หลังจากเปิดตัวในต่างประเทศไปแล้ว ถึงคิวของประเทศญี่ปุ่นกันบ้างสำหรับ Mazda 3 ที่รอบนี้
มาพร้อมกับหน้าตาใหม่แล้ว ยังมาพร้อมกับขุมพลังใหม่ รวมถึงเปลี่ยนชื่อในการทำตลาดเป็น
Mazda 3 ตามตลาดโลกเสียที (ที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า Axela) โดยเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

หน้าตาภายนอกมาแนวเดียวกับเวอร์ชั่นตลาดโลก คือ กระจังหน้าลายตาข่ายมีขนาดใหญ่โตขึ้นชัดเจน
ตกแต่งด้วยเส้นสีดำเงา พร้อมไฟหน้าแบบ LED ที่เรียวยาวขึ้น ส่วนกันชนหน้ามีทรวดทรงที่พริ้วไหวขึ้น
แต่ไฟตัดหมอกน้าได้ถูกตัดออกไป (บางรุ่นเสริมด้วนเส้นโครเมียม) ส่วนด้านข้างและด้านหลัง
มีรายละเอียดการตกแต่งดังนี้

รุ่น Sedan มาพร้อมกับแนวกระจกที่เหลี่ยมขึ้นกว่าเดิมเสริมคิ้วกระจกด้านหลังโครเมียมขนาดใหญ่
พร้อมเส้นสายตัวถังที่ปราดเปรียวขึ้น ขณะที่บั้นท้ายมาพร้อมกับไฟท้าย LED แบบเส้นวงแหวน
ที่ตัวกรอบเน้นช่องวงกลมชัดเจน รวมทั้งโลโก้ Mazda ที่นูนขึ้น และกันชนหลังที่มีลวดลายพริ้วไหว
พร้อมช่องใส่ป้ายทะเบียนที่ย้ายมาไว้ตำแหน่งดังกล่าว

รุ่น Fastback (หรือ Hatchback ในตลาดต่างประเทศ) มีการพัฒนาเส้นสายจากรุ่นเดิมให้ดูล้ำขึ้น
เริ่มจากแนวกระจกที่มีการเสริมโครเมียมที่เหลี่ยมขึ้น พร้อมเส้นสายตัวถังสุดเรียบง่ายแต่ลงตัว
ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังสีดำ ไฟท้าย LED แบบวงแหวนที่ตัวกรอบเน้นวงกลมเป็นหลัก
พร้อมกันชนหลังที่ย้ายช่องใส่ป้ายทะเบียนมาไว้จุดนั้นเช่นเดียวกับรุ่น Sedan

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,460 มิลลิเมตร รุ่น Sedan 4,660 มิลลิเมตร (สั้นลง 10 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,795 มิลลิเมตร (เท่าเดิม)
  • ความสูง 1,440 มิลลิเมตร รุ่น Sedan เพิ่ม 5 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 5-10 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,725 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 25 มิลลิเมตร)

สีภายนอกมีให้เลือกดังนี้

  • สีแดง Soul Red Crystal Shine (สีพิเศษ)
  • สีเทา Machine Gray Premium (สีพิเศษ)
  • สีขาว Snowflake White Pearl Mica (สีพิเศษ)
  • สีดำ Jet Black Mica
  • สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue Mica
  • สีน้ำตาล Titanium Flash Mica
  • สีเงิน Sonic Silver Metallic
  • สีเทาอมฟ้า Polymetal Gray Metallic

ภายในออกแบบแผงคอนโซลหน้าให้เรียบง่าย แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน มีการเดินลายตะเข็บ
พร้อมเสริมโครเมียมตามจุดต่างๆอย่างชัดเจน ช่องแอร์มีการทำให้ดูแตกต่างกันระหว่างฝั่ง
ผู้โดยสารด้านหน้าที่เป็นแนวตรง ส่วนฝั่งคนขับจะโค้งรับกับมาตรวัดอย่างชัดเจน ส่วนสีภายใน
มีให้เลือกทั้งสีดำ สีขาว และสีแดง Burgandy

ด้านบนมาพร้อมกับจอแสดงผล Mazda (MZD) Connect แบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้วที่มีการปรับกราฟิก
ให้ดูสวยงามขึ้น รองรับการใช้งานต่างๆทั้งระบบนำทาง Navigator,แสดงการทำงานของระบบ i-Stop
และ i-DM,รองรับการเล่น CD และการเชื่อมต่อผ่าน USB,Bluetooth พร้อมติดตั้งระบบ Apple Carplay
และสามารถควบคุมผ่านปุ่มบนคอนโซลกลางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเช่นกัน ส่วนลำโพงมีมาให้ตั้งแต่ 8 ตัว
จนถึง 12 ตัวจาก Bose เป็นออปชั่นเสริม

ด้านล่างมาพร้อมกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งพร้อมจอแสดงผลดิจิตอล คอนโซลกลาง
มาพร้อมกับที่วางแก้วน้ำพร้อมฝาปิด ฐานเกียร์ที่ปรับรายละเอียดใหม่พร้อมเบรกมือไฟฟ้าที่กลมกลืน
กับแผงควบคุม MZD Connect พร้อมปุ่ม Hold และที่พักแขนบนกล่องคอนโซลกลางขนาดใหญ่

มาตรวัดมาพร้อมกับวงกลม 3 จุดที่มีทั้งมาตรวัดรอบ มาตรวัดความเร็ว และมาตรวัดระดับน้ำมัน
กับความร้อน ส่วนจอแสดงผลการขับขี่แบบสีจะรวมกับมาตรวัดความเร็ว เสริมด้วยมาตรวัดบนกระจก

พวงมาลัย 3 ก้านออกแบบให้ดูดีขึ้น เริ่มจากแป้นแตรที่ยังคงเป็นวงกลมเช่นเดิม เสริมด้วยเส้น
โครเมียมรอบวง แผงควบคุมมาพร้อมกับปุ่มสีทูโทน ดำ/เงิน รองรับการควบคุมทั้งเครื่องเสียง
โทรศัพท์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบความปลอดภัย i-Activsense

เบาะนั่งมีให้เลือกทั้งแบบผ้าและเบาะหนัง Perforated พร้อมเบาะคนขับสามารถปรับด้วยไฟฟ้า
10 ทิศทาง ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้ พร้อมที่วางแขนและที่วางแก้วเสริม 2 ตำแหน่ง

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร SKYACTIV-G 111 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
    แรงบิด 146 นิวตัน-เมตรที่ 3,500 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SKYACTIV-G 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
    แรงบิด 199 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์ดีเซล 1.8 ลิตร SKYACTIV-D 116 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที
    แรงบิด 270 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 – 2,600 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SKYACTIV-X (สเปคยังไม่ออกมา ณ เวลานี้)

จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ (เฉพาะเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรและเครื่องยนต์ SKYACTIV X)
และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อมโหมด + – Activmatic มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า
และขับเคลื่อน 4 ล้อ i-Activ AWD (ยกเว้นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร) ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ
แมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นคานบิดแบบทอร์ชั่นบีม (จากเดิมเป็นแบบอิสระ Multilink)
มาพร้อมกับระบบควบคุมแรงบิดและเบรกขณะเข้าโค้ง G-Vectoring Control Plus

ความปลอดภัยของ All New Mazda 3 มีดังต่อไปนี้

  • ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ i-Activsense
    • ไฟหน้าแบบควบคุมลำแสงอัตโนมัติ Adaptive LED Headlight
    • ระบบรักษาระยะห่างและความเร็วอัตโนมัติ MRCC
    • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ SBS
    • ระบบช่วยหยุดรถและเคลื่อนที่อัตโนมัติ CTS
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDWS
    • ระบบช่วยให้รถอยู่ในเลน LAS
    • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSM
    • ระบบเตือนรถอยู่ในมุมอับด้านหน้า FCTA
    • ระบบเตือนรถอยู่ในมุมอับด้านหลัง RCTA
    • ระบบเตือนคนขับเมื่อเกิดอาการเหนื่อยล้า DAA
    • ระบบป้องกันการชนเมื่อเข้าเกียร์ผิด
  • ระบบอ่ายป้ายจราจรอัตโนมัติ TSR
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • โครงสร้างนิรภัย SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

Mazda 3 สเปคญี่ปุ่นมีให้เลือก 23 รุ่นย่อย ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

  • Fastback 14 รุ่นย่อย (เบนซิน 6 รุ่นย่อย + ดีเซล 4 รุ่นย่อย + SKYACTIV-X 4 รุ่นย่อย)
  • Sedan 9 รุ่นย่อย (เบนซิน 3 รุ่นย่อย + ดีเซล 3 รุ่นย่อย + SKYACTIV-X 3 รุ่นย่อย)

สนนราคาอยู่ที่ 2,181,000 – 3,621,400 เยน (สนนราคาราวๆ 635,000 – 1,054,000 บาท)
รุ่นเบนซิน 1.5 ลิตรและดีเซลเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตรเริ่มวางขาย
เดือนกรกฏาคม และรุ่น SKYACTIV-X เริ่มจำหน่ายในเดือนตุลาคม ส่วนประเทศไทยนั้นเตรียมพบกัน
ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเราก็มีภาพ Spyshot มาให้ได้ชมกันพร้อมข้อมูลคร่าวๆได้ที่นี่ครับ

ที่มา : Mazda Official

Facebook Comments