หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ Crossover ไซส์(เกือบ)เล็กสุดในค่ายอย่าง NX เนื่องจากงานออกแบบ
ที่ดูล้ำสมัย ภายในที่อเนกประสงค์เต็มพิกัด ในราคาที่ไม่โหดร้ายมากนัก เพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จ
หลังจากที่ทำตลาดโฉมแรกมาตั้งแต่ปี 2014 ล่าสุด Lexus ได้เปิดตัว NX โฉมใหม่ หลังจากเผยโฉม
ล่วงหน้าไปหลายเดือน มาพร้อมขุมพลัง 4 รูปแบบ,เทคโนโลยีที่หลากหลายขึ้น  ซึ่งพร้อมทำตลาดในเร็วๆนี้

หน้าตาภายนอกสานต่องานออกแบบจากรุ่นเดิม แต่ปรับเส้นสายให้อลังการขึ้น เริ่มจากไฟหน้า LED 4 ดวง
ที่ขนาดโคมใหญ่ขึ้นชัดเจน กระจังหน้าทรงนาฬิกาทราย แต่ตวัดเส้นสายส่วนปลายให้เรียวยาวขึ้น พร้อม
กรอบไฟตัดหมอกหน้าที่มีขนาดยาว ตกแต่งด้วยสีดำเงา ขณะเดียวกันช่องดักลมมีขนาดเล็กลงชัดเจน

เส้นสายด้านข้างมีความล้ำหน้าพอสมควร มาพร้อมแนวกระจกที่ตวัดตรงช่วงประตูหลังล้อมด้วยโครเมียม
มือจับประตูแม้จะเป็นแบบดึง แต่ก็สามารถเปิดด้วยมือจับประตูแบบพิเศษ E-Latch ที่ซ่อนไว้ข้างใน
เสริมด้วยคิ้วและชายล่างสีดำ ส่วนล้อจะมีขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 225/60R18 และ 20 นิ้ว
235/50R20 ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย

ขณะเดียวกันไฟท้าย LED กรอบใหญ่ขึ้นมาก เพราะมีการเสริมด้วย 2 เส้นคือ เส้นยาวๆตรงกลางประตูหลัง
และเส้นตัว L บริเวณซ้าย/ขวา กันชนหลังมาในสไตล์ 3 มิติ รวมแผงทับทิม เส้นโครเมียม และช่องเสริมให้
ไปในทิศทางเดียวกัน เสริมด้วยราวหลังคาสีเงินเพื่อความสวยงาม ส่วนโลโก้ด้านหลังจะไม่ใช้ตัว L เหมือนกับ
รุ่นที่ผ่านมา แต่จะเป็นคำว่า LEXUS แทนเป็นคันแรกอีกด้วย

ส่วนรุ่นย่อย F-Sport มีความแตกต่างจากรุ่นปกติดังนี้

  • กระจังหน้าลายตาข่าย
  • ช่องตาข่ายบริเวณไฟตัดหมอกหน้า
  • ชายล่างตกแต่งด้วยสีเงิน
  • กระจกมองข้ามรมดำ
  • คิ้วขอบล้อสีเดียวกับตัวรถ
  • ล้ออัลลอยลายสปอร์ต

Lexus NX F-Sport

มิติตัวถังมีดังต่อไปนี้
  • ความยาว 4,660 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 20 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,865 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 20 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,640 มิลลิเมตร (เตี้ยลงขึ้น 5 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 30 มิลลิเมตร)
สีตัวรถที่เด่นๆมีให้เลือกมีดังนี้
  • สีเทา Sonic Chrome
  • สีฟ้า Celestial Blue
  • สีส้ม Blazing Carnelian

งานออกแบบภายในลดความแน่นของอุปกรณ์ต่างๆลง ออกแบบภายใต้แนวคิด Tazuna Concept
โดยใช้ในรุ่น LF-30 เมื่อปี 2019 มาพร้อมกับโทนสีดำล้วน หรือสีทูโทนดำ/แดง หรือดำ/เบจ
จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ไฟสร้างบรรยากาศ thematic ambient illumination ปรับได้เยอะสุด 64 สี
อีกทั้ง จอแสดงผลแบบสัมผัสขนาดใหญ่สะใจ 14 นิ้ว ลดการสะท้อนแสงที่จอมาพร้อมฟังก์ชั่นดังนี้

  • กราฟิกเมนูแบบใหม่ล่าสุด รวมจอเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศอยู่ด้วยกัน
  • ระบบ OTA ที่จะอัพเดตความเสถียรและฟังก์ชั่นใหม่ๆให้ระบบภายในรถ
  • ระบบสื่อสารในรถ DCM (Data Communication Module)
  • ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุดโดยพูดคำว่า Hey,Lexus!
  • แผนที่ภายในรถปรับปรุงใหม่ปรับการแแสดงผลให้ดีขึ้น
  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay/Android Auto และ Baidu
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wifi
  • รองรับ Web Browser สำหรับเข้าในเวปต่างๆ
  • รองรับการตั้งค่าระบบต่างๆภายในรถที่สามารถเก็บค่าที่เราตั้งไว้ สามารถไปใช้ในรถคันอื่นได้
  • ระบบเสียง 2 แบบ
    • Lexus Premium Sound System พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง
    • Mark Levinson พร้อมลำโพง 17 ตำแหน่ง

ถัดมาเป็นช่องแอร์คู่ที่มีปุ่มปรับอุณหภูมิขนาบข้าง (ซึ่งกลมกลืนกับหน้าจอใหญ่) พร้อมที่เก็บของในจุดต่างๆ
ทั้งแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ที่วางแก้วคู่เสริมสีเงิน โดยมีเส้นตกแต่งสีเงินหรือสีดำเงาพาดเอาไว้โดยมี
ปุ่มสตาร์ทขนาดเล็ก และปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่

มาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลตรงกลางแบบจอสี่เหลี่ยมที่ใหญ่ขึ้น โดยมีกราฟิกที่คล้ายกับมาตรวัดแบบ
ที่คุ้นเคยในบรรดา F-Sport หลากหลายรุ่น แต่มีกราฟิกที่ล้ำอนาคตขึ้น รวมทั้งมาตรวัดน้ำมันและ
ความร้อนที่บอกเป็นขีด รวมทั้งเสริมมาตรวัดแบบฉายบนกระจก HUD

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่ดูเรียบง่ายแต่เป็นระบบสัมผัสพร้อม Touch Tracer
(รองรับสั่งงานแค่แตะ ซึ่งคล้ายกับ Toyota Prius โฉมที่ 3) ตกแต่งสีเงินเบาะนั่งปรับทรงใหม่ให้ดูสปอร์ตขึ้น
โดยลายของเบาะหนังเป็นรูปตัว V พร้อมเบาะหลังพับในอัตราส่วน 60/40 โดยใช้สลักล็อก อีกทั้งแผงประตู
มาในรูปทรงที่แปลกตา แต่ที่พักแขนที่ยาวต่อเนื่อง แต่มือจับประตูย้ายมาตรงที่พักแขน เปิดด้วยระบบไฟฟ้า

ส่วนรุ่นย่อย F-Sport มีความแตกต่างจากรุ่นปกติดังนี้

  • พวงมาลัยมีโลโก้ F-Sport พร้อมด้ายสีแดง
  • เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ/แดงพร้อมโลโก้ F-Sport
  • แป้นเหยียบอลูมิเนียม
  • แผงประตูตกแต่งลายคาร์บอน

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้
  • เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตรรหัส A25A-FKS 203 แรงม้า แรงบิด 249 นิวตัน-เมตร จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติ Direct-Shift 8 จังหวะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 2.4 ลิตรรหัส T24A-FTS 275 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Direct-Shift 8 จังหวะขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดขนาด 2.5 ลิตรรหัส A25A-FXS ให้กำลังแรงสูงสุด 239 แรงม้า
    (แรงกว่าเดิม 20%) มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อ e-Four
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดแบบเสียบปลั๊กขนาด 2.5 ลิตรรหัส A25A-FXS มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน
    ล้อหน้าหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ e-Four ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด

ตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน GA-K Platform เช่นเดียวกับ Camry ที่มีประสิทธิภาพการบิดตัวสูง จุดศูนย์ถ่วงต่ำ
และปรับปรุงในจุดต่างๆให้ดีขึ้น ปรับโครงสร้างในจุดต่างๆให้แข็งแรงขึ้นและใช้เลเซอร์ช่วยเชื่อมตามจุดต่างๆ อีกทั้ง
ตัวเหล็กรองรับแรงกดสูงสุด 1,180 MPa (ส่วนของหลังคาจะอยู่ที่ 1,470 MPa) ห้องโดยสารปรับให้เงียบขึ้น
15% พร้อมระบบควบคุมเสียง Active Noise Control/Engine Sound Enhancement ในรุ่นเทอร์โบ

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ McPherson Struts ด้านหลังแบบอิสระ Double Wishbone พร้อมโช้คที่
รับแรงสะเทือนได้ดีขึ้น ส่วนรุ่น F-Sport ทุกคันมาพร้อมช่วงล่างแบบแปรผันที่ปรับได้หลากหลายโหมด AVS
(Adaptive Variable Suspension) ส่วนพวงมาลัยมาพร้อมกับยางแบบ EMT (Extended Mobility Tire)
[หรือที่ค่ายอื่นๆเรียกว่า Run-Flat] พร้อมอัตราทดแบบแปรผันที่จะช่วยให้ตอบสนองได้มั่นคง อีกทั้งระบบเบรก
ได้ปรับรูปทรงแป้นเบรกให้สามารถเหยียบง่ายขึ้น และในรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่จะใช้แป้นเบรกที่สามารถเบรก
และเร่งภายในแป้นเดียว (แต่ไม่ถึงขนาด 100% แบบ e-Pedal)

 

ระบบความปลอดภัยจัดให้มาเต็มพิกัดดังนี้
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถแบบแปรผัน Full-Speed Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System with
    Emergency Braking System.
  • ระบบเตือนมุมอับด้านหน้าของรถ Front Cross Traffic Alert
  • ระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ Emergency Steering Assist
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert with Steering Assist.
  • ระบบให้รถอยู่ในเส้นกลาง Lane Tracing Assist
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจรอัตโนมัติ Road Sign Assist
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถเคลื่อนไปข้างหน้า Launch Delay Notification Function
  • ระบบช่วยตรวจจับวัตถุข้างหน้า Proactive Driving Assist
  • ระบบเตือนมุมอับขณะออกจากรถ Safe Exit Assist
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Intelligent Parking Assist
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Panoramic View Monitor
  • ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 + ด้านข้าง 2 + ม่านนิรภัย 2 + หัวเข่า 1 + ตรงกลาง 1)

All New Lexus NX จะเริ่มทำตลาดในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2021 โดยจะเริ่มทำตลาดในยุโรป อเมริกา
ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย Lexus NX มาทำตลาดแน่นอน เนื่องจากรุ่นที่ผ่านมา
นับเป็นรถที่ขายดีอันดับต้นๆในแบรนด์ Lexus คาดว่าจะตามมาในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ที่มา : Lexus Official,Carscoops (สำหรับแรงม้า/แรงบิด)