ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Nissan ได้ทำตลาด X-Trail ในฐานะ SUV บนพื้นฐานของ C-Segment สารพัด
รุ่น (ไม่ว่าจะเป็น Sunny,Tiida หรือ Sylphy ในช่วงปีเดียวกัน) โดยรุ่นที่ผ่านมาเป็นการสลัดภาพ SUV
ขาลุย มาเป็นรูปทรงที่เอาใจคนเมืองอีกนิด และตัวรถค่อนข้างประสบความเร็จในระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากนัก

ล่าสุด ในสหรัฐอเมริกาได้เปิดตัว Rouge โฉมใหม่ (ซึ่งเป็นชื่อของ X-Trail สำหรับทำตลาดในตลาดดังกล่าว)
มาพร้อมกับรูปทรงกลับไปเหลี่ยมสัน พร้อมเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย และทำตลาดจริงภายในปี 2020

หน้าตาภายนอกปรับให้ใหญ่โตกว่าเดิม เริ่มจากไฟหน้าที่แบ่งเป็น 2 ชั้น ด้านบนเป็นไฟหรี่/Daylight LED
แบบเส้น ด้านล่างเป็นไฟท้านทรงเกล็ดปลาพร้อมช่องเสริมที่ลากมาเล็กน้อย กระจังหน้าที่ยังคงสไตล์ V-Motion
แต่ตัวเส้นทำออกมาเป็นชั้น พร้อมช่องด้านในเป็นบานเกล็ดแนวนอน ส่วนช่องดักลมเป็นแนวนอน 2 เส้นเสริม
ด้วยชายล่างสีเงิน

ด้านข้างปรับแนวกระจกให้ใหญ่และตั้งชันขึ้น ส่วนคิ้วโครเมียมเสริมมาให้เฉพาะส่วนบนเท่านั้น เส้นสายตัวถัง
ปรับบริเวณมือจับประตูให้นูนขึ้น พร้มเติมเส้นบริเวณประตูหลัง ส่วนชายล่างเสริมด้วยแถบสีเงินที่เข้ารูปกับ
ชายล่างประตู ตกแต่งด้วยราวหลังคาสีเงิน,คิ้วขอบล้อ ชายล่างและกระจกมองข้างสีดำ,และล้ออัลลอย 5 ก้าน
ส่วนบนหลังคามาพร้อมกับ Panoramic Moonroof เช่นเคย

ด้านท้ายมาพร้อมกระจกหลังขนาดใหญ่ เสริมด้วยแผงตกแต่งใต้สปอยเลอร์สีดำที่กลมกลืนขึ้น ส่วนไฟท้าย
ปรับทรงให้ยาวขึ้น แต่ยังคงลวดลายบูมเมอแรง พร้อมไฟเลี้ยวและไฟถอยขยายให้ใหญ่กว่าเดิม ประตูหลัง
มีการปรับทรงใหม่ ย้ายโลโก้ชื่อรุ่นไปไว้ในคิ้วเหนือช่องใส่ป้ายทะเบียน พร้อมพ่นสีเดียวกับตัวถังรถ สามารถ
เปิดด้วยไฟฟ้าผ่านระบบเตะเปิด อีกทั้ง กันชนหลังตกแต่งด้วยแถบสีดำ และแผงสีเงินบริเวณแผงทับทิงพร้อม
เจาะชายล่างมาให้ 3 ช่อง

ภายในปรับงานออกแบบใหม่ที่อ้างอิงจาก Altima โฉมล่าสุดให้มากขึ้น มาพร้อมกับ 2 โทนสีหลักคือ สีดำล้วน
หรือสีดำ/ส้มชามัวร์ และเดินลายตะเข็บอยู่หลายจุด ทั้คอนโซลหน้าและแผงประตู เสริมด้วยไฟส่องสว่าง

ถัดมาเป็น จอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลาง แบบสัมผัสขนาด 8 หรือ 9 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง Navigator
และรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Apple Carplay ทั้งแบบเสียบสารและไร้สาย และ Android Auto เสริมลำโพง
จาก Bose 10 ตำแหน่ง

ถัดมาเป็รระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกฝั่งที่ตกแต่งด้วยกรอบสีเงินพร้อมปุ่มที่เรียงกันเป็นระเบียบขึ้น ปุ่มสตาร์ท
ที่ย้ายไว้ที่คอนโซลกลางอยู่แถวเดียวกับปลั๊กไฟ 12 โวล์ตและ ช่องเสียบ USB ที่มีทั้งแบบ Type-A และ
Type-C พร้อมช่องชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Qi

คอนโซลกลางมาพร้อมกับคันเกียร์แบบไฟฟ้าที่ควบคุมโดยการโยก และเข้าเกียร์ P โดยการกดปุ่ม ซึ่งคล้ายๆกับ
เกียร์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและ E-Power (แต่หัวเกียร์จะออกแบบทรงไม่เหมือนกัน) เบรกมือไฟฟ้าที่ย้าย
ตำแหน่างให้ใช้งานสะดวกขึ้น ปุ่มควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อหน้าตาใหม่ สามารถปรับตามสภาพถนนได้
(จากเดิมที่จะเลือกได้แค่โหมดขับ 2,อัตโนมัติ หรือ 4Lo) เสริมทั้งที่วางแก้วและที่พักแขนแยกซ้าย/ขวา

มาตรวัดในบางรุ่นมาพร้อมกับจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว แต่ในรุ่นสูงสุด เปลี่ยนเป็นแบบจอแสดงผล
ขนาด 12.3 นิ้ว ปรับกราฟิกใหม่ยกชุด รูปแบบการวางยังคงเหมือนเดิม คือ มาตรวัดรอบและวัดความเร็ว
ทรงกลม ขนาบข้างกับจอแสดงผลการขับขี่ MID ตัวกราฟิกมาในโทนสีเทาและแสดงข้อมูลการขับขี่บนจอ
มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องกระจุกอยู่ที่จอ MID หลักเสมอไป อีกทั้ง มาพร้อมกับจอแสดงผลเสริมบนกระจก
HUD ที่บอกทั้งลักษณะถนน และป้ายจำกัดความเร็วอีกด้วย ขนาดจอใหญ่ถึง 10.8 นิ้ว

พวงมาลัยเปลี่ยนรูปทรงใหม่อีกครั้ง จากเดิมเป็นแบบ D-Shape ที่เริ่มใช้กับ Nissan ในช่วงปี 2016 ขึ้นไป
รวมถึงปุ่มมัลติฟังก์ชั่นที่ดูเหลี่ยมสันขึ้น เช่นเดียวกับแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift เสริมการตกแต่งด้วยสีเงิน

เบาะนั่งรูปทรงใหม่ ตัวหนังของเบาะมีการเสริมลายเบาะเป็นข้างหลามตัดเพื่อความหรูหรา ส่วนเบาะหลัง
ยังคงสามารถพับได้หลากหลาย แต่ไม่สามารถเลื่อนได้ และถอดเบาะนั่งแถวที่ 3 ออกไป (ในเบื้องต้น
จะถอดเฉพาะเสปคสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ส่วนประเทศอื่นๆยังมีหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภายในมีการเพิ่ม Legroom 15 มิลลิเมตร และ Headroom 18 มิลลิเมตรที่ด้านหลัง
พร้อมที่เก็บสัมภาระที่เล็กลงเหลือ 1,034 ลิตร (จากเดิม 1,113 ลิตร) แต่เมื่อพับเบาะแล้ว กลับมีพื้นที่ใหญ่
กว่าเดิมเป็น 2,098 ลิตร (จากเดิมอยู่ที่ 1,982 ลิตร)

ขุมพลังได้ถอดเครื่องยนต์เดิมออกไปทั้งแบบธรรมดาและ Hybrid และแทนที่เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด
ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรรหัส PR25DD (ของเดิม QR25DE) 4 สูบให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า
    แรงบิด 245 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ X-Tronic CVT ลูกเดียวกับ Altima โฉมใหม่
    มีแรงลากจูงถึง 612 กิโลกรัม

ตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน Nissan CMF-C/D ซึ่งมีการปรับโครงสร้างให้ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเดิม รวมทั้ง
ปรับอัตราทดของพวงมาลัยให้ตอบสนองฉับไวขึ้น พร้อมปรับปรุงช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระ Multi-Link
ใหม่อีกเช่นกัน ขณะที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมกับ Vehicle Motion Control ที่สามารถทำงาน
ได้หลากหลายสภาพถนนผ่านสวิตซ์ควบคุม

สำหรับระบบ Propilot มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตัวเรดาร์และกล้องด้านหน้าสามารถทำงานได้
ในระยะที่ไกลและกว้างขึ้นกว่าเดิม สามารถตรวจจับคนข้ามถนนได้ รวมถึงตามรถข้างหน้าด้วยฟังก์ชั่น
Lane-Following Assist

Nissan Rouge เริ่มทำตลาดในสหรัฐช่วงปลายปี 2020 มาพร้อมกับทางเลือกที่หลากหลาย รวมถึงสีทูโทน
ที่มีให้เลือก 5 สี สำหรับประเทศอื่นๆที่จำหน่ายในชื่อ X-Trail จะตามมาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย
แม้ว่า X-Trail รุ่นแรกจะทำตลาดได้สวยหรูในช่วงแรกๆ แต่เวลาผ่านไปก็ทำยอดขายได้ลดลงกว่าช่วงนั้นมาก
ซึ่งจะเอาเข้ามาทำตลาดหรือไม่นั้น โปรดติดตามกันต่อไป

ที่มา : Nissan Official,Carscoops

Facebook Comments