หลังจากที่เปิดตัวตลาดโลกในเดือนกันยายน 2020 ที่ผ่านมา สำหรับเรือธงของรถยนต์ขุมพลัง
แบบสันดาป S-Class ที่ขนเทคโนโลยีที่สมกับเป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในค่าย ณ เวลานี้พร้อมทำตลาด
ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมหน้าตา 2 แบบให้เลือกคือ แบบหรู Exclusive และแบบ
สปอร์ต AMG Premium เริ่มทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ในราคาที่เป็นมิตรขึ้น

หน้าตาของเวอร์ชั่นไทยยังคงมีให้เลือก 2 แบบเช่นเคย เมื่อมองจากภาพรวมแล้วเป็นการต่อยอด
จากรุ่นที่ผ่านมา ไฟหน้า LED เป็นแบบ Multibeam-LED ลายจุดพร้อมไฟหรี่/ส่องสว่างเวลากลาวัน
สีขาวทีงบูมเมอแรง พร้อมกระจังหน้าเป็นแบบแนวนอน 3 เส้นเสริมด้วยเส้นตรงกลางทุกรุ่น ถัดมา
กันชนหน้ามีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา ที่เป็นช่องยาวต่อเนื่องเสริมโครเมียม และแบบ AMG ที่เป็น
แถบสีดำพร้อมช่องใหญ่ขึ้นพร้อมเส้นแนวนอน 2 ขีด โทนสีภายในมีให้เลือกทั้งสีดำล้วน และ
สีส้มชามัวร์ในรุ่น AMG

ด้านข้างยังคงเส้นสายเดิม เพิ่มเติมที่กระจกมองข้างรูปทรงทันสมัย พร้อมแนวกระจกโค้งมนทรงเดิม
เสริมด้วยแถบโครเมียม มือจับประตูเป็นแบบซ่อนรูป สีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม สามารถ
เปิดด้วยการกดปุ่มเพื่อให้มือเปิดยื่นออกมา พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้วทั้งแบบ 8 ก้านคู่
ในรุ่นธรรมดา และก้านซี่ในรุ่น AMG

ด้านท้ายเปลี่ยนทรงใหม่หมดทั้งไฟท้ายเปลี่ยนจากแนวตั้งเป็นแนวนอนแบบ LED เสริมด้วยคิ้วโครเมียม
เหนือช่องใส่ป้ายทะเบียน เสริมด้วยกันชนหลังทรงเรียบง่าย พร้อมตกแต่งโครเมียมบริเวณท่อไอเสีย
และชายล่างสีดำทุกรุ่นย่อย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์อยู่ที่ Cd 0.22

ภายในออกแบบให้แปลกจากรถในค่ายเดียวกัน ลดปริมาณปุ่มลงแทนที่ด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่
แผงคอนโซลหน้าแม้จะไม่ได้แผงแบบเส้นขีดสุดล้ำ แต่ก็เป็นลายไม้ทุกรุ่น ซึ่งรุ่น AMG จะมีสีเข้มกว่า
เสริมด้วยไฟสร้างบรรยากาศภายในรอบคัน ช่องแอร์จะมีเยอะถึง 8 ช่อง โดยแบ่งเป็นตรงกลาง 4 จุด
และด้านข้างคนขับกับผู้โดยสารอย่างละ 2 จุด

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสใหญ่สะใจ 12.8 นิ้ว โดยมีพื้นที่ UI ชุดเครื่องเสียงกับระบบปรับอากาศ
ในอัตราส่วน 9:1 รองรับระบบ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุดโดยมีคุณสมบัติดังนี้

  • จอแสดงผล OLED
  • ปุ่มลดลงจากรุ่นเดิม 27 ปุ่ม
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียงถึง 27 ภาษา
  • รองรับการอัพเดตออนไลน์ OTA
  • รองรับระบบนำทาง Navigator พร้อมแผนที่แบบ 3 มิติ
  • รองรับฟังก์ชั่นการปรับเบาะผ่านจอแสดงผลตรงกลาง
  • รองรับการปรับไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light
  • ระบบเสียง Burmester ติดตั้งลำโพง 15 ตำแหน่งพร้อมระบบเสียง 3 มิติ

คอนโซลกลางมาพร้อมฝาเปิด/ปิดขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยสีดำเงา พร้อมที่พักแขนแยกออกมา 2 ช่อง
เสริมด้วยวัสดุบุนุ่มด้านข้างคอนโซลกลาง มาตรวัดเป็นจอแสดงผลแบบสีขนาด 12.3 นิ้วพร้อมกราฟิก
แบบใหม่ที่หลากหลายขึ้นและกลมกลืนกับชุดเครื่องเสียง ส่วนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมีให้ทั้งแบบ
3 ก้านแบบสัมผัสสีดำเงา หรือ 5 ก้าน (มี 3 ก้านแค่ 2 ก้านด้านบนเป็นแบบก้านคู่ แต่ปุ่มเป็นสัมผัส
เหมือนกัน) พร้อมหุ้มหนังทั้งแบบเรียบในรุ่นธรรมดา และแบบเจาะรูบางส่วนในรุ่น AMG อีกทั้ง
ยังเสริมด้วยมาตรวัดบนกระจก HUD ที่สามารถแสดงผลได้หลายฟังก์ชั่น และแสดงผลได้หลายสีเช่นกัน

 

เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังเนื้อดี Nappa ที่กัดลายเป็นแบบข้าวหลามตัด เริ่มจากฝั่งคู่หน้าที่มาพร้อมฟังก์ชั่น
การปรับเบาะที่ยังอยู่ที่แผงประตู เช่นเดียวกับรุ่นที่ผ่านมา ทั้งปรับเบาะได้หลายทิศทาง,ตั้งหน่วยความจำ
ได้ถึง 3 ระดับปรับลบร้อน/เย็นได้ อีกทั้ง ยังมีพนักพิงศรีษะแบบนุ่มพิเศษ แผงประตูติดตั้งติดตั้ง Heater
และเบาะนวด ที่สามารถปรับจังหวะการนวดได้ถึง 10 รูปแบบ รวมทั้งเสริมระบบ Energizing Comfort
ที่ปรับรูปแบบการนวดของเบาะ ไฟสร้างบรรยากาศ และตำแหน่งเบาะไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

เบาะนั่งด้านหลังมีเฉพาะแบบ 3 ที่นั่งเท่านั้น พร้อมที่รองขาคู่เสริมที่พักแขนพร้อมจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว
ปรับเมนูได้หลากหลาย ระบบปรับอากาศด้านหลังพรอมฟังก์ชั่นที่แยกออกมาอย่างอิสระ เสริมด้วย
จอแสดงผลแบบดิจิตอล อีกทั้งหลังเบาะมาพร้อมจอสัมผัสขนาด 11.6 นิ้ว รวมถึงระบบนวดไฟฟ้า
6 โปรแกรม Rear Seat Comfort Package และนักพิงศรีษะหลังแบบเดียวกับเบาะหน้า

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 2-Stage ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียงกำลังสูงสุด 286 แรงม้า
    ที่ 3,400 – 4,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรที่ 1,200 – 3,200 รอบต่อนาที
    จับคู่กับเกีนร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-Tronic ทำควาเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน
    6.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร

งานวิศวกรรมได้ติดตั้งช่วงล่างแบบ hydro-pneumatic dampers ในชื่อว่า E-Active Body Control
แบบเดียวกับ GLE และ GLS ที่ช่วยในการยกตัวของตัวรถ รวมถึงช่วงด้านห้านหน้าแบบ 4-Link ด้านหลัง
แบบอิสระ Multilink ที่สามารถเลี้ยวได้ทั้ง 4 ล้อ โดยพวงมาลัยจะมีอัตราทดดีกว่ารุ่นเดิมถึง 15%

เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้

  • ระบบรักษาความเร็วและระยะห่างแบบแปรผันพร้อมระบบหยุดรถและไปต่ออัตโนมัติ
    Adaptive Cruise Control with Stop-and-go
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Active Emergency Stop Assist
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้รถอยู่ในเลน Lane-Keep Assist
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะออกจากรถ Active Blind-Spot Monitoring
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist
  • ระบบเตือนมุมอับขณะเดินหน้าหรือถอยหลัง Front and Rear Cross-traffic alert
  • ระบบช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวาง Evasive Steering Assist
  • ระบบกระชับเบาะนั่งเมื่อกำลังจะมีอันตรายใกล้ๆรถ Pre-Safe Impulse Control
  • ระบบช่วยออกจากรถฉุกเฉิน Exit Warning
  • ถุงลมนิรภัยด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ส่วนหัวลงมา

สัมผัสและทดลองขับ Mercedes-Benz S-Class ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
และเริ่มส่งมอบในเดือนกรกฎาคมเป็นอย่างเร็ว ที่โชว์รูมทั่วประเทศ