หลังจากที่ Mercedes-Benz C-Class เปิดตัวครั้งแรกในปี 1982 ก็ได้ทำยอดขายสูงถึง 10.5 ล้านคัน
จากการที่เป็นซีดานหรูน้องเล็กสุดที่จับตลาดคนอยากเล่นรถในแบรนด์หรูในงบที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับ
E-Class และ S-Class โดยมีคู่แข่งอย่าง BMW Series 3 ทำตลาดแข่งกันมาตลอด ล่าสุด ก็ได้เปิดตัว
All New C-Class อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นโฉมที่ 6 (ถ้ารวม 190E)
โดยพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ลดขนาดลง แต่เสริมด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย พร้อมทำตลาดแล้ววันนี้

รูปลักษณ์ภายนอกยังคงงานออกแบบจาก Mercedes-Benz รุ่นปัจจุบันอยู่เช่นเคย เริ่มจากไฟหน้า LED
แบบ Projector ความละเอียดสูงในชื่อว่า Digital Light ที่โค้งมนที่มีมุมเหลี่ยมอยู่ส่วนปลาย พร้อมไฟหรี่
หรือไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED ทรงบูมเมอแรงเล็กๆกระจังหน้ามีขนาดใหญ่เช่นเคย แต่เปลี่ยนทรงที่
เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู แต่กลับด้านจากรุ่นเดิม ตกแต่งด้วยบานเกล็ดและเส้นแนวนอนโครเมียมที่เป็นเอกลักษณ์
กันชนหน้ามาพร้อมช่องตกแต่งด้วยแผงสีดำที่มีการตกแต่งเส้นสายที่ดูสปอร์ต และช่องดักลมที่มาเป็นแบบเส้นตั้ง

ด้านข้างเกลาเส้นสายจากรุ่นเดิมให้ทันสมัยขึ้น โดยมีเส้นตัวถังที่ขนาดและห่างกันชัดเจน (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม)
โดยชายล่างตกแต่งด้วยโครเมียมที่ยื่นออกมาจนเป็นเสกิร์ตในตัว และกระจกหน้าต่างลดความโค้งมนลงมา
เล็กน้อย ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับไฟท้ายแนวนอนแบบ LED โดยมีไฟเลี้ยวและไฟถอยคั่นตรงกลาง โดยได้
ถ่ายทอดรูปทรงมาจาก E-Class Minorchange อยู่ประมาณหนึ่ง เสริมด้วยช่องใส่ทะเบียนขนาดใหญ่
ที่ไม่มีการตกแต่งโครเมียมเช่นรุ่นที่ผ่านมา อีกทั้งกันชนหลังมีการทำช่องระบายอากาศ ติดแผงทับทิมแยก
และทำช่องท่อไอเสียและชายกันชนหลังเสริมโครเมียม

ขณะเดียวกัน รุ่น Estate ไม่ได้เปลี่ยนรายละเอียด้านท้ายรุ่น Sedan มากนัก นอกจากตัวถังครึ่งหลัง
ที่เป็นไปตามลักษณะรถ ราวหลังคา และบานประตูหลังแบบไฟฟ้าที่ควบคุมการเปิดแบบ Hands-Free
นอกนั้นจะเหมือนกับรุ่น Sedan แม้กระทั่งไฟท้ายและกันชนหลังก็ตาม

มิติตัวถังมีดังนี้ (Sedan/Estate)

  • ความยาว 4,751 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 65/49 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,820 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,438/1,455 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 9/7 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,865  มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 25 มิลลิเมตร)
  • ความจุท้ายรถ 455/490-1,510 มิลลิเมตร

ภายในได้อิทธิพลการออกแบบจาก S-Class รุ่นล่าสุดชัดเจน โดยปรับงานออกแบบจาก Mercedes-Benz
รุ่นที่ผ่านมา ทั้งช่องแอร์ 5 ช่องเป็นทรงกลมพร้อมกรอบโครเมียมและเส้นโครเมียมชั้นใน ลายตะเข็บที่ยาว
ต่อเนื่องกัน มีการทำช่องเล็กๆไว้ใต้แผงคอนโซลส่วนบนเสริมด้วยไฟ Ambient Light (ซึ่งภาพโปรโมท
ตั้งเป็นสีน้ำเงิน) เสริมด้วยลายเมทัลลิก/สีเงินหลายจุด อีกทั้ง จอแสดงผลขอชุดเครื่องเสียงและมาตรวัด
แยกออกจากกันชัดเจน (จากเดิมอยู่ติดกัน)

เริ่มจากจอแสดงผลตรงกลางมีขนาด 9.5 หรือ 11.9 นิ้วติดตั้งระบบ Infotainment อย่าง MBUX
ที่อัพเกรดเป็นรุ่นที่ 2 ปรับปรุงการสั่งงานด้วยเสียง Hey Mercedes ที่ดีขึ้น พร้อมรองรับฟังก์ชั่นต่างๆ
อาทิ ฟังก์ชั่นฟังเพลงออกไลน์ผ่านแอป,ควบคุมระบบภายในบ้านแบบ Smart Home,รองรับแสดงภาพ
จากกล้องหน้าขณะขับขี่ รวมถึงอัพเดต Firmware แบบ OTA (Over-The-Air) ได้อีกด้วย ซึ่งจอดังกล่าว
ยังควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกฝั่ง รวมทั้งสามารถปรับอากาศให้บริสุทธิ์ด้วยฟังก์ชั่น Air-Balance

มาตรวัดมาพร้อมกับจอแสดงผลขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้วพร้อมกราฟิกใหม่ที่ตื่นตาขึ้น ยังคงปรับได้ทั้ง
3 การแสดงผลทั้ง Classic,Sporty,Disscret และ Assistant Mode ซึ่งยกมาจาก S-Class และพวงมาลัย
แบบ 3 ก้านที่แยกปุ่มควบคุมระบบต่างๆเป็นแบบ 2 ชั้นแบบเดียวกับ S-Class เช่นกัน

เบาะนั่งคู่หน้ามีการปรับปรุงให้ดูสวยงามและนั่งสบายขึ้น นอกจากจะปรับไฟฟ้าคู่หน้าเสริมหน่วยความจำแล้ว
ยังมีระบบ Energizing Comfort ที่ตรวจสภาพผู้ขับขี่หลายๆจุด เพื่อปรับเบาะนั่งให้เกิดความสบายสูงสุด
ส่วนเบาะหลังในรุ่น Estate จะพับได้ในอัตราส่วน 40/20/40 ด้วยการเลื่อนสลักครั้งเดียว ส่วนสีเบาะนั่ง
ภายในจะมีทั้งสีดำ/ส้มชามัวร์ สีดำ/สีขาว หรือสีดำล้วน ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้าที่ 5,500 – 6,100 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,800 – 4,000 รอบต่อนาที (เมื่อเปิด Boost Mode จะเพิ่มกำลัง
    เป็น 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม
    ระบบขับเคลื่อนล้อหลังพ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ISG (Integrated Starter Generator)
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้าที่ 5,800 – 6,100 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตรที่ 1,800 – 4,000 รอบต่อนาที (เมื่อเปิด Boost Mode จะเพิ่มกำลัง
    เป็น 224 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม
    ระบบขับเคลื่อนล้อหลังหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ISG
    (Integrated Starter Generator)
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด
    400 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 3,200 รอบต่อนาที (เมื่อเปิด Boost Mode จะเพิ่มกำลังเป็น 278 แรงม้า
    แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
    หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ISG (Integrated Starter Generator)
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด
    440 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,800 รอบต่อนาที (เมื่อเปิด Boost Mode จะเพิ่มกำลังเป็น 220 แรงม้า
    แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
    พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ISG (Integrated Starter Generator)
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้าที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด
    550 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,200 รอบต่อนาที (เมื่อเปิด Boost Mode จะเพิ่มกำลังเป็น 285 แรงม้า
    แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
    พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ISG (Integrated Starter Generator)

นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่น Plug-In Hybrid ตามมาที่หลัง ซึ่งมีรายละเอียดคร่าวๆดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า
    ที่มีกำลัง 129 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร วิ่งในโหมด EV ได้ไกลสุด 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic พร้อม ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
    ISG (Integrated Starter Generator)

สำหรับตัวเครื่องยนต์นั้น เครื่องยนต์ดีเซลได้มีการปรับปรุงหลายรายการ ทั้งช่วงชักและระยะกระบอกสูบ
เป็น 94.3 (จากเดิม 92.3),แรงดันหัวฉีดจาก 2,500 บาร์เป็น 2,700 บาร์ ปรับการตอบสนองให้ดีขึ้น
ส่วนเครื่องยนต์ดบนซินได้เพิ่มการเคลือบกระบอกสูบแบบ Nanoslide และข้างในฝาสูบเป็น Conicshape

ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ 4-link และด้านหลังแบบ Multi-Link และล้อหลังสามารถเลี้ยวได้ถึง 2.5 องศา
โดยจะเริ่มทำงานตั้งแต่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปพร้อมลดขนาดรัศมีวงเลี้ยวเป็น 5.32 เมตร

ความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มีดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างจากรถข้างหน้า  Active Distant Assist Distronic
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Emergency Braking
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้อยู่ในเลน Active Steering Assist ทำงานได้บนความเร็วสูงสุด
    210 กิโลเมตร/ชั่วโมงพร้อมประมวลผลเลนบนถนนด้วยกล้อง 360 องศา
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจรและปรับการทำงานอัตโนมัติ Traffic Sign Assist
  • ระบบช่วยถอยจอดรถและออกจากช่องจอดอัตโนมัติ
  • ระบบป้องกันรถจากอุบัติเหตุอัตโนมัติ Pre-Safe

Mercedes-Benz C-Class เตรียมทำตลาดในเร็วๆนี้ ฝั่งยุโรปเตรียมเปิดจองในเดือนมีนาคม 2021
เป็นต้นไฟ ส่วนสหรัฐอเมริกาเริ่มทำตลาดในช่วงต้นปี 2022 ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะมาอย่างเร็ว
ในช่วงปลายปี 2021 ซึ่งจะมีความคืบหน้าและรายละเอียดอย่างไร โปรดติดตามกันต่อไป