สำหรับในวัยเริ่มทำงานหรือ First Jobber หลายคน พอทำงานไปได้พักใหญ่ๆ เชื่อว่าสิ่งแรกๆ
ที่คนวัยเริ่มทำงานเริ่มมองหาก็คงเป็นรถยนต์คันเล็กๆ ไว้สำหรับขับไปทำงาน เพราะนอกจาก
ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังลดเวลาที่เสียไปจากระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่มีการปรับปรุง
ที่ดีขึ้นในปัจจุบัน วันนี้ Carsideteam ขอนำเสนอรถยนต์ราคาน่ารัก
สำหรับวัย First Jobber ที่ต้องการรถยนต์ขับไปทำงานทุกวัน พร้อมสรุปสั้นๆจากพวกเราครับ


1.Toyota
-Toyota Yaris Hatchback (ราคา 489,000-639,000 บาท)
-Toyota Yaris Ativ (ราคา 479,000-639,000 บาท)

น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คนวัยเริ่มทำงานมอง ไม่ว่าจะการวางราคาที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ใส่มาให้ในปัจจุบัน
การขับขี่เองที่อาจจะไม่ได้ดีที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุดในกลุ่ม และด้วยความเป็น Toyota ที่สบายใจ
หายห่วงในเรื่องการซ่อมบำรุงและอย่างสุดท้าย (ในบางครอบครัว) ถ้าไม่ซื้อ Toyota ก็เรียกได้ว่า
แทบจะโดนตัดออกจากกองมรดกเลยก็ว่าได้ ข้อเสียด้วยขนาดของตัวรถที่ใหญ่ แต่ใช้เครื่องยนต์เพียง 1.2 ลิตร
ในบางจังหวะอาจอุ้ยอ้าย ไม่ทันใจในยามเร่งแซงอาจต้องพึ่งแรงอธิษฐานในบางครั้ง แต่ถ้าใช้งานในเมือง
ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนเมืองที่เผชิญรถติดเสียมากกว่าจะเร่งแซงเพื่อให้ทันใจ
เวลาออกต่างจังหวัด


2. Honda
-Honda City  (ราคา 550,000 – 751,000 บาท)
-Honda Jazz (ราคา 555,000 – 754,000 บาท)

แทบจะเป็นตัวเลือกที่ 2 หรือ 3 ต่อจาก Toyota สำหรับข้อดีคือ การที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ถึง 1.5 ลิตร
จึงทำให้การขับขี่ไม่ว่าในเมืองหรือออกต่างจังหวัด ขับได้สบายกว่าเครื่องเล็กกว่า ช่วงล่างอาจไม่ถูกใจ
คนที่ชอบขับรถนัก เพราะในความเร็วสูงอาจมีย้วยไปบ้าง แต่ไม่ต้องห่วง ขึ้นชื่อว่า Honda ทั้ง 2 รุ่นนี้
มีของเล่นให้โมสารพัดสิ่ง ตามทุนทรัพย์ในกระเป๋าของท่าน มีตั้งแต่ราคาหลักพัน ยันทำทั้งคันหมดเป็นล้าน
ก็น่าจะเคยเห็นมาแล้วสำหรับสาย Honda สำหรับปัญหากวนใจของ Honda หนีไม่พ้นงานประกอบรถยนต์
ช่องไฟระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ อาจมีระยะห่างแปลกๆ ไม่เท่ากันหากนำรถรุ่นเดียวกันมาจอดเทียบกัน
บริการหลังการขายที่ 2-3 ปีหลังมานี้ เริ่มแย่ลง แต่ไม่ได้แย่น่ากลัวแบบบางยี่ห้อ ทั้งนี้ รถทั้ง 2 รุ่นนี้
อยู่ในช่วงปลายอายุตลาดแล้ว เพราะ City และ Jazz MY 2020 เองมีกำหนดเปิดตัวปลายปี 2019
หากได้ส่วนลดที่กระฉากใจ ก็ถือว่าเป็นรถยนต์อีกรุ่นนึงที่น่าใช้เลยทีเดียว


3. Mazda 2 (Hatchback& Sedan)
-Mazda2 Skyactiv G 1.3 L เบนซิน (ราคา 530,000 – 670,000 บาท)
-Mazda2 Skyactiv D 1.5 L ดีเซล   (ราคา 680,000 – 789,000 บาท)
หมายเหตุ : ทั้ง 2 รูปแบบตัวถัง ราคาเท่ากัน

จากม้านอกสายตา กลายมาเป็น 1 ใน 3 ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศไทย ด้วยกระแสของเทคโนโลยี
Skyactiv ที่ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่เป็นการปรับปรุงจุดบอดของตัวเองในทุกด้าน จนกลายเป็นรถยนต์นั่ง
รุ่นนึงที่เป็นกำลังสำคัญของ Mazda ณ ขณะเลยก็ว่าได้ ด้วยการขับขี่ที่สนุก เครื่องยนต์ที่สามารถ
ตอบสนองได้ดีในทุกย่าน ช่วงล่างที่เกาะถนนและไปได้ดั่งใจสั่ง จนกลายเป็นกระแส Skyactiv fever

ในชั่วข้ามปี แบบที่ Mazda ในประเทศไทยไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้น การที่ทำให้ตัวรถน้ำหนักเบา
จึงทำให้การเก็บเสียงในช่วงความเร็วสูง มีเสียงลมเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสาร และการที่รถถูกออกแบบ
มาให้ผู้ขับขี่สนุกในการขับขี่ ทำให้พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังมีขนาดเล็ก ยังไม่นับสารพัด Defect
อย่างน้ำดันออกจากเครื่องยนต์ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และถ้าหากคิดว่า เครื่องยนต์เบนซินจะรอด ณ ตอนนี้
ยังคงมีอาการปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงจนต้องเรียกยานแม่ไปเปลี่ยนอะไหล่กันอย่างต่อเนื่อง แต่ทาง Mazda
ก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดในการเคลมอุปกรณ์ที่เสียหาย ทั้งนี้ถ้าหากสนใจ ก็ขอให้ดูศูนย์บริการที่ดูแล
เคสหลังการขายได้ดี ไม่มีอิดออด ก็หายกังวลตรงนี้กันได้เลย


4. Suzuki
-Suzuki Swift (ราคา 499,900 – 629,000 บาท)
-Suzuki Ciaz (ราคา 484,000 – 675,000 บาท)

ค่ายราชารถเล็ก ที่สามารถสร้างกระแสจองนานจาก Swift โฉมที่แล้วจากโครงการรถคันแรก ถึงแม้ว่า
การมาของ Swift โฉมปัจจุบัน อาจจะไม่ได้ปังแบบโฉมก่อนหน้านี้นัก แต่เรียกว่า การขับขี่ ได้ถูกยกระดับ
ให้สนุก แต่ยังคงความสะดวกสบายในแง่ของขนาดห้องโดยสาร และ Ciaz ที่มาพร้อมการยกระดับ
ให้ตัวรถสวยงาม ลงตัว และมีขนาดใหญ่กว่าในพิกัด 1.2 ลิตรเป็นคันแรกๆในกลุ่มเดียวกัน
ข้อเสียคือการที่เกียร์อัตโนมัติ CVT ยังมีอาการเย่อให้เห็นอย่างชัดเจน การเคลมแร๊คพวงมาลัย
เสียงจากคาลิปเปอร์เบรก และศูนย์บริการที่ต้องดูเป็นที่ๆไป แต่ทาง Suzuki เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เช่นกัน



5.Nissan
-Nissan Note (ราคา 568,000 – 640,000 บาท)
-Nissan Almera (ราคา 445,000 – 637,000 บาท)
-Nissan March (ราคา 420,000 – 526,000 บาท)

มาถึงผู้นำเทรนรถเล็กอย่าง Nissan จากค่ายบางเสาธง ถึงแม้ว่าจะยังคงลากขาย March ต่อไป
แต่ด้วยราคาที่ไม่แพงและโปรโมชั่นที่โดนใจ จึงทำให้ยังคงสามารถขายต่อด้วยแรงอธิษฐานของทีมงานต่อไป
โดยตัวรุ่นย่อยราคาแพงให้เป็นที่ยืนของ Note น้องเล็กที่ตั้ง Option และราคาไปสู้กับ Eco Car และ City Car
ตัวท็อปค่ายอื่น ส่วน Almera ตอนนี้ก็ถึงเวลาปลายอายุตลาด ด้วยความดีงามของขนาดห้องโดยสาร
และโปรโมชั่นอันดีงาม จึงพึ่งแรงอธิษฐานน้อยกว่าMarch และ Note

ในด้านของการขับขี่ Note จะให้การขับขี่ที่มั่นใจ แน่นในแบบ Eco Car เพราะด้วยขนาดตัวที่ใหญ่
กว่า Jazz แต่ถูกตอนขนาดเครื่องยนต์ เพื่อให้ได้สิทธิในโครงการ Eco Car ถึงสูญเสียในส่วนของ
อัตราเร่งที่ขนาดว่า Army_Nutty ผู้ซึ่งหัดขับรถบ่นว่า “ทำไมมันอืดได้ขนาดนี้” แต่สำหรับคนที่ใช้ในเมือง
ต้องการขนาดขนาดใหญ่กำลังดี เพื่อใช้ในการขนของ Note ก็เป็นตัวเลืกที่ไม่ได้แย่ ส่วน March
ถึงรถจะมีงานวัสดุที่ตามราคารถ และอายุการใช้งานสั้น แต่ในเรื่องของการขับขี่ด้วยน้ำหนักที่เบา
จึงมีความคล่องตัว แต่ถ้าหากต้องการรถกว้าง Almera เองก็ตอบโจทย์ทั้งขนาด และโปรโมชั่นที่เตรียมสั่งลา
เพื่อเปิดทางให้กับ All New Almera ใหม่ ที่กำลังจะมาในปลายปี 2019 ที่จะถึงนี้

วิธีการคำนวณค่างวดของไฟแนนท์ (แบบสั้นๆ)
สำหรับวิธีการประเมินของไฟแนนท์ จะต้องใช้เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินดังนี้
1.Statement หรือยอดเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนเพื่อประเมินเงินได้ในการผ่อนรถ
2.หนังสือรับรองเงินเดือน เพื่อยืนยันสถานะการจ้างงาน (ในกรณีที่เป็นพนักงานประจำ)
นอกนั้นจะเป็นเอกสารประจำตัวของผู้ซื้อ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน
และเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้เพื่อยืนยันตัวบุคคล

วิธีการคำนวณค่างวดแบบง่ายๆ
ขอยกตัวอย่างโดยใช้ราคาของ Toyota Yaris Ativ รุ่น S+ ราคา 639,000 บาท


เงินดาวน์ 25% = 159,750 บาท

วิธีคิดยอดจัด (แบบกระชับ รวบรัด)

นำราคาเต็ม – จำนวนเงินดาวน์ = 639,000 – 159,750 = 479,250 บาท
จะได้ยอดจัดไม่รวมดอกเบี้ยนำยอดจัดที่ยังไม่ได้รวมดอกเบี้ย บวกดอกเบี้ย
ตลอดอายุสัญญา (ณ ที่นี้ ดอกเบี้ย 2%ต่อปี ระยะเวลาในการผ่อน 48 งวด)

 

นำยอดจัด X ดอกเบี้ย(หน่วยเป็น %) = 479,250 X 2% = 9,585 บาท


ดอกเบี้ยตลอดสัญญาเช่าซื้อ = ดอกเบี้ยต่อปี(บาท) X จำนวนปีตลอดสัญญาเช่าซื้อ(ปี) = 9,858 X 4 = 38,340 บาท

ยอดจัดรวมดอกเบี้ยทั้งหมด = ยอดเงินจัดไม่รวมดอกเบี้ย(บาท) + ดอกเบี้ยตลอดระยะสัญญาเช่าซื้อ (บาท)
479,250 + 38,340 = 517,590 บาท (ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา 48 งวด เท่ากับ 8%
มาจากจำนวนเงิน 9,585 บาท คูณด้วย 4 ปี)


แล้วนำยอดจัดรวมดอกเบี้ย หารด้วยจำนวนงวด = 517,590/48 = 10,783.13 บาท/งวด

ผ่อนน้อย แต่ผ่อนนาน VS ผ่อนเยอะ แต่ผ่อนสั้น อะไรดีกว่ากัน
ในส่วนนี้ ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้รถทุกวัน แต่เงินดาวน์ไม่เยอะพอสำหรับค่างวด
ในระยะสั้น เช่น 36,48 งวด ใช้วิธีผ่อนน้อย แต่ผ่อนนาน แต่อัตราดอกเบี้ยต่อปี ก็จะแพงขึ้น
ตามระยะเวลาในการจ่ายค่างวดและ Credit ของผู้ซื้อ ณ วันที่พิจารณาสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
แต่ถ้าหากมีเงินดาวน์เยอะ เงินผ่อนค่างวดต่อเดือนไม่ใช่ปัญหา และไม่อยาก
จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง การผ่อนในระยะเวลาสั้น ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

ยังไงทางทีมงาน ก็ขอให้ท่านทดลองขับ และอ่านหาปัญหาของรถรุ่นต่างๆ เปรียบเทียบข้อดี
และข้อเสียของตัวท่านเองและช่างน้ำหนักด้วยตัวผู้อ่านเอง ว่าคันไหนถูกใจท่านมากที่สุด
ข้อเสียตรงไหนที่รับได้ รวมทั้งราคาและค่างวดที่ท่านมีกำลังพอจ่ายไหวในแต่ละเดือน
เพราะไม่งั้นจาก”พาหนะ”จะกลายเป็น”ภาระ”แทนครับ

ขอให้ทุกท่าน เจอรถที่ใช่ ในงาน Bangkok Internation Motor Show 2019

Facebook Comments