All New Toyota Highlander : SUV ขนาดกลางที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ตามแบบฉบับ Toyota

280

Toyota Highlander (หรือ Kluger ในตลาดญี่ปุ่นและออสเตรเลีย) เป็นรถ SUV ที่ใช้งานวิศวกรรม
ร่วมกับ Harrier ในสมัยนั้นแต่มาในรูปลักษณ์ที่เหลี่ยมสันกว่า ซึ่งทำตลาดมายาวนานถึง 3 ตัวถัง
โดยวางตำแหน่งการตลาดที่เหนือกว่า RAV4 แต่อยู่ต่ำกว่า Land Cruiser ล่าสุด Toyota ที่ประเทศ
สหรัฐอเมริกาได้เปิดตัว Kluger โฉมที่ 4 ที่มีการพัฒนาทั้งงานออกแบบและงานวิศวกรรมตามแบบฉบับ
Toyota ยุคใหม่ๆ ซึ่งจะเริ่มขายจริงในอีกหลายเดือนข้างหน้า

หน้าตาภายนอกยังมีความเหลี่ยมสันให้เห็นอยู่พอสมควร แต่เส้นสายยังมีจุดที่โค้งมนหลายๆจุด
เริ่มจากไฟหน้า LED ที่มีขนาดเล็กและเพรียวยาวขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED
ที่ดูยาวขึ้น กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูพร้อมเส้นโครเมียมทะลุกรอบออกมา กันชนหน้า
มีการปรับเส้นสายให้ดูแข็งแกร่งขึ้นพร้อมเสริมด้วยแถบด้านล่างสีเงินพร้อมไฟตัดหมอกหน้า
แบบ LED ที่มีตัวโคมขนาดเล็กลง

ด้านข้างยังคงมีความยาวตามสไตล์ SUV แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมกับแนวกระจกที่มีเสาหน้า
เป็นสีดำเพื่อให้มีความต่อเนื่องกัน พร้อมเส้นสายด้านข้างที่มีการลากไปถึงโป่งล้อด้านหลังซึ่งดู
ต่อเนื่องและมีความใหญ่โตกว่าเดิม และยังเสริมคิ้วขอบล้อสีดำและยางกันโคลนมาให้อีกด้วย

ด้านหลังจากเดิมที่ออกแบบไฟท้ายและคิ้วเหนือป้ายทะเบียนให้มีความต่อเนื่องกัน
มาคราวนี้ได้ปรับให้มีความเพรียวบางลง เริ่มจากไฟท้ายแบบ LED ที่มีขนาดเล็กลง
แต่มีความโค้งมนและดูยาวขึ้น ช่องใส่ป้ายทะเบียนที่กว้างและลึกขึ้นพร้อมประตูหลัง
ที่มีเส้นสายรับกับไฟท้าย ส่วนกันชนหลังเสริมด้วยแถบสีเงินขนาดใหญ่พร้อมแผงทับทิมคู่
และล้ออัลลอยที่มีขนาดตั้งแต่ 18 – 20 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) รวมถึงติดตั้งหลังคาแบบ
Panoramic Soonroof มาให้ในรุ่นสูงสุด

สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาว Blizzard Pearl
  • สีเงิน Celestial Silver Metallic
  • สีดำ Midnight Black Metallic
  • สีเทา Magnetic Gray Metallic
  • สีน้ำเงิน Moon Dust
  • สีแดง Ruby Flare Pearl
  • สีน้ำเงินอ่อน Blueprint
  • สีน้ำตาล Opulent Amber

การออกแบบภายในของ Highlander โฉมใหม่มีความเรียบง่านและเป็นระเบียบขึ้นกว่าเดิม
และยังมีการเจาะช่องต่างๆบริเวณแผงคอนโซลหน้าทั้งฝั่งผู้โดยสารและตรงกลางใต้ช่องแอร์
พร้อมไฟส่องสว่าง LED สำหรับสร้างบรรยากาศภายในและยังเสริมด้วยลายตะเข็บรอบๆ
แผงคอนโซลพร้อมตกแต่งด้วยสีเงิน สีดำเงา และลายไม้เข้ม ส่วนสีการตกแต่งมาพร้อมกับสีดำ
และสีน้ำตาล/เบจตามรูปมาให้เช่นกัน

หน้าจอมสัมผัสบริเวณคอนโซลหน้ามีขนาด 12.3 นิ้วสำหรับควบคุมระบบปรับอากาศแบบแยกฝั่ง
และชุดเครื่องเสียงที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นต่างๆดังนี้

  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงจาก Amaxon Alexa
  • วิทยุดาวเทียม SiriusXM
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wifi โดยใช้เครือข่ายของ AT&T
  • ระบบนำทาง Navigator (ในรุ่น Platinum)
  • ลำโพงจาก JBL กำลังขับ 1,200 วัตต์ถึง 11 จุด
  • ระบบเรียกรถฉุกเฉินเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน Toyota Safety Connect

มาตรวัดเรืองแสงมาพร้อมกับจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้วที่มากราฟิกแบบเดียวกับ Camry รุ่นล่าสุด
รวมถึงพวงมาลัย 3 ก้านที่ปรับปรุงปุ่มควบคุมให้ดูใช้งานง่ายขึ้น พร้อมตกแต่งด้วยสีเงินและสีดำเงา

ขณะที่แผงคอนโซลกลางมาพร้อมกับปลั๊กเสียบต่างๆทั้งปลั๊ก USB สำหรับชาร์จ 2 จุด,USB และ AUX
สำหรับต่อเครื่องเสียง 1 จุด,ปลั๊กไฟ 12V 1 จุดและช่องสำหรับชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Qi Wireless Charging
ส่วนคันเกียร์แบบหุ้มหนังที่ด้ามเกียร์ ช่องวางแก้วน้ำแบบหลุมตกแต่งสีเงินและที่พักแขนด้านหน้าที่แบงเป็น
3 ช่อง ยังมีอยู่เหมือนเดิมเช่นเดียวกับรุ่นที่แล้ว

เบาะนั่งของรุ่นนี้มาเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่งหุ้มด้วยวัสดุหนัง (บางรุ่นหุ้มด้วยหนัง Softex) เบาะนั่งคู่หน้า
เป็นแบบปรับไฟฟ้า ฝั่งคนขับสามารถปรับได้สูงสุด 10 ทิศทาง และฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับได้
4 ทิศทาง พร้อมหน่วยความจำสำหรับเบาะคนขับและระบบเป่าลมร้อน/เย็น ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 2 จะมีทั้ง
แบบ 3 แถวยาวๆ Bench Seat หรือแบบแยกฝั่ง 2 ที่นั่ง Captain Seat พร้อมที่พักแขนแบบพับเก็บได้
และติดตั้งฮีทเตอร์ในบางรุ่น ส่วนเบาะแถวที่ 3 สามารถพับเก็บและปรับเอนได้เช่นเดียวกับเบาะแถว 2
เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระให้กว้างขึ้น รวมถึงติดตั้งระบบปรับอากาศมาให้ทุกที่นั่ง (ที่สามารถปรับได้อิสระ 3 โซน)

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร V6 พร้อมวาล์วแปรผัน Dual VVT-i และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด D$-S
    ให้กำลังสูงสุด 295 แรงม้า แรงบิด 357 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Direct-Shift
    มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือ 4 ล้อ พร้อมระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Toyota Smart Stop
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พร้อมวาล์วแปรผัน VVT-iE + VVT-i
    ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือ 4 ล้อ
    ตัวเครื่องมีการลดน้ำหนักชิ้นส่วนให้เบาลงและย้ายแบตเตอรี่มาไว้เบาะหลัง พร้อมโหมดการขับขี่ 3 แบบ
    (Normal Eco และ Sport)

ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA-K เช่นเดียวกับ Camry โฉมปัจจุบันที่ให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ดีขึ้น
และปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม โดยตัว Platform ทำจากเหล็กคุณภาพสูง พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ
Macpherson Strut ด้านหลังแบบอิสระ Multi-Link ที่ให้ความคล่องตัวมากขึ้น วงเลี้ยวแคบลง
ภายในที่เงียบลง และตัวรถที่นุ่มนวลกว่า

นอกจากนียังติดตั้งระบบควบคุมแรงบิด Dynamic Torque Vectoring และสวิตซ์ควบคุมการขับ
บนสภาพถนนต่างๆ Multi-Terrain Select control ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาให้เช่นกัน

ระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับออปชั่นต่างๆดังนี้

  • Toyota Safety Sense 2.0
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System
      สามารถตรวจจับคนข้ามถนนได้
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert
    • ระบบตรวจจับเลนถนนอัตโมัติ Lane Tracing Assist (LTA)
    • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ High-Beam Assist
    • ระบบอ่านป้ายจราจรอัตโนมัติ Road Sign Assist
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitoring
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
  • เซ็นเซอร์รอบคันอัจฉริยะ Intelligent Clearance Sonar
  • ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System),EBD (Electronic Brake-force Distribution)
    BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว Vehicle Stability Control (VSC)
  • ระบบควบคุมรถส่ายขณะลากจูง Trailer Sway Control (TSC)
  • ระบบช่วยขึ้นทางลาดชัน Hill Start Assist Control (HAC)
  • ระบบช่วยลงทางลาดชัน Downhill Assist Control (DAC)
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่ง

All New Toyota Highlander เปิดตัวแล้วในงาน New York International Auto Show 2019
โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกถึง 9 รุ่นย่อย (เบนซิน 5 รุ่นย่อยและไฮบริด 4 รุ่นย่อย) โดยรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน
จะวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม 2019 และรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดจะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2020
ส่วนประเทศอื่นๆอาทิ ออสเตรเลียและประเทศจีนคาดว่าจะตามมาภายหลัง สำหรับบ้านเราและอาเซียน
มีโอกาสที่จะเข้ามาขายไม่มากนัก

ที่มา : Toyota Official,Carscoops

Comments
Loading...