Toyota Aqua เริ่มทำตลาดในช่วงปลายปี 2011 โดยวางตัวในฐานะเป็นเวอร์ชั่น Hybrid ของ
Vitz/Yaris (จนรุ่นดังกล่าวมีเวอร์ชั่น Hybrid ในปี 2017) อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ต่างๆ
ทำให้หลายคนกังวลว่า Toyota Aqua จะได้ไปต่อหรือไม่ ล่าสุด Toyota ได้เปิดตัว Aqua
อย่างเป็นทางการ โดยมาพร้อมรูปทรงที่เรียบร้อยขึ้น รายละเอียดที่ดูทันสมัย และเทคโนโลยีใหม่
โดยเริ่มทำตลาดแล้ววันนี้

หน้าตาภายนอกมีความใหญ่โตจากรุ่นเดิมชัดเจน เริ่มจากไฟหน้าที่เป็นแบบ Full LED โดยควบรวมไฟเลี้ยว
และไฟหรี่/ไฟส่องสว่างเวลากลางวันไว้ด้วยกัน กันชนหน้ามีขนาดใหญ่โต โดยมีกระจังหน้าและช่องดักลม
ไว้ในบริเวณเดียวกัน พร้อมแยกโลโก้ Toyota ออกมาไว้ต่างหากเสริมด้วยแถบสีเงิน พร้อมกับไฟตัดหมอก
ขนาดเล็กเสริมด้วยหลอด LED

ด้านข้างมีแนวกระจกทรงคล้ายเดิม แต่ตวัดเส้นข้างให้ดูพริ้วไหวขึ้นจนมีลักษณะลาดลงแบบเดียวกับ C-HR
ซึ่งสอดคล้องกับเส้นสายตัวรถที่เรียบง่าย แต่มีการทำมุมที่ซุ้มล้อให้โป่งขึ้น ขณะที่ด้านข้ายมาพร้อมกับ
ไฟท้ายที่ดูแอ่นลงมาเป็นแนวโค้งพร้อมหลอด LED พร้อมบานประตูที่ดูลาดลงโดยทำร่องเพื่อให้ดูแปลกตา
ส่วนกันชนหลังมีการทำเส้นสีดำเพื่อไม่ให้ดูน่าเบื่ออีกด้วย

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,050 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,695 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,485 – 1,505 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาวมุก
  • สีดำ Black Mica
  • สีเงิน Silver Metallic
  • สีเทาอมเขียว Urban Khaki
  • สีครีม Clear Beige Metallic
  • สีแดง Emotional Red II
  • สีทอง Blast Gold Metallic
  • สีเทา Dark Blue Mica Metallic

ภายในห้องโดยสารมีการปรับรายละเอียดจากรุ่นเดิมเยอะมาก โดยจะมีการเปลี่ยนงานดีไซน์ให้ดูร่วมสมัย
พร้อมทั้งตกแต่งด้วยวัสดุที่หรูหรากว่าเดิม เริ่มจากตกแต่งแผงคอนโซลหน้าด้วยสีเงิน พร้อมเสริมวัสดุนุ่ม
บริเวณคอนโซลหน้า แผงแระตู และที่พักแขน เสริมด้วยช่องแอร์ที่อยู่ใต้ชุดเครื่องเสียง และคอนโซลกลาง
เพิ่มความอเนกประสงค์สูงสุด โทนสีภายในมาพร้อมกับสีเทาอมน้ำเงิน

หน้าจอสัมผัสมีขนาดใหญ่ถึง 10.5 นิ้ว รองรับวิทยุ AM/FM เสริมการเชื่อมต่อ Bluetooth/USB และ
MiraCast (ถ่ายทอดจอผ่านมือถือ) รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay,Android Auto รวมถึง
Smart Device และสามารถติดตั้งระบบ TV และ กล้องมองภาพได้เช่นกัน ซึ่งปุ่มควบคุมนั้นจะรวมกับ
ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศให้กลมกลืนกัน แม้กระทั่งหน้าจอแสดงผลอุณหภูมิที่เป็นส่วนหนึ่งของปุ่มหมุนด้วย
(ส่วนรุ่นอื่นๆแผงควบคุมจะมีจอแสดงผลแบบเดียวกับ Yaris/Yaris Cross) รองรับการกรองอากาศ NanoeX
ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม 10 เท่า

คันเกียร์เปลี่ยนมาเป็นแบบไฟฟ้า โดยจะมีหลักการทำงานแบบเดียวกับ Prius คือ เลื่อนไปตามที่บอก
พร้อมปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ทั้ง Normal Eco และ Power+ อีกด้วย รวมถึงคันเร่ง
ที่เป็นแบบ One-Pedal แบบเดียวกับ Nissan e-Power คือ เร่งและเบรกในคันเร่งเดียว

ขณะที่มาตรวัดยังคงเป็นแบบดิจิตอล โดยงานนี้มีให้ถึง 3 จอในชุดเดียว ฝั่งซ้ายเป็นที่บอกตำแหน่งเกียร์
ฝั่งขวาไว้บอกความเร็ว และตรงกลางเป็นจอแสดงผลการขับขี่ รวมถึงมีมาตรวัดบนกระจก (HUD)
เสริมมาให้อีกด้วย ส่วนพวงมาลัยเปลี่ยนเป็นแบบ 3 ก้าน แต่ปุ่มบนพวงมาลัยเปลี่ยนปุ่มกดเพื่อให้ดูดีขึ้น
รวมถึงความอเนกประสงค์มาพร้อมกับช่องวางของหลายจุด ช่องเสียบ USB ทั้ง Type-A และ Type-C
เสริมปลั๊กชาร์จที่มีแผงพลาสติกกั้นสำหรับเอาสายไฟลอดออกมาได้ด้วย

เบาะนั่งปรับรูปทรงให้ดูล้ำสมัยขึ้น โดยเบาะคนขับนั้นนอกจากจะสามารถปรับสูง/ต่ำ และปรับเอนได้แล้ว
บางรุ่นยังสามารถหมุนได้ หรือจะล็อกตำแหน่งเลื่อนสำหรับกรณีที่มีคนอื่นมาขับรถให้อีกด้วย นอกจากนี้
ยังมาพร้อมกับเบาะหนังสลับผ้า ที่สามารถปรับไฟฟ้าฝั่งคนขับได้อีกด้วย ซึ่งเป็นออปชั่นเสริมในรุ่นท็อป
ส่วนเบาะหลังยังสามารถพับแยก 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว

ขุมพลัง
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.5 ลิตร Dynamic Force รหัส M15A-FXE 3 สูบแถวเรียงพร้อม
    ระบบจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดไฟฟ้า EFI กำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด
    120 นิวตัน-เมตรที่ 3,800 – 4,800 รอบต่อนาทีพ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ด้านหน้ามีกำลังสูงสุด 80 แรงม้า
    แรงบิด 114 นิวตัน-เมตร ด้านหลังมีกำลังสูงสุด 5.3 แรงม้า แรงบิด 52 นิวตัน-เมตร จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติ ECVT มีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ

ตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA-B มาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบ
แบบทอร์ชั่นบีมในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า หรือแบบอิสระ 2 Link Double Wishbone ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ระบบความปลอดภัยมามีดังต่อไปนี้
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Toyota Teammate
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันทุกย่านความเร็ว DRCC
  • ระบบประคองรถให้อยู่กึ่งกลาง LTA
  • ไฟสูงอัตโนมัติ AHB พร้องระบบปรับการกระจายลำแสง AHS
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติทั้งกลางวัน/กลางคืน
  • เซ็นเซอร์ถอยหลังอัจฉริยะพร้อมเบรกอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSM ,ขณะถอยหลัง RCTA และขณะลงจากรถ
  • ระบบอ่านป้ายจราจร RSA
  • ระบบช่วยเบรกขณะเลี้ยวบนทางแยก SCB
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง

Toyota Aqua มีให้เลือก 4 รุ่นย่อยคือ B X G Z (บางรุ่นมีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ e-Four ด้วย) สนนราคา
อยู่ระหว่าง 1,980,000 – 2,598,000 เยน (หรือราวๆ 593,000 – 778,000 บาท) เริ่มทำตลาดแล้ว
วันนี้
ส่วนประเทศอื่นๆนั้นจะมาทำตลาดหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะรุ่นที่ผ่านมาเคยทำตลาดในชื่อ
Prius C (รวมถึงประเทศไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากราคาที่แพงกว่า Prius รุ่นปกติ)
ต้องรอดูว่าจะทำตลาดที่อื่นหรือไม่ โปรดรอชม

ที่มา : Toyota Japan Official