All New Audi Q3 : เปลี่ยนโฉม Compact Crossover ที่มาพร้อมกับหน้าตาที่ดุดันขึ้น

286

Audi Q3 เป็นรถ Compact Crossover ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐาน VW Golf รุ่นที่ 5 และ Tiguan
วางตำแหน่งการตลาดคั่นกลางระหว่าง Q2 และ Q5 โดยเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 ล่าสุด
ในวันที่ 25 กรกฎาคม Audi ได้เปิดตัว All New Q3 โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับหน้าตาที่ดุดันขึ้น
พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

หน้าตาภายนอกออกแบบใหม่ให้ดุดันกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงใหม่ที่ออกแบบจากทรงสี่เหลี่ยม
ให้มีรูปทรงที่แปลกตาขึ้น พร้อมหลอดแบบ LED ทุกรุ่น (ส่วนรุ่นท็อปมาเป็นแบบ Matrix LED พร้อม
ปรับลำแสงได้ตามสภาพถนน) กระจังหน้าทรง 8 เหลี่ยมที่ใหญ่โตขึ้นมาก พร้อมตกแต่งช่องต่างๆบน
กันชนหน้าด้วยสีเงิน ด้านข้างมีการปรับเส้นสายให้ดูล้ำขึ้นจากรุ่นเดิม อาทิ เพิ่มเส้นสายด้านข้างที่
ฉวัดเฉวียนขึ้น เพิ่มโครเมียมบริเวณคิ้วกระจกหน้าต่าง กระจกมองข้างที่ออกแบบขายึดให้ติดกับ
ประตูรถ ชายล่างที่เปลี่ยนเป็นสีดำเงา รวมถึงล้ออัลลอย ที่มีขนาดตั้งแต่ 17-20 นิ้ว (แล้วแต่รุ่นย่อย)

ด้านท้ายยังรักษาเอกลักษณ์การออกแบบจากรุ่นเดิม แต่ปรับรายละเอียดต่างๆใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
รายละเอียดไฟท้ายที่เป็นสไตล์ของ Audi ยุคปัจจุบัน ประตูหลังที่ไม่ได้ยกไฟท้ายไปทั้งก้อน
เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ (แต่จะแบ่งไฟท้ายออกเป็น 2 ก้อนแทน) ประตูหลังออกแบบให้ดูสูงกว่าเดิม
กันชนหลังที่กินพื้นที่สีเทาเมทัลลิกเยอะขึ้น พร้อมแผงทับทิมที่เล็กและเรียวลง

ถ้าใครอยากได้การออกแบบที่ดูโดดเด่นขึ้น Q3 ยังมีรุ่น S Line ที่ออกแบบกันชนหน้าใหม่ แผงข้าง
และท่อไอเสียที่สปอร์ตขึ้น สีตัวถังมีให้เลือกถึง 11 สี พร้อมการตกแต่งภายนอกที่มีให้เลือก 3 แบบ

ขนาดตัวถังมีรายละเอียดดังนี้
– ความยาว 4,485 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 97 มิลลิเมตร)
– ความกว้าง 1,856 มิลลิเมตร (กว้างกว่าเดิม 25 มิลลิเมตร)
– ความสูง 1,585 มิลลิเมตร (สูงกว่าเดิม 5 มิลลิเมตร)
– ฐานล้อยาว 2,680 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 77 มิลลิเมตร)

ภายในออกแบบแผงคอนโซลหน้าให้อลังการขึ้นกว่าเดิมชัดเจน เส้นสายต่างๆดูเหลี่ยมสันขึ้นในหลายๆมุม
พร้อมตกแต่งด้วยลายไม้แซมด้วยเส้นสีเงินในบางจุด รวมถึงออกแบบตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง
เบาะนั่งให้ดีขึ้น โดยการตกแต่งหลักๆมีให้เลือก 3 แบบคือ แบบธรรมดา,แบบ Audi Design Selection
และแบบ S-Line ซึ่งมีการใช้วัสดุหนังแท้และหนังกลับ Alcantara ในการตกแต่งบางรุ่นอีกด้วย
รวมถึง ไฟส่องสว่างบนแผงคอนโซลหน้าที่ปรับได้ถึง 30 สี พร้อมกับออปชั่นอื่นๆที่แอร์แบบแยกฝั่ง
ระบบอุ่นพวงมาลัย และหลังคามูนรูฟแบบ Panoramic

หน้าจอของชุดเครื่องเสียงหลักมีขนาดใหญ่ถึง 8.8 นิ้ว (พร้อมอัพเกรดให้มีขนาดใหญ่ถึง 10.1 นิ้ว)
ทุกขนาดจะมีระบบ Infotainment อย่าง MMI (Multi Media Interface) สามารถเล่นเพลงแบบ
ออนไลน์ได้ พร้อมช่องต่อ USB 2 ช่อง (อีกช่องเป็นแบบ USB-C เป็น Port ที่กำลังนิยมในบรรดา
Gadget ในขณะนี้) แน่นอนว่ารองรับ Apple Carplay และ Android Auto อย่างแน่นอน
มาพร้อมกับลำโพง Bang & Olufsen พร้อมโหมดเสียงแบบ 3 มิติ ซึ่งติดตั้งถึง 15 ลำโพง

นอกจากนี้ยังมี Audi Connect ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย LTE บนโทรศัพท์มือถือ พร้อมแสดงข้อมูลต่างๆ
ทั้งการจราจรออนไลน์,ข้อมูลที่จอดรถที่เหลืออยู่,ข้อมูลของสถานที่ต่างๆ และยังสามารถแชร์สัญญาณ
โทรศัพท์ Hotspot สำหรับใช้งานภายในรถ และยังสามารถอัพเกรดให้เป็นแบบ Navigation &
Infotainment plus เพื่อรองรับการแสดงภาพบนดาวเทียม Google Earth เป็นแบบ 3 มิติ,เพิ่มระบบนำทาง
พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และ myAudi ที่สามารถควบคุมรถผ่านและเช็คสถานะต่างๆ
ของรถยนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้

มาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้ว Audi Virtual Cockpit ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆทั้ง
การแสดงผลของ MMI,แสดงความเร็ว ข้อมูลการขับขี่ เพลงที่เล่น และบริการต่างๆของ Audi Connect
รวมถึงระบบนพทางที่สามารถตั้งค่าการแสดงผลแบบต่างๆได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกขนาด 12.3 นิ้ว
พร้อมหน้าตาที่สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 แบบได้อีกด้วย

เบาะนั่งต่างๆออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เอาใจคนขับมากขึ้น รวมถึงพวงมาลัยที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
พร้อมเบาะนั่งด้านหน้าปรับไฟฟ้าเป้นออปชั่นเสริม ส่วนเบาะหลังแยกพับได้ในอัตราส่วน 40:20:40 สามารถ
เลื่อนหน้า/หลังได้สูงสุด 150 มิลลิเมตร พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้วน้ำเป็นออปชั่นเสริม พื้นที่ห้องโดยสาร
มีขนาด 530 หรือ 675 ลิตร เมื่อพับเบาะลงจะมีพื้นที่เยอะขึ้นเป็น 1,525 มิลลิเมตร พร้อมไฟ LED บริเวณ
ห้องสัมภาระด้านหลัง ส่วนประตูหลังเป็นแบบเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมสั่งงานได้ด้วยระบบเตะเปิด

สมรรถนะ แม้ว่าจะยังไม่ได้ระบุสเปคมาอย่างละเอียด แต่มีข้อมูลคร่าวๆว่า มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 แบบ
(เบนซิน 3 แบบและดีเซล 1 แบบ) ทุกเครื่องยนต์เป็นแบบ 4 สูบ เทอร์โบชาร์จพร้อมระบบจ่ายน้ำมัน
แบบฉีดตรง มีกำลังระหว่าง 150 – 230 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
S-Tronic พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro พร้อม Audi drive select
ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 แบบ

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบ 4-Link ที่ปรับจูนทั้งช่วงล่างและพวงมาลัยให้ดีขึ้น
และในรุ่น Damper Control ที่สามารถปรับช่วงล่างให้เหมาะกับการขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ ส่วนรุ่น S-Line
มาพร้อมกับช่วงล่างแบบสปอร์ตที่เอาใจคนขับมากขึ้น

ระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับระบบต่างๆทั้ง
– ระบบรักษาความเร็วและระยะห่างรถข้างหน้า Adaptive Cruise Assist
– ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน Adaptive Speed Assist
– ระบบช่วยขับขี่ในสภาวะการจราจรติดขัด Traffic Jam Assist
– ระบบช่วยในการการเปลี่ยนเลน Active Lane Assist
– ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Change Warning
– ระบบเตือนมุมอับด้านข้างรถและขณะถอยหลังพร้อมไฟเตือนแบบ LED
– ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Park Assist ที่คนขับทำได้แค่เบรก เร่ง และเปลี่ยนเกียน์เท่านั้น
– กล้องมองภาพรอบคัน
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ

Audi Q3 จะเริ่มจำหน่ายในยุโรปเดือนพฤศจิกายนข้างหน้านี้ โดยตัวรถประกอบขึ้นในโรงาน Gyor
ประเทศฮังการี สำหรับตลาดอื่นๆจะทยอยเปิดตัวภายในปี 2019 รวมถึงประเทศไทยที่ปัจจุบันนี้ Q3
จำหน่ายในราคา 2,549,000 บาท คาดว่า รุ่นเปลี่ยนโฉมราคาอาจจะปรับขึ้นมาเยอะพอสมควร

 

Comments
Loading...