หลังจากทำตลาด SUV เรือธงฉบับย่อส่วนมาตั้งแต่ปี 2013 บัดนี้ก็ถึงเวลาผลัดโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ
มาพร้อมงานออกแบบสไตล์มินิมอลทั้งภายนอกและภายใน พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆที่ไฮเทคขึ้น ขุมพลังหลากลาย
ตั้งแต่สันดาปล้วน Mild-Hybrid ไปจนถึง PHEV All New Range Rover Sport พร้อมลุยตลาดเร็วๆนี้

หน้าตาภายนอกยังคงเอกลักษณ์จากโฉมที่แล้ว เพียงแต่ปรับรายละเอียดต่างๆใหม่หลายรายการ อาทิ ไฟหน้า
Digital LED ที่มีขนาดเล็กลง กระจังหน้าที่มาในสไตล์เรียบหรูเช่นเดียวกับกันชนหน้าที่ดูละมุนเป็นชุดเดียวกัน แบ่งช่องดักลมเป็น 2 ส่วนแบบสปอร์ต แน่นอนว่าไฟตัดหมอกหน้าถูกถอดออกไป ส่วนด้านข้างเพิ่มความปราดเปรียว
ผิดจากรุ่นที่แล้วลิบลับ เสริมด้วยมือเปิดประตูแบบซ่อนรูป แนวตัวรถที่ดูลาดลง และเส้นสายที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ส่วนด้านท้ายมาในสไตล์ Minimal อาทิ ไฟท้าย Full LED เพรียวบางกว่าที่ผ่านมา ตัวอักษรชื่อรุ่นสีดำ
แผงประตูที่เส้นสายเฉียบคม และกันชนหลังที่มีช่องใส่ทะเบียนขนาดใหญ่ ชายล่างเสริมสีดำและโครเมียม
และบนหลังคามีทั้งเสาอากาศครีบฉลามคู่ และหลังคาแบบ Panoramic Moonroof

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาว Fuji White
  • สีดำ Santorini Black
  • สีแดง Firenze Red
  • สีเขียว Giola Green
  • สีน้ำเงิน Varesine Blue
  • สีทอง Lantau Bronze
  • สีเงิน Eiger Grey
  • สีน้ำเงินเข้ม Portofino Blue
  • สีเทา Borasso Grey
  • สีเทาอ่อนพรีเมียม Carpathian Grey
  • สีเทาเข้มพรีเมียม Charente Grey

ขนาดตัวรถมีดังนี้

  • ความยาว 4,946 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 2,047 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,820 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,997 มิลลิเมตร

ภายในเพิ่มความมินิมอลจากรุ่นเดิมชัดเจน เริ่มตั้งแต่แผงแดชบอร์ดส่วนบนและช่องแอร์ที่เป็นระเบียบขึ้น
พร้อมไฟฉุกเฉินที่กลมกลืนกับช่องแอร์ ไฟส่องสว่างบริเวณฝั่งผู้โดยสารและแผงประตู อีกทั้งแผงสัมผัสต่างๆ
มีความกะทัดรัดกว่ารุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมโทนสี 3 แบบคือ สีดำ สีเทา หรือ สีเบจ

ชุดเครื่องเสียงเป็นจอแสดงผลแบบสัมผัสทรงขนาด 13.1 นิ้ว Pivo Pro พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆมากมาย อาทิ
รองรับการสั่งงานด้วยเสียง รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay/Android Auto ระบบนำทาง Navigator
e-Sim และอัพเดตซอฟต์แวอร์ออนไลน์ (FOTA) ระบบเสียงเป็นแบบ Meridian Hifi พร้อมลำโพง 29 จุด
และระบบฟังก์ชั่นตัดสียงรบกวนบริเวณเบาะนั่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติควบคุมด้วยการสัมผัส และยังมี
ระบบฟอกอากาศ Cabin Air Purification Pro เสริมด้วยระบบ Nanoe และ กรองฝุ่น PM 2.5 มาให้

เกียร์อัตโนมัติแบบไฟฟ้าที่ลดพื้นที่จากรุ่นเดิม ปุ่มสตาร์ทและปุ่มเปิดเครื่องเสียงอยู่ในแผงเดียวกัน และมีถาดกับ
กล่องคอนโซลกลางขนาดใหญ่ ส่วนที่ชาร์จไร้สายสามารถปล่อยกำลังไฟได้ถึง 15 วัตต์ ฝั่งคนขับมาพร้อมกับ
มาตรวัดเป็นจอสีขนาด 13.7 นิ้ว ที่มีกราฟิกเรียบหรูและสะท้อนบนกระจกได้ ซึ่งแบ่งการแสดงผลฟังก์ชั่นต่างๆ
ชัดเจน พวงมาลัย 3 ก้านปรับรูปทรงใหม่ ปรับแผงสัมผัสให้ดูดีกว่าเดิมมาก

เบาะนั่งคู่หน้ามาพร้อมรูปทรงที่นั่งสบายและมีปีกที่ดูกระชับขึ้น หุ้มด้วยผ้าแบบพิเศษ Ultrafabircs หรือหนัง
แบบนุ่มพิเศษ Semi-Aniline สีทูโทนเสริมลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ แน่นอนว่าสามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง
22 ทิศทาง พร้อมปรับอุณหภูมิร้อน/เย็น สามารถนวดได้ ส่วนแถวที่ 2 เป็นแบบ Bench Seat สามารถ
พับแยกในอัตราส่วน 40/20/40 อีกทั้ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมฟังก์ชั่นแบบเดียวกับด้านหน้า
คือ แยกอุณหภูมิ แรงลม ทิศทางการเป่าพร้อมปลั๊กไฟ 220 โวลต์

ขุมพลังมีเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส P360 Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า
    แรงบิด 500 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 5,000 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส P400 Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า
    ที่ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 550 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 5,000 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส P440e Plug-in Hybrid ให้กำลังสูงสุด 440 แรงม้า
    ที่ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 5,000 รอบต่อนาที
    แบตเตอรี่มีความจุ 38.2 kWh กำลังสูงสุด 105 kW
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส P510e Plug-in Hybrid ให้กำลังสูงสุด 510 แรงม้า
    ที่ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 5,000 รอบต่อนาที
    แบตเตอรี่มีความจุ 38.2 kWh กำลังสูงสุด 105 kW
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4.4 ลิตร V8 รหัส P530 Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 530 แรงม้า
    ที่ 5,500 – 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 750 นิวตัน-เมตรที่ 1,800 – 4,600 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส D300 Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า
    ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 650 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบ รหัส D300 Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 350 แรงม้า
    ที่ 1,500 – 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 5,000 รอบต่อนาที

ทุกเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะจาก ZF พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ตัวรถสร้างขึ้นบน
งานวิศวกรรม MLA-Flex Platform เสริมด้วยเหล็กคุณภาพสูงถึง 35% รองรับขุมพลังทุกแบบตั้งแต่
สันดาปล้วน Mild-Hybrid PHEV และ พลังงานไฟฟ้าล้วน (ซึ่งจะตามมาในภายหลัง) ซึ่งมีช่วงล่าง
แบบถุงลม Dynamic Air Suspension เสริมด้วยระบบ Dynamic Response Pro ควบคุมผ่าน
ระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ สามารถรับแรงบิดได้สูงสุด 1,400 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบเลี้ยวสี่ล้อ
ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง และปรับระดับความสูงของตัวรถได้

นอกจากนี้มาพร้อมระบบ Off-road Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะขับบนทางลุย
ซึ่งจะควบคุมความเร็ว มุมต่างๆในการลุยบนถนนขรุขระให้สัมพัธ์กัน และมี Wade Mode ช่วยให้ลุยน้ำได้
สูงสุด 900 มิลลิเมตร อีกทั้งยังมีระบบช่วยในการขับทางลุย Terrain Response 2 ให้เลือก

ระบบช่วยเหลือการขับขี่มีดังนี้

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Emergency Braking
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 3D Surround Camera
  • เซ็นเซอร์ช่วยจอดหน้า/หลัง front and rear parking sensors
  • เซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำ Wade Sensing
  • กระจกมองหลังแสดงภาพจากกล้องหลัง ClearSight Ground View
  • ไฟส่องด้านข้างรถ Manoeuvring Lights
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • ระบบตรวจจับผู้ขับขี่ Driver Condition Monitor
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Keep Assist
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Traffic Sign Recognition.

All New Range Rover Sport มาพร้อม 4 รุ่นย่อยทั้ง SE Dynamics Autobiography และ
First Edition มีราคาเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ $83,000 (ราวๆ 2,877,800 บาท) และในอังกฤษ
อยู่ที่ £79,125 (ราวๆ 3,385,000 บาท) เตรียมทำตลาดในเร็วๆนี้ ส่วนเวอร์ชั่นพลังงานไฟฟ้าเตรียมพบกัน
ในปี 2024 ส่วนประเทศไทยจะมีสเปคอะไรบ้าง เตรียมพบกันไม่นานเกินรอ