หลังจากที่ได้เปิดภาพ Teaser มาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์สำหรับ Crossover ขนาด C-Segment
สำหรับ Honda Vezel (หรือ HR-V ในตลาดโลก) ที่มีงานออกแบบที่เรียบง่ายขึ้นผิดกับรุ่นเดิม
ภายใรที่อุปกรณ์มาตรฐานเยอะขึ้นพร้อมการใช้งานที่เป็นมิตร และขุมพลัง Hybrid ปรับปรุงใหม่ยกแผง
โดยได้จำหน่ายไปเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

แม้ว่าภาพสิทธิบัตรที่หลุดออกมาจะมีหน้าตาอยู่ 2 แบบ แต่รุ่นขายจริงมีแค่แบบเดียว โดยปรับเส้นสายให้
เหลี่ยมสันขึ้นทั้งไฟหน้าที่เรียวยาวกว่าเดิม ปรับรายละเอียดในโคมหลายจุด เริ่มจาก ด้านบนมาพร้อมกับ
ไฟหรี่/ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light และ ไฟเลี้ยวไล่กระพริบจากซ้ายไปขวา
และไฟหน้าหลักแบบ LED เกล็ดปลาเช่นเคยแต่ลดขนาดให้เล็กลง กระจังหน้าเป็นเส้นแนวนอนที่มากถึง
9 เส้นตกแต่งสีเดียวกับตัวถัง พร้อมขอบด้านบนโครเมียม กันชนหน้าที่มีเส้นสายในสไตล์เดียวกับรุ่นพี่
อย่าง CR-V ที่มีการลากเส้นจากไฟตัดหมอกหน้าที่เป็นแบบ LED ทรงเหลี่ยม

ด้านข้างปรับแนวกระจกจากทรงโค้งมาเป็นแบบแนวตรง โดยมีฐานกระจกมองข้างแปะกับประตูรถ
แต่มือจับประตูหลังยังเป็นแบบซ่อนรูปเช่นเคย และชายล่างกับคิ้วขอบล้อตกแต่งด้วยสีดำเช่นเคย
สด้านท้ายมาพร้อมกับประตูหลังที่มีแนวกระจกหลังลาดลงชัดเจนไฟท้ายเป็นแบบแนวนอนพร้อมเส้น
LED ลากยาวต่อเนื่องโดยมีโลโก้ Honda คั่นตรงกลางและเส้นตกแต่งสีดำขนานกัน ช่องป้ายทะเบียน
ที่แยกออกมาชัดเจน (คล้ายกับ CR-V รุ่นปัจจุบัน) จุดอื่นๆ มาพร้อมหลังคา Panoramic แบบติดตาย
(ไม่สามารถเปิดได้เหมือนรุ่นที่แล้ว) ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 5 ก้านปัดเงา+รมดำ และประตูหลังสามารถ
เปิด/ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิด

นอกจากนี้รุ่นตกแต่งเอาใจวัยรุ่นอย่าง PLaY มาพร้อมเส้นเล็กๆฝั่งซ้ายของกระจังหน้า 3 สีคือ แดง ขาว ฟ้า
ชายล่างด้านข้างตกแต่งด้วยสีแดง ไฟท้ายเป็นแบบใสทั้งโคม (รุ่นปกติมีเส้นสีแดงด้านบน) และมีให้เลือก
เฉพาะสีทูโทนเท่านั้น

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้

รุ่นปกติ

  • สีขาวมุกอมเหลือง Premium Sunlight White Pearl
  • สีขาวมุก Platinum White Pearl
  • สีดำ Crystal Black Pearl
  • สีเทา Meteoroid Gray Metallic
  • สีแดง Premium Crystal Red Metallic
  • สีทอง Sand Khaki Pearl

รุ่น PLaY (มีเฉพาะสีทูโทน)

  • สีขาวมุกอมเหลือง Premium Sunlight White Pearl + หลังคาสีดำ
  • สีเทา Meteoroid Gray Metallic + หลังคาสีดำ
  • สีดำ Crystal Black Pearl + หลังคาสีเงิน
  • สีน้ำเงิน Midnight Blue Beam Metallic + หลังคาสีเงิน
  • สีทอง Sand Khaki Pearl + หลังคาสีดำ

ภายในปรับรายละเอียดให้ดูสมมาตรขึ้น เริ่มจากช่องแอร์ที่ทำให้ดูต่อเนื่องตลอดคอนโซลโดยมีเส้นตรงกลาง
คั่นเอาไว้ (จากเดิมจะเป็นตรงตั้งฝั่งขวา และเป็นช่องแอร์ 3 จุดในกรอบเดียวกันสำหรับฝั่งซ้าย) แถมมีฟังก์ชั่น
เป่าทิศทางลมได้ถึง 2 แบบคือ เป่าลมตรงๆ และเป่ากระจายออกไปพร้อมตกแต่งวัสดุนุ่มบริเวณด้านล่าง
โดยมีไฟฉุกเฉินตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมตกแต่งสีเงินบริเวณฐานเกียร์และแผงประตู

หน้าจอที่ลอยออกมามีขนาด 9 นิ้วโดยมีปุ่มควบคุมอยู่ฝั่งขวารองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay
และ Android Auto รวมถึงระบบ Honda Connect ที่รองรับฟังก์ชั่นต่างๆ ทั้งการเชื่อมต่อ
อินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย Wi-Fi รองรับการใช้งานรีโมทคอนโทรลผ่านสมาร์ทโฟนพร้อมสั่งเปิด
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์ ระบบกันขโมยผ่านระบบรักษาความปลอดภัย
และระบบกู้ภัยฉุกเฉิน  โดยมีลำโพงแบบ Premium Audio ถึง 10 ตำแหน่ง

ระบบปรับอากาศมีลักษณะปุ่มแบบเดียวกับ Fit/Jazz และ City รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นปุ่มหมุน 3 ปุ่มพร้อม
จอแสดงผลดิจิตอลแต่สามารถแยกปรับอุณหภูมิได้อย่างอิสระ พร้อมช่องเสียบ USB 2 ตำแหน่ง และมี
ช่องชาร์จโทรศัพท์ไร้สายอีกด้วย นอกจากนี้คอนโซลกลางมาพร้อมก่องเก็บของ ที่วางแก้วขนาบข้างกับ
เบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold,ปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบเลื่อนสวิตซ์ขึ้น/ลง ซึ่งปรับได้
3 รูปแบบคือ Normal/Econ และ Sport

มาตรวัดเป็นแบบเข็มผสมจอแสดงผลการขับขี่แบบสี สามารถแสดงผลได้หลายรูปแบบรวมถึงระบบ
การทำงานของ Hybrid พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมครอบแตรทรงกลมพร้อมตกแต่งปุ่มมัลติฟังก์ชั่น
และก้านพวงมาลัยด้วยสีเงินและสีดำเงาส่วนบนหลังคามีทั้งไฟส่องสว่างบนหลังคาแบบ LED ทำงานโดย
การสัมผัสทั้ง 2 จุดในทุกรุ่นย่อย ส่วนรุ่นที่มีหลังคา Panoramic จะแบ่งเป็นแบบ 2 ฝั่งแทน

เบาะนั่งคู่หน้าปรับรูปทรงใหม่ พร้อมลายผ้าเบาะที่ดูมีเอกลักษณ์ (ในรุ่น Play มาพร้อมเบาะนั่งสีทูโทน)
ส่วนเบาะหลังยังคงเป็นแบบ Ultra Seat สามารถพับและยกขึ้นได้ โดยมีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วติดตั้งไว้
รวมทั้งเสริมออปชั่นเพิ่มเติมคือ ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และช่องชาร์จไฟ USB ขนาด 12 โวลต์

ขุมพลังเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมีให้เลือกดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC รหัส LEC ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้าที่
    6,000 – 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 – 5,000 รอบต่อนาที
    มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังอยู่ที่ 96 แรงม้าที่ 4,000 – 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร
    ที่ 0 – 3,500 รอบต่อนาทีจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ e-CVT
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร i-VTEC รหัส L15Z พละกำลังสูงสุด 118 แรงม้าที่ 6,600 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที จับคู่กับกับเกียร์อัตโนมัติ CVT มีให้เลือกทั้ง
    ขับเคลื่อนล้อหลังหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ

งานวิศวกรรมมาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบคานบิดทอร์ชั่นบาร์
พร้อมเหล็กกันโคลงหน้า/หลัง (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) พวงมาลัยไฟฟ้าที่มีอัตราทดแบบแปรผัน
และดิสก์เบรก 4 ล้อ เสริมด้วยระบบช่วยควบคุมการขับขี่ AHA (Agile Handling Assist)

ระบบความปลอดภัยมีดังนี้

  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Honda Sensing
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันสามารถทำงานได้ในความเร็วต่ำ
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติสามารถตรวจจับคนข้ามถนน
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลน พร้อมช่วยป้องกันรถตกถนนและดึงกลับให้มาอยู่ในเลน
    • ระบบหยุดรถอัตโนมัติเมื่อเหยียบคันเร่งรุนแรง
    • ระบบเตือนเมื่อรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าตรงทางแยก
    • ระบบอ่านป้ายจราจรอัตโนมัติ
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ
    • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้สิ่งกีดขวาง
    • ระบบช่วยออกตัวเมื่อคนขับเผลอเหยียบคันเร่ง
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วขณะลงทางลาดชัน

All New Honda Vezel/HR-V มีให้เลือก 4 รุ่นย่อยคือรุ่น G (เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร)
และรุ่น e:HEV ทั้ง 3 แบบคือ X Z และ PLaY ทำตลาดในญี่ปุ่นแล้ววันนี้ในราคา 2,279,200
ไปจนถึง3,298,900 เยน (หรือราวๆ 661,000 – 956,000 บาท) ส่วนประเทศไทยคาดว่า
อาจจะมาในช่วงปลายปี ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดตามกันต่อไป