กางสเป็ค All New Toyota Supra (A90) รถสปอร์ตในตำนานฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

313

เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ม.ค.61) ในงาน Detroit Auto Show 2019 ทั่วโลกได้จับตามองไปที่ Toyota
หลังจากที่มีความเคลื่อนไหวการพัฒนารถสปอร์ตในตำนานอย่าง Supra และสุ่มทดสอบมาเป็นเวลาพักใหญ่
ในที่สุดได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ปี 2019 และพร้อมจำหน่ายที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

Toyota Supra ทำตลาดครั้งแรกในปี 1978 (ในประเทศญี่ปุ่นใช้ชื่อในการทำตลาดว่า Celica XX)
เป็นการนำ Celica มาตกแต่งและเพิ่มความแรงให้เหนือกว่า Celica แบบธรรมดา ทำตลาดมาถึง
2 Generation ก็ได้เวลาเปลี่ยนเป็นโฉมที่ 3 คราวนี้ในตลาดญี่ปุ่นได้เปลี่ยนชื่อเป็น Supra
ตามตลาดโลก (เสียที) ในระยะแรกยังเป็นทรงธรรมดาพร้อมไฟป๊อบอัพ แต่รุ่นที่เป็นภาพจำ
คือโฉมที่ 4 รหัสตัวถัง A80 ที่มีความโค้งมนในทุกๆด้าน (เมื่อเทียบกับยุคของมันในปี 1993)
หลังจากนั้นจึงยุติการทำตลาดไปในปี 2002

ห่างหายไปนายถึง 17 ปี นับตั้งแต่ยุติการผลิตและจำหน่ายในปี 2002 ตลอดเวลาที่หายไปนั้น Toyota
มีแผนที่จะพัฒนา Supra A90 แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่แย่ บวกกับค่ายรถยนต์ต่างมุ่งพัฒนารถยนต์ประเภทอื่น
ที่มีค่าจ่ายน้อยกว่า ทำให้ Toyota พับเก็บโครงการพัฒนาไปโดยปริยาย (ปล่อยให้คู่แข่งพัฒนารถสปอร์ต
ไปเรื่อยๆอย่าง Nissan GT-R และ Honda NSX) จนกระทั่งการมาของ Akio Toyoda ได้ดำรงตำแหน่ง
ประธานบริษัท Toyota Motor Corporation เมื่อปี 2009 ทำให้บรรดารถสปอร์ตของค่ายดังกล่าว
ผุดขึ้นมามากมาย อาทิ 86 และ Supra รุ่นปัจจุบันนั่นเอง (ส่วนรุ่นที่ทำตลาดในเวลาดังกล่าว การออกแบบ
จะเน้นความตื่นตามาตั้งแต่ปี 2012 หรือที่รู้จักกันดีในธีม Keen Look)

 

ภายนอกของ All New Toyota Supra (A90)

หน้าตาภายนอกปรับเส้นสายจากรุ่นเดิมให้ดูโฉบเฉี่ยวกว่าขึ้น (จากเดิมที่เป็นทรงเรียบๆมนๆ) รวมถึง
เส้นสายที่ดูดุดันกว่า BMW Z4 พอสมควร เส้นสายต้นแบบของ Supra รุ่นปัจจุบันเป็นการผสมผสาน
ระหว่างรถยนต์ต้นแบบ Toyota FT-1 ผสมกับ A80 (โฉมที่แล้ว) และ 2000GT ซึ่งมีความโค้งมน
แต่โฉบเฉียว และลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์

ด้านหน้ามาพร้อมกับไฟหน้า LED 3 ดวงพร้อมไฟหรี่และไฟส่องเวลากลางวันลากเป็นแนวยาว
พร้อมกับไฟเลี้ยวที่กลมกลืนกับไฟหรี่ กระจังหน้าถูกรวมกับช่องดักลมด้านล่างที่แบ่งเป็น 3 ช่อง
ทุกช่องจะตกแต่งด้วยลายตาข่ายหมด พร้อมเสริมด้วยเสกิร์ตขนาดเล็กสีดำ

ด้านข้างออกแบบตามสไตล์รถสปอร์ตคูเป้หลายๆรุ่น อาทิ กรอบกระจกหน้าต่างที่ดูต่อเนื่องกับกระจกหน้า
และยังมีการทำเสาหน้ากับกระจกมองข้างให้เป็นสีดำเงาด้วยเช่นกัน ฝาถังน้ำมันมาในทรงกลม
และเสริมด้วยช่องดักลมบริเวณโป่งล้อ พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขนาด 17 – 19 นิ้ว

ส่วนด้านท้ายมาพร้อมกับฝาท้ายที่มีตูดเป็ดขนาดใหญ่ที่เป็นสปอยเลอร์ไปในตัว กระจกหลังมีขนาดใหญ่
ที่ลาดเทไปตามลักษณะตัวรถ แน่นอนว่ายังไม่ติดที่ปัดน้ำฝนมาให้เช่นเคย ไฟท้าย LED ขนาดเล็ก
แต่ออกแบบลวดลายด้านในให้ดูสวยงาม นอกจากนี้ยังลากเส้นไฟท้ายยาวจรดกันชนพร้อมช่องดักลม
ขนาดเล็ก กันชนหลังขนาดใหญ่ที่เสริมด้วยหลุมใส่ช่องทะเบียนรถ เสริมด้วยแถบสีดำที่ค่อนข้างยาว
พร้อมกับแผงทับทิมและท่อไอเสียคู่

ขนาดตัวรถภายนอก
ความยาว x ความกว้าง x ความสูง x ฐานล้อ
4,380 x 1,865 x 1,295 x 2,470 มิลลิเมตร

เทียบกับ BMW Z4 (G29)
ความยาว x ความกว้าง x ความสูง x ฐานล้อ
4,324 x 1,864 x 1,304 x 2,470 มิลลิเมตร
จะพบกว่า Supra A90 ยาวกว่า 54 ซม. กว้าง 1 ซม. เตี้ย 9 ซม. แต่ฐานล้อเท่ากัน

ภายในของ All New Toyota Supra (A90)

หลายๆคนเห็นภายในแล้วหลายๆคนมองว่า มันไม่เหมือนกับ Toyota รุ่นที่ผ่านมาทั้งงานออกแบบและชิ้นส่วนต่างๆ
แน่นอนว่าสาเหตุหลักมาจากภายในใช้ชิ้นส่วนของ BMW เป็นหลัก โทนสีภายในจะเน้นสีดำเป็นหลัก เพียงแต่ว่า
จะเป็นสีดำล้วน หรือมีสีแดงแซม ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยต่างๆ รวมทั้งเสริมด้วยลายคาร์บอนตามแผงคอนโซลหลายจุด
และวัสดุบุนุ่ม เดินด้วยตะเข็บสีขาว เมื่อเทียบกับ Z4 รุ่นปัจจุบันพบว่า จุดที่คล้ายกันมีเพียงแค่ปุ่มควบคุมวิทยุ
บนคอนโซลหน้า และสวิตซ์เปิด/ปิดไฟหน้าเป็นแบบปุ่มกดเท่านั้น นอกนั้นยังมีชิ้นส่วนที่คล้ายกับ BMW รุ่นอื่นๆ

หน้าจอหลักของ Supra มีขนาดใหญ่ ซึ่งก็ยกมาจาก i-Drive ของ BMW โดยฟังก์ชั่นต่างๆยังเหมือนเดิม
อาทิ ชุดเครื่องเสียง (ที่ยังไม่ระบุสเปค) ข้อมูลต่างๆของตัวรถ รวมถึงระบบนำทาง พร้อมปุ่มควบคุมที่เหลือแค่
เท่าที่จำเป็น ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง พร้อมหน้าจอดิจิตอลเช่นเคย

มาตรวัดของรุ่นนี้เป็นแบบจอแสดงผล TFT มีขนาดใหญ่ถึง 8.8 นิ้ว โดยภาพกราฟิกจะมีทั้งมาตรวัดรอบ
ตรงกลางขนาดใหญ่ พร้อมแป้นบอกตำแหน่งเกียร์และเตือนเปลี่ยนเกียร์อยู่ตรงกลาง มาตรวัดความเร็ว
แบบตัวเลข พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID ที่มีกราฟิกเฉพาะรุ่นรถ ส่วนมาตรวัดบอกปริมาณน้ำมัน
กับความร้อนจะเป็นแบบไฟสีขาวติดตาย รวมถึงติดตั้งมาตรวัดเสริมบนกระจก Head-Up Display

ส่วนคอนโซลกลางแน่นอนว่ายังคงมาในสไตล์ BMW ไม่ว่าจะเป็นฐานเกียร์แบบจอยสติ๊กพร้อมปุ่มจอด
ปุ่มควบคุมหน้าจอหลักด้านบน ปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ และเบรกมือไฟฟ้า และยังมีการเสริมด้วย
ลายคาร์บอนบริเวณฐานเกียร์ สีดำเงาตรงแผงปิดระหว่างคอนโซลกลางกับปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ
พร้อมบุนุ่มด้วยหนังมาให้เช่นเดียวกับที่พักแขนที่เจาะที่วางแก้วมาให้เลย

สำหรับเบาะนั่งยังคงเป็น Bucket Seat เสริมด้วยสีเงินบริเวณช่วงคอเบาะ พร้อมพนักพิงที่ติดตายเช่นเคย
แน่นอนว่าวัสดุเบาะนั่งยังคงหุ้มด้วยหนัง แต่จะมีสีทั้งดำล้วน หรือสีดำ/แดง ขึ้นอยู่กับรุ่นอยู่ดี การปรับเบาะ
ยังคงใช้ไฟฟ้า พร้อมล็อกความจำ 2 ตำแหน่งเช่นเคย โดยรุ่นนี้ไม่มีเบาะหลังมาให้เช่นเดียวกับรถสปอร์ตบางรุ่น

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงรถสปอร์ต สิ่งที่จะต้องพูดถึงคือขุมพลัง ซึ่งมีเลือก 3 ระดับความแรงดังต่อไปนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบ Twin-scroll turbocharger ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า
ที่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,500 รอบต่อนาที
0-100 กม./ชม. ทำเวลาได้ 4.3 วินาที

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ Twin-scroll turbocharger ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า
ที่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,550-4,400 รอบต่อนาที
0-100 กม./ชม. ทำเวลาได้ 5.2 วินาที

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ Twin-scroll turbocharger ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า
ที่ 4,500-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,450-4,200 รอบต่อนาที
0-100 กม./ชม. ทำเวลาได้ 6.5 วินาที

ทุกเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและโหมดเสริมต่างๆคือ
แบบธรรมดา และแบบสปอร์ตสำหรับเรียกอัตราเร่งให้ไวขึ้นมาระดับหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปคือ เครื่องยนต์ของ Supra เป็นแบบเทอร์โบคู่ทุกรุ่น มีแรงม้าอยู่ที่ 190 – 340 แรงม้า
แรงบิดอยู่ระหว่าง 320 – 500 นิวตัน-เมตร (ซึ่งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรแบบ Hi-Power กับ 3.0 ลิตร
มีแรงบิดเท่ากันอยู่ที่ 500 นิวตัน-เมตร)

สำหรับงานวิศวกรรมโดยรวม เริ่มจากช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบ Double-joint Spring Strut
ด้านหลังเป็นแบบอิสระ Multi-link with a five-arm เสริมด้วยระบบช่วงล่างแบบแปรผัน
Adaptive Variable Suspension system ที่จะปรับไปตามสภาพถนนเพื่อความหนักแน่น
และนุ่มนวลยิ่งขึ้น ส่วนโครงสร้างผลิตจากเหล็กและอลูมิเนียมที่ทนต่อการบิดตัวดีกว่า 86 ถึง 2.5 เท่า
(รวมถึงดีกว่า LFA อีกด้วย) พร้อมทั้งกระจายน้ำหนักของตัวรถให้อยู่ในอัตราส่วน 50/50
และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ตัวรถทรงตัวได้ดีขึ้น

สำหรับ Toyota Supra ในตลาดญี่ปุ่นมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ SZ,SZ-R และ RZ
(เรียงตามรุ่นเริ่มต้นถึงรุ่นสูงสุด) สเปคเบื้องต้นพบว่าทั้ง 3 รุ่นได้ล้อขนาดที่ไม่เท่ากัน
(17,18,19 นิ้วตามรุ่นย่อย) อีกทั้งรุ่น RZ มาพร้อมกับเครื่อง 3.0 ลิตรเท่านั้น นอกนั้น
ได้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรแต่มีพละกำลังที่ต่างกัน

และนี่คือ รายละเอียดพื้นฐานของ Toyota Supra ที่เจาะลึกพอสมควร ส่วนแต่ละตลาดจะมีราคา
หรือออปชั่นอะไรมาให้นั้น โปรดติดตามกันต่อไป

Comments
Loading...