Mercedes-Benz S-Class เป็นรถยนต์เรือธงประจำค่ายที่ทำตลาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1951
และพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปเรื่อยๆมาตลอด 6 เจนเนอเรชั่น ล่าสุด Mercedes-Benz ได้เปิดตัว
S-Class เจนเนอเรชั้นที่ 7 รหัสตัวถัง W223 คราวนี้มาในรูปทรงเรียบง่าย แต่มีความเยอะใน
เทคโนโลยีรอบคัน ขุมพลังที่มีให้เลือก 2 แบบ และความปลอดภัยหลายรายการ เตรียมทำตลาด
ทั่วโลกภายในปี 2021

หน้าตาภายนอกไม่ได้พลิกโฉมจากรุ่นที่ผ่านๆมามากนัก แต่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เริ่มจาก
ไฟหน้า LED ที่มีไฟหรี่และไฟส่องสว่างเวลากลางวันทรงบูมเมอแรง และไฟหลัก 3 ดวงตกแต่งด้วย
ลายจุดพร้อมใช้ชื่อว่า Digital Light กระจังหน้าโครเมียมแนวนอน 3 เส้นพร้อมเส้นขีดกลางและ
โลโก้ดาวสามแฉก ส่วนฝากระโปรงหน้าขยายให้ยาวขึ้นกันชนหน้ามาพร้อมกับช่องดักลมและช่องเสริม
สีดำเงาลายตาข่าย พร้อมเส้นขีดกลางคู่ และเส้นสีดำเชื่อมกันชน

ด้านข้างมีเส้นสายที่เปลี่ยนจากเดิมอยู่บ้าง เริ่มจากแนวกระจกที่โค้งมนพร้อมแถบโครเมียม กระจกมองข้าง
พร้อมไฟเลี้ยวที่มีรูปทรงทันสมัย พร้อมแถบไฟเลี้ยวบริเวณฐานสีดำ มือจับประตูโครเมียมที่เปิดประตู
โดยการกดปุ่มแล้ว มือเปิดจะออกมาให้จับแล้วดึงตามปกติ พร้อมเส้นสายตัวรถที่ลากไปกลมกลืนกับ
แนวกระจก รวมทั้งเสริมไฟที่แก้มข้างในสเปคอเมริกา ส่วนล้ออัลลอยมาในขนาด 21 นิ้ว

ด้านหลังเปลี่ยนแนวการออกแบบใหม่ทั้งหมด จากเดิมไฟท้ายเป็นแนวตั้ง คราวนี้มาเป็นแนวนอนแน่นอนว่า
มาเป็นแบบ LED เสริมด้วยโครเมียมเป็นแนวยาว ช่องใส่ทะเบียนอยู่ในฝากระโปรงมีขนาดยาว กันชนหลัง
เสริมด้วยเส้นสายเรียบง่าย เสริมด้วยโครเมียมบริเวณแก้มข้าง และชายล่างตรงท่อไอเสีย และแผงทับทิม
ที่มีขนาดกะทัดรัด ส่วนค่าสัมประสิทธิ์ CD จะอยู่ที่ 0.22

ภายในเปลี่ยนงานออกแบบให้ต่างจากรถร่วมค่ายทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนปุ่มที่ลดลงชัดเจน แต่ก็แทนที่ด้วย
บรรดาจอแสดงผลต่างๆขนาดใหญ่ แผงคอนโซลด้านหนาที่มาพร้อมกับสีดำเงาและเส้นขีดอยู่หลายจุด
เสริมด้วยเส้นสีเงินและแผงกลางสีดำเงา พร้อมไฟสร้างบรรยากาศที่ยาวต่อเนื่องกัน ส่วนช่องแอร์ฝั่ง
ริมสุดของคอนโซลจะมีแค่ 2 ช่องทั้งซ้ายและขวา

สิ่งที่โดดเด่นคือช่องแอร์ที่มาเป็นแบบ 4 ช่อง จัดวางให้อยู่ข้างบนสุดของแผงแดชบอร์ด ถัดมาเป็น
จอแสดงผลแบบสัมผัสขนาดใหญ่สะใจถึง 12.8 นิ้ว โดยแบ่งเป็นจอสำหรับระบบ Infotainment
ให้ใหญ่กว่าจอควบคุมระบบปรับอากาศในอัตราส่วนประมาณ 90/10 ทั้งนี้ตัวจอรองรับระบบ MBUX
เวอร์ชั่นล่าสุดที่มาพร้อมกับเมนูใหม่ทั้งระบบ อีกทั้งตัวจอมีคุณสมบัติต่างๆดังนี้

  • จอแสดงผล OLED
  • ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 50%
  • ค่ากราฟิก GPU อยู่ที่ 691 Gigaflops
  • ปุ่มลดลงจากรุ่นเดิม 27 ปุ่ม
  • มีความจำในตัว RAM 16GB/ROM 320GB
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงถึง 27 ภาษา
  • รองรับการอัพเดตออนไลน์ OTA
  • มี Bandwidth อยู่ที่  41.79 GB/วินาที
  • รองรับการเปิด/ปิดการแสดงผลแบบ 3 มิติ
  • รองรับระบบรักษาความปลอดภัยโดยการสแกนหน้า,ลายนิ้วมือ,เสียง และ รหัสผ่าน
  • รองรับระบบนำทาง Navigator พร้อมแผนที่แบบ 3 มิติ
  • รองรับฟังก์ชั่นการปรับเบาะผ่านจอแสดงผลตรงกลาง
  • รองรับการปรับไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light
  • รองรับการเล่นเพลงผ่าน Amazon Music
  • ระบบเสียง Burmester ติดตั้งลำโพง 30 ตำแหน่งพร้อมระบบเสียง 4 มิติ

คอนโซลกลางมีแค่ที่วางของตกแต่งด้วยแผงสีดำเงา และกล่องคอนโซลกลางที่มีกล่องเก็บของที่เปิด/ปิด
ผ่านปุ่มสีเงิน ส่วนแผงข้างจะบุด้วยวัสดุนุ่มพร้อมโชว์ลายตะเข็บทั้งชิ้นตั้งแต่ข้างกล่องเก็บของหน้าเป็นต้นไป

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านที่ออกแบบทรงก้านให้ดูปราดเปรียว หุ้มวงนอกด้วยหนังเสริมการตกแต่งด้วย
สีดำเงา ส่วนตัวปุ่มเป็นสีดำเงาเสริมด้วยเส้นสีเงิน ตัวปุ่มเป็นแบบสัมผัส ฝั่งซ้านเป็นปุ่มควบคุมจอแสดงผล
การขับขี่ MID,ระบบควบคุม ความเร็วอัตโนมัติและระบบความปลอดภัยต่างๆ ส่วนฝั่งซ้ายสำหรับควบคุม
เครื่องเสียงและโทรศัพท์ และจอแสดงผลฝั่งซ้ายและแป้น Paddle Shift ที่ติดตั้งใกล้บริเวณปุ่มมัลติฟังก์ชั่น
(โดยปุ่มควบคุมจอ MID จะแยกก้านออกมาต่างหากทั้งสองฝั่ง)

มาตรวัดเป็นจอแสดงผลขนาด 10.25 นิ้วปรับกราฟิกได้ถึง 4 รูปแบบทั้งแบบคลาสสิกพื้นสีขาว
แบบเพิ่มสีสันบนมาตรวัด,แบบ Eco ที่แสดงตัวเลขเฉพาะบริเวณใกล้ๆเข็ม และแบบสปอร์ตที่ตกแต่ง
สีแดงพร้อมฟังก์ชั่นเต็มพิกัดอีกทั้งยังมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่เต็มพิกัด โดยกราฟิกต่างๆจะสัมพันธ์กับ
จอแสดงผลตรงกลาง นอกจากนี้ยังแสดงผลการทำงานของแผนที่ระบบช่วยเหลือการขับขี่อีกด้วย อีกทั้ง
มาตรวัดเสริมบนกระจก HUD ที่สามารถแสดงผลได้หลายฟังก์ชั่น และแสดงผลได้หลายสีเช่นกัน

เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังเนื้อดี Nappa ที่กัดลายเป็นแบบข้าวหลามตัด เริ่มจากฝั่งคู่หน้าที่มาพร้อมฟังก์ชั่น
การปรับเบาะที่ยังอยู่ที่แผงประตู เช่นเดียวกับรุ่นที่ผ่านมา ทั้งปรับเบาะได้หลายทิศทาง,ตั้งหน่วยความจำ
ได้ถึง 3 ระดับปรับลบร้อน/เย็นได้ อีกทั้ง ยังมีพนักพิงศรีษะแบบนุ่มพิเศษ แผงประตูติดตั้งติดตั้ง Heater
และเบาะนวด ที่สามารถปรับจังหวะการนวดได้ถึง 10 รูปแบบ รวมทั้งเสริมระบบ Energizing Comfort
ที่ปรับรูปแบบการนวดของเบาะ ไฟสร้างบรรยากาศ และตำแหน่งเบาะไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังตกแต่งหลังเบาะนั่งด้วยแถบสีดำเส้นสีเงิน พร้อมจอแสดงผลทั้ง 2 ฝั่งขนาด 7 นิ้ว สามารถ
ถอดออกได้และสามารถปรับฟังก์ชั่นได้เยอะไม่แพ้จอแสดงผลหลัก รวมถึงควบคุมหน้าจอได้อย่างอิสระเช่นกัน

ฝั่งเบาะหลังที่มีให้เลือกทั้ง 2 แบบคือ แบบ 5 ที่นั่งและแบบ 4 ที่นั่งที่มาพร้อมกับพนักพิงศรีษะแบบ 2 ชั้น
โดยส่วนที่รองรับศรีษะโดยตรงจะนุ่มกว่าส่วนอื่น สามารถปรับเบาะนั่งได้จากข้างประตู พร้อมระบบเป่าลมเย็น
และลมร้อนบริเวณข้างมือจับประตู คอนโซลกลางติดตาม เริ่มจาก ช่องเก็บความเย็นบริเวณข้างเบาะนั่ง ที่พักแขนพร้อมช่องวางของ และจอแสดงผลแบบสีอีก 1 จุด ติดตั้ง ไฟสร้างบรรยากาศบริเวณแผงประตูที่ต่อเนื่องกัน
พร้อมช่องเก็บของและระบบปรับอากาศด้านหลัง เสริมระบบนวด Energizing มาให้อีกด้วย

พื้นที่ห้องโดยสารมีความยาวฐานล้อถึง 3,106 มิลลิเมตร (ยาวกว่ารุ่นเดิม 71 มิลลิเมตร) ส่วนรุ่น
ฐานล้อยาวมีความยาวถึง 3,216 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 51 มิลลิเมตร) ซึ่งยาวกว่า Maybach อีกด้วย

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบพร้อมระบบ Mild Hybrid ที่มีโหมดช่วยเร่ง EQ Boost
    และแบตเตอรี่ขนาด 48 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด 429 แรงม้า (แรงขึ้น 67 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด
    521 นิวตัน-เมตร (แรงขึ้น 20 นิวตัน-เมตร) เมื่อเข้าโหมด EQ Boost แล้วจะมีกำลังเพิ่มขึ้น
    จากปกติ 21 แรงม้า แรงบิด 249 นิวตัน-เมตรในระยะเวลาสั้นๆ
  • เครื่องบนต์เบนซินเทอร์โบคู่ V8 ให้กำลังสูงสุด 469 แรงม้า (แรงกว่าเดิม 6 แรงม้า)
    แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะพร้อมโหมดการขับขี่ 5 แบบ
    คือ Eco, Comfort, Sport, Sport Plus และ Individual.

งานวิศวกรรมได้ติดตั้งช่วงล่างแบบ hydro-pneumatic dampers ในชื่อว่า E-Active Body Control
แบบเดียวกับ GLE และ GLS ที่ช่วยในการยกตัวของตัวรถ รวมถึงช่วงด้านห้านหน้าแบบ 4-Link ด้านหลัง
แบบอิสระ Multilink ที่สามารถเลี้ยวได้ทั้ง 5 ล้อ โดยพวงมาลัยจะมีอัตราทดดีกว่ารุ่นเดิมถึง 15%

เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้

  • ระบบรักษาความเร็วและระยะห่างแบบแปรผันพร้อมระบบหยุดรถและไปต่ออัตโนมัติ
    Adaptive Cruise Control with Stop-and-go
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Automatic Emergency Braking
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้รถอยู่ในเลน Lane-Keep Assist
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะออกจากรถ Active Blind-Spot Monitoring
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Traffic Sign Recognition
  • ระบบเตือนมุมอับขณะเดินหน้าหรือถอยหลัง Front and Rear Cross-traffic alert
  • ระบบช่วยเลี้ยวอัตโนมัติ Active Steering Assist
  • ระบบตรวจจับมือบนพวงมาลัย Hands-off Recognition
  • ระบบกระชับเบาะนั่งเมื่อกำลังจะมีอันตรายใกล้ๆรถ Pre-Safe Impulse Control
  • ถุงลมนิรภัยด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ส่วนหัวลงมา
  • ระบบใส่รหัส PIN เพื่อเข้าไปในรถ
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือ สแกนหน้า หรือเสียงสำหรับเข้าไปในเบาะคนขับ

Mercedes-Benz เตรียมทำตลาดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 ที่สหรัฐอเมริกา ส่วนราคาคาดว่าจะเพิ่มขึ้น
จากรุ่นปัจุบันเยอะระดับหนึ่ง ส่วนตลาดอื่นๆอาจจะตามมาในภายหลัง รวมถึงประเทศไทยด้วย