[First Check Drive Special] Toyota Vios 1.5 Dual VVT-i CVT : 1 วันกับหน้าเดิม หัวใจใหม่

2232 0

จริงๆแล้วมันควรจะเป็น Full Test นะ แต่ด้วยเหตุเวลาที่อยู่รวมกันมันน้อยไปหน่อย ก็กลายเป็น First Check Special ซะอย่างงั้น
เอาจริงๆแล้วรถรุ่นนี้เราเคยถูกนำเสนอไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (First Touch และ First Check ) แต่เป็นการทดลองขับแบบคร่าวๆเท่านั้น หลังจากทำตลาดมานาน
ในวันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ”เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง”ที่คราวนี้ถอดชุดเดิมที่ใช้มานานถึง 10 กว่าปี
ได้เวลาที่ปลดประจำการแล้วแทนที่ด้วยชุดใหม่ ซึ่งนั้นทำให้ผมตั้งข้อสังเกตทันทีว่ามันจะดีขึ้นรึเปล่า?
รถคันนั้นคือ..

Toyota Vios

Check-in Drive Toyota Vios-Exterior-1

รถเก๋งขนาด B-Segment ซึ่งเป็นเรือธงของ Toyota เลยก็ว่าได้ หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม 2556
เมื่อมาดูอายุอานามแล้วการทำตลาดมา 3 ปีพอดี บวกกับในปี 2559 มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์
จึงทำให้ Toyota ตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดให้กับ Vios ด้วยการเปลี่ยนชุดระบบส่งกำลังให้ใหม่
ภายใต้หน้าตาเดิม!!

Check-in Drive Toyota Vios-Exterior-2

เอาเข้าจริงตัวผมเองตั้งใจจะทำเจ้ารถคันนี้เป็นแบบ Preview Drive ขับสั้นๆ แต่ไปๆมาๆ
ด้วยเหตุหลายอย่าง จึงทำให้ผมได้รถคันนี้มาร่วมใช้ชีวิต 1 คืน ทำให้แผนทุกอย่างต้องเริ่มขึ้น
เอาละอย่างเสียเวลามาก มารวบรัดตัดตัวแบบนี้ รออะไรละครับ เลื่อนลงมาอ่านกัน

Check-in Drive Toyota Vios-Exterior-3

เริ่มจากขนาดตัวของ Toyota Vios นั้น ความกว้าง 1,700 มม. ความยาว 4,410 มม.  ความสูง 1,475 มม.
ฐานล้อ 2,550 มม. 1,075 กก. น้ำหนัก 1,075 กก. สำหรับหน้าตาก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ
ทั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ลำแสงฮาโลเจน กระจังหน้าโครเมียม 2 เส้นในรุ่นบนๆ เส้นสายด้านข้าง
ที่ดูภูมิฐานกว่าเดิม ล้อแม็กและฝาครอบล้อในรุ่น J ยังคงใช้ลายเดิม ในรุ่น S ซึ่งเป็นรุ่นที่เราทดลองขับนั้น
จะได้ล้อขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 195/60 R16 รวมถึงด้านท้ายที่แอบล้ำยุคเหมือนเดิม ต้องยอมรับว่าการปรับครั้งนี้
ไม่ได้เน้นปรับหน้าตา ซึ่งถ้าใครอยากได้เวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์แบบเวอร์ชั่นจีนนั้น โปรดติดตามกันต่อไป

Check-in Drive Toyota Vios-Interior

เปิดประตูดูภายใน : เหมือนเดิมทุกประการ  วัสดุก็เช่นกัน…
สำหรับภายในก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งแผงคอนโซลที่วัสดุไม่ถึงกับประทับใจมาก และแน่นอนว่า
ตะเข็บปลอมก็ยังตามมาให้เห็นเช่นเคย มาตรวัดก็ยังใช้กระดาษแข็งอยู่ ชุดเครื่องเสียงในรุ่นปกติ
ก็ยังเป็นวิทยุซีดี พร้อมช่องต่อ AUX USB แบบพื้นฐาน ที่ให้เสียงพอฟังได้ พวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน
พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง เบาะนั่งเหมือนเดิมทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ยังพับไม่ได้และไม่มี
ที่พักแขน แต่สิ่งที่ต่างจริงๆมีแค่ปุ่มเปิด/ปิดระบบ VSC และรางเกียรอัตโนมัติที่มีโหมด + – แค่นั้น
รายละเอียดต่างๆนั้น สามารถไปอ่านได้จากที่นี่ครับ First Touch และ First Check

Check-in Drive Toyota Vios-Engine

ขุมพลัง
ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังชุดใหม่ ซึ่งมาทดแทนชุดเดิมที่ลากขายมานาน
ซึ่งการเปลี่ยนชุดระบบส่งกำลังครั้งนี้ มีการจูนสมรรถนะใหม่ให้แรงขึ้น และปล่อยไอเสียน้อยลง
รายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,500 ซีซี รหัส 2NR-FBE แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว
พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ Dual VVT-i จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด EFI ให้กำลังสูงสุด 108 แรงม้า (79 กิโลวัตต์)
ที่ 6,000 รอบ-นาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ-นาที สามารถเติมน้ำมัน E85 ได้
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Manual Mode 7 จังหวะ รายละเอียดเชิงเทคนิคมีดังนี้

อัตราทดเกียร์ : 2.480 – 0.396
เกียร์ถอยหลัง : 2.604 – 1.680
อัตราทดเฟืองท้าย : 4.761

หลายคนสงสัยว่าชุดเกียร์นั้นเป็นชุดเดียวกับ Corolla Altis รุ่นปัจจุบัน รึเปล่า?
สรุปง่ายๆคือ”เป็นชุดเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่อัตรทดเฟืองท้าย”ครับ

Check-in Drive Toyota Vios-Performance

สมรรถนะ
เราไปดูตัวเลขอัตราเร่งกันก่อนครับ โดยทดสอบด้วยตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิอยู่ที่ 29  องศาเซลเซียส ซึ่งผลออกมาเป็นแบบนี้

0-100 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 12.23 วินาที
ครั้งที่ 2 : 12.24 วินาที
ครั้งที่ 3 : 12.26 วินาที
>>เฉลี่ย : 12.22 วินาที<<

80-120 กม./ชม.
ครั้งที่ 1 : 09.22 วินาที
ครั้งที่ 2 : 09.22 วินาที
ครั้งที่ 3 : 09.28 วินาที
>>เฉลี่ย : 09.26 วินาที<<

เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ผมได้ลองขับ Vios รุ่นเดิม (1NZ และเกียร์ 4 สปีด) พบว่าตัวเลขนั้น
เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากหยุดนิ่งแล้วออกตัวไป กับ ช่วงเร่งแซง ซึ่งกำลังเครื่องนั้น
ถือว่าทำงานได้ดี ตอบสนองได้ไว ภาพรวมคือดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ด้วยรวมถือว่าทำได้ดีอยู่
ส่วนเกียร์นั้น แน่นอนครับเป็นชุดเดียวกันกับ Altis ตัวปัจจุบัน บุคลิกต่างๆแถบจะถอดมาแบบเดียวกัน
การจับพูลเลย์ของเกียร์ไวมาก แล้วยิ่งโหมด +/- ตอบสนองได้ไวมาก ซึ่งงวดนี้ยกความดีความชอบ
ให้กับเกียร์จริงๆ  หากเทียบกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Honda City นั้น เมื่อดูตัวเลขแล้วยังคงตามหลังอยู่
แต่เหมือนมาดูบุคลิกเกียร์นั้นถือว่าต่างกันสุดๆ โดยที่ City จะมีความนุ่มนวลอยู่และการจับของพูลเลย์ช้ากว่า
ประมาณ 1-2 วิ เพื่อถนอมเกียร์ให้กลับบ้านเก่าช้าก่อนกำหนด ในขณะที่ Vios นั้น มีความไวและฮาร์ดคอร์กว่า
แต่ด้วยความชำนาญของ Toyota ในแง่ความทนทานนั้นถือว่าได้เปรียบว่า City อย่างเห็นได้ชัด

พวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Eletric Power Streering) เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมนั้นพบว่าหนืดขึ้นกว่า
เดิมเล็กหน่อย การควบคุมในย่านความเร็วต่ำถือว่าทำได้กลางๆ ไม่ไวและไม่ช้าเกินไป ย่านความเร็วสูง
Center Feeling ในระยะ 5 มม. แรก ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด ต้องหักมากกว่าเล็กน้อย
โดยรวมแล้ว ตอบสนองอยู่ในระดับกลางๆในรถระดับเดียวกัน

ระบบกันสะเทือน : ทรงตัวดีขึ้น..นิดนึง
ส่วนระบบช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม และคอยสปริงพร้อมเหล็กกันโคลง
โดยรวมนั้นถือทำได้กลางๆ ไม่ได้แย่และดีเกินไป ในรุ่น S มีการเซ็ทให้แข็งขึ้น เพื่อเพิ่มการเกาะถนนมากขึ้น
จากที่ลองสาดโค้งยาวๆ ในย่านความเร็วประมาณ 80-110 กม./ชม. พบว่าตัวรถมีอาการย้วยๆดิ้นๆอยู่
แต่ช่วงล่างรถยังคงนิ่ง เกาะ และไปตามองศาพวงมาลัยอยู่ ส่วนการรับแรงสั่นสะเทือนพบว่ามีความตึงตังอยู่ซึ่งเป็นผลดี
หากเป็นวัยรุ่นหรือคนที่ชอบขับรถเร็วและชอบซอกแซก แต่กลับกันหากเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบขับช้าๆ เน้นนั่งไกล อาจจะไม่ถูกใจ

ความปลอดภัย
ขณะที่ระบบความปลอดภัยนั้น มีทั้ง ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
พร้อมเสริมด้วยระบบควบคุมการทรงตัว VSC ซึ่งมีให้ครบทุกรุ่น ทั้งโครงสร้างนิรภัย GOA ถุงลมนิรภัยแบบ
คู่หน้า SRS ที่ครั้งนี้ มีการใช้เหล็กแบบ High Tension และรวมไปถึงการเลือกใช้ชิ้นส่วนทำให้น้ำหนักเบาถึง 50%

Check-in Drive Toyota Vios-Fuel Mode-1

Carside Fuel Mode
แม้รูปทรงภายนอกและภายในจะยังเหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนชุดระบบส่งกำลังนั้น ทำให้ผมตัดสินใจที่จะทำอัตราสิ้นเปลือง
เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด เริ่มต้นด้วยการเซ็ทลมยางให้เป็นขนาด 32 ปอนด์ ทั้ง 4 ล้อ หลังจากนั้น
เติมน้ำมัน Shell Fuel Save แก็สโซฮอล์ 91 ซึ่งเป็นน้ำมันที่เราใช้ทดสอบ

Check-in Drive Toyota Vios-Fuel Mode-2

เมื่อเติมเต็มถังเสร็จ ก็สตาร์ทรถแล้วเซ็ทไมล์เป็น 0 หลังจากนั้นออกเดินทางโดยออกจากปั้มน้ำมัน
แล้วกลับรถที่หน้ากรมขนส่งทางบกภาคเหนือ แล้วหลังจากนั้นขับตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกสนามบิน
แล้วตรงไปกลับรถที่หน้ากองบิน 41 แล้วเลี้ยวซ้ายอีกรอบตรงหน้ามหาวิทยาลัย ฟาร์อิสเทิร์น กลับรถบริเวณหน้าไปรษณีย์
ก่อนเข้าคูเมือง แล้วไปยังถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยกสารภีแล้วกลับรถ
มุ่งหน้าต่อไปที่แยกหน้าโรงพยาบาลเทพปัญญา หลังจากตรงไปขึ้นสะพานถนนสมโภช 700 ปีแล้วไปกลับรถสามแยก
แม่เหียะ แล้วขับยาวไปกลับรถที่สะพานข้ามแม่น้ำก่อนถึงหน้าศาลากลางจังหวัด แล้วขับรถตรงไปเลี้ยวขวา
ที่แยกหน้า Big C หางดง แล้วกลับรถที่หน้าปั้มเชลล์

โดยตลอดการทดสอบนั้น เราใช้ความเร็วช่วงระหว่าง 80-120 กม./ชม. หากถนนโล่งจะใช้ความเร็ว
อยู่ที่ 110 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วคงที่ หลังจากขับตามเส้นทางของเราเป็นระยะ 1 ชม. ก็ได้เวลาเติมน้ำมันกลับ
โดยใช้น้ำมัน Shell Fuel Save แก็สโซฮอล์ 91 หัวจ่ายเดิม มาตรฐานเหมือนกับตอนเติมครั้งแรก เติมให้เต็มถัง ถือว่าสิ้นสุด

Check-in Drive Toyota Vios-Fuel Mode-3

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 05.83 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 15.58 กม./ล.<<
แม้จะยังไม่ได้ทดลองรุ่น 1NZ แบบเต็มๆ ก็ตาม แต่ถือประหยัดพอๆกันในกลุ่ม B-Segment ในขณะที่รถที่เราได้ทดลองขับนั้น
พบว่าประหยัดว่า Honda Jazz ไป 0.06 ลิตร  แต่ก็ยังแพ้ให้กับ Honda City ที่ประหยัดกว่า 0.58 ลิตร ยังครองแชมป์รถ B-Car
ที่ประหยัดที่สุดของ Carsideteam อยู่เหมือนเดิม

Check-in Drive Toyota Vios-Exterior-4

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
:ขับสนุกขึ้นนิดนึง ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ที่เหลือรอ Minorchange  
แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนเรื่องหน้าตาแต่อย่างใด แต่โตโยต้าก็ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์และ
ระบบส่งกำลังใหม่ตามที่หลายๆคนรอคอยกันมานานแล้ว ซึ่งสมรรถนะที่ให้มานั้นถือว่า
ดีขึ้นมานิดนึง แต่ไม่ถึงขนาดแรงจนเป็นที่ 1 ในตลาด แต่ต้องยอมรับว่า อัตราสิ้นเปลือง
ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐาน B-Segment ยุคปัจจุบันเช่นเคย และความปลอดภัยที่ให้
ระบบการทรงตัว VSC มาทุกรุ่น และเพิ่มระบบเบรก ABS EBD ในรุ่น J ถือว่าดีแล้ว

เรื่องที่ปรับปรุงก็ยังมีเช่นเคย ทั้งเรื่องมาตรวัดที่ต้องใช้วัสดุให้ดีขึ้น ออปชั่นที่แม้ว่า
จะเพิ่มขึ้นมาจากเดิมนิดนึง แต่ถ้าเพิ่มออปชั่นต่อรุ่นให้มากกว่านี้นิดนึงจะดีกว่า
รวมไปถึง พื้นที่ Headroom ด้านหลังที่นั่งแล้วหัวยังติดเช่นเคย ซึ่งปัญหานี้
B-Segment Sedan แทบทุกรุ่นเป็นกันหมด ต้องรอดูโฉมต่อไปว่าจะเพิ่มในส่วนนี้ไหม

ส่วนต่อมาคือช่วงล่างที่แม้จะนิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิมนิดนึงก็ตาม แต่อยากให้ลดอาการย้วยให้น้อยกว่านี้
จะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น พวงมาลัยก็เช่นกันอยากให้มีความหนืดมีกว่านี้เล็กน้อย และ Center Feeling ควรที่นิ่ง
ในย่านความเร็วสูงกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกันต้องควบคุมง่ายด้วย

ทีนี้คนที่จะซื้อละ? หากเป็นคนที่ยังไม่ซีเรียสกับหน้าตา และอยากจะเปลี่ยนรถในช่วงนี้ หรือ อยากถอยรถคันแรกจริงๆ
ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอยู่ แต่กลับกันหากซีเรียสในเรื่องการขับขี่และหลายสิ่งหลายอย่างให้ดีขึ้น รวมถึงหน้าตาด้วย
อันนี้ต้องรอรุ่นไมเนอร์เชนจ์ไปเลยจะคุ้มกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกันว่า เวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์จะมีอะไรเพิ่มเติมมาบ้าง
ต้องติดตามกันต่อไป… แต่ทั้งนี้เป็นเพียงแค่ First Check Drive Special ส่วน Full Test แบบเต็มๆ พร้อมกับรุ่น E จะเป็นอย่างไร
อดใจรอกันนะครับ…

Check-in Drive Toyota Vios-Exterior-5

กราบขอบพระคุณงามๆ
-บริษัท โตโยต้า ล้านนา จำกัด

ศูนย์บริการที่ได้รับมาตรฐาน มีเครือข่ายมากที่สุดในภาคเหนือ
โทร.(053) 408-999
ที่เอื้อเฟื้อรถในการทดสอบครั้งนี้
________________________________________________________
ทดลองขับ & ถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : วันที่ 27 พฤษภาคม 2559

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตจากต้นฉบับทุกครั้ง

Total 1 Votes
0

Tell us how can we improve this post?

+ = Verify Human or Spambot ?

About The Author