Audi A4 Minorchange : ปรับหน้าตาใหม่ให้ปราดเปรียวกว่าเดิมพร้อมขุมพลัง 6 ทางเลือก

234

Audi A4 เป็นรถยนต์ซีดานน้องเล็กสุด และยังเป็นรุ่นขายดีประจำค่ายที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 1994
โดยโฉมปัจจุบันเป็นโฉมที่ 5 ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2015 มาคราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะแต่งหน้าทาปาก
เพื่อกระตุ้นตลาดเพื่อรับมือกับคู่แข่งที่เปิดตัวโฉมใหม่กันไปก่อนหน้านี้อย่าง Mercedes-Benz C-Class
และ BMW Series 3 ที่ออกมาได้ระยะหนึ่ง โดย Audi A4 จะมีการวางจำหน่ายในเร็วๆนี้

หน้าตาภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • ไฟหน้าปรับรายละเอียดในกรอบใหม่เป็นแบบ Matrix LED โดยไฟหรี่มาเป็นแบบช่องๆ
    ตามสไตล์ Audi ยุคใหม่ๆ พร้อมระบบเปิดไฟหน้าสูง/ต่ำอัตโนมัติ
  • กระจังหน้าปรับรายละเอียดใหม่
    • รุ่นพื้นฐาน (A4) ปรับเส้นแนวนอนข้างบนให้เหลือเส้นเดียว พร้อมถอดโครเมียมออกไป
      และตกแต่งด้วยเส้นสีดำแทน
    • รุ่นสปอร์ต (S4) มาพร้อมกับกระจังหน้าตาข่ายพร้อมตกแต่งโครเมียม พร้อมเพิ่มช่อง
      บริเวณเหนือกระจังหน้าออกมาต่างหาก
    • รุ่นแต่งลุย (A4 allroad) ลดความถี่ของเส้นแนวตั้งกระจังหน้าลงเหลือ 6 เส้น
  • ปรับช่องไฟตัดหมอกหน้าใหม่
    • รุ่น A4 ปรับกรอบไฟตัดหมอกหน้าให้เรียบง่ายขึ้น
    • รุ่น S4 ปรับแถบสีเงินบริเวณกรอบไฟตัดหมอกหน้า
    • รุ่น A4 allroad เสริมแถบสีเงินบริเวณกรอบไฟตัดหมอกหน้า

  • รุ่น A4 allroad ตัดโครเมียมบริเวณแก้มข้างออกไป
  • รุ่น A4 allroad เสริมคิ้วโครเมียมบริเวณชายล่างให้หนาขึ้น
  • ปรับลายล้ออัลลอยใหม่
  • ปรับรายละเอียดไฟท้าย LED ใหม่
  • ปรับรายละเอียดกันชนหลังใหม่พร้อมกรอบท่อไอเสียทรงเหลี่ยม
    • รุ่น S4 ย้ายแผงทับทิมมารวมกับแผงชายล่างพร้อมช่องท่อไอเสีย 4 จุด
      เสริมด้วยกรอบโครเมียม
    • รุ่น A4 allroad ย้ายแผงทับทิมมารวมกับแผงชายล่างออกแบบทรงใหม่
      เสริมด้วยกรอบท่อไอเสียทรงเหลี่ยม
  • เพิ่มสีตัวถังใหม่ สีเทา Terra Gray

ภายในมีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆดังนี้

  • ปรับจอสัมผัสใหม่ให้มีขนาด 10.1 นิ้ว
  • ปรับปรุงระบบ MMI ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
    • ปรับกราฟิกใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น
    • ปรับระบบนำทางใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น
    • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติขึ้น
    • รองรับการใช้งานวิทยุดิจิตอลแบบ DAB+
    • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi hotspot
    • รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ Audi phone box
    • ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบ Bang & Olufsen พร้อม 3D Premium Sound System
    • ติดตั้งระบบ Audi Connect
      • Car-to-X ระบบแจ้งเตือนการจราจรแบบ Real-Time
      • On-street parking service ระบบตรวจสอบที่จอดรถแบบ Real-Time
      • Traffic light information ระบบแสดงผลสัญญาณไฟจราจรแบบ Real-Time
        พร้อมระบบคำนวณความเร็วสำหรับผ่านไฟเขียวในแยกนั้นๆ
      • Services emergency call ระบบโทรเรียกรถฉุกเฉิน
      • myAudi app ระบบควบคุมรถผ่านโทรศัพท์มือถือ
  • ปรับหน้าจอมาตรวัดใหม่ Audi virtual cockpit plus
    • หน้าจอขนาด 12.3 นิ้วแบบ Full HD
    • ควบคุมหน้าจอผ่านพวงมาลัยได้
    • ติดตั้งมาตรวัดเสริมบนกระจก Head-Up Display
  • พวงมาลัยแบบตัดฐานล่างทรง D-Shape (ยกเว้นรุ่น A4)
  • เพิ่มไฟสร้างบรรยากาศภายในในบางจุด

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.4 ลิตร 35 TFSI 150 แรงม้า
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร TFSI 245 แรงม้า
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร V6 TFSI 354 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร
    (สำหรับตลาดนอกยุโรป)
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร TDI 190 แรงม้า
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร TDI 231 แรงม้า
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร V6 TDI ให้กำลังสูงสุด 347 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร

ทุกเครื่องยนต์มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ ที่มีให้เลือกทั้งแบบ S-Tronic 7 จังหวะ และแบบ 8 จังหวะ
Tiptronic เป็นมาตรฐาน พร้อมระบบขับเคลื่อนที่มีให้เลือกทั้งแบบล้อหน้าหรือ 4 ล้อ Quattro
และบางเครื่องยนต์มาพร้อมกับระบบ Mild Hybrid ที่มีกำลังสูงสุด 8 กิโลวัตต์ (11 แรงม้า) อีกต่างหาก
ช่วงล่างของรุ่น S มาพร้อมกับ Sport Suspension ที่ปรับจูน ให้เอาใจคนขับพร้อมติดตั้งโช้คแบบ
Damper control มาให้เพื่อการยึดเกาถนนที่ดีขึ้น

ระบบช่วยเหลือการขับขี่มีให้เลือกทั้งแบบ Tour City และ Park ซึ่งมีความแตกต่างดังนี้

  • Tour มาพร้อมกับระบบดังนี้
    • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control
      พร้อมระบบหยุดและเคลื่อนที่รถอัตโนมัติ Stop&Go
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Active Lane Assist
  • City มาพร้อมกับระบบดังนี้
    • Crossing Assist ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนตัวบนทางแยก
    • Cross Traffic Assist Rear ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนที่ขณะถอยหลัง
    • Exit Warning ระบบเตือนสิ่งกีดขวางขณะกำลังออกจากรถ
    • Audi side assist ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง
  • Park มาพร้อมกับระบบดังนี้
    • Maneuver assist ระบบช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ
    • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ
    • กล้องมองภาพรอบทิศทาง

Audi A4 และ S4 มีให้เลือกทั้งรุ่น Sedan และรุ่น Wagon (ในชื่อ Avant) โดยเตรียมวางจำหน่าย
ในยุโรปภายในปี 2019 เริ่มจาก A4 และ S4 เครื่องยนต์ดีเซลจะเริ่มสั่งจองได้ในเดือนพฤษภาคม 2019

หลังจากนั้นจะเป็นคิวของ A4 allroad quattro ที่ออกมาในช่วงฤดูร้อน (ประมาณไตรมาส 3)
สนนราคาในประเทศเยอรมันดังนี้ Audi A4 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 35,900 ยูโร (1,272,000 บาท)
และรุ่น S4 ราคาเริ่มต้นที่ 62,600 ยูโร (2,219,000 บาท) ส่วนรุ่น Edition One สำหรับ
ผลิตล็อตแรกจะเริ่มต้นที่ 53,300 ยูโร (1,889,000) บาท

ส่วนประเทศนอกยุโรปจะวางจำหน่าย S4 และ S4 Avant สเปคพิเศษตามมาภายหลังในอีกไม่นาน
สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะได้สัมผัส Audi A4 Minorchange ได้เร็วๆนี้

ที่มา : Audi Official

Comments
Loading...