ระยะหลังมานี้ Ford พยายามเอาชื่อรถรุ่นเก่าๆมาปัดฝุ่นอีกครั้งในฐานะ Crossover กันสารพัดรุ่นทั้ง
Puma,Bronco และล่าสุดในชื่อว่า Maverick จากเดิมที่เป็นรถคูเป้ 3 ประตู มาคราวนี้กลายเป็น
รถกระบะที่สร้างบนพื้นฐานรถเก๋ง (ลักษณะเดียวกับ Honda Ridgeline ในอเมริกา) โดยตัวรถ
จะวางตัวอยู่ต่ำกว่า Ranger แต่กระนั้นงานออกแบบมาในสไตล์ดุดันไม่แพ้กัน เตรียมทำตลาดเร็วๆนี้

หน้าตาภายนอกยังมาพร้อมกับกระจังหน้าเกล็ดแนวนอนแถวละ 5 ขีด พร้อมเส้นสีดำเข้มขีดขั้นกลาง
พร้อมไฟหน้าที่ดูครีเอทีฟ โดยจะมีไฟเลี้ยวไว้ตรงกลาง และให้ไฟหรี่/ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และ
ไฟต่ำ/สูงแบบ LED เรียงกันเป็นตัว C กันชนหน้าเป็นแบบทรงเรียบง่ายมาก มาพร้อมกับกรอบทึบ
(บางรุ่นจะเป็นช่องสำหรับลากจูง) พร้อมช่องดักลมเส้นเดี่ยวทับกับเส้นตรงเป็นเครื่องหมายบวก
และติดไฟด้านข้างสีส้มไว้ตามกฏหมายของอเมริกา

ด้านข้างมาเป็นแบบเส้นสายที่เหลี่ยมสัน สังเกตได้จากประตูและแนวกระจกเป็นแบบสี่เหลี่ยมตรง
แต่ที่พิเศษอยู่ที่เสาด้านคนขับจะสามารถกดรหัสเพื่อให้ปลดล็อกประตูรถได้เพื่อความปลอดภัย
พร้อมด้วยมือจับประตูสีดำ หรือ สีตามตัวรถทรงหนา แก้มข้างที่สลักชื่อรุ่นย่อยไว้ พร้อมเสกิร์ตข้างสีดำ

ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับไฟท้ายที่มองด้านตรงจะดูเรียบง่ายมาก แต่พอมองมุมเฉียงจะดูแปลกล้ำชัดเจน
(แต่ยังไม่ใช่หลอด LED) พร้อมฝากระบะท้ายสลักชื่อรุ่นไว้ว่า “Maverick” ตกแต่งฝาใหม่ อีกทั้งยังมี
กันชนหลังเป็นแบบฝังในตัวรถที่ดูกลมกลืนกันด้วย และกระบะมีขอบสีดำเพื่อความลงตัว อีกทั้ง
กระจกมองหลังสามารถเปิดออกมาเพื่อหยิบของได้ ส่วนกระบะหลังมีความอเนกประสงค์เต็มพิกัด
จากจุดยึดกระบะ ช่องลับต่างๆ รวมถึงปลั๊กเสียบด้านหลัง และไฟส่องสว่าง

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 5,072 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,844 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,745 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 3,076 มิลลิเมตร

ภายในมาพร้อมการตกแต่งที่ดูเป็นรถยนต์นั่งมากขึ้น ทว่า ลักษณะรูปทรงโดยรวมยังคงทื่อๆตามแบบฉบับ
รถกระบะเช่นเคบ เริ่มจากโทนสีมีให้เลือกทั้งสีเทา/ทองแดง และ สีเทาล้วน (แต่ตัดที่โทนมืด/สว่าง)
แผงต่างๆมาแบบชั้นๆที่ดูเป็นระเบียบ แต่ถึงกระนั้นช่องแอร์ต่างๆมาในสไตล์วินเทจ และที่สำคัญบริเวณ
แผงประตูมือจับจะไม่มาเป็นช่องเล็กๆไว้วางเหรียญ แต่จะเจาะไว้เพื่อจับล้วนๆ

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับการใช้งาน Apple Carplay/Android Auto
พร้อมระบบ Fordpass (App ของระบบ Telematics จาก Ford) สามารถเช็คสถานะรถได้ผ่านมือถือ
รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้สูงสุด 10 อุปกรณ์ โดยยังเหลือปุ่มควบคุมหลักๆไว้เท่าที่จำเป็น พร้อมทั้ง
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่มีจอแสดงผลแบบดิจิตอลเล็กๆมาให้

ช่องด้านล่างมาพร้อมความอเนกประสงค์ขั้นสุด เริ่มจาก ช่องต่อไฟแบบ 12 โวลต์ และปลั๊กเสียบ USB ที่มีทั้ง
แบบ Type-A และ Type-C โดยมีปุ่มสตาร์ทบริเวณซ้ายมือ ที่วางแก้ว ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย  ส่วนคันเกียร์อัตโนมัติ เป็นแบบสวิตซ์หมุน โดยมีเบรกมือไฟฟ้าเสริมปุ่ม Auto Hold ไว้บริเวณถัดมา ตกแต่งช่องต่างๆด้วย
สีตามเบาะนั่งเช่นเดียวกับที่พักแขนขนาดใหญ่ พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านทรงคุ้นเคยที่ดูอวบพร้อมบรรดาปุ่ม
มัลติฟังก์ชั่น ส่วนมาตรวัดเป็นแบบจอสีขนาดใหญ่ 6.5 นิ้วหรือขนาดเล็ก 4.2 นิ้วที่ดูกลมกลืน

ด้านข้างมาพร้อมเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า (คนขับ 8 ทิศทาง + ผู้โดยสาร 6 ทิศทาง) ที่มีทรงเบาะที่บึกบึน
และเบาะหลังที่มีความอเนกประสงค์ นอกจากจะมีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วแล้ว สามารถยกขึ้นเพื่อใส่ของสูงๆ
หรือจะวางของไว้ใต้เบาะ นอกจากนี้ ช่องเก็บของมีหลากหลาย ทั้งบริเวณข้าง/หลังวิทยุ,แผงประตูที่วางแก้ว
ขนาด 1 ลิตร พร้อมช่องยึดคอมพิวเตอร์พกพา ปลั๊กไฟขนาด 12 หรือ 220 โวลต์บริเวณผู้สารด้านหลัง

ขุมพลังมีให้เลือก 2 แบบดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.5 ลิตร 4 สูบ เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตัน-เมตร
    (มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 128 แรงม้า แรงบิด 235 นิวตัน-เมตร) จับคู่แล้วมีกำลังเต็มที่ 191 แรงม้า
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้าหรือ 4 ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร Ecoboost 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิด 376 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ PowerShift แบบไฟฟ้า ขับเคลื่อนล้อหน้า

โหมดการขับขี่มีให้เลือก 5 แบบทั้ง Normal (ปกติ), Eco (ขับประหยัด), Sport (รีดสมรรถนะ),
Slippery (ช่วยให้อยู่ในทางลื่น) และ Tow/Haul (ช่วยลากจูง) ส่วนช่วงล่างด้นหน้าเป็นแบบอิสระ
แมคเฟอร์สันสตรัท ด้านล่างมีให้เลือก 3 แบบคือ คานบิดในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และอิสระ Multi-Link
ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีโช้คแก๊สคู่ (รุ่นปกติ) หรือโช้คเดี่ยวแบบผ่อนแรง (ในรุ่น FX-4) ระบบเบรก
มาพร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อทุกรุ่นพร้อมเบรกไฟฟ้าในรุ่นไฮบริด และพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า

ระบบความปลอดภัยมาพร้อมฟังก์ชั่นต่างๆดังนี้

  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Ford Co-Pilot360
    • ระบบรักษาความเร็วและระยะห่างอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control with Stop & Go
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Collision Assist with Automatic Emergency Braking
    • ระบบเตือนรถออกเลน,ช่วยให้อยู่ในเลนกลาง และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ Lane Centering and Evasive Steering Assist
    • ไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam
    • ระบบเตือมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง Blind Spot Information System with Cross-Traffic Alert
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • เซ็นเซอร์ถอยหลัง

Ford Maverick มีแค่ตัวถัง Double Cab เท่านั้น มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อยคือ XL,XLT และ Lariat ในบางรุ่น
มีชุดแต่ง FX-4 ให้เลือกนอกจากนี้ยังมี First Edition ที่ตกแต่งพิเศษจำนวนจำกัด โดยจะประกอบในโรงงานที่ Hermosillo รัฐ Sonora ประเทศเม็กซิโก วางจำหน่ายจริงช่วงไตรมาส 3 ของปี 2021 เบื้องต้นจำหน่ายเฉพาะ
อเมริกาเหนือเท่านั้น