
มีขนาดที่เล็กไปหน่อย

เมื่อเงยหน้าที่ด้านหน้าจะพบกับไฟอ่านแผนที่แบบ LED และกล่องเก็บแว่นกันแดด ที่บังแดดมีช่อง
เก็บนามบัตรกระจกส่องหน้าและไฟส่องสว่างทั้งด้านผู้ขับขี่และด้านผู้โดยสาร

คอนโซลกลางมีช่องวางแก้วสองตำแหน่งพร้อมฝาปิดตกแต่งด้วยลายไม้สีน้ำตาลเข้มพร้อมกับ
ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ Eco /Power ปุ่มเปิด-ปิด Traction control และระบบ Engine star/stop
ถัดมาเป็นเบรคมือแบบดึงขึ้นธรรมดาหิวข้างลำตัวของผู้ขับขี่และที่พักแขนที่บุนุ่มาให้พร้อมช่องเก็บของนั้น
มีขนาดใหญ่และลึกพอประมาณสามารถใส่กล้อง Mirrorlessหรือกระเป๋าพกพาของสุภาพสตรีขนาดเล็กได้
อีกทั้งยังมีช่องต่อปลั๊กไฟ DC 12 โวลต์และ  AC 220 โวลต์ที่ด้านหลังอีกด้วย

แผงหน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง Optitron โทนสีน้ำเงินสบายตา ฟอนต์การจัดวางของตัวเลขอ่านค่าง่าย
คั่นกลางด้วยจอ MID ขนาด 4.2 นิ้ว อีกทั้งยังเป็นจอแสดงการแจ้งเตือนและใช้ในตั้งค่าต่างๆของรถด้วยเช่นกัน

พวงมาลัยแบบสามก้าน พร้อมปุ่มกดมัลติฟังก์ชั่นที่สามารถควบคุมชุดเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่
ปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์พร้อมปุ่มสั่งการด้วยเสียงยกมาจาก Revo มีการหุ้มหนังได้ค่อนข้างนุ่มและจับได้กระชับ
ตกแต่งด้วยแถบสีเงินและลายไม้สีน้ำตาลเข้มที่ด้านบนของพวงมาลัยซึ่งค่อนข้างลื่นมือไปหน่อย พร้อมก้านสวิตช์
ระบบควบคุมความเร็ว Cruise control และยังสามารถปรับระดับสูง-ต่ำและระยะใกล้-ไกลได้อีกด้วย

 

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบ Touch Screen พร้อมระบบนำทางและระบบ T-connect สามารถเล่นแผ่น DVD
วิทยุ FM AM พร้อมช่องต่อ USB AUX สามารถรองรับการสั่งงานด้วยเสียงและเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ
นอกจากนี้ยังเป็นจอที่ใช้แสดงภาพจากกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะ โดยการใช้งานนั้นมีความยุ่งยาก
เล็กน้อยน้อยในการเชื่อมต่อบลูทูธกับโทรศัพท์ จากเมนูการตั้งค่าที่ซับซ้อนแต่เมื่อชินแล้วจะใช้งานได้ไม่ยาก
การตอบสนองของจอเมื่อสัมผัสหรือสั่งการไปแล้วยังมีความหน่วงไม่เร็วเท่าที่ควร มีลำโพงทั้งหมด 6 ตำแหน่ง
โดยเป็นลำโพงที่ประตูทั้ง 4 บานและทวิตเตอร์ 2 ตำแหน่งที่มุมของประตูด้านหน้า

ระบบปรับอากาศตอนหน้าเป็นแบบอัตโนมัติ แต่ไม่ได้เป็นแบบแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาสามารถปรับรูปแบบ
ทิศทางลมได้  5 รูปแบบ ส่วนแถวที่ 2 และ 3 จะเป็นแบบปรับแรงลมอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์บนเพดาน
ซึ่งระบบปรับอากาศมีความพิเศษตรงมี Evaporator สำหรับระบบ Engine Start/Stop ทำให้สามารถ
จะเลือกได้ว่าเมื่อเครื่องยนต์ดับแล้ว จะเลือกให้มีลมแอร์เย็นปกติเพื่อคงความเย็นของห้องโดยสาร
หรือจะให้แค่เพียงเป่าลมออกมา ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ผ่านจอ MID

เบาะคู่หน้าลักษณะจะคล้ายกับของ Revo ที่นำมาออกแบบใหม่ ปรับด้วยไฟฟ้าได้ 6 ทิศทางทั้งด้านคนขับ
และผู้โดยสารหน้า พร้อมช่องใส่ซองเอกสารและตะขอแขวนสัมภาระที่ด้านหลัง วัสดุหุ้มเบาะจะใช้ทั้งหนังแท้
และหนังสังเคราะห์สีน้ำตาลอ่อน ซึ่งตัวเบาะรองรับช่วงก้นและต้นขาได้ดี ส่วนช่วงลำตัวเมื่อนั่งไปนานๆพบว่า
มีอากาเริ่มปวดหลังเนื่องจากไม่มีการดันหลังหรือปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้ามาให้ พนักพิงศีรษะรองรับได้ดี
และไม่ดันหัวจนเกินไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสรีระของหัวแต่ละบุคคลและการปรับเอนพนักพิงอีกด้วย) มาพร้อม
กับเข็มขัดนิรภัยที่ปรับระดับสูงต่ำได้ พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ

แผงประตูเป็นพลาสติกขึ้นรูปตกแต่งด้วยแถบสีเงิน พร้อมช่องเก็บของด้านข้างและช่องวางขวดน้ำด้านล่าง
ที่วางแขนบุนุ่มกำลังดีด้วยหนังสังเคราะห์สีเดียวกับเบาะนั่งที่มีตำแหน่งการวางแขนกำลังดี มือจับเปิดประตู
ด้านในชุบโครเมียม แผงควบคุมสวิทช์กระจกไฟฟ้าจะเป็นแบบออโต้พร้อมระบบป้องกันการหนีบทั้ง 4 บาน
ตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิค

เมื่อก้าวขึ้นมานั่งเบาะหลังจะพบกับเบาะนั่งที่มีพนักพิงศีรษะครบทั้งหมด 3 ที่นั่ง โดยที่นั่งตรงกลางสามารถ
พับลงมาเป็นที่วางแขนและช่องวางแก้วน้ำได้อีกด้วย เบาะนั่งสามารถแยกพับแบบ 60 40 แผงประตูด้านข้าง
มีช่องวางของและเพดานมีสวิทช์ปรับแรงลมของแอร์พร้อมไฟเก๋งแบบ LED  เมื่อลองนั่งเบาะหลังแล้วพบว่า
การรองรับช่วงก้นและต้นขากำลังดี แต่พนักพิงหลังนั้นกลับแบนไม่มีการปาดส่วนเว้าหรือดันหลังมาให้
ทำให้นั่งไม่สบายและอาจก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้เมื่อต้องนั่งทางไกลประกอบกับ การปรับเอนของพนักพิง
โดยใช้ก้านคันโยกที่ข้างเบาะนั้น ที่ทําได้แค่เท่าที่เห็นจากในรูปซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งชันสุดและตำแหน่ง
ที่สามารถปรับเอนได้สุดเนื่องจาก ติดการพับเบาะแถว 3 ที่ใช้รูปแบบการแขวนที่ด้านข้างของรถ  ซึ่งองศาการเอียง
ก็พอๆกับรถยนต์นั่งขนาดเล็กทั่วๆไป ซึ่งหากต้องการเอนเบาะมากกว่านี้จำเป็นต้องต้องพับเบาะแถวที่ 3 ลง
ดังนั้นทำให้เมื่อต้องเดินทางดังนั้นทำให้เมื่อต้องเดินทางต้องเลือกแล้วว่าจะให้เบาะแถวสองนั่งสบายทำให้
ต้องเลือกแล้วว่าจะให้เบาะแถวสองนั่งสบายหรือต้องการพื้นที่เก็บสัมภาระเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

การที่จะเข้าไปนั่งเบาะแถว 3 ได้นั้นจะต้องพับเบาะแถว 2 โดยกดคันโยกที่ด้านข้างของเบาะแถว 2จากนั้น
เบาะแถวสองจะพลิกตลบไปด้านหน้าดังรูปด้านบน

โดยเบาะนั่งแถว 3 สามารถรองรับได้เพียงเด็กตัวเล็กหรือผู้ที่มีความสูงไม่เกิน 170 เซนติเมตรจะนั่งสบาย
เพราะพื้นที่วางขาน้อยและต้องนั่งชันเข่าและสามารถปรับเอนพนักพิงหลังได้เพียงเท่าที่เห็นได้จากรูป

 

เมื่อเดินมาทางด้านหลังเปิดประตูท้ายที่เปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ โดยมีไฟส่องสว่าง
สีเหลืองมาให้ในการส่องสัมภาระในยามค่ำคืน  จากในรูปจะเห็นได้ว่าในกรณีที่ต้องเดินทางทั้งหมด 7 คน
จะมีพื้นที่เก็บสัมภาระเพียงเท่าที่เห็น ซึ่งมีความจุ 200 ลิตร และมีพื้นที่พอให้วางกระเป๋าเป้ได้เพียง 2-3 ใบ
เมื่อทำการการพับเบาะแถว 3 แล้วจะทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นมาเป็น 716 ลิตร โดยยังคงใช้รูปแบบ
การแขวนที่ด้านข้างซึ่งเป็นรูปแบบที่โบราณ อีกทั้งยังบดบังทัศนวิสัยและกินพื้นที่ห้องสัมภาระ โดยยี่ห้ออื่น
ได้เปลี่ยนเป็นแบบพับเรียบกันหมดแล้วและเมื่อพับเบาะแถว 2 รวมไปด้วยแล้วความจุสัมภาระอยู่ที่ 1080 ลิตร

ขุมพลัง
Fortuner เวอร์ชั่นไทยมีให้เลือกถึง 3 ขุมพลังด้วยกันคือ เครื่องยนต์เบนซิน  2.7 ลิตรเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร
และ 2.4 ลิตร ซึ่งเป็นรุ่นที่เรานำมาทดสอบ รายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,400 ซีซี รหัส 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดแรงดันสูง
คอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน 
VN Turbo และ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์)
ที่ 3,400 รอบ-นาที 
แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,000 รอบ-นาที
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 191 กรัม/กิโลเมตร*
(*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดบวก-ลบ Sequential Shift และ Paddle Shift
ในโหมด Manual จะมีการดีเลย์มากถึง 1 ถึง 1.5 วินาที ซึ่งถือว่าช้าและมากเกินไปในการลดเกียร์ลง
เพื่อใช้ในการเรียกอัตราเร่งซึ่งแนะนำว่าให้อยู่ในโหมดเกียร์ D ปกติและกระทืบคันเร่งลงไปน่าจะเร็วกว่า
อีกทั้งในโหมด Manual เมื่อถึงรอบที่เกียร์จะต้องเปลี่ยนแต่ถ้าเราคาเกียร์ไว้ และเมื่อเราเหยียบคันเร่ง
ต่อเกียร์จะไม่เปลี่ยนให้แต่จะไปทำการลดการเปิดของลิ้นปีกผีเสื้อแทน พร้อมสวิชต์เปลี่ยนระบบ
ข้อเคลื่อน 4 ล้อ Part Time ในชื่อ Sigma 4 ที่สามารถปรับเป็นโหมด 2H 4H 4L ได้

สมรรถนะ
สำหรับตัวเลขอัตราเร่งโดยเฉลี่ยของ Toyota Fortuner 2.4 V 4WD 6 AT มีดังนี้

0-100 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 13.10 วินาที
ครั้งที่ 2 : 13.11 วินาที
ครั้งที่ 3 : 13.10 วินาที
>>เฉลี่ย : 13.10 วินาที<<

80-120 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 10.55 วินาที
ครั้งที่ 2 : 10.59 วินาที
ครั้งที่ 3 : 10.56 วินาที
>>เฉลี่ย : 10.56 วินาที<<

รอบเครื่องยนต์
80 กม./ชม. = 1,450 รอบ/นาที
100 กม./ชม. = 1,550 รอบ/นาที
110 กม./ชม. = 1,700 รอบ/นาที
120 กม./ชม. = 1,850 รอบ/นาที

ในเรื่องของการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 นั้นการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้ามีอาการดีเลย์ ประมาณ
0.5 ถึง 1 วินาทีเครื่องยนต์และเกียร์มีอาการรอรอบเพราะกว่าที่ล้อจะหมุนนั้นรอบจะต้องกวาด
เกิน 1,500 รอบ/นาทีขึ้นไป ซึ่งความรู้สึกเมื่อออกตัวนั้นมีแรงดึงที่มากทำให้รู้สึกว่ารถนั้นแรงแต่เมื่อ
นำนาฬิกามาจับเวลาแล้วจะรู้ว่าช้า และเมื่อทดสอบอัตราเร่งแซง 80-120 คันเร่งยังคงมีอาการดีเลย์
ประมาณ 0.5 วินาที  โดยมีการลดเกียร์ลงเพื่อช่วยในการเรียกอัตราเร่งของเครื่องยนต์ได้ไว

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมระบบเพาเวอร์แบบไฮดรอลิค รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดที่ 5.8 เมตร
ซึ่งน้ำหนักพวงมาลัยหนักกำลังดีในความเร็วต่ำ แต่อาจจะหนักไปสำหรับสุภาพสตรี และหากเมื่อต้อง
ใช้ความเร็วสูงน้ำหนักหน่วงมือตรงกลางเมื่อวิ่งทางตรงกำลังดี ทำให้ไม่ต้องประคองพวงมาลัยไปมา
ซึ่งสามารถลดความเหนื่อยล้าเมื่อหากต้องขับขี่ในทางไกล อีกทั้งระยะฟรีและความไวของพวงมาลัย
อยู่ในขั้นปานกลางทำให้สามารถหักหลบสิ่งกีดขวางเมื่อถึงคราวฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย

ระบบกันสะเทือน
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบโฟร์ลิงค์
คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง ซึ่งช่วงล่างสามารถซับแรงสะเทือนและรูดผ่านผ่านหลุมบ่อหรือลูกระนาด
ในหมู่บ้านไปได้โดยไม่ต้องชะลอความเร็วถึงว่าทำได้ดีในความเร็วต่ำ แต่เมื่อวิ่งทางไกลบนไฮเวย์หรือ
เมื่อต้องใช้ความเร็วสูงแล้วช่วงล่างกลับไม่มั่นใจและมีการดีดดิ้นที่ด้านหลังประกอบกับการโยนตัว
ที่ค่อนข้างมากซึ่งทำให้
Army_Nutty ผู้ร่วมทดสอบที่นั่งไปด้วยในการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของเรา
ถึงกับบ่นตลอดทางว่ารู้สึกเวียนหัวและจะไม่ขอเป็นผู้โดยสารแถว 2 และแถว 3 แน่ๆในการเดินทางไกล
รวมถึงตัวผมซึ่งเป็นผู้ขับขี่ก็มีอาการมึนหัวเล็กน้อย ซึ่งแนะนำว่าถ้าหากคุณเลือกซื้อฟอร์จูนเนอร์
ไปแล้วควรหาชุดสปริงและโช๊คอัพเปลี่ยนหรือไม่ก็อาจจะไปมองรุ่น TRD ที่มีการเปลี่ยนโช๊คและสปริง
ให้ดียิ่งขึ้นจากโรงงาน

ในส่วนของระบบความปลอดภัย เชิงป้องกันทั้งระบบป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD
ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC และระบบควบคุม
การส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC โดยทุกรุ่นมาพร้อมกับดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน 4 ทั้งล้อ
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด ทุกที่นั่งโดยที่นั่งตรงกลางของเบาะแถว 2 เป็นแบบห้อยจากเพดาน
ซึ่งในเบาะคู่หน้าสามารถปรับสูง-ต่ำได้ พร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ จุดยึดเบาะเด็ก
ISOFIX  
ส่วนในเชิงปกป้องนั้นมีทั้ง โครงสร้างนิรภัย GOA ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้างด้านหน้า
ม่านถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้า-หลังและที่เข่าของผู้ขับขี่ รวมทั้งหมด 7 ลูก

Carsideteam Fuel Con. Mode
เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save Dieselจนถึงคอถังน้ำมัน เหมือนเติมจนเกือบเอ่อล้น หลังจากนั้น
คาดเข็มขัดนิรภัย เซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D
ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยอารีย์
ลัดเลาะไปออกแถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบนทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยัง
ปลายสุดทางด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม. เนื่องจากรถที่เราทดลองขับมีระบบ
Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น 

หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 93.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.18 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.95 กม./ล.<<

ถือว่าไม่เลวร้าย หากเทียบกับรถในระดับเดียวกันที่ Carsideteam นำมาทดสอบ จะพบว่า
“เป็นรถในกลุ่ม PPV พิกัด Mid Power ที่ประหยัดที่สุดในกลุ่ม” เมื่อเทียบกับ Ford Everest 2.2 ลิตร
ที่เราเคยทดสอบเมื่อ 2 ปีก่อน ทำตัวเลขได้ 11.28 กม./ลิตร ส่วนน้ำมัน 1 ถัง Fortuner 2.4 4WD
สามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 646 กม.

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: มีดีที่ทนและประหยัดน้ำมัน ขับขี่นุ่มสบาย แต่ทางไกลมมีมึน ขาซิ่งควรไป TRD!!!

คงปฎิเสธไม่ได้ว่า Toyota นั้นเป็นเจ้าตลาดของรถ PPV อย่างแท้จริงเห็นได้ซึ่งเห็นได้จากความสำเร็จ
ของรุ่นแรกหรือแม้กระทั้งบรรพบุรุษอย่าง Sport Rider ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากมาย ทั้งจากความ
ไว้วางใจในยี่ห้อและศูนย์บริการ ความทนทานไว้ใจได้ของตัวรถ หรือแม้กระทั้งราคาขายต่อที่สูงกว่าค่ายอื่น

จนกระทั้งวันนี้เจนเนอเรชันที่สองได้ออกทำตลาดถือได้ว่ามาได้ไกลมาก เพราะตัวรถนั้นได้พลิกบทบาท
จากรถลุยเน้นใช้งานทั่วไปให้ไปเทียบชั้นกับรถเก๋งมากขึ้น และนั้นจึงเป็นเหตุผลที่คนไทยชื่นชอบ
และนิยมรถรุ่นนี้มากขนาดนี้ ถ้าหากเมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกซื้อ Fortuner ดังนั้นเราจึงมีข้อสังเกต
และข้อมูลที่คุณควรรู้ที่เราจะบอกไว้ดังนี้

ข้อดี
พวงมาลัย : น้ำหนักพวงมาลัยของ Fortuner ในรุ่นนี้ เซทมาดีขึ้น ไม่เบาโหวงและมีระยะฟรีเหมือนรุ่นก่อน
การควบคุมง่ายและมั่นใจขึ้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจกว่าพวงมาลัยไฟฟ้าเสียอีก

อัตราเร่ง : แม้ว่าขนาดเครื่องจะเล็กลงแถมยังต้องแบกน้ำหนักของชุดขับเคลื่อนสี่ล้อที่เพิ่มเข้ามา
อัตราเร่งที่ได้ก็ถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์อันดับต้นๆของกลุ่ม แต่ในแง่ของการเร่งแซงถือว่าไม่ขี้เหร่
ทำได้ทันใจอยู่

ข้อเสีย
เบาะแถว 3 แม้ว่าผ่านมาจนถึงในเจนเนอเรชันที่ 3 แล้ว โตโยต้าก็ยังคงเลือกใช้การพับเบาะแบบแขวน
อยู่เหมือนรุ่นแรก ซึ่งการพับเบาะแถว 3 ในรูปแบบการแขวนที่ด้านข้างของรถนั้น ทำให้เกิดปัญหาด้านทัศนวิสัย
ด้านหลังของรถ อีกทั้งยังเป็นวิธีการพับเบาะที่ยากและต้องใช้แรงมากในการพับยัง และยังเป็นการจำกัดองศา
การเอนของเบาะแถวสองอีกด้วย (เพราะพนักพิงเบาะจะไปติดกับเบาะที่แขวนอยู่) ซึ่งหากต้องการเอนเบาะ
มากกว่านี้ 
จำเป็นต้องพับเบาะแถวที่ 3 ลง ดังนั้นในการเดินทางนั้นทำให้ต้องเลือกว่าจะให้เบาะแถวสอง
นั่งเอนได้สบายหรือต้องการพื้นที่เก็บสัมภาระเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

การทำงานของเกียร์ : การเปลี่ยนเกียร์ถือว่ายังมีการกระตุกและโดยเฉพาะในโหมดบวก-ลบ Sequential Shift
และ Paddle Shift ในโหมด Manual จะมีการดีเลย์มากถึง 1 ถึง 1.5 วินาที 
ซึ่งถือว่าช้าและมากเกินไปใน
การลดเกียร์ลงเพื่อใช้ในการเรียกอัตราเร่ง                                                            

ช่วงล่าง: จริงอยู่ที่ช่วงล่างของรถนั้นถูกเซ็ตมาให้นุ่มสบายซึ่งก็ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสบายในการเดินทาง
แต่เมื่อต้องขับขี่ในทางไกลหรือความเร็วสูงแล้ว อาจจะไม่เหมาะเพราะอาการของช่วงล่างสามารถทำให้
ผู้โดยสารมีอาการมึนหัวได้ ฉะนั้นควรที่จะพาบุคคลในครอบครัวไปทดลองก่อนว่ารับได้ไหม ถ้าไม่ได้ทางแก้
ที่เแนะนำคือควรหาโช้ค หรือสปริงเปลี่ยนน่าจะพอช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้หรือไม่ก็อาจจะเพิ่มเงินไปเล่นตัว TRD แทน

เรื่องของไฟหน้า: แน่นอนครับว่าร้อยทั้งร้อยถ้ามีคนพูดถึงรถรุ่นนี้แล้วไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องไฟหน้า ซึ่งเรื่องนี้
อาจจะไม่กระทบต่อผู้ใช้โดยตรงแต่กระทบโดยตรงกับเพื่อนร่วมทางที่ใช้ถนนร่วมกับเราครับ ซึ่ง ณ วันแรก
ที่รถที่วางขายจนถึงวันนี้ที่มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการปรับแก้ใดๆจากโรงงาน ซึ่งตอนแรก
เราคาดหวังว่าจะมีการปรับปรุงนี้ไปแล้ว ดังนั้นเมื่อที่คุณได้รับรถไปแล้วควรสังเกตเล็กน้อยว่าไฟหน้าของรถเรา
ได้ไปแยงตารถคันหน้าหรือคันที่วิ่งสวนมารึเปล่า ซึ่งทางแก้เบื่้องต้นคือหมุนสวิตซ์ปิดไฟหน้าเมื่อเจอเหตุการณ์
ดังกล่าวไปก่อนจากนั้นท่านสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อแก้ไขระดับของไฟหน้าได้ฟรีที่ศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ

สิ่งที่คาดหวังในรุ่นปรับโฉม
แม้ว่าจะมีการเพิ่มรุ่นย่อยและมีการปรับออฟชันประจำปีกันมาเรื่อยๆ แต่ยังมีสิ่งที่เราคาดหวังที่อยากจะเห็น
ในรุ่นปรับปรุงโฉมกันดังนี้

การปรับปรุงช่วงล่างในรุ่นปกติ : แน่นอนว่าถ้าอยากได้การขับขี่ที่มั่นใจและไม่มีอาการมึนหัว ท่านอาจจะต้องไปหา
ชุดสปริงและโช้คอัพเปลี่ยนเอง หรือไม่ก็ขยับไปเล่นรุ่นท็อป TRD แทน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ทำเช่นนั้นแน่ๆ
ในรุ่นปรับโฉมควรลดอาการกระเด้งของช่วงล่างให้น้อยลงหรือหมดไป แต่ก็ต้องคงความนุ่มนวลของช่วงล่าง
ในความเร็วต่ำไว้อยู่

ใส่เซนเซอร์มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังหรือกล้องรอบคัน : โดยปกติของรถ PPV หรือรถที่ยกสูงจะมีมุมอับ
บริเวณรอบๆด้านหน้าและหลังกันชน ทำให้ออฟชันทั้งสองอย่างนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับรถประเภทนี้
ไปแล้ว เพราะไม่เพียงแค่อำนวยความสะดวกในการถอยจอดอีกทั้งยังช่วยในการขับขี่สวนทางกัน
ในเส้นทางที่แคบๆอีกด้วย

แก้ไขปัญหาระดับไฟหน้ามาให้จากโรงงาน : ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศให้ลูกค้าสามารถไปรับบริการแก้ไขระดับ
ไฟหน้ารถที่สูงเกินไปได้ฟรีแล้ว ซึ่งเราก็คาดหวังว่ารถที่ออกจากโรงงานหลังจากนี้ประกาศนี้จะได้รับการปรับระดับ
ไฟหน้าใหม่จากโรงงาน สุดท้ายก็ยังมีระดับไฟหน้าที่สูงอยู่เช่นเดิมอยู่ดี ดังนั้นในรุ่นปรับโฉมควรที่จะได้รับการแก้ไข
ในจุดนี้ได้แล้ว เพราะไม่แค่ที่ลูกค้าและพนักงานจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ไขเรื่องไฟหน้านี้แล้ว อีกทั้งยังช่วย
แก้ปัญหาเรื่องนี้ไปได้อย่างถาวร

อัพเดทโปรแกรมการเปลี่ยนเกียร์ในโหมด Manual : ควรที่จะอัพเดทโปรแกรมที่จะทำให้การตอบสนอง
การเปลี่ยนเกียร์จาก Sequential Shift และ Paddle Shift ในโหมด Manual ให้ตอบสนองเร็วและทันใจ
มากกว่านี้ เพราะการที่ตอบสนองที่ช้าแบบนี้ ลำพังแค่การคิกดาวน์นั้นก็เพียงพอและแทบไม่มีความจำเป็น
ที่ต้องใช้โหมด Manual เลย

คันต่อคัน
สำหรับ Toyota Fortuner 2.4 V 4WD 6AT ราคาอยู่ที่ 1,499,000 บาท เมื่อเทียบคู่แข่งในระดับเดียวกัน
โดยเฉพาะพิกัดเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 ซีซี และราคาในระดับเดียวกัน มีตัวเลือกให้ตัดสินใจดังนี้

Ford Everest : PPV ที่ดีไซน์เรียบง่าย (แต่สวยลงตัวที่สุดในบรรดาตลาดกลุ่มนี้เสียอย่างนั้น) ข้าวของจัดเต็ม
ขาดไปก็แค่กุญแจอัจฉริยะเท่านั้น ช่วงล่างดีที่สุดในกลุ่ม แต่!! เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่ไม่ได้แรงอย่างที่คิด
แถมซดน้ำมันราวกับพึ่งกลับจากวิ่งรอบทะเลทรายซาฮาร่า พวงมาลัยที่ค่อนข้างเบาแต่ไว้ใจกว่าคันข้างบน
เบรกที่ยังคงติดหน่วงกว่าที่คิด และศูนย์บริการที่เสี่ยงทายไม่แพ้เพลงของ BNK48

Chevrolet Trailblazer :การมาของเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 180 แรงม้า ทำให้สมรรถนะที่รีดมานั้น ไม่ธรรมดา
และไม่แพ้เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 200 แรงม้า ออปชั่นให้มาเยอะพอสมควรทั้งชุดเครื่องเสียงรองรับ Apple Carplay
ระบบเตือนการชนและเตือนออกนอกเลน อัตราสิ้นเปลืองที่อยู่ในระดับกลางๆ แต่ศูนย์บริการนอกจากเสี่ยงทาย
ยิ่งกว่าข้างบนแล้ว ยังต้องลุ้นอีกว่าศูนย์บริการใกล้บ้านทั้งจะปิดเมื่อไร หากใครใช้ระยะยาวอาจต้องคิดหนัก

Isuzu Mu-X : PPV ที่เรียกได้ว่า “ทางสายกลาง” สำหรับคนที่ต้องการรถเพื่อใช้งานจริงๆ ไม่ได้เน้นออฟชั่น
หรูหราหรือล้ำสมัยเหมือนคันอื่นๆ แต่ถือว่าพอสู้กับเพื่อนได้ในบางจุด ส่วนเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ทำผลได้ไม่เลวร้าย
เท่าไร เพียงแต่อาจต้องทำใจเรื่องความสนุกในการขับขี่ที่ไม่มันส์เท่า 3.0/2.5 ลิตร ส่วนช่วงล่างยังติดความเป็น
กระบะอยู่ แต่นุ่มนวลและย้วยกว่า  แต่สบายใจในระยะยาว เพราะศูนย์บริการที่เรียกได้ว่า “ดีที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้”
มีปัญหาแก้จบ (แล้วแต่กรณี)

Mitsubishi Pajero Sport : เป็นคู่เปรียบเทียบที่ตรงรุ่นที่สุดทั้งความจุของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อน
จุดเด่นคืออัตราเร่งที่ดีกว่าและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถึงแม้จะสามารถปรับได้เหมือนกัน แต่ก็สามารถใช้บนถนน
และทางออฟโรดได้ดีกว่า ของเล่นไฮเทคอย่างระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ แต่ก็จะมีปัญหาเฉพาะรุ่นอย่างพวงมาลัย
คลอนและเฟืองท้ายหอนที่รุ่นที่แล้วเป็นอย่างไรในรุ่นใหม่นี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่

จากตัวเลือกที่เรากล่าวมา พอที่จะทำให้คุณตัดสินใจอยู่ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้คุณต้องไปทดลองขับด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นลองชั่งน้ำหนักดูว่า การใช้งานของเราและสมรรถนะของรถยนต์ที่คุณไปลองมา เหมาะกันหรือไม่
แล้วถ้ายิ่งใช้ระยะยาวมากกว่า 10 ปี อาจจะต้องคิดเพิ่มขึ้นไปด้วยทั้ง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและอะไหล่
ความทนทาน รวมถึงความรับผิดชอบของศูนย์บริการอีกด้วย

ถึงแม้ Fortuner ในรุ่นนี้ จะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นจากรุ่นก่อน และมันดีพอที่จะสู้กับเพื่อนในระดับเดียวกันได้ แต่ก็ยังมี
บางจุดที่ต้องแก้ไขให้ข้อบกพร่องน้อยลง ผมเชื่ออยู่ว่าทีมวิศวกรของ Toyota เขาสามารถทำให้รถรุ่นนี้ดีได้
เหมือนกับที่ทำใน C-HR เพียงแต่เขาจะตั้งใจทำให้ดีได้ไหมนั้น…? คำตอบมันมีอยู่แล้ว

“แต่เขาจะทำหรือไม่ นั้นคืออีกเรื่อง…”

 

กราบขอบพระคุณงามๆ
-บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
โทร. 0-2386-2000


ทดลองขับและภาพถ่าย : Carsideteam TESTDRIVE
เผยแพร่ครั้งแรก : 19 พฤษภาคม 2561
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Comments
Loading...