หลังจากที่ต่างประเทศเปิดตัว All New Lexus NX กันไปเรียบร้อยแล้ คราวนีเ้ก็ถึงคิวลูกค้าชาวไทย
ที่จะได้รับความอลังการของ Crossover รุ่นฮอตในตลาด พร้อมด้วยระบบ PHEV รุ่นแรกในไทย
ซึ่งจะเริ่มทำตลาดในประเทศไทยแล้ววันนี้

 

หน้าตาภายนอกปรับเส้นสายจากรุ่นเดิมให้อลังการขึ้น เริ่มจากไฟหน้า LED 4 ดวง ที่ขนาดโคมใหญ่ขึ้น
กระจังหน้าทรงนาฬิกาทรายที่มีการตวัดเส้นสายส่วนปลายให้เรียวยาวขึ้น พร้อมกรอบไฟตัดหมอกหน้าที่มีขนาด
ทรงยาว ตกแต่งด้วยสีดำเงา ขณะเดียวกันช่องดักลมมีขนาดเล็กลงชัดเจน เส้นสายด้านข้างมีความล้ำหน้าพอสมควร มาพร้อมแนวกระจกที่ตวัดตรงช่วงประตูหลังล้อมด้วยโครเมียม มือจับประตูแม้จะเป็นแบบดึง แต่ก็สามารถเปิดด้วยมือจับประตูแบบพิเศษ E-Latch ที่ซ่อนไว้ข้างใน เสริมด้วยคิ้วและชายล่างสีดำ ส่วนล้อจะมีขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 225/60R18 และ 20 นิ้ว 235/50R20 ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย

ไฟท้าย LED ขยายกรอบให้ใหญ่ขึ้น เพราะมีการเสริมด้วย 2 เส้นคือ เส้นยาวๆตรงกลางประตูหลังและเส้นตัว L
บริเวณซ้าย/ขวา กันชนหลังมาในสไตล์ 3 มิติ รวมแผงทับทิม เส้นโครเมียม และช่องเสริมให้ไปในทิศทางเดียวกัน เสริมด้วยราวหลังคาสีเงินและโลโก้ด้านหลังใช้คำว่า Lexus แทนตัว L แบบที่ผ่านมา

ส่วนรุ่นย่อย F-Sport มีความแตกต่างจากรุ่นปกติดังนี้

  • กระจังหน้าลายตาข่าย
  • ช่องตาข่ายบริเวณไฟตัดหมอกหน้า
  • ชายล่างตกแต่งด้วยสีเงิน
  • กระจกมองข้ามรมดำ
  • คิ้วขอบล้อสีเดียวกับตัวรถ
  • ล้ออัลลอยลายสปอร์ต
มิติตัวถังมีดังต่อไปนี้
  • ความยาว 4,660 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 20 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,865 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 20 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,640 มิลลิเมตร (เตี้ยลงขึ้น 5 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 30 มิลลิเมตร)

สีตัวรถที่เด่นๆมีให้เลือกมีดังนี้
  • สีขาว White Nova Glass Flake (เฉพาะรุ่น F-Sport)
  • สีขาว Sonic Quartz
  • สีเทา Sonic Titanium
  • สีเทาเข้ม Sonic Chrome
  • สีดำ Black
  • สีดำเงา Graphite Black Glass Flake
  • สีแดง Madder Red
  • สีส้ม Blazing Carnelian Contrast Layering
  • สีเขียว Terrane Khaki Mica Metallic
  • สีน้ำเงิน Heat Blue Contrast Layering (เฉพาะรุ่น F-Sport)
  • สีน้ำเงิน Celestial Blue Glass Flake

งานออกแบบภายในลดความแน่นของอุปกรณ์ต่างๆลง ออกแบบภายใต้แนวคิด Tazuna Concept
โดยใช้ในรุ่น LF-30 เมื่อปี 2019 มาพร้อมกับโทนสีดำล้วน,สีทูโทนดำ/แดง,หรือดำ/เบจ จุดเด่นสำคัญ
อยู่ที่ไฟสร้างบรรยากาศ thematic ambient illumination ปรับได้เยอะสุด 64 สี อีกทั้ง จอแสดงผล
แบบสัมผัสขนาดใหญ่สะใจ 14 นิ้ว ลดการสะท้อนแสงที่จอมาพร้อมฟังก์ชั่นดังนี้

  • กราฟิกเมนูแบบใหม่ล่าสุด รวมจอเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศอยู่ด้วยกัน
  • ระบบ OTA ที่จะอัพเดตความเสถียรและฟังก์ชั่นใหม่ๆให้ระบบภายในรถ
  • ระบบสื่อสารในรถ DCM (Data Communication Module)
  • ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุดโดยพูดคำว่า Hey,Lexus!
  • แผนที่ภายในรถปรับปรุงใหม่ปรับการแแสดงผลให้ดีขึ้น
  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay/Android Auto
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wifi
  • รองรับ Web Browser สำหรับเข้าในเวปต่างๆ
  • รองรับการตั้งค่าระบบต่างๆภายในรถที่สามารถเก็บค่าที่เราตั้งไว้ สามารถไปใช้ในรถคันอื่นได้
  • ระบบเสียง Lexus Premium Sound System พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

ถัดมาเป็นช่องแอร์คู่ที่มีปุ่มปรับอุณหภูมิขนาบข้างกลมกลืนกับหน้าจอใหญ่)พร้อมที่เก็บของในจุดต่างๆ
ทั้งแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ที่วางแก้วคู่เสริมสีเงิน โดยมีเส้นตกแต่งสีเงินหรือสีดำเงาพาดเอาไว้โดยมี
ปุ่มสตาร์ทขนาดเล็ก และปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่

มาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลตรงกลางแบบจอสี่เหลี่ยมที่ใหญ่ขึ้น มีขนาดตั้งแต่ 7 นิ้วหรือ 8 นิ้ว โดยมีกราฟิก
ที่คล้ายกับมาตรวัดแบบที่คุ้นเคยในบรรดา F-Sport หลากหลายรุ่น แต่มีกราฟิกที่ล้ำอนาคตขึ้น รวมทั้ง
มาตรวัดน้ำมันและความร้อนที่บอกเป็นขีด รวมทั้งเสริมมาตรวัดแบบฉายบนกระจก HUD

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่ดูเรียบง่ายแต่เป็นระบบสัมผัสพร้อม Touch Tracer
(รองรับสั่งงานแค่แตะ ซึ่งคล้ายกับ Toyota Prius โฉมที่ 3) ตกแต่งสีเงินเบาะนั่งปรับทรงใหม่ให้ดูสปอร์ตขึ้น
โดยลายของเบาะหนังเป็นรูปตัว V พร้อมเบาะหลังพับในอัตราส่วน 60/40 โดยใช้สลักล็อก อีกทั้งแผงประตู
มาในรูปทรงที่แปลกตา แต่ที่พักแขนที่ยาวต่อเนื่อง แต่มือจับประตูย้ายมาตรงที่พักแขน เปิดด้วยระบบไฟฟ้า

ส่วนรุ่นย่อย F-Sport มีความแตกต่างจากรุ่นปกติดังนี้

  • พวงมาลัยมีโลโก้ F-Sport พร้อมด้ายสีแดง
  • เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ/แดงพร้อมโลโก้ F-Sport
  • แป้นเหยียบอลูมิเนียม
  • แผงประตูตกแต่งลายคาร์บอน

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดขนาด 2.5 ลิตรรหัส A25A-FXS ให้กำลังแรงสูงสุด 187 แรงม้า
    ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 239 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 – 4,500 รอบต่อนาที
    มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 182 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตัน-เมตร (รวมกันแล้วได้ 240 แรงม้า)
    มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ ECVT ขับเคลื่อนล้อหน้า
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดแบบเสียบปลั๊กขนาด 2.5 ลิตรรหัส A25A-FXS ให้กำลังแรงสูงสุด 182 แรงม้า
    ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 239 นิวตัน-เมตรที่ 3,200 – 3,700 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้าคู่
    ด้านหน้ามีกำลัง 182 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตัน-เมตร ด้านหลังมีกำลัง 54 แรงม้า แรงบิด 121 นิวตัน-เมตร (รวมกันแล้วได้ 304 แรงม้า) มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ ECVT ขับเคลื่อนสี่ล้อ

ตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน GA-K Platform เช่นเดียวกับ Camry ที่มีประสิทธิภาพการบิดตัวสูง จุดศูนย์ถ่วงต่ำ
และปรับปรุงในจุดต่างๆให้ดีขึ้น ปรับโครงสร้างในจุดต่างๆให้แข็งแรงขึ้นและใช้เลเซอร์ช่วยเชื่อมตามจุดต่างๆ อีกทั้ง
ตัวเหล็กรองรับแรงกดสูงสุด 1,180 MPa (ส่วนของหลังคาจะอยู่ที่ 1,470 MPa) ห้องโดยสารปรับให้เงียบขึ้น
15%

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ McPherson Struts ด้านหลังแบบอิสระ Double Wishbone พร้อมโช้คที่
รับแรงสะเทือนได้ดีขึ้น ส่วนรุ่น F-Sport ทุกคันมาพร้อมช่วงล่างแบบแปรผันที่ปรับได้หลากหลายโหมด AVS
(Adaptive Variable Suspension) ส่วนพวงมาลัยมาพร้อมกับยางแบบ EMT (Extended Mobility Tire)
[หรือที่ค่ายอื่นๆเรียกว่า Run-Flat] พร้อมอัตราทดแบบแปรผันที่จะช่วยให้ตอบสนองได้มั่นคง อีกทั้งระบบเบรก
ได้ปรับรูปทรงแป้นเบรกให้สามารถเหยียบง่ายขึ้น และในรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่จะใช้แป้นเบรกที่สามารถเบรก
และเร่งภายในแป้นเดียว (แต่ไม่ถึงขนาด 100% แบบ e-Pedal)

ระบบความปลอดภัยจัดให้มาเต็มพิกัดดังนี้
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถแบบแปรผัน Full-Speed Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System with
    Emergency Braking System.
  • ระบบเตือนมุมอับด้านหน้าของรถ Front Cross Traffic Alert
  • ระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ Emergency Steering Assist
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert with Steering Assist.
  • ระบบให้รถอยู่ในเส้นกลาง Lane Tracing Assist
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Intelligent Parking Assist (บางรุ่นเป็นแบบ Teammate
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Panoramic View Monitor
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 + ด้านข้าง 2 + ม่านนิรภัย 2 + หัวเข่า 1)

Lexus NX มีให้เลือกรุ่นย่อยดังนี้

Luxury ราคา 3,240,000 บาท

  • ไฟหน้า LED ดวงเดี่ยวพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • กระจกตัดแสงรอบคัน
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 235/60R18
  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมดันหลังคนขับ 2 ทิศทาง
  • ระบบปรับอากาศเบาะนั่งคู่หน้า
  • เบาะหลังแยกพับในอัตราส่วน 60/40
  • มาตรวัดจอสีขนาด 7 นิ้ว
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้านพร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้า
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่บนพวงมาลัย
  • จอแสดงผลตรงกลางขนาด 9.8 นิ้ว
  • ชุดเครื่องเสียงรองรับ Apple Carplay/Android Auto
  • ลำโพง 10 ตำแหน่ง
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายใน
  • หัวเกียร์หุ้มหนัง
  • แป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อม Keycard และปุ่มสตาร์ท
  • เบาะหนังธรรมดา
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งพร้อมกรองอากาศ Nano-E
  • ไฟแต่งหน้าบนแผงบังแดด
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
  • ปลั๊กไฟ 12 โวลต์และช่องเสียบ USB ทั้ง Type-A และ Type-C ด้านหน้า
  • กล่องคอนโซลกลางพร้อมช่องเสียบ USB-C และปลั๊กไฟ 12 โวลต์
  • ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิด
  • กลอนประตูไฟฟ้าพร้อมสลักฉุกเฉิน
  • ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • ไฟสูงอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถแบบแปรผัน Full-Speed Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System with
    Emergency Braking System.
  • ระบบเตือนมุมอับด้านหน้าของรถ Front Cross Traffic Alert
  • ระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ Emergency Steering Assist
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert with Steering Assist.
  • ระบบให้รถอยู่ในเส้นกลาง Lane Tracing Assist
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Intelligent Parking Assist (บางรุ่นเป็นแบบ Teammate
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 + ด้านข้าง 2 + ม่านนิรภัย 2 + หัวเข่า 1)

Grand Luxury ราคา 3,390,000 บาท (NX350h) และ 3,590,000 (NX450h+)

  • ไฟหน้า LED แบบสามดวงปรับสูง/ต่ำอัตโนมัติพร้อมที่ล้างไฟหน้า
  • ไฟตัดหมอกหน้าและไฟส่องมุมรถ
  • มาตรวัดจอสีขนาด 7 นิ้วพร้อมมาตรวัดเสริมบนกระจก HUD
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายในปรับได้หลายสี
  • กระจกมองหลังโชว์ภาพจากกล้องข้างหลัง
  • ไฟสูงอัตโนมัติแบบแปรผัน
  • เบาะหนังธรรมดา (รุ่นไฮบริด) และแบบนุ่มพิเศษ (รุ่นเสียบปลั๊ก)
  • ระบบวัดความชื้นภายในรถ (รุ่นเสียบปลั๊ก)
  • ที่ดันหลังคนขับแบบ 4 ทิศทาง (รุ่นเสียบปลั๊ก)

Premium ราคา 3,870,000 บาท

  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ก้มอัตโนมัติและเชื่อมกับกล้องรอบคัน
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง 235/50R20
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่บนพวงมาลัยแบบสัมผัส
  • จอแสดงผลตรงกลางขนาด 14 นิ้ว
  • ระบบนำทาง Navigator
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Lexus Teammate
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง

F-Sport ราคา 4,320,000 บาท

  • ชุดแต่ง F-Sport
  • หลังคามูนรูฟ
  • ราวหลังคา
  • พวงมาลัยแปรผันอัตโนมัติ
  • ค้ำโช้คหน้า/หลัง
  • ช่วงล่างแบบแปรผัน AVS
  • โหมดการขับขี่แบบกำหนดเองและ S+

สัมผัส All New Lexus NX ได้ที่โชว์รูม Lexus ทั่วประเทศ หรือในงาน Motor Expo 2021
ในวันที่ 1-12 ธันวาคม 2021 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี