หลังจากที่มีข่าวว่า Nissan March ยุติสายการผลิตในวันที่ 26 กรกฏาคม 2022 เวลาเที่ยงตรง
ทำให้ผมคิดว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่ารถเล็กๆที่ผมเริ่มรู้จักกันตั้งแต่สมัยผู้เขียนเรียน
ม.6 จนมีงานทำแล้ว รุ่นนี้ก็ยังขายอยู่จนถึงไม่นานนี้ วันนี้เราจะมาย้อนเวลา 12 ปีว่าน้อง March
ผ่านร้อนผ่านหนาวในประเทศไทยอย่างไรบ้าง เชิญติดตามได้ ณ บัดนี้

Nissan March เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2010 แถมยังเป็น 1 ในหลายๆประเทศที่ประกอบ
เพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ส่วนประเทศอื่นๆจะมีทั้ง

  • จีน อินโดนิเซีย ไต้หวัน สำหรับจำหน่ายในประเทศ
  • อินเดีย สำหรับจำหน่ายในประเทศพร้อมส่งออกไปโซนยุโรป
  • เม็กซิโก สำหรับจำหน่ายในโซนอเมริกาใต้ และแคนนาดา

และประเทศไทยเองก็จะประกอบเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆในเอเชีย (รวมถึงญี่ปุ่นที่เปิดตัวในเดือนกรกฏาคม
ปีเดียวกัน) แน่นอนว่าจะต้องจำหน่ายในประเทศในฐานะ Eco Car คันแรกของประเทศไทย

หลายคนสงสัยว่า Eco Car คืออะไร

Eco Car ไม่ใช่เป็นรถยนต์ที่ทำมาเพื่อเน้นราคาถูก (Economy Car) แต่จะเป็นรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(Ecology Car) ซึ่งรถที่เข้าโครงการดังกล่าวจะมีเงื่อนไขหลายข้อ สำหรับเฟส 1 ที่รถรุ่นดังกล่าวเข้าร่วม
มีสเปคสำคัญทั้ง

  • เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1,300cc และเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1,400cc (ซึ่งเอาเข้าจริง
    ไม่มีค่ายไหนที่ใช้เครื่องดีเซลในเฟส 1 แม้แต่รุ่นเดียว) และต้องผ่านมาตรฐาน Euro 4
  • อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 20 กม./ลิตรตามมาตรฐาน และปล่อยไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร
  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย UNECE R94 สำหรับชนด้านหน้า และ UNECE R95 สำหรับชนด้านข้าง

ตัวรถจะต่อยอดงานออกแบบจากรุ่นที่แล้วให้เข้ากับทุกเทศทุกวัย (จากเดิมที่เอาใจคนรุ่นใหม่มากกว่า)
ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่ใหญ่ขึ้น แต่มาแนวกลมๆเช่นเคย กระจังหน้า 2 ช่องที่ดูเรียบร้อย แต่ถ้ามองดีๆ
จะมาในสไตล์คนยิ้มเสริมภาพลักษณ์รถให้ดูเป็นมิตรขึ้น ด้านข้างยืดเส้นสายรถยนต์ให้ยาวขึ้น ขณะที่ด้านท้าย
ได้ปรับงานดีไซน์ให้ดูใหญ่โตและโค้งมนขึ้น แต่ยังคงความน่ารักด้วยงานดีไซน์ที่โค้งมน

สำหรับสีรถยนต์ คราวนี้ให้มา 6 สี แน่นอนว่าสีขาวมุก,สีดำ Crystal Black,สีเงิน Brilliant Silver
พร้อมเสริฟสำหรับใครที่ไม่อยากเล่นสีแปลกๆ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่จะมีสีน่ารักๆมาให้กระแทกใจทั้ง
สีม่วงอ่อน Crystal Lilac,สีเขียว Spring Green (ซึ่งคันจริงสวยมาก) และสีส้ม Sunlight Orange

ส่วนภายในได้อัพเกรดแผงคอนโซลต่างๆให้ใหญ่โตและโค้งมนขึ้น และมีความอเนกประสงค์ขึ้นจากช่องเก็บของ
ที่มีเยอะมาก อย่างเช่นฝั่งผู้โดยสารที่มีทั้งเก๊ะเก้บของ และถาดวางของ ส่วนช่องตันๆด้านบนยังสามารถซื้อเป็น
เก๊ะเก็บของแยกต่างหาก (แถมเป็นอะไหล่แท้ด้วย) ส่วนลูกเล่นอื่นๆนั้น แม้จะเป็นรถเล็กราคาไม่แรง แต่ข้าวของ
ให้มาสมกับเป็นรถในปี 2010 ไม่ว่าจะเป็น

  • ชุดเครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อ AUX พร้อม CD MP3 1 แผ่นที่ดีไซน์เข้ากับรถ
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบทรงกลม (แถมมี Heater มาให้ด้วยนะ)
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • จอแสดงผลการขับขี่มีครบทุกรุ่น แต่ถ้ารุ่นไหนลงท้ายด้วยตัว L จะมาจอแยกที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม
    ทั้งเตือนวันเกิด และ เตือนบำรุงรักษารถ
  • เบาะคนขับปรับสูง/ต่ำได้ (แม้จะเป็นฟังก์ชั่นธรรมดา แต่รุ่นที่ใส่แม้ราคามือหนึ่งไม่ถึงครึ่งล้านก็มีมาให้)
  • เซ็นเซอร์กะระยะหลัง 4 จุด
  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้า ล็อกรถแล้วพับทันที

แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องมีการถอดออปชั่นบางอย่างเพื่อทำราคารถให้ถูกลง ทั้งเบาะหลังที่มีแค่เนินรองศรีษะเท่านั้น
เข็มขัดนิรภัยปรับระดับไม่ได้ (สมัยนั้นรถระดับนี้ให้มาครบหมด แต่เดี๋ยวนี้ทุกค่ายพร้อมใจกันถอดออก ไม่รู้ทำไม)
และวัสดุในภาพรวมถือว่าดรอปลงกว่า B-Segment 1.5 ลิตรสมัยนั้น (ตามราคานั่นแหละครับ)

ระบบความปลอดภัยโชคดีว่าแม้กระทั่งรุ่นต่ำสุดอย่างตัว S ก็มีถุงลมนิรภัยมาให้ 1 ตำแหน่ง ถ้าอยากได้คู่หน้า
และระบบเบรก ABS/EBD ต้องไปเล่นตัว V หรือ VL ที่ราคาแพงกว่าหลายหมื่น แน่นอนว่าระบบควบคุม
การทรงตัว หรือ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ในกลุ่มนี้ยังไม่มีรุ่นไหนติดให้สักรุ่น ณ เวลานั้น

ขุมพลังโชคดีที่ว่า Nissan มีเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรจากรุ่นที่แล้ว เลยต้องมีการปรับจูนใหม่
โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร แบบ กำลังสูงสุด 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 103 นิวตัน-เมตร
    ที่ 3,200 –5,200 รอบต่อนาทีมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและอัตโนมัติ xTronic CVT
    ขับเคลื่อนล้อหน้า และในล็อตแรกๆจะมีระบบ Idling Stop มาให้

ช่วงล่างเป็นแบบด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า
และระบบเบรกเป็นหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก ซึ่งประสิทธิภาพการขับขี่เรียกได้เลยว่า เหมาะกับการขับขี่
ในเมืองจริงๆ

สำหรับ Nissan March ในรุ่นแรกมีให้เลือก 6 รุ่นย่อยโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • 1.2 S MT – 375,000 บาท
  • 1.2 E MT – 425,000 บาท
  • 1.2 E CVT – 459,000 บาท
  • 1.2 EL CVT – 489,000 บาท
  • 1.2 V CVT – 507,000 บาท
  • 1.2 VL CVT – 537,000 บาท

ใครที่เป็นสายสับเกียร์จะโชคดีที่ซื้อรถปุ๊บ ได้รับรถเร็วทันใจ แต่ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติต้องรอถึงเดือนมิถุนายน
ซึ่งเวลานั้นปริมาณของ March จะเยอะขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมคือรุ่น E
ที่ราคาไม่ถึง 5 แสนแต่ได้ข้าวของครบๆทั้งกระจกไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อก วิทยุ/ซีดี 4 ลำโพง เบาะปรับความสูงได้
และมีถุงลมให้ลูกเดียว รองลงมาจะเป็นรุ่น VL ที่จัดมาให้ครบๆในราคาที่เทียบเท่ากับรุ่นล่างๆของ B-Segment
เครื่อง 1.5 ลิตร

ในปี 2011 เพื่อเป็นการรับน้องให้กับ Honda Brio จึงได้เปิดตัวรุ่น Sport Version ที่มาพร้อมกันชนหน้ากับ
กระจังหน้าใหม่ดีไซน์โดย Autech พร้อมเบาะนั่งที่ดูสปอร์ตขึ้น มีให้เลือกทั้งรุ่น EL และ VL โดยมีราคาดังนี้

• 1.2 EL Sports version – 515,800 บาท
• 1.2 VL Sports version – 563,800 บาท

โชคดีว่าปีนั้น Honda Brio ไม่ประสบความสำเร็จเพราะตัวรถที่ไม่ถูกใจคนไทยหลายประการ ทั้งขาดออปชั่น
ที่จำเป็น การลดต้นทุนที่มากกว่า March อย่างเห็นได้ชัดและราคากับสิ่งที่ได้ยังไม่เร้าใจพอ ทำให้ March
ยีงคงขายดีต่อไปอีกปี

ต่อมาปี 2012 คู่แข่งเริ่มมากขึ้นทั้ง Mitsubishi Mirage ที่มีตัวรถและข้าวของดูดีไม่แพ้กันรวมทั้ง
Suzuki Swift โฉมใหม่ที่เอาใจสายขับ แม้กระทั่ง Nissan Almera ที่มีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้น
ทางรอดของ March คือ การปรับอุปกรณ์ต่างๆให้สมเหตุผลในราคาเดิม โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง

  • ตัดระบบ Idling Stop ทิ้ง
  • เปลี่ยนสีม่วงให้ให้เข้มขึ้นใช้ชื่อว่า สีม่วง พลัม
  • เปลี่ยนเบาะหลังให้แยกพับได้ในอัตราส่วน 60/40 ตั้งแต่รุ่น E ขึ้นไป
  • ช่องดักลมตกแต่งโครเมียมทั้งชิ้น จากเดิมที่มีเฉพาะรอบๆกรอบเท่านั้น

และในปีนั้นยอดขายของ March พุ่งขึ้นเป็น 1 แสนคัน นับว่าช่วงนั้น Nissan ได้ประสบความสำเร็จในตลาด
Eco Car เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าจะขายในสภาพแบบนี้ก็อาจจะสู้คู่แข่งไม่ได้จึงต้องมีการกระตุ้นตลาด

ในปี 2013 ช่วงปลายเดือนมีนาคม ได้มีการไมเนอร์เชนจ์ โดยการปรับดีไซน์ใหม่ ซึ่งเป็นหน้าตาที่ใช้กันยาวๆ
ตั้งแต่ปีที่ปรับหน้าจนถึงหมดอายุตลาด พร้อมเพิ่มข้าวของให้ทันยุค ทันสมัย อาทิ

  • กระจังหน้าใหม่สไตล์ V-Motion
  • ไฟหน้าปรับรายละเอียดใหม่เล็กน้อย
  • กันชนหน้าใหม่ เสริมไฟตัดหมอกหน้าและกรอบโครเมียม
  • ล้อลายใหม่ทั้งฝาครอบขนาด 14 นิ้วและล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว
  • ไฟท้ายใหม่ ในรุ่น E ขึ้นไปเปลี่ยนเป็นแบบ LED
  • แผงแดชบอร์ดใหม่สีดำเงา พร้อมกรอบช่องแอร์เหลี่ยม
  • เบาะผ้าทำจากวัสดุ Suede และภายในตกแต่งสีเบจในรุ่น V และ VL
  • ชุดเครื่องเสียงเปลี่ยนเป็นจอ 2DIN เพิ่มช่องเสียบ USB
  • เพิ่มปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • เพื่มเหล็กเสริมความแข็งแรงที่เบาะหลัง
  • เพิ่มออปชั่นให้กับรุ่นอื่นๆทั้ง
    • ระบบเบรก ABS ในรุ่น E และ EL
    • ถุงลมนิรภัยคู่หน้าทุกรุ่น (เดิมมีเฉพาะรุ่น V และ VL)
    • กุญแจรีโมทในรุ่น E
  • สีตัวถังใหม่ สีเขียว Olive Green,สีชมพู Sweet Pink
ส่วนราคามีดังนี้
  • 1.2 S MT – 388,000 บาท
  • 1.2 E MT – 440,000 บาท
  • 1.2 E CVT – 478,000 บาท
  • 1.2 EL CVT – 506,000 บาท
  • 1.2 V CVT – 525,000 บาท
  • 1.2 VL CVT – 555,000 บาท

แน่นอนว่าตัวไมเนอร์เชนจ์รุ่นที่เจอบ่อยสุดกลับเป็นรุ่น E เนื่องจากสิ่งที่เพิ่มมาถือว่าครบครัน และพอเพียง
สำหรับลูกค้าชาวไทยชนิดที่ว่า ถ้าไม่บ้าออปชั่นไม่มีความจำเป็นที่จะไปเล่นรุ่น V หรือ VL ที่มีราคาแพงกว่า
หลายหมื่น อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ March ก็ไม่ได้เยอะเหมือนแต่ก่อนจากคู่แข่งที่มากขึ้น รวมถึง
Toyota Yaris ที่ขายดีจน March ต้องหาทางรอดไม่ว่าจะเป็น

  • กลางปี 2014 เพิ่มสีใหม่ ฟ้า Capri Blue และรุ่น Limited Edition ที่ยกหน้าจากเวอร์ชั่น Bolero
    ตามที่ลูกค้าหลายๆคนร้องขอ
  • ปลายปี 2015 เปลี่ยนไฟตัดหมอกหน้า เป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวันตั้งแต่รุ่น EL ขึ้นไป
  • ต้นปี 2017 ยกเลิกรุ่นย่อย V และ VL เพื่อไปดัน Note ที่เปิดตัวในช่วงนั้นสดๆร้อนๆ
  • ช่วงปี 2018 ได้เปลี่ยนดีไซน์พวงมาลัยใหม่ในทุกรุ่นย่อย

ในช่วงปลายอายุตลาดนอกจากรุ่น E จะขายดีแล้ว รุ่น S ที่มีราคาไม่ถึง 4 แสนก็มีกระแสที่ดีเช่นกัน จากส่วนลด
ที่จัดเต็ม และข้าวของที่สามารถของเพิ่มได้ในภายหลัง ทำให้ใครที่อยากได้รถใหม่ในราคาไม่แรงและไม่ซีเรียส
เรื่องเกียร์อัตโนมัติให้ความสนใจกันเพียบ

สำหรับ Nissan March นับว่าเป็นรถที่ประสบความสำเร็จจากตัวรถที่ตรงใจลูกค้าในหลายๆจุด แม้ว่าจะไม่มี
การเปลี่ยนโฉมให้มีดีไซน์เหมือนกับ Micra เวอร์ชั่นยุโรป เพราะ Nissan ได้ดัน Note ให้มาทำตลาดแทน
โดยอ้อมๆ อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณ Nissan March ที่ทำให้ตลาดรถ Eco Car บูมมาได้จนถึงปัจจุบัน
และเป็นอีกรุ่นที่ทำให้ค่ายดังกล่าวอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน และหลังจากนี้จะมีรุ่นไหนมาทำตลาดแทน
ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดครับ