[Check-in Drive] Suzuki Swift 1.2 Dual JET GLX Navi CVT | เล็กๆแบบนี้ แต่การขับขี่ฆ่ารุ่นพี่ได้!!!

1,694

กุมภาพันธ์ 2018 Carsideteam ได้ปล่อยคลิปลองขับ All New Suzuki Swift ในรายการ”ขับเร็ว”
กระแสตอบรับมาแรงตั้งแต่ปล่อย VDO Teaser ก่อนที่จะปล่อยคลิปเต็มอีก 2 วันถัดมา ผ่านไปเพียง 3 วัน
มียอดผู้ชมอยู่ที่ 10,000 views ทุบสถิตินับตั้งแต่เปิดช่อง อีกทั้งยังทำให้ยอดผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้น
ถ้ามองในแง่ของคนทำสื่อ สามารถมองได้สองมุมคือ “รูปแบบการนำเสนอ” ที่ยุคสมัยนี้
ผู้บริโภคต้องการรับสารที่สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย แตกต่างจากสมัยก่อนที่ต้องรวดเร็ว

และอีกมุมคือ”ความสนใจของผลิตภัณฑ์” แน่นอนว่ารถยนต์ที่เรานำเสนอมีราคาที่คนทั่วไปสามารถ
เป็นเจ้าของได้ ไม่จำเป็นต้องเช็คสถานะการเงินว่าคุณได้เงินแบบขาวสะอาด ไม่คดโกงใคร หรือแม้กระทั่ง
การรับจองที่ต้องเซ็นสัญญาการซื้อรถช่วงต้นปีแล้วรับรถกลางปี หากจะเป็นแบบนั้น การจะมีรถยนต์
สักหนึ่งคัน คงเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับประชากรบนโลกเรา และยังต้องพึ่งระบบขนส่งมวลชน
ที่เราต้องเสี่ยงดวงว่าระบบอาณัติสัญญาณจะขัดข้องในเวลาใด และรถประจำทางที่เรายังคาดเดา
ไม่ได้ว่าจะได้นั่งรถประจำทางมีแอร์เย็นๆเมื่อไร เพราะทุกวันนี้ยังคงทะเลาะกันเรื่องใครเป็นคนดูแล
และรับผิดชอบการประมูลรถเมล์อีก…..

เดี๋ยวนะ นี่รีวิวรถใช่ไหม ทำไมพิมพ์ไป พิมพ์ชักจะไปกันใหญ่ละ วกกลับมาก่อนที่เว็บจะปลิวแล้วหายไป….
กระนั้นประชากรในประเทศไทย ต้องหารถยนต์ที่สามารถครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลายแบบ
ตลาด Eco Car จึงเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของคนที่อยากมีรถในงบที่เป็นมิตรภาพ แน่นอนว่า
ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายได้ตบเท้าเข้าร่วมลงทุนร่วมกับ BOI ในการผลิต จำหน่าย และส่งออก ทำให้ตลาด
รถยนต์กลุ่มนี้มีความดุเดือดและหลายค่ายรถยนต์ต้องชิงเค้กก้อนนี้ให้มากที่สุด แม้จะเป็นแบรนด์รองก็ตาม

Suzuki เป็นอีกหนึ่งค่ายที่เข้าร่วมโครงการ Eco Car ในประเทศไทย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง
โดยเฉพาะ Suzuki Swift ที่สามารถกวาดยอดขายติดลำดับต้นๆในกลุ่ม อีกทั้งยังเกิดกระแสบอกต่อๆกัน
ในเรื่องสมรรถนะและความคุ้มค่า จึงไม่แปลกที่รถยนต์รุ่นนี้จะเห็นบนท้องถนนบ่อยอยู่เสมอ โดยเฉพาะ
ต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ถึงขนาดผู้บริหารของ Suzuki Thailand บอกว่า “Swift Land”

8 กุมภาพันธ์ 2018 เป็นอีก 1 วันที่ Suzuki Thailand ตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่สุด เพราะการมาของรุ่นที่ 3
ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการในฐานะ “Eco Car Phase 2” แม้ว่ากระแสตอบรับอาจไม่ได้เปรี้ยงเหมือนรุ่นก่อน
แต่ก็มีการพูดถึงเป็นอย่างมาก อาทิ ราคาและอุปกรณ์ที่ให้มาอย่างสมเหตุสมผล การจัดรุ่นย่อยที่ดูกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก
ทำให้หลายคนต่างรู้สึก “สนใจ” แต่เมื่อดูรายละเอียดด้านวิศวกรรม จึงเกิดคำถามที่ว่า “ทำไมตัวเลขมันลดลง?”
ข้อสงสัยทำให้ผมและ Ko Jmngwp ตัดสินใจไปลองขับแบบสั้นๆที่โชว์รูม (ตามในคลิปขับเร็วที่ทุกท่านเห็นกันไปแล้ว)
และเหมือนจะมีบางจุดที่ยังคาใจ กระนั้นจังหวะที่ผมลงกรุงเทพเพื่อสะสางงานต่างๆ จึงยกหูโทรศัพท์ติดต่อหา PR
เพื่อประสานงานยืมรถทดสอบ แล้วได้ลองร่วมใช้ชีวิตด้วยกันเกือบสัปดาห์ ทำให้เรารู้เลยว่า “มันไม่ธรรมดาจริงๆ”
แล้วมันไม่ธรรมดาอย่างไร เลื่อนลงมาไปค้นหาพร้อมกันครับ

Street of Story by Gun Takatojenry24v

Suzuki Swift เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 โดยเป็นการนำ Cultus (รถยนต์ขนาด B-Segment ประจำค่าย
ในสมัยนั้น) มาแปะเพื่อทำตลาดในยุโรปและเอเชียบางประเทศ แต่ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเริ่มทำตลาดครั้งแรก
ในปี 2000 ซึ่งตัวรถไม่มีอะไรมาก เป็นการนำ Suzuki Kei (K-Car ทรงสูงหน้าเรียบๆสำหรับทำ
ตลาดในญี่ปุ่นเท่านั้น) มาขยายร่างและวางเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้น แม้จะขายได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่เป็นที่น่าจดจำ

ในประเทศไทยเริ่มรู้จัก Suzuki Swift ในปี 1993 เช่นเดียวกับยุโรป ซึ่งเป็นการนำ Cultus มาเปลี่ยนชื่อรุ่น
เช่นเดียวกัน ทำตลาดภายใต้การบริหารโดย สยามอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ (เจ้าของเดียวกับสยามกลการ
ในสมัยนั้น) และได้รับความนิยมประมาณหนึ่ง หลังจากนั้นก็มีการวางจำหน่ายรุ่นที่ 2 ออกมาในช่วงปลายปี
1998 ที่ออปชั่นเพิ่มขึ้น และหน้าตาที่ทันสมัยขึ้น แต่ยอดขายก็ไม่ค่อยดี (เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ
ในตอนนั้นที่ซบเซา และรถที่สั่งเข้ามาขายมีจำนวนน้อย ทำให้หาตัวจริงบนท้องถนนยากมากๆ)

ทว่าในปี 2004 Suzuki เองอยากจะทำรถยนต์เพื่อเน้นขายในตลาดทั่วโลก และต้องการพลิกโฉมในทุกๆด้าน
เริ่มจากการนำ Suzuki Concept-S ไปเผยโฉมในงานซึ่งเส้นสายจะใกล้เคียงกับรุ่นขายจริงมากที่สุด

จนในที่สุด รุ่นขายจริงก็เปิดตัวในปี 2005 จนได้ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแนวคิดครั้งนี้ทำให้ประสบความสำเร็จ
อย่างล้นหลามในหลายๆประเทศ จนมียอดขายสูงถึง 1 ล้านคันในปี 2006 ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการแตกหน่อ
ไปอีกไม่ว่าจะเป็น Swift Sport ที่จับรุ่นธรรมดามาแต่งซิ่งจากโรงงาน Suzuki โดยตรง และ Swift Dzire
เวอร์ชั่นซีดานตัวถังกุดสำหรับตาดอินเดียเท่านั้น

และความนิยมของ Swift รุ่นนี้ บ้านเราก็มีโอกาสสัมผัสเหมือนกับประเทศอื่นๆบ้าง เพียงแต่ว่า แม้จะมีออปชั่น
เยอะไม่แพ้เวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่ในเมื่อตัวรถมาในรูปแบบนำเข้าจากญี่ปุ่น ทำให้ราคาขายปลีกตกอยู่ที่ 1.4 – 1.5 ล้าน!!!
แน่นอนว่ารถระดับ B-Segment ที่เป็นคู่แข่งของ Jazz กับ Swift แต่มีราคาสูงเทียบเท่ากับ Camry และ Accord
ทำให้ยอดขายค่อนข้างน้อยมาก จนเลิกทำตลาดไปอย่างน่าเสียดาย…เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น

เพราะ Suzuki ได้เปลี่ยนมือผู้แทนจำหน่ายจากสยามอินเตอร์ มาเป็น iTOA (ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TOA
ที่รู้จักกันดีในธุรกิจสีทาบ้านนี่แหละ) และแน่นอนว่า การเปลี่ยนมือครั้งนี้ ทำให้ Swift กลับมาทำตลาดอีกครั้ง
และที่สำคัญ นอกจากจะเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์แล้ว ยังมีราคาถูกกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง!! เพราะรอบนี้จะเป็นการนำเข้า
จากอินโดนิเซีย และแน่นอนว่ายอดขายดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่รอช้า จึงเตรียมส่งรุ่นที่ 2 ออกมาขายทันที

รุ่นที่ 2 เปิดตัวในตลาดโลกเมื่อปี 2010 เป็นการนำ Swift มาปรับเส้นสายให้โค้งมนและดูยาวขึ้น ไฟหน้า
และไฟท้ายที่ลากหางออกมาให้ยาวขึ้นชัดเจน ช่องต่างๆบนกันชนหน้าใหญ่โตขึ้น และออกแบบประตูท้าย
ให้มีมิติและดูลาดลงขึ้น ส่วนภายในออกแบบเส้นสายบนแผงคอนโซลให้ดูเป็นหนึ่งเดียว โดยแผงตรงกลาง
ออกแบบชุดเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศให้เข้าชุดกัน พร้อมรายละเอียดอื่นๆที่ทันสมัยขึ้น

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร และ 1.4 ลิตรเป็นมาตรฐานทั่วโลก (ไม่ได้ทำบล็อกพิเศษเพื่อ
ตลาดในประเทศไทยโดยเฉพาะ) พร้อมปรับการขับขี่ให้ดีขึ้น และสำหรับตลาดยุโรปนับเป็น Swift
รุ่นสุดท้ายที่มีเวอร์ชั่น 3 ประตูให้เลือก นอกจากนี้นอกจากจะมีเวอร์ชั่น Sport และ DZire แล้ว
ยังทำเวอร์ชั่นมินิแวนในชื่อ Ertiga และเวอร์ชั่นซีดานที่หรูกว่า DZire อย่าง Ciaz ที่คุ้นเคยกันดี

แน่นอนว่าประเทศไทยยังได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายเช่นเคย แต่งวดนี้ Suzuki ลงทุนสร้างโรงงาน
ในจังหวัดระยองสำหรับผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ รวมถึงเข้าโครงการ
Eco Car Phase 1 อีกด้วย และเปิดตัวในวันที่ 22 มีนาคม 2555 (ซึ่งเป้นจังหวะเดียวกับคู่แข่งอย่าง
Mitsubishi Mirage พอดี!!) พร้อมกับดึงหลุยส์ สก็อต นักร้องอดีตวง Raptor และเป็นนักแสดงของ
ละครช่อง 3 มาเป็นพรีเซนเตอร์อยู่ช่วงหนึ่ง

แน่นอนว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม แถมช่วงนั้นมีนโยบายรถคันแรก ทำให้ยอดจองสูงถึงขั้น
ผลิตไม่ทันเป็นระยะหนึ่ง (ซึ่งรุ่นขายดีจะเป็น GLX อันเป็นตัวท็อปสุดใน Line-Up ของบ้านเรา) ทว่า
การกระตุ้นตลาดกลับมีแค่เพิ่มรุ่นพิเศษเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว Energy Green,เพิ่มสติ๊กเกอร์
คาดดำคาดขาว (แล้วแต่สีรถ)ในรุ่น GLX Limited ,RX ที่เพิ่มออปชั่นต่างๆให้ครบเครื่องขึ้น
SAI ที่นำเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์มาขายทั้งดุ้น และ RX II ที่นำรุ่น SAI และ RX รวมกัน

ขณะที่รุ่นธรรมดากระตุ้นตลาดแค่เกียร์ธรรมดาที่ล็อตแรกๆยังไม่มี ABS (แต่มาใส่ให้ในภายหลัง)
และวางขายตลอดอายุโดยไม่มีการปรับโฉมเลย (ซึ่งหน้าตาจะเหมือนกับ Swift SAI และ RX II)

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงเกี่ยวกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ แร็คพวงมาลัยที่มีเสียงดังจนมี
คนร้องเรียนไปหลายราย แต่สุดท้ายก็มีการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น แต่แล้ว การมาของ Yaris ทำให้
ยอดขายของ Swift ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนตอนออกใหม่ๆ เนื่องจากตัวรถของคู่แข่งโดนใจ
ลูกค้าส่วนใหญ่มากกว่า ทำให้ยอดขายอยู่ในระดับกลางๆจนถึงทุกวันนี้

การมาของ Swift รุ่นที่ 3 แน่นอนก็ยังคงรักษาเส้นสายเดิมๆไว้ แต่มีการปรับเส้นสายให้ทันสมัยขึ้น
พร้อมออปชั่นที่ให้มากแบบครบครัน และระบบความปลอดภัยที่สอดรับกับนโยบาย Eco Car Phase 2
กระแสตอบรับ แม้อาจไม่หวือหวามากเท่ากับรุ่นที่ 2 แต่ถือว่าลูกค้าให้ความสนใจในระดับนึง
ยอดขายตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2561 อยู่ที่ 3,522 คัน แต่กระนั้นลูกค้าหลายคนยังคงมอง
Swift เป็นตัวเลือกในการซื้อรถอยู่เหมือนเดิม หลังจากที่ทราบประวัติไปแล้ว เราไปดูรายละเอียดส่วนต่างๆกันครับ
เลื่อนลงมา….


ขนาดตัวรถของ Suzuki Swift มีความกว้าง 1,735 มม. ยาว 3,840 มม. สูง 1,495 มม. ฐานล้อ 2,450 มม.
น้ำหนักตัวรถ  910  กก. ภาพรวมของตัวรถถือว่า ตัววรถมีขนาดที่กว้างขึ้น 40 มม. แต่สั้นและเตี้ยลง 10 มม.

 

การออกแบบภายนอก วิศวกรตั้งใจให้ Swift ยังคงเอกลักษณ์เดิม แต่มีการปรับเส้นสายให้เหลี่ยมสัน
และสปอร์ตขึ้น เริ่มต้นจากกระจังหน้า ทรงหกเหลี่ยมคางหมู พร้อมขอบเส้นกระจังหน้าตรงกลางสีแดง
ไฟหน้า Projector แบบ LED พร้อม LED Daytime Running Light สามารถปรับสูงต่ำได้ 5 ระดับ
กันชนดีไซน์ใหม่ที่รับกับไฟตัดหมอกหน้า ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/55 R16
มือจับประตูด้านหลังออกแบบให้รับกับกรอบหน้าต่าง เมื่อดูผ่านๆจะคล้ายกับรถยนต์ 3 ประตู
ไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3

กุญแจของ Suzki Swift เป็นแบบ Smart Keyless Entry ดีไซน์ใหม่ ดอกกุญแจมีขนาดเล็กลง
ดีไซน์เรียบง่าย คล้ายเม็ดลูกอมซูกัส สามารถปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องหยิบรีโมทขึ้นมา
พร้อมปุ่ม Push Start

เปิดประตูดูภายใน : กว้างขึ้น สัมผัสง่ายขึ้น วัสดุดรอปลง
ภายในห้องโดยสาร Suzuki Swift ได้เปลี่ยนใหม่หมด เพื่อให้การใช้งานง่ายและใกล้มือมากขึ้น
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการออกแบบที่มีรายละเอียดเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซลหน้าที่มีแถบเมทัลลิก
ที่หนาและยาวขึ้น วัสดุต่างๆยังคงดูดีเช่นเคย แต่ที่ตำหนิเล็กๆคือ รุ่นเดิมออกแบบช่องแอร์สวยอยู่แล้ว
ในรุ่นใหม่ดันเป็นแบบช่องกลมเสียอย่างนั้น ซึ่งดูไม่เข้ากันอย่างรุนแรง

เบาะนั่งเป็นแบบผ้าลายสปอร์ต เพิ่มฟองน้ำในบางจุด เพื่อความโอบกระชับและนั่งสบายขึ้น เมื่อลองนั่งแล้ว
รู้สึกนั่งสบายกว่ารุ่นเดิม โดยเฉพาะจุดที่รองรับต้นขาทำได้ดีขึ้น ส่วนปีกเบาะที่รองรับหลัง ทำได้กระชับขึ้น
หากเทียบกับรถในกลุ่มเดียวกัน ยังคงให้ Nissan Note เหมือนเดิม เพราะทำเบาะได้กระชับและนั่งสบาย

พวงมาลัยหุ้มด้วยวัสดุหนัง 3 ก้าน ท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง รองรับ Siri Eye-free
และ Cruise Control สามารถปรับระดับแบบสูง-ต่ำ และ เข้า-ออกได้ ภาพรวมกระชับมือดีขึ้น
ปุ่มสัมผัสทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน

มาตรวัดออกแบบใหม่ มีขนาดใหญ่โตขึ้นชัดเจน พร้อมเข็มความเร็วที่อยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา
พร้อมแสงสีขาว/แดง พร้อมตัวอักษรที่อ่านง่ายขึ้นชัดเจน มาพร้อมกับจอแสดงผลการขับขี่ MID
ที่แสดงข้อมูลได้หลากหลาย แต่มาพร้อมกับจอแสดงผล LCD แบบขาวดำ ที่แสดงข้อมูลทั้ง
อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย, อัตราสิ้นเปลืองขณะขับขี่, ระยะทางที่สามารถขับขี่ได้ ,ระยะเวลา-
-การใช้ idling stop ,ระยะเวลาการขับขี่ และ อุณหภูมิภายนอกรถ ส่วนตัวแอบเสียดายเล็กๆ
ที่เวอร์ชั่นต่างประเทศมาพร้อมกับจอสี และฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้น

ชุดเครื่องเสียงของ Swift ในรุ่นปกติจะเป็นวิทยุ/ซีดีรองรับแผ่น MP3 พร้อมช่องต่อ USB และมีช่อง
AUX เพิ่มเข้ามา (รุ่นเดิมมีแค่ช่อง USB เท่านั้น!!) และมี Bluetooth เสริมมาให้ ซึ่งคุณภาพเสียง
ถือว่ายังพอฟังได้ แต่ในรุ่นท็อปสุด ให้ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสพร้อมรองรับ Apple CarPlay
(ซึ่งตัววิทยุยกมาจาก Suzuki Ciaz RS มาเลยนั่นแหละ) คุณภาพเสียง ผมได้ลองเซท 0 ทั้งเสียงทุ้ม
เสียงใส และ เสียงแหลม พบว่าทำได้ดีมาก การขับเสียงในแต่ละแบบทำได้กำลังดี ไม่หนักแน่นจะเสียงแตก
หรือเสียงใสจนแห้ง ส่วนการใช้งาน Apple Car Play แทบจะเหมือนกับเครื่องเสียงทุกรุ่นที่รองรับ คือใช้งานง่าย
แต่ระวังเรื่องสายเชื่อมต่อ หากไปโดนหรือขยับอาจทำให้การเชื่อมต่อสะดุดได้ ข้อสังเกตอีกจุดของการใช้
Apple CarPlay คือการปล่อยประจุไฟฟ้า ที่ปล่อยมากกว่าช่องเสียบไฟปกติ ส่วนนึงน่าจะมาจากฟังก์ชั่นบางตัว
อาจต้องไฟมากกว่าปกติ ดังนั้นหากจะใช้เพื่อชาร์จถือว่าเป็นเรื่องดี ส่วนต่อมาเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ออกแบบเป็นวงกลม 3 ช่องมาให้ก็จริง แต่การใช้งานนั้นค่อนข้างง่าย
ปุ่มต่างๆใช้งานได้ค่อนข้างสะดวก
และปุ่มควบคุมอุณหภูมิกับแรงลมทำได้ง่ายแค่บิดไปที่สวิตซ์เลย ไม่ต้องคอยกดปุ่มโหมดที่จะปรับก่อนแล้ว
หมุนเหมือนบางรุ่น (ซึ่งรุ่นที่มีสวิตซ์แบบนั้นได้เลิกใช้ไปเรียบร้อยแล้ว)

บรรดาช่องเก็บของต่างๆออกแบบให้เรียบร้อยขึ้น แม้กระทั่งฝาปิดช่อง USB ที่ออกแบบให้เหมือนกับฝาปิด
ช่องเสียบไฟ 12 โวลต์ (ขณะที่บางรุ่นยังเป็นแบบยางอยู่) พร้อมช่องวางของจุกจิกที่วางได้จริง และ
ที่วางแก้วน้ำด้านหน้าที่อยู่ในตำแหน่งที่คุ้นเคยกันดีในรถยนต์ขนาดเล็กหลายๆรุ่น

เบาะหลังของ Suzuki Swift สามารพับเบาะแบบ 60:40 ได้ ความสบายอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้หากในเมือง
แต่ถ้าทางไกล อาจต้องเปลี่ยนบริบทนิดนึง ส่วนพื้นที่วางขามีความกว้างที่พอดี พื้นที่ศีรษะค่อนข้างโปร่ง
ทำให้คนตัวสูง(อย่างผม) 172 ซม. นั่งได้สบายไม่มีปัญหา


ขุมพลัง

การตัดสินใจของ Suzuki Thailand ในการนำ Swift รุ่นที่ 3 เข้าร่วมโครงการ Eco Car Phase 2
เป็นการบอกกับลูกค้าชาวไทยในทางอ้อมว่า “คุณจะได้เครื่องยนต์ใหม่” แม้ว่าปริมาณความจุกระบอกสูบ
จะยังคงเท่าเดิม เมื่อเรามองลงลึกเข้าไปจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควร
ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

ครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,200 ซีซี รหัส K12M 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน
จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดคู่อิเลคทรอนิกส์ Dual JET ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (72 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ-นาที
แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ-นาที อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 95 กรัม/กิโลเมตร*
(*อ้างอิงจาก www.car.go.th) สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก็สโซฮอล์ 91,95 (E10) และ E20 ได้
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Shift Lock

นอกจากนี้ Suzuki Swift เป็นรถยนต์รุ่นแรกในประเทศไทยที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานภายใต้ชื่อ
HEARTECH Platform มีจุดเด่นคือ โครงสร้างช่วงล่างถูกออกแบบให้โค้งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่น
แข็งแกร่งและทนทานมากขึ้น ลดการบิดตัว น้ำหนักเบาลง แต่ควบคุมง่ายขึ้น

สมรรถนะ
สำหรับตัวเลขอัตราเร่งโดยเฉลี่ยของ Suzuki Swift 1.2 GLX Navi มีดังนี้
(ทดสอบในตำแหน่งเกียร์ D โหมดการขับขี่ : ปกติ อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส)

แม้แรงม้าและแรงบิดจะลงลด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเร็วและแรงขึ้น งานนี้ Suzuki เน้นเรื่องการทำ
รถให้มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงและทนทานมากขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมพบว่าไวกว่าชัดเจน สังเกตได้
จากการตอบสนองคันเร่งที่ไวขึ้น อาการหน่วงยังมีให้เห็นแต่น้อยลง การเร่งแซงถือว่าไวกว่าเดิมอย่าง
เห็นได้ชัด แม้จะยังต้องหาจังหวะก็ตาม แต่ภาพรวมทันใจขึ้น หากจะเทียบรถยนต์ในกลุ่ม Eco Car
จะพบว่าตัวเลขอัตราเร่งเหนือกว่า Toyota Yaris ไปเลย ด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบากว่าแต่อาจจะสูสีกับ
Mitsubishi Mirage ที่รายนั้นมีน้ำหนักและขนาดที่เล็กกว่า

เกียร์ของ Suzuki Swift เป็นแบบอัตราทดแปรผัน หรือ CVT แบบเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มีการปรับปรุง
ให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น จากที่ลองขับพบว่า”นุ่มนวลขึ้นจริงๆ” การตอบสนองทำได้ไวขึ้น ขณะเดียวกัน
ยังมีโหมด Sport ฝั่งอยู่ตรงหัวเกียร์คล้ายกับปุ่ม Over Drive เมื่อกดลงไป รอบเครื่องยนต์จะดีดขึ้นมา
อยู่ประมาณ 2,500 – 3,000 รอบต่อนาที เหมาะสำหรับนักขับผู้ปาดเปรื่องที่มีความเร่งรีบระดับ”สูงชิบหาย”
เครื่องยนต์และเกียร์ จะประสานงานกัน เพียงแค่แตะหรือกระแทกคันเร่งลง กำลังเครื่องยนต์จะไหลมา
อย่างต่อเนื่อง รอบเครื่องยนต์จะลากและตัดรอบเร็วกว่าปกติ เพื่อเน้นเรียกกำลังที่ฉับไวขึ้น ทางที่ดีอยากให้
Suzuki เอาโหมด S อยู่ในแท่นเกียร์ไปเลยจะดีกว่า ในแง่อีกมุมหนึ่งอยากให้ใช้โหมด S ได้ตลอดเวลา
โดยไม่ต้องโยกเกียร์ลงมา ส่วนความเร็วต่ำบางช่วงมีความนุ่มนวลอยู่บาง แต่พอคลานรถไปอย่างช้าๆ
พบว่ามีอาการเย่อให้เห็นอยู่ แม้จะน้อยลงกว่ารุ่นเดิมก็ตาม กระนั้นถ้าไม่อยากหงุดหงิด ควรค่อยๆเติมคันเร่ง
เพื่อกลบอาการ แต่อย่าเติมเยอะเกินไป จากนุ่มนวลจะกลายเป็นพุ่งไปจิ้มคันหน้าแทน

พวงมาลัยเป็นแบบแร็ค แอนด์ พีเนียน พร้อมช่วยผ่อนแรงไฟฟ้า EPS ในด้านน้ำหนักถือว่าทำได้ดีมาก
ความเร็วต่ำรู้สึกเบา ควบคุมง่าย แต่แม่นยำ ทำให้การขับซอกแซกในเมืองมั่นใจและธรรมชาติมากขึ้น
ขณะที่ความเร็วสูงจะปรับให้หนักและนิ่งขึ้น อาการฟรีของพวงมาลัยมีแต่ไม่เยอะจนเสียความมั่นใจ
ภาพรวมถือว่าดีสุดในกลุ่มระดับเดียวกัน แต่อาจเป็นรองแค่ Mazda 2 เท่านั้น

แป้นเบรกของ Swift เมื่อกดลงไป จะสั่งไปยังดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อทำงาน พร้อมระบบ ABS/EBD
ในแง่ของน้ำหนักถือว่าประทับใจ น้ำหนักเท่าไรให้เท่านั้น ไม่หน่วงไม่เร็วจนน่าตกใจ การทำงาน
หากกดเพียงครึ่งแป้น พบว่าการตอบสนองไวแต่นุ่มนวล ภาพรวมประทับใจกว่ารุ่นก่อนมาก

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยสปริง ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยสปริง
การซับแรงสะเทือน ในย่านความเร็วต่ำทำได้นุ่มนวล ไม่แข็งจนเกินไป (ถ้าลมยางไม่ต่ำมาก) มีบางช่วง
มีอาการแข็งให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าเกลียดจนเกินไป ส่วนความเร็วสูงจะมีอาการแข็งอย่างเห็นได้ชัด
ในย่านความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ตัวรถมีความนิ่งและต้านกระแสลมได้ดี ส่วนการเข้าโค้งพบว่ามีอาการท้ายออก
ให้สัมผัสเล็กๆ แต่มีความมั่นใจเวลาเข้าโค้งอยู่ แม้อาจจะยังไม่เท่า Mazda 2 หรือ Nissan Note แต่ถือว่าอยู่
ในลำดับต้นๆของตลาดที่เซทช่วงล่างได้ดี นิ่ง และเกินหน้าเกินตารุ่นพี่อย่าง B-Segment ไปแล้ว

ระบบความปลอดภัยของ Suzuki Swift ติดตั้งมาแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันล้อล็อค ABS ,
ระบบกระจายแรงเบรก EBD ,ระบบเสริมแรงเบรก BA , ระบบควบคุมการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล็อหมุนฟรี TCS ,
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Hold Control ,ถุงลงนิรภัย 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านหน้า 2 จุด / ด้านข้าง 2 จุด
และ ม่านนิรภัย 2 จุด , โครงสร้างนิรภัยพร้อมเหล็ก Ultra High-Tensile Steel

Carsideteam Fuel Con. Mode
ในเมื่อน้ำหนักรถเบาลง ตัวเลขอัตราเร่งดีขึ้น ข้อสุดท้ายที่เราอยากจะรู้คำตอบคือ “อัตราสิ้นเปลือง”
จากที่ Suzuku เคลมว่าประหยัดกว่ารุ่นเดิม กระนั้นสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น นำมาทดสอบให้รู้ผลกัน

เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน ESSO แก็สโซฮอล์ 91 จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัย
เซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D
ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์ แล้วเลี้ยวซ้าย
เข้าซอยอารีย์ลัดเลาะไปออกแถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบนทางด่วนสายอุดรรัถยา
ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทางด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม. เนื่องจาก
รถที่เราทดลองขับมีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น 

หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมัน
ที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.9 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.41 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 21.06 กม./ล.<<

ประหยัดที่สุดในบรรดารถทดสอบที่เราเคยทำมาและในกลุ่ม Eco Car อีก!! กลัวแล้วครับ
ประหยัดแบบถวายชีวิตจริงๆ ในแง่ของการขับขี่ในเมืองอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18.60 กม./ล.
ขณะที่น้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ไกลสุด 537 กม. แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละท่านนะครับ

รวบให้ฟังหลังลองขับ
:ขับขี่ดีจนรุ่นพี่เริ่มกลัว แต่ของบางอย่างให้มาเหอะ
หลายครั้งที่เราเห็นรถยนต์ Eco Car มีการขับขี่เน้นใช้งานทั่วไป ไม่หวือหวาหรือขับสนุกเท่าไร พูดง่ายๆว่า
มีใว้ใช้ก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับ Suzuki Swift กลับเป็นรถยนต์ที่ทำให้ Eco Car มีสมรรถนะที่โดดเด่น
ไม่แพ้รถยนต์ระดับ B-Segment ในราคาที่หลายคนเอือมถึง และกลายเป็นรถยนต์ไม่กี่รุ่นที่เกิดความรู้สึก
“ไม่อยากคืนและน่าสู่ขอเหลือเกิน” มันมีหลายจุดที่ประทับใจมากจนว่าตรงๆ หาข้อเสียไม่ค่อยเจอ
กระนั้นถ้าจะพูดถึงข้อดีอย่างเดียวก็จะไม่ดีต่อคุณผู้อ่าน ข้อเสียของรถรุ่นนี้ก็มีเช่นกัน ผมได้ลิสต์ไว้ดังนี้

ข้อดี
อัตราเร่ง : แม้แรงม้าและแรงบิดจะลงลด แต่กลับทำผลงานได้ดีมาก กดคันเร่งแบบเต็มตีน กำลังเครื่อง
ถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องและไว ส่วนนึงมาจากการลดน้ำหนักชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้ตัวรถเบาลง
ตัวเลขจึงออกมาไวขึ้นอย่างที่เห็น

พวงมาลัย : รถ Eco Car อะไรกัน เซทพวงมาลัยได้ธรรมชาติมาก ในความเร็วต่ำเบาแต่หนืดกำลังดี
พอความเร็วสูง นิ่ง หนืด หนัก แต่แม่นยำ ยิ่งขับในเมืองจังหวะที่ต้องซอกแซก ทำได้คล่องตัว จนอยาก
บอกกับ Suzuki ว่า “ขอแบบนี้ อย่าเปลี่ยนแปลงเลย”

ช่วงล่าง : การซับแรงสะเทือนดี ยิ่งการเข้าโค้งให้ความรู้สึกมั่นใจกว่ารุ่นเดิม เติมคันเร่งได้ต่อเนื่อง
ขณะเข้าโค้ง ภาพรวมผู้หญิงขับชอบ ผู้ชายขับมั่นใจ เซทได้นิ่งและดีกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน

ทัศนวิสัย : งานนี้ขอชื่นชมวิศวกรที่ยังคงเอกลักษณ์ของ Suzuki Swift รุ่นก่อนๆได้อย่างดี
เวลามองรถด้านหลัง สามารถทำได้ทันที แม้จะมีหมอนรองศีรษะที่เบาะรบกวนบ้างแต่ไม่มาก
ในรุ่นต่อไปอาจจะต้องทำงานออกแบบให้ล้ำขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ ทั้งนี้ต้องหาความพอดีของ
สองอย่างนี้ให้ได้

ข้อเสีย
เกียร์ : ในด้านความนุ่มนวลถือว่าสอบผ่าน แต่สิ่งที่ยังรู้สึกหงุดหงิดใจหน่อยๆ คงจะเป็นอาการเย่อ
ที่พบได้ในช่วงความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. ต้องเลี้ยงคันเร่งเบาๆช่วยไปด้วย กระนั้น Suzuki อาจต้อง
หาวิธีเซทเกียร์ลูกนี้ให้มีอาการเย่อน้อยกว่านี้

ช่วงล่าง : อ่าว! ทำไมด้านมาอยู่ในข้อเสียด้วย เอาจริงๆแล้วจุดสังเกตอย่างนึงคือ อยากให้เซทช่วงล่าง
ที่มั่นใจในขณะเข้าโค้ง แม้จะมีอาการท้ายออกให้เห็นอยู่น้อยมาก แต่อยากให้เซทนิ่งกว่า

ออปชั่นเล็กๆน้อยๆ : เช่น เซนเซอร์กะระยะ กล้องมองหลัง ไฟภายในรถยนต์ (อย่างหลังควรเพิ่มมาก)
คือเซทรถมาดีขนาดนี้ ถ้ายังจะกั๊กของเล็กๆน้อยๆอยู่ ลูกค้าบางรายก็หนีไปคันอื่นทันที ใส่มาเถอะ
สองอย่างแรก อาจไม่สำคัญเท่าไร (แต่สำคัญมากสำหรับลูกค้าบางกลุ่ม) แต่ไฟภายในรถใส่มาเถอะ
กลางคืนเวลาหาของลำบากมาก!!!!

คันต่อคัน
ราคา 629,000 บาท หากเทียบกับรถยนต์ Eco Car 5 ประตูในท้องตลาดปัจจุบันแล้ว
มีรุ่นไหนที่เป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภคเก็บไว้พิจารณาละ

Toyota Yaris : พึ่งจะปรับโฉมครั้งใหญ่ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ด้วยหน้าตาที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารใหม่หมด ลูกเล่นไม่โดดเด่นแต่เพียงพอ เครื่องยนต์และเกียร์ที่ให้สมรรถนะ
กลางค่อนบน แต่ทนทาน ทนทุกสภาพตีนคนขับ ช่วงล่างเซทดีขึ้นจากรุ่นก่อนแต่ยังไม่ถึงกับนิ่งมาก
ออปชั่นความปลอดภัยมีให้อย่างครบครัน ศูนย์บริการมีคลอบคลุมทั่วประเทศ

Nissan Note : Eco Car ที่มาแทนรุ่นสูงสุดของ Nissan March จุดเด่นอยู่ที่ตัวรถมีความยาวที่สุดในกลุ่ม
ภายในนั่งสบายและกว้างมาก สามารถจุคนได้มากสุด 6 คน ด้วยพื้นที่วางขาที่กว้างระดับคนนั่งลงไปได้
ช่วงล่างนิ่ง เข้าโค้งมั่นใจ แต่เสียตรงเครื่องยนต์ที่อืดดดดดดดดสุด เกียร์ที่มีอาการเย่อรุนแรง ส่วนศูนย์บริการ
อยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ได้

Mitsubishi Mirage : Eco Car ไซส์มินิมีดีที่ความคล่องตัวเหนือกว่าชาวบ้าน ความปลอดภัยยกมาจาก
SUV รุ่นพี่อย่าง Pajero Sport เป็นจุดขายที่สู้กับเพื่อนในกลุ่มได้ เพียงแต่การขับขี่ในย่านความเร็วสูง
มีอาการเป๋ไปตามกระแสลม ช่วงล่างไปในทางนุ่มย้วยเล็กๆ พวงมาลัยเซทได้เบาเอาใจผู้หญิง ผู้ชายอาจต้อง
ใช้ศีลสมาธิในการขับขี่ อัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองไม่หวือหวา แต่ไม่เลวร้าย ศูนย์บริการอยู่กลางๆ
ค่อนข้างดี แต่แคมเปญโหดมาก ใครที่เป็นสาวกเพชร 3 เม็ด อาจจะตัดสินใจง่ายหน่อย

Suzuki Celerio : Eco Car ภูธร สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์มาใช้แทนรถจักรยานยนต์ ด้วยราคาที่เป็นมิตรมาก
ภายในห้องโดยสารกำลังดี เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เหมาะกับการใช้งานในเมือง ค่าบำรุงรักษาไม่โหดมาก

Honda Brio : Eco Car ที่หลายคน(น่าจะ)หลงลืมกันไปแล้ว ด้วยรูปทรงที่สั้นกะทัดรัด ภายในห้องโดยสารที่
พยายามดูรวมสมัยขึ้น ราคาที่ไม่โหดร้าย การขับขี่ดีไม่แพ้รุ่นอื่นๆในท้องตลาด แต่ด้วยหน้าตาที่อาจไม่ถูกใจเท่าไร
ทำให้หนูน้อยคันนี้ไม่ทำตลาดต่อในประเทศไทยแล้ว คงต้องฝากความหวังให้กับ Jazz/City รุ่นต่อไป


ขณะที่ผมคืนกุญแจให้กับพี่ต้อม PR Suzuki Thailand แล้วเกิดคำถามในใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง “ถ้าเราจะซื้อรถเพื่อใช้งาน
แต่อยากได้สมรรถนะที่ให้ความมั่นใจกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ผมคงต้องทำงานไปอีก 2-3 ปี เพื่อเพิ่มงบประมาณ
ไปจบกับรถที่มีราคาสูงกว่า” แต่หลังจากที่ได้ลองใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 1 สัปดาห์ ผมเริ่มลังเลใจแล้วว่า
“มันอาจจะเป็นรถยนต์ที่อยากให้ครอบครัวมาลองขับจริงๆ” แล้วเชื่อได้เลยว่าอาจจะเปลี่ยนความคิดไปทันที
ทั้งนี้เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ ไปโชว์รูมใกล้บ้านท่าน ทดลองขับแล้วลองพิจารณาดูว่ามันดีต่อท่านหรือไม่

“เพราะถ้าคุณไม่ลอง ก็ไม่รู้ว่ามันดีจริงอย่างที่คนอื่นกล่าวมารึเปล่า….ต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง”



ขอขอบคุณ

-บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
เอื้อเฟื้อสำหรับรถยนต์ในการทดสอบ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : Naow27 
เผยแพร่ครั้งแรก : 27 กรกฎาคม 2561

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...