All New Ford Escape/Kuga : SUV โฉมใหม่ที่เส้นสายโค้งมนขึ้นพร้อมขุมพลังใหม่

189

หลายๆคนคงคุ้นเคยกับชื่อ Ford Escape กันดี ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะเลิกทำตลาดไประยะหนึ่งแล้ว
แต่ในต่างประเทศกลับยังทำตลาดอยู่จนถึงปัจจุบัน ล่าสุด Ford ได้เผยโฉม Escape รุ่นที่ 4
ที่มาพร้อมกับหน้าตาที่โค้งมนขึ้นชัดเจน พร้อมเทคโนโลยีที่มีให้ครบครัน

หน้าตาภายนอกเปลี่ยนเส้นสายใหม่หมดจด อาทิ ไฟหน้าแบบ LED ที่ตัวโคมละมุนลงกว่าเดิม
กระจังหน้าทรงบานเกล็ดกรอบโครเมียมที่ดูปากกว้างขึ้นพร้อมย้ายโลโก้ Ford ไว้ด้านบน
พร้อมกันชนหน้าที่ลดความบึกบึนลงเสริมด้วยไฟตัดหมอกหน้าทรงแนวตั้ง

ด้านข้างมาพร้อมกับแนวกระจกที่เล็กลง แต่มีการเสริมโครเมียมเพื่อความหรูหราพร้อมปรับเส้นสาย
ตัวถังให้สปอร์ตขึ้น พร้อมชายล่างและคิ้วขอบล้อสีดำตามสไตล์รถ Crossover ขณะที่ด้านหลังมีการ
ปรับรูปทรงให้ทันสมัยขึ้น อาทิ ไฟท้ายแบบ LED ที่มีการเล่นมิติขึ้น พร้อมโลโก้คำว่า ESCAPE
ติดตั้งที่ตรงกลาง ช่องใส่ป้ายทะเบียนที่ดูกว้างขึ้น พร้อมกันชนหลังที่ตกแต่งด้วยสีเงินเพื่อความดูดีขึ้น

ส่วนเวอร์ชั่นจีน มีการปรับรายละเอียดให้แตกต่างจากเวอร์ชั่นอเมริกา/ยุโรป ไม่ว่าจะเป็น
กระจังหน้าแบบบานเกล็ดที่มีขนาดใหญ่โตกว่ามาก พร้อมกันชนหน้าทรงใหม่และกรอบ
ไฟตัดหมอกหน้า LED เสริมโครเมียม ส่วนชายล่างมีการตกแต่งด้วยสีเงินรอบคัน
พร้อมทั้งย้ายมือเปิดประตูหลังไว้ด้านในช่องใส่ป้ายทะเบียน และล้อลายใหม่ที่หรูหราขึ้น

ภายในเปลี่ยนโทนการตกแต่งใหม่ให้ดูพรีเมียมขึ้นตามแนวทางของ SUV ในยุคปัจจุบัน
มาพร้อมกับภายในโทนสีดำ/เบจ เสริมการตกแต่งด้วยลายไม้หรือสีเมทัลลิกในแต่ละรุ่น

ชุดเครื่องเสียงมาพร้อมกับหน้าจอชุดเครื่องเสียงขนาด 8 นิ้วที่มีกราฟิกที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น
และติดตั้งปุ่มควบคุมเท่าที่จำเป็น ส่วนฟังก์ชั่นต่างๆมีการเชื่อมต่อผ่าน Wifi ที่รองรับ 4G LTE
สามารถต่อได้สูงสุด 10 เครื่อง ระบบ FordPass Connect ที่ติดตั้งเพิ่มเติม ทำให้สามารถ
ล็อกรถ,ติดตามรถ และสตาร์ทเครื่องยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน รวมถึงระบบนำทาง Waze Navigation
และแอปอื่นๆเช่น Apple Carplay,Android Auto และ Ford + Alexa และการสั่งงานด้วยเสียง Sync3

จับคู่กับลำโพง 10 ตัวจาก Bang & Olufsen ที่ให้กำลังขับสูงสุด 575 วัตต์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ
การชาร์จแบบไร้สายจากคอนโซลหน้า พร้อมช่องต่อ USB ที่รองรับทั้งแบบ Type-A และ Type C
และปลั๊กไฟ 12 โวลต์ที่ติดตั้ง 3 จุดทั่วคัน

มาตรวัดเป็นแบบจอสีขนาด 12.3 นิ้ว รองรับการแสดงผล 3 มิติพร้อมกราฟิกบอกข้อมูลที่สวยงามขึ้น
ส่วนพวงมาลัย 3 ก้านมีการปรับรายละเอียดของปุ่มให้ลดความซับซ้อนในการใช้งานและปรับทรงให้ดีขึ้น
พร้อมทั้งติดตั้งมาตรวัดเสริมบนกระจกขนาด 6 นิ้ว

ส่วนอื่นๆประกอบไปด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่มีจอแสดงอุณหภูมิแยกออกมาต่างหากทั้งสองฝั่ง
คอนโซลกลางที่มีเกียร์แบบสวิตซ์หมุนไฟฟ้าพร้อมเบรกมือไฟฟ้า และที่วางแก้วพร้อมปุ่มเปลี่ยนโหมด
การขับขี่ที่สามารถปรับได้ทั้งแบบ Normal, Eco, Sport, Slippery, Snow, และ Sand.

สำหรับเบาะนั่งมีการปรับทรงใหม่ที่ดูดีขึ้น ส่วนเบาะแถวที่ 2 สามารถเลื่อนได้ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน
พร้อมพื้นที่ Legroom ที่ใหญ่ขึ้น และสามารถพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระได้ถึง 1,061 ลิตร
ส่วนเครื่องยนต์ Hybrid ได้มีการย้ายแบตเตอรี่มาไว้ใต้เบาะแถวที่ 2 ทำให้พื้นที่สัมภาระมีขนาด
กว้างพอๆกับรุ่นเครื่องยนต์ปกติ และมีขนาด Headroom ที่กว้างขวางเช่นเดียวกัน

 

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร EcoBoost 3 สูบ 180 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร EcoBoost 4 สูบ 250 แรงม้า แรงบิด 373 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.5 ลิตร 198 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดแบบ Plug-in Hybrid 2.5 ลิตร 209 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT
    ขับเคลื่อนล้อหน้า

ตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐานใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพของ Aerodynamics ให้ดีขึ้น รวมถึงปรับปรุงช่วงล่างใหม่
และลดน้ำหนักตัวรถจากรุ่นที่แล้วถึง 200 ปอนด์ (ราวๆ 91 กิโลกรัม) จากการใช้เหล็กคุณภาพสูงในการผลิต

ความปลอดภัยมาพร้อมกับ Ford Co-Pilot360 ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นต่างๆทั้ง

  • ระบบควบคุมความเร็วรถแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control พร้อมโหมด Stop-and-Go
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane-Centering
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Active Park Assist 2.0 ที่สามารถจอดแบบขนานได้
  • ระบบช่วยหักหลบสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ Evasive Steering Assist

All New Ford Escape มีให้เลือก 5 รุ่นย่อยได้แก่ S, SE, SE Sport, SEL และ Titanium โดยจะประกอบ
ในโรงงานที่รัฐ Kentucky พร้อมขึ้นโชว์รูมในช่วงไตรมาส 3 ส่วนรุ่น Plug-in Hybrid จะตามมาในช่วงปีหน้า
สำหรับประเทศไทย เนื่องจาก Ford ได้ยุติการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปไม่นานนัก ทำให้โอกาสที่จะมาขาย
ค่อนข้างริบหรี่ อย่างไรก็ตาม โปรดรอดูความคืบหน้ากันต่อไป

ที่มา : Motor1.com,Ford Official

Comments
Loading...