ถึงแม้ว่า Toyota จะประสบความสำเร็จในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับกัน
ในกลุ่มรถกระบะถือว่ายังสู้คู่แข่งจากเจ้าถิ่นไม่ได้ทั้ง Ford F-Series,Chevrolet Silverado รวมถึง
RAM 1500 ล่าสุด Toyota ได้เปิดตัว All New Tundra อย่างเป็นทางการพร้อมชุจุดเด่นหลายอย่าง
ทั้งงานออกแบบที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ขุมพลังและงานวิศวกรรมใหม่ พร้อมทำตลาดเร็วๆนี้

หน้าตาภายนอกมาพร้อมรูปลักษณ์ที่ใหญ่โตและแข็งกร่งขึ้น ไฟหน้าเป็นแบบ LED ที่มีการลากส่วนไฟหรี่
ให้ย้อยลงมา โดยมีช่องดักลมเสริมบริเวณใต้ไฟหน้า ขอบกระจังหน้ายังคงวัสดุโครเมียมเช่นเคย แต่ส่วน
ที่เป็นกระจังหน้าจะมีขนาดใหญ่โตจนกินพื้นที่ช่องดักลม พร้อมไฟตัดหมอก LED ฝังเป็นส่วนหนึ่งในโคม
กันชนหน้าจะมีพื้นที่เล็กลง แต่มีการทำมิติให้ดูบึกบึนขึ้น ด้านข้างมาพร้อมเส้นสายที่เหลี่ยมขึ้นทุกสัดส่วน
ตั้งแต่แนวกระจกที่ทาสีดำตรงเสานหน้า พร้อมคิ้วโครเมียม รวมถึงบานประตูที่มีการทำเส้นสายใหม่

ส่วนด้านหลังมาพร้อมไฟท้าย LED ที่มีความแปลกตา นั่นคือ ลักษณะเส้นไฟท้ายจะโค้งลงมา
พร้อมทั้งฝากระบะที่มีการขึ้นรูปให้ลงตัวในส่วนต่างๆ ทั้งขอบบนที่เป็นสปอยเลอร์ในตัวโดยถัดมา
จะมีเส้นที่ต่อเนื่องกับไฟท้าย พร้อมกันชนหลังในตัว ส่วนกระบะหลังมีให้เลือก 3 ขนาด นั่นคือ
5.5 ฟุต,6.5 ฟุต และ 8.1 ฟุตซึ่งมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นเดิม 20% จากการใช้วัสดุอลูมิเนียม
และตัวถังจะเป็นแบบ 4 ประตูทั้งหมด แต่วิธีการเปิดต่างกัน คือ เปิดแบบธรรมดา หรือ
เปิดผ่านมือเปิดประตูเล็กๆ (บานประตูจะเล็กเทียบเท่าประตูของรุ่นที่มี Cab)

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้
  • สีขาว Super White
  • สีขาวมุก Wind Chill Pearl
  • สีเทาเข้ม Magnetic Gray Metallic
  • สีเงิน Celestial Silver Metallic
  • สีดำ Midnight Black Metallic
  • สีแดง Super Sonic Red
  • สีเขียว Army Green
  • สีเทานม Lunar Rock
  • สีน้ำเงินเข้ม Blueprint
  • สีน้ำตาล Smoked Mesquite (ในรุ่น Limited and 1794)
  • สีแดงอมส้ม Solar Octane (เฉพาะรุ่น TRD Pro)

ภายในมีการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆให้มีความใหญ่โตอลังการทั้งหมด พร้อมมีการเสริมวัสดุนุ่มที่มีทั้งสีดำ
หรือสีแดง อีกทั้งมีการ ติดตั้งแผงสีเงินตามจุดต่างๆ อาทิ กรอบแอร์ แผงสวิตซ์ พวงมาลัย เป็นต้น
และบางรุ่นมาพร้อมหลังคากระจก Panoramic Moonroof มาให้เช่นกัน

หน้าจอเครื่องเสียงมีขนาดใหญ่สุดถึง 14 นิ้วหรือจะเป็นขนาดมาตรฐาน 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ
Apple Caplay,Android Auto วิทยุดาวเทียม HD Radio และ Sirirus XM  อีกทั้งยังอัพเดต
ซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นและแก้ไขข้อผิดพลาดในจุดต่างๆได้ พร้อมลำโพง JBL สามารถสั่งงาน
ด้วยเสียงพูดเพียงบอกคำว่า Hey/Hi/Hello/OK Toyota โดยจะติดไมโครโฟนแยกต่างหาก
และสามารถรับตรวจจับเสียงจากการพูดแบบธรรมชาติระบบปรับอากาศแบบแยกฝั่งที่ยังคงเป็นปุ่มกด
สามารถควบคุมอุณหภูมิเบาะนั่งได้ทั้งร้อนและเย็น พร้อมจอแสดงผลที่มีความยาวตามหน้าจอ

มาตรวัดมีให้เลือกทั้งแบบจอใหญ่ขนาด 12.3 นิ้วแสดงผลเต็มรูปแบบ หรือจะเป็นมาตรวัดแบบเข็ม
ที่แสดงข้อมูลผ่านจอ MID ขนาด 4.1 นิ้ว พร้อมกราฟิกที่ปรับไปตามแต่ละรุ่นย่อย ส่วนพวงมาลัย
เป็นแบบ 4 ก้านที่มีการตัดขอบส่วนล่าง และตัวก้านที่แยกออกมาชัดเจน สวิตซ์บนพวงมาลัยใหม่ยกชุด
พร้อมสวิตซ์ที่มีแบบเลื่อนขึ้น/ลงมาแซมๆแทนการกดปุ่มทั้งหมด และหนังที่หุ้มมีความกระชับมากขึ้น

แผงคอนโซลกลางมาพร้อมช่องเก็บของหลายตำแหน่ง พร้อมเบรกมือไฟฟ้าที่เป็นแบบกดปุ่มทั้งหมด
(ขณะที่รถรุ่นอื่นๆใช้แบบงัดขึ้น/ลง) ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สายเป็นแบบตั้งมือถือขึ้น (ปกติจะวางแบบนอนลง)
ส่วนเบาะนั่งมีขนาดใหญ่ทั้งเบาะหน้าและหลัง โดยด้านหลังติดตั้งม่านบังแดดเพื่อลดความร้อนที่เข้ามา
ยังบริเวณเบาะหลังได้เช่นกัน

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้
  • เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร V6 i-Force ให้กำลังสูงสุด 389 แรงม้า แรงบิด 649 นิวตัน-เมตร
    (มีในทุกรุ่นย่อย)
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 3.5 ลิตร V6 i-Force Max พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าช่วย ให้กำลังสูงสุด
    437 แรงม้า แรงบิด 790 นิวตัน-เมตร เสริมแบตเตอร์รี่จาก Nickel-Metal Hydride (Ni-MH)
    บริเวณใต้เบาะหลัง (มีให้เลือกเฉพาะรุ่น Limited,Paltinu, และ 1794)

ทุกเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลัง หรือ ขับเคลื่อนสี่ล้อ
พร้อมโหมดการขับขี่ทั้งโหมดช่วยขึ้น/ลงเขาและโหมดลากจูง TOW/HAUL และโหมด Sport,Sport+
ในเครื่องยนต์ i-Force Max

ช่วงล่างพัฒนาใหม่ทั้งหมด ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ Double Wishbone ด้านหลังเป็นอิสระ Multilink
โดยมีการติดตั้งโช้คทั้งแบบ Twin Tube และ Monotube ทั้งแบบธรรมดา และอลูมิเนียมจาก Fox
พร้อมเสริมระบบการทำงานของช่วงล่างแบบแปรผัน Adaptive Variable Suspension (AVS)
มาให้อีกด้วย ในบางรุ่นจะมีช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับได้ 3 แบบคือ สูง ต่ำ และปกติตามสภาพถนน

ทั้งนี้ ได้ทำการปรับรุง Chassis ให้ขับขี่นุ่มสบายขึ้น และปรับปรุงการบิดตัวให้ดีกว่ารุ่นที่ผ่านมาอีกด้วย
โครงสร้างของตัวเฟรมมีการเพิ่มความมั่นคงในการลาดจูง ซึ่งสามารถลากจูงได้มากถึง 12,000 ปอนด์
(ราวๆ 5,443 กิโลกรัม) ดีกว่ารุ่นเดิม 11% โดยใช้วัสดุจากเหล็กที่มีความหนาและอลูมิเนียมทำให้
น้ำหนักลดลง นอกจากนี้ยังปรับปรุงระบบบังคับเลี้ยวให้คล่องตัวมากขึ้นอีกด้วย

ระบบความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้
  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Toyota Safety Semse เวอร์ชั่น 2.5 ทุกรุ่นย่อย
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control (DRCC)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ สามารถตรวจจับคนเดินถนน,จักรยาย
      และทำงานตอนกลางคืนได้ พร้อมแสดงกราฟิกบนมาตรวัด
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert
    • ระบบช่วยให้รถอยู่ในเลนกลาง Lane Tracing Assist (LTA)
    • ระบบช่วยหักหลบอัตโนมัติ Emergency Steering Assist
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beams
    • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Road Sign Assist (RSA)
  • ระบบเตือนเมื่อลืมของไว้บนเบาะหลัง
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Spot Monitor (BSM) และขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • เซ็นเซอร์กะระยะพร้อมเบรกอัตโนมัติ
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง

All New Toyota Tundra มีให้เลือกทั้งหน้าตาปกติในรุ่น SR,SR5,Limited,Platinumและรุ่น 1974
ส่วนหน้าตาแบบสปอร์ตในรุ่น TRD Pro โดยจะผลิตในโรงงาน TMMTX (Toyota Motor Manufacturing Texas) ในรัฐ San Antonio ประเทศเม็กซิโก เตรียมวางจำหน่ายอย่างเร็วภายในปลายปี 2021 ซึ่งราคาจะประกาศให้ทราบในภายหลัง สำหรับประเทศไทย แม้ว่ารถรุ่นนี้จะไม่มา แต่ยังพอลุ้นว่า จะมีอะไรถ่ายทอดมายัง Hilux รุ่นต่อไปตรงไหนบ้าง ต้องรอดูกันไปเรื่อยๆครับ