Beijing Motor Show 2018 : All New Lexus ES – ซีดานหรูรุ่นน้อง LS เผยโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ

343

Lexus ES เป็นซีดานขนาดกลางที่เน้นหรูเป็นหลัก (ต่างจาก GS และ IS ที่เน้นความสปอร์ตเป็นหลัก)
โดยใช้พื้นฐานร่วมกับ Camry (แต่รุ่นที่ 6 เป็นต้นมากลับใช้พื้นฐาน Avalon (ซีดานที่ขนาดใหญ่กว่า
Camry สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ) แทน) ล่าสุด ก็ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการพร้อมกับหน้าตาที่หรูขึ้น
และงานวิศวกรรมใหม่ทั้งคัน เผยโฉมอย่างเป็นทางการในงน Beijing Motor Show 2018

หน้าตาภายนอกปรับเส้นสายให้ดูหวือหวาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า LED 3 ดวงที่ขนาดเพรียวบางกว่าเดิมมาก
กระจังหน้าทรงนาฬิกาทรายที่เปลี่ยนเส้นด้านในเป็นแนวตั้ง พร้อมช่องสีดำเสริมโครเมียมที่ลากเส้นไปใน
ทิศทางเดียวกับกระจังหน้า ด้านข้างปรับกระจกมองข้างให้ล้ำอนาคตขึ้น กรอบกระจกหน้าต่างที่เหลี่ยมสันขึ้น
ส่วนด้านท้ายจะออกแบบให้สปอร์ตขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นไฟท้าย LED ที่มีขนาดเล็กลง คิ้วโครเมียมที่
ลากเส้นให้ยาวขึ้น กันชนหลังและฝากระโปรงหลังมีเส้นสายที่กลมกลืน พร้อมสปอยเลอร์หลังแบบแนบกับ
ฝากระโปรงท้าย

แน่นอนว่าเวอร์ชั่น F-Sport มีให้เลือกเช่นกัน ซึ่งต่างจากรุ่นมาตรฐานตรงที่เส้นกระจังหน้าเป็นแบบ
โครเมียมรมดำ พร้อมลายตาข่าย ล้ออัลลอยที่ดูสปอร์ตขึ้น และแค่นั้น นับเป็นครั้งแรกของ ES
ที่มีเวอร์ชั่น F-Sport ออกมา (คาดว่า อาจจะมาแทนที่ GS ที่กำลังจะยุติบทบาทในเร็วๆนี้)

มิติตัวถังมีความยาว 4,975 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,864 มิลลิเมตร ความสูง 1,445 มิลลิเมตร
ฐานล้อยาว 2,870 มิลลิเมตร และมีสีภายนอกใหม่อย่างสีเบจ Moonbeam Beige Metallic
สีเขียว Sunlit Greenและ สีน้ำเงิน Ultra Sonic Blue Mica 2.0 สำหรับรุ่น F-Sport โดยเฉพาะ

ภายในออกแบบให้ดูเป็นสัดส่วนมากขึ้น มีการแบ่งจอแสดงผลและแผงควบคุมต่างๆเพื่อให้ควบคุมง่ายขึ้น
ตกแต่งด้วยสีน้ำตาล/เบจ ในรุ่นธรรมดา หรือ สีดำและสีเมทัลลิก พร้อมเบาะนั่งสีดำหรือสีแดงในรุ่น F-Sport
พร้อมลายไม้ให้เลือก 3 แบบคือ Matte Bamboo, Linear Dark Mocha และ Linear Espresso wood
(ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) ห้องโดยสารออกแบบให้นั่งสบายขึ้นทั้งเบาะหน้า และเบาะหลังที่แม้ว่าตัวรถจะ
ลาดลงมาก็ตาม

หน้าจอตรงกลางมีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว รองรับฟังก์ชั่นต่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นรองรับการเชื่อมต่อ
Apple Carplay ครั้งแรกของ Lexus ในอเมริกา,Amazon Alexa ระบบสั่งงานด้วยเสียงของ Amazon
รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต Wi-Fi จาก Verizon (เครือข่ายมือถือของสหรัฐอเมริกา) และระบบนำทาง
Navigator ควบคุมผ่าน Trackpad (ส่วนรุ่นรองจะตัดระบบนำทางออกไป และขนาดหน้าจอจะเหลือ
แค่ 8 นิ้วเท่านั้น) ลดปุ่มควบคุมเครื่องเสียงเหลือไว้เท่าที่จำเป็น พร้อมลำโพงจาก Mark Levinson

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมีจอแสดงผลสำหรับบอกอุณหภูมิเท่านั้น (นอกนั้นจะแสดงผลบนจอขนาดใหญ่แทน)
คอนโซลเกียร์ปรับรายละเอียดให้ลดความรุงรังลงมาพอสมควร มาตรวัดเป็นแบบวงกลมเดียว พร้อมจอแสดงผล
MID บริเวณด้านซ้ายสำหรับโชว์ข้อมูลและปรับตั้งค่ารถ รวมถึงปรับกราฟิกบนมาตรวัดรอบและความเร็วให้
สวยงามขึ้น (สำหรับรุ่น FSport จะปรับหน้าตาให้เร้าใจขึ้น)

สมรรถนะจะมีให้เลือกทั้ง

– เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร V6 พร้อมระบบฉีดตรง D4-S ที่แรงถึง 302 แรงม้า แรงบิด 362 นิวตัน-เมตร
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Direct Shift 8 จังหวะ (เครื่องเดียวกับ Alphard ในประเทศไทย)
– เครื่อยนต์ไฮบริด 2.5 ลิตร Generation ใหม่ ที่พัฒนามาถึงรุ่นที่ 4 มีแรงม้าสูงสุด มาพร้อมกับวาล์วแปรผัน
แบบไฟฟ้า VVT-iE 215 แรงม้า (ส่วนตัวเลขที่เหลือยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ณ​ เวลานี้)

งานวิศวกรรมใช้พื้นฐาน TNGA-K เช่นเดียวกับ Camry และ Avalon ซึ่งมีการปรับปรุงให้ขับดีขึ้นกว่าเดิม
รองรับการบิดตัวได้ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันขึ้น สำหรับรุ่น F-Sport มาพร้อมกับช่วงล่างแบบปรับระดับได้
Adaptive Variable Suspension (AVS) พร้อมระบบปรับโหมดการขับขี่และปรับจูนเสียงเครื่องยนต์
เพื่อสร้างอรรถรสการขับขี่ให้ดีขึ้น

ความปลอดภัยมาพร้อมกับ Lexus Safety Sense + 2.0 ที่ให้ระบบมาเหมือนกับ Toyota Safety Sense
ยุคใหม่ ที่ให้ระบบช่วยเหลือสารพัดไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System (PCS)
ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert พร้อมระบบวิเคราะห์เส้นจราจรล่วงหน้าเมื่อไม่สามารถ
ตรวจจับเส้นถนนได้ Lane Tracing Control,ระบบไฟสูงอัตโนมัติ และระบบอ่านป้ายจราจร

Lexus ES มีให้เลือก 2 รุ่นทั้ง ES350 และ ES300h และเวอร์ชั่นสปอร์ต ES350 F-Sport ซึ่งจะจำหน่าย
ภายในปี 2018 พร้อมกันทั่วโลก สำหรับประเทศไทย เตรียมเจอกันได้เร็วๆนี้

Comments
Loading...