หลังจากที่ Isuzu MU-X ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2013 มีเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากการพัฒนาที่
ก้าวกระโดดจาก MU-7 เดิม แม้ในช่วงแรกจะมียอดขายเป็นลำดับต้น ๆ ของตลาด แต่หลังจากที่
PPV เปลี่ยนโฉมพร้อมกันทั้ง 3 ค่าย ไม่ว่าจะเป็น Ford Everest,Toyota Fortuner และ
Mitsubishi Pajero Sport ทำให้ Isuzu MU-X โดนแย่งซีนไปเยอะพอสมควรในปี 2015

แต่หลังจากที่ All New Isuzu D-max ได้เปิดตัวไปในปี 2019 พร้อมทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม
คราวนี้ก็ถึงคิวของเวอร์ชั่น PPV ในชื่อ MU-X ที่มาพร้อมหน้าตาที่เปลี่ยนไปเยอะขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยี
และออปชั่นที่เยอะขึ้นเพื่อรับมือกับคู่แข่ง ซึ่งจะเริ่มทำตลาดหลังจากนั้นไม่กี่วันหลังจากนั้น

หน้าตาภายนอกปรับให้มีเส้นสายที่เฉียบแหลมจากเดิม เริ่มจากไฟหน้าแบบ LED ที่มีเส้นไฟหรี่
และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบเส้นคู่ พร้อมดวงโปรเจคเตอร์ที่รวมไฟสูงและไฟต่ำเข้าไว้ด้วยกัน
พร้อมใช้ชื่อว่า Isuzu LED Lighting ส่วนกระจังหน้ามาเป็นเส้นสีเงิน 3 เส้น คิ้วด้านบนสุดแปะคำว่า
Isuzu พร้อมเสริมฐานด้านล่าง ส่วนกันชนหน้าย้ายช่องดักลมไว้ด้านบน ติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า LED

ด้านข้างปรับทรงให้ดูเหลี่ยมสันตรงเส้นสายตัวถังและแนวกระจกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เสริมโครเมียมไว้ที่ด้านล่าง
กระจกมองข้างและมือจับประตูยกมาจาก D-Max เช่นเคยแต่ตกแต่งด้วยสีตัวถังแทนโครเมียม ส่วนราวหลังคา
ยังคงเป็นแบบแนบกับตัวถัง ล้ออัลลอยมีให้เลือกทั้งแบบ 17 18 และ 20 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)

ด้านหลังปรับทรงประตูหลังให้ดูเรียบขึ้น ไฟท้าย LED กรอบสีดำ มาพร้อมเส้น Light Guiding เหนือไฟเลี้ยว
รวมถึงปั๊มโลโก้ MU-X ไว้ในโคม ประตูหลังติดตั้งโลโก้ Isuzu ขนาดใหญ่ พร้อมช่องใส่ป้ายทะเบียน
แยกออกมาจากไฟท้าย กันชนหลังปรับทรงให้ดูบึกบึนขึ้น และไฟถอยที่อยู่จุดเดียวกับแถบสะท้อนแสง

มิติภายนอกมีดังนี้

  • ความยาว 4,850 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,870 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,815 – 1,875 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,855 มิลลิเมตร

สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาวมุก Dolomite White Pearl (ยกเว้นรุ่น Active และ Luxury MT)
  • สีเงิน Bohemian Silver Metallic
  • สีเทา Iceburg Silver Metallic (ในรุ่น Elegant และ Ultimate)
  • สีดำ Bavarian Black Mica (ยกเว้นรุ่น Active และ Luxury MT)
  • สีแดง Etna Red (ในรุ่น Elegant และ Ultimate)
  • สีน้ำตาล Marrakesh Brown (ในรุ่น Elegant และ Ultimate)

ภายในปรับรายละเอียดให้ต่างจาก D-Max หลายจุด อาทิ ตกแต่งแผงด้านบนด้วยตะเข็บแท้สีเงินพร้อมวัสดุนุ่ม
เสริมด้วยแผงตกแต่งสี Champagne Gold แต่มีการตัดช่องเก็บของด้านบนออกไป โทนสีภายในมีให้เลือกทั้ง
สีดำล้วน หรือสีทูโทนดำ/น้ำตาล รวมทั้งออกแบบจอแสดงผลขนาด 9 นิ้วยื่นออกจากแผงแดชบอร์ด แต่ฟังก์ชั่น
ยังคงเดิม อาทิ รองรับการเชื่อมต่อ AUX,USB และ Bluetooth พร้อมฟังก์ชั่น Wifi Mirroring และระบบ
Apple Carplay/Android Auto เสริมด้วยลำโพง 8 ตำแหน่ง และยังมีช่องใส่ DVD แยกมาให้ต่างหาก

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแบบแยกฝั่งอิสระซ้าย/ขวา สามารกกรองฝุ่นได้ถึงขนาด PM 2.5
และมีการรวมชุดเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศเป็นแผงเดียวกัน ตกแต่งด้วยโครเมียมและสีดำเงา
แผงด้านล่างยังคงเหมือนกับ D-Max เพียงแต่มีการบุวัสดุนุ่มบริเวณที่รองเข่า และแผงปุ่มข้างเกียร์
ที่ปรับให้ดูหรูหราขึ้น รวมถึงสวิตซ์ขับเคลื่อนอยู่ด้านล่างของเกียร์ มาพร้มกับเบรกมือไฟฟ้าและปุ่ม
Auto Hold มาให้ และที่วางแก้วเสริมด้วยขอบสีเงิน

มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงที่มีจอแสดงผลขนาด 4.2 นิ้วแนวนอน และหมุน 1 รอบหลังจากสตาร์ท
ส่วนพวงมาลัยเป็น 3 ก้านพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
Cruise Control ที่สามารถปรับความเร็วอัตโนมัติ

เบาะนั่งหุ้มหนังแบบ Coolmax สามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าเบาะหนังทั่วไป เบาะนั่งคู่หน้าสามารถ
ปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้หลายรูปแบบ เบาะนั่งแถวที่ 2 เลื่อนและปรับเอนได้
มีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้เรียบโดยไม่ต้องยกเบาะ

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีดังนี้

  • กุญแจอัฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท สามารถสตาร์ทรถผ่านรีโมทได้
  • ระบบล็อกรถเมื่อเดินพ้นรัศมี (Walkaway Lock Control) หรือปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้รถ
  • ช่องชาร์จไฟ USB ด้านหลังแบบ Fast Charge 2 ตำแหน่งพร้อมปลั๊กไฟ 220 โวลต์
  • ไฟสร้างบรรยากาศบริเวณแผงประตูและบริเวณไฟอ่านแผนที่
  • ไฟ Welcome Light บริเวณกระจกมองข้าง
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • กระจกหน้าแบบกรองแสงอินฟราเรด/UVA/UVB
  • ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติแบบมีที่ฉีดน้ำในตัว
  • ไฟแต่งหน้าและกระจกบนแผงบังแดด
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า/เบาะนั่งแถวที่ 2

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ3-TCX ความจุกระบอกสูบ 1,998 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
    จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด
    190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ Rev-Tronic 6 จังหวะ และ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ มีให้เลือกทั้งแบบ
    ขับเคลื่อน 2 ล้อหลังหรือขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อม Diff-Lock ไฟฟ้า
  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร รหัส RZ4E-TC ความจุกระบอกสูบ 1,898 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
    จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด
    150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ Rev-Tronic 6 จังหวะ และ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง

ช่วงล่างด้านหน้ายังคงเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นคอย์ลสปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคอย์สปริง
5-Link Suspension พร้อมเหล็กกันโคลงและโช้คอัพแก๊สหน้า/หลัง ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ
พร้อมพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน เสริมด้วยเพาเวอร์

ระบบความปลอดภัยมีให้ดังต่อไปนี้

  • ชุดระบบความปลอดภัยเสริม ADAS
    • ระบบรักษาระยะห่างและความเร็วแบบแปรผัน ACC ทุกย่านความเร็ว
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW และเบรกอัตโนมัติ AEB
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยประคองรถอยู่ในเลน
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ LDW
    • ระบบจำกัดความเร็วด้วยตัวเอง MSL
    • ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ MCP
    • ระบบป้องกันเหยียบคันเร่งพลาดโดยการตัดเครื่องยนต์ PMM
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
  • เซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน 8 ทิศทาง
  • กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะ
  • สัญญาณกันขโมย
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า+ด้านข้าง+ม่านนิรภัย+หัวเข่าคนขับ)

ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งในทุกรุ่นย่อย

  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
  • ระบบควบคุมการทรงตัว ESP
  • ระบบป้องกันรถลื่นไถล TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ระบบช่วยลงเขา HDC
  • กุญแจนิรภัย Immobilizer
  • สวิตซ์ปิดการทำงานของถุงลมนิรภัย

All New Isuzu Mu-X มีให้เลือก 7 รุ่นย่อย สนนราคาอยู่ที่ 1,109,000 – 1,579,000 บาท
เริ่มวางจำหน่ายพร้อมเปิดให้สัมผัสตัวจริงได้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

Facebook Comments