นอกจากจะเปิดตัว Ford Ranger ทั้งรุ่นธรรมดา และรุ่นดุสุดๆอย่าง Raptor เวอร์ชั่นไทยเป็นที่เรียบร้อย
คราวนี้ถึงคิว Ford Everest ที่เปลี่ยนโฉมตามมาติดๆ พร้อมข้าวของให้มาเต็มที่ทั้งรุ่น Sport และรุ่น
Titanium เสริมด้วยขุมพลัง 2.0 ลิตรเทอร์โบทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่ เริ่มเปิดจองแล้ววันนี้

หน้าตาภายนอกปรับเส้นสายให้หรูกว่า Ranger ทั้งไฟหน้าแบบ Matrix LED ที่มีเอกลักษณ์ที่เส้นไฟหรี่
และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบตัว C  ส่วนกระจังหน้าจะแตกต่างกันในแต่ละรุ่น ถ้าเป็นรุ่นสปอร์ต
จะมาในลายตาข่าย ส่วนรุ่น Titanium จะเป็นแบบลายตาข่ายพร้อมกันชนหน้าที่มีชายล่างสีเงินตรง
ช่องดักลม แต่ไม่มีการเล่นมิติแบบ Ranger และไฟตัดหมอกหน้ากรอบโครเมียมพื้นดำบางรุ่น
เสริมกรอบโครเมียม

ด้านข้างปรับเส้นสายให้เฉียบคมขึ้นทั้งเส้นสานตัวรถที่ดูแกร่งขึ้น คิ้วโครเมียมบริเวณกระจกหน้าต่าง
ที่ยาวขึ้นและตวัดขึ้นบนกระจกแถว 3 เช่นเดียวกับกระจกมองข้างและมือเปิดประตูตกแต่งโครเมียม
ในบางรุ่น ราวหลังคามีทั้งแบบแนบกับตัวรถ หรือ ยกจากตัวรถที่รองรับน้ำหนักสูงสุด 350 กิโลกรัม
ส่วนด้านหลังปรับไฟท้ายให้มีมิติขึ้น พร้อมไฟ LED ที่มีลวดลายดุดันเสริมด้วยแถบสสีเมทัลลิกเหนือ
ป้ายทะเบียน ที่มีคำว่า Everest แทนโครเมียม และเสริมรายละเอียดกันชนหลังให้ตื่นตาเล็กน้อย

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาวมุก Snowflake Pearl
  • สีดำ Absolute Black
  • สีเงิน Aluminum Metallic
  • สีเทา Meteor Gray
  • สีส้ม Sedona Orange
  • สีน้ำตาล Equinox Bronze
  • สีน้ำเงิน Lighting Blue (เฉพาะรุ่น Sport)

ภายในปรับรายละเอียดจาก Ranger ให้หรูหราขึ้น ทั้งแผงแดชบอร์ดเพิ่มจุดบุนุ่มพร้อมวัสดุที่หรูหรา
เสริมด้วยไฟส่องสว่าง Ambient Light สีฟ้า แน่นอนว่าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 10.1
หรือ 12 นิ้วกราฟิกใหม่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A พร้อมปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศด้านล่าง
โดยมีช่องสำหรับชาร์จแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Type-A,Type-C หรือจะเป็นแบบชาร์จไร้สาย

คอนโซลกลางมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติที่มาทั้งแบบธรรมดาหรือแบบไฟฟ้า และเบรกมือไฟฟ้า
ที่มีระบบ Auto Hold ส่วนมาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว ทุกรุ่นย่อยพร้อมกราฟิก
สวยงามกว่าเดิม พร้อมแสดงภาพ 3 มิติเมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่พร้อมบอกข้อมูลแบบดิจิตอล
พวงมาลัยเปลี่ยนเป็นแบบ 3 ก้านที่มีปุ่มควบคุมใช้งานง่ายกว่าเดิม

 

เบาะนั่งปรับรูปทรงให้โค้งกระชับขึ้นหุ้มด้วยวัสดุหนัง เบาะแถวแรกจะปรับไฟฟ้าคู่หน้า 8 ทิศทาง
ส่วนเบาะแถวที่ 2 ติดตั้วแอร์หลังพร้อมสวิตซ์ปรับแรงลม สามารถเข้า/ออกไปยังเบาะแถวที่ 3
ง่ายขึ้น ส่วนเบาะแถวที่ 3 พับได้ในอัตราส่วน 50/50 สามารพับได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมปลั๊กไฟ 12 โวล์ต
สำหรับเบาะนั่งแถวหลังมาให้ครบแถว ทั้งนี้มาพร้อมของเล็กๆป้องกันของ ไหลออกจากตัวรถ
(เรียกว่า Apple catcher)

ทั้งนี้ระบบการเชื่อมต่อตัวรถจะมาพร้อมกับ FordPass รองรับการเช็คสถานะตัวรถและใช้งานเสมือน
รีโมทคอนโทรลทั้งสั่งสตาร์ท และล็อก/ปลดล็อกรถ นัดหมายการรับบริการล่วงหน้าพร้อมรถสำรอง
ให้ยืมใช้ และส่งมอบรถจากที่บ้านได้เลย อีกทั้งยังมี Master your vehicle ที่มีผู้เชี่ยวชาญคอย
ให้คำปรึกษาในการใช้งาน

ขุมพลังของ All New Ford Ranger เวอร์ชั่นไทยมีให้เลือกดังนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบเดี่ยว ให้กำลัง 170 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 405 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง
  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่ ให้กำลัง 210 แรงม้าที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 2,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง/ขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Command System

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในเวอร์ชั่นไทยเป็นแบบอัจฉริยะ Terrain Management System (TMS) ปรับได้ทั้ง Normal,Eco,Tow/Haul (โหมดลากจูง),Slippery (ทางลื่น)Sand,Mud/Ruts (ทางโคลน)

ตัวเครื่องยนต์จะปรับให้ลากจูงของได้ง่ายขึ้นและลดเสียงรบกวน ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบช่วยเหลือ
อาทิ เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential,ช่องต่อกระแสไฟฟ้าแบบ Upfitter Switch และยังแสดง
มุมพวงมาลัย ระดับการเอียงของรถได้อีกด้วย พร้อมช่องต่อแบตเตอรี่สำรอง (ของรถยนต์) สำหรับอุปกรณ์เสริม

ระบบความปลอดภัยให้มาเต็มรูปแบบ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  • ไฟหน้าแบบ Matrix LED ปรับตามลำแสงการเลี้ยว การกระจายแสง ตวามเร็วของรถ
  • ระบบควบคุมความเร็วรถแบบแปรผันทุกย่านความเร็ว
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า/หลังพร้อมเบรกอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้รถอยู่ในเลน
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างหรือขณะถอยหลัง
  • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ
  • เซ็นเซอร์รอบคัน
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ระบบหักพวงมาลัยอัตโนมัติเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง
  • ระบบควบคุมรถหลังจากการชน
  • ระบบช่วยถอยจอดอัจฉริยะ 2.0 สามารถถอยจอดเข้าซอง หรือ ช่องจอดปกติได้
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

Ford Everest เวอร์ชั่นไทยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อยดังนี้

Sport ราคา 1,454,000 บาท (บทความชมคันจริงอ่านได้ที่นี่)

ออปชั่น

  • ไฟหน้า/ไฟตัดหมอกหน้า/ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน/ไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟเลี้ยวในกระจกมองข้างพร้อมปรับ/พับไฟฟ้า
  • ตกแต่งด้วยสีดำรอบคัน
  • สัญลักษณ์ E-V-E-R-E-S-T บริเวณฝากระโปรงหน้า
  • ไฟหน้า/ที่ปัดน้าฝนทำงานอัตโนมัติ
  • ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิด
  • ไฟท้ายแบบ LED Signature
  • เสาอากาศแบบสั้นพร้อมฝาครอบสไตล์ครีบปลา
  • ราวหลังคาแบบแนบกับตัวรถ
  • ภายในดำ
  • เบาะหนัง แถวแรกปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • เบาะแถว 2 ปรับและเอนได้ 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว
  • เบาะแถว 3 ปรับเอนและแยกพับ 50/50
  • เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้วรองรับ Apple Carplay/Andriod Auto พร้อมระบบ Sync 4A
  • ลำโพง 8 ตำแหน่ง
  • รองรับ Bluetooth/Ford Pass
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน (ด้านหน้าแยกฝั่ง + แอร์หลัง)
  • ช่องชาร์จแบตไร้สาย + ช่องเสียบ USB 4 จุด + ปลั๊กไฟ 12 โวลต์ 3 จุด
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติพร้อมช่องเสียบ USB
  • ไฟห้องโดยสารภายในแบบ LED
  • มาตรวัดแบบจอสีขนาด 8 นิ้ว
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ และ Cruise Control
  • กุญแจอัจฉรัยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • ระบบเบรก ABS+EBD
  • ระบบควบคุมการทรงตัว ESP + TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ROM
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า + ด้านข้าง + ม่านนิรภัย + หัวเข่าคนขับ)
  • ปุ่มสำหรับโทรฉุกเฉิน
  • เบรกมือไฟฟ้า
  • เซ็นเซอร์รอบคัน
  • กล้องมองหลัง

 

ออปชั่นเสริมสำหรับรุ่น Sport

  • ชุดระบบความปลอดภัย (เพิ่มเงิน 60,000 บาท)
    • ระบบควบคุมความเร็วรถแบบแปรผัน
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้า/หลังพร้อมเบรกอัตโนมัติ
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้รถอยู่ในเลน
    • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างหรือขณะถอยหลัง
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ
    • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
    • ระบบหักพวงมาลัยอัตโนมัติเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง
    • ขยายจอมาตรวัดเป็น 12.4 นิ้ว
    • ขยายจอชุดเครื่องเสียงเป็น 12 นิ้ว
  • สีพิเศษ (เพิ่มเงิน 12,000 บาท)
    • สีขาวมุก Snowflake Pearl
    • สีส้ม Sedona Orange

รุ่น Titanium+ ราคา 1,454,000 บาท

สิ่งที่เพิ่มจากรุ่น Sport มีดังนี้

  • ไฟหน้า Matrix LED ปรับลำแสงอัตโนมัติ
  • ตกแต่งโครเมียมรอบคัน
  • หลังคา Panoramic Moonroof
  • เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 12 นิ้วรองรับ Apple Carplay/Andriod Auto พร้อมระบบ Sync 4A
  • มาตรวัดแบบจอสีขนาด 12.4 นิ้ว
  • ไฟตกแต่งภายใน Ambient Light
  • เบาะแถว 3 พับไฟฟ้า
  • ระบบควบคุมความเร็วรถแบบแปรผัน
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า/หลังพร้อมเบรกอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนและช่วยให้รถอยู่ในเลน
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างหรือขณะถอยหลัง
  • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ระบบหักพวงมาลัยอัตโนมัติเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
  • ระบบช่วยลงเขา HDC

ออปชั่นพิเศษที่สามารถซื้อเพิ่มได้

  • แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (เพิ่มเงิน 5,000 บาท)
  • ภายในสีครีม (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
  • สีพิเศษ (เพิ่มเงิน 12,000 บาท)
    • สีขาวมุก Snowflake Pearl
    • สีส้ม Sedona Orange

สัมผัส All New Ford Everest ได้ในงาน Bangkok International Motor Show 2022
ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2022 และเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป